เทียนกลับที่สำนักอักษรสวรรค์ครั้งนี้ เทียนก็ใช้ป้ายสีทองแสดงให้คนเฝ้าประตูแล้วเดินเข้าไปในสำนัก คนเฝ้าประตูเห็นป้ายสีทองก็รีบคำนับ แล้วเชิญเข้าไปทันที เทียนคิดว่า นี่คงเป็นป้ายของศิษย์หลักทุกคนเลยต้องทำความเคารพเลยไม่ใส่ใจอะไร เลยเข้าไปที่ตึกที่พักของอู๋เซิน พอเข้าไปทุกคนก็ทำความเคารพเทียน
แล้วเรียกเทียนว่าพี่ใหญ่ทุกคน เทียนไม่ใส่ใจ ถามหาอู๋เซิน ทันใดนั้นก็มีเงากระโดดลงมาจากชั้นสี่ มายืนตรงหน้าเทียน
“ ลูกพี่กลับมาแล้ว” อู๋เซินรีบเข้ามากอดเทียนแน่น
“ ฝีมือดีขึ้นนี่ ข้าไปไม่ถึงสามเดือน นี่เจ้าเลื่อนระดับไป 4 ระดับเป็น ราชันยุทธ์ ระดับ 68 แล้วหรือนี่”
“ ก็ได้เม็ดยาของลูกพี่ และ แท่นอักษรวายุทำให้ข้าเลื่อนระดับได้เร็วขึ้น”
ที่แท้อู๋เซินมีธาตุลม พอสัมผัสกับตัวอักษรวายุเลยถูกกระตุ้นพลังขึ้นมา
“ แล้วอู่ซวงล่ะ เป็นไงบ้าง”
“ ตอนนี้น้องอู๋ซวงแซงล้ำหน้ากว่าข้า อยู่ที่ราชันยุทธ์ระดับ 70 ไปแล้ว”
อู๋เซินเอ่ยด้วยความภูมิใจในตัวน้องสาว
“ ช่วงนี้มีใครมาหาเรื่องสองคนพี่น้องบ้างหรือไม่”
“ มีแต่คนมาตามจีบ น้องอู๋ซวง ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร”
“ อู๋ซวงเพิ่งจะ สิบสามปี มีคนมาจีบแล้วหรือ” เทียนสงสัย
“ ไม่เห็นต้องแปลกใจ ท่านแม่แต่งงานตอนอายุ 14 พอ 15 ก็คลอดข้าออกมาแล้ว” อู่เซิน พูดเหมือนเป็นเรื่องปกติ แต่ว่าเทียนยังคิดว่า วัยนี้ยังไม่ควรมีบุตร
เพราะว่ายังเด็กเกินไป วุฒิภาวะ ยังไม่ได้ แต่พอมาคิดว่านี่คือโลกโบราณ ความคิดสมัยใหม่คงมาใช้ไม่ได้เสมอไป จึงชวนอู๋เซิน ไปหาที่พักของพวกศิษย์หลักกัน ความเป็นอยู่น่าจะดีกว่าที่อยู่รวมกับอีก สองร้อยคนแบบนี้
“ ลูกพี่เป็นศิษย์หลักแล้วหรือ”
“ ใช่นี่คือป้ายศิษย์หลัก” เทียนยื่นป้ายทองให้อู๋เซินดู พออู๋เซินหยิบมาดูก็สงสัย
“ ข้าเป็นศิษย์สายนอก ได้ใช้แผ่นป้ายเป็นไม้ ศิษย์สายในได้แผ่นป้ายทองแดง
ศิษย์หลักก็เป็นป้ายเงิน แต่ทำไมข้าไม่เคยเห็นป้ายสีทอง แล้วอาจารย์ของลูกพี่เป็นใคร เจียงมู่ฉิน ข้าไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน” อู๋เซินเอ่ยด้วยความสงสัย
“ เจ้าจะไปรู้อะไร พาข้าไปแผนกจัดการ เรื่องที่พัก เลย” อู๋เซินเกาหัวรู้สึกเริ่มคุ้นชื่อ เจียงมู่ฉิน แต่นึกไม่ออกว่าเป็นใคร เทียนต้องผลักให้มันพาไปแผนกจัดการห้องพัก พอไปถึง เทียนก็ยื่นป้ายสีทองแล้วบอกว่า อยากได้ห้องพักสักห้อง
พอเด็ก ๆที่จัดสรรห้องพัก เห็นป้ายก็ตกใจตาค้าง มองหน้าเทียนเหมือนกับเห็นผี
ยังไงยังงั้น แล้วบอกให้เทียนรอสักครู่ แล้วก็รีบวิ่งไปหาอาจารย์ควบคุมแผนกจัดการทันที อาจารย์เห็นป้ายแล้วก็มองหน้าเทียน แต่ยังไม่พูดอะไร ได้แต่มองป้ายและมองหน้าเทียนอีกครั้ง จนเทียนสงสัยขึ้นมาแล้ว
“ นี่เจ้าไปเอาป้ายทองนี้มาได้อย่างไรกัน” อาจารย์ค่อยๆ เอ่ยถามด้วยความเกรงใจ
“ อาจารย์ข้าให้มา” เทียนพูดตามจริง
“ ท่านหมายถึง ท่านบรรพบุรุษเจียงมู่ฉิน เนี่ยนะ เจ้าล้อข้าเล่นหรือเปล่า ท่านบรรพบุรุษท่านขึ้นสวรรค์กลายเป็นเซียนไปแล้ว จะมาปรากฎตัวอีกได้อย่างไรกัน”
เทียนเริ่มเอะใจ
“ทำไมเจียงมู่ฉิน ไม่ใช่เจ้าสำนักคนปัจจุบันหรอกหรือ”
“ ไม่ใช่ ท่านบรรพบุรุษเจียงมู่ฉิน เป็นอาจารย์ปู่ของเจ้าสำนักเจียงไป๋ คนปัจจุบัน”
“ ฮ้า เรื่องจริงหรือนี่” เทียนตกใจ
“ ใช่แล้ว ข้านึกออก ท่านบรรพบุรุษ เจียงมู่ฉินเป็นอาจารย์ของ ผู้ก่อตั้งสำนักอักษรสวรรค์แห่งนี้ขึ้นมา เจ้าสำนักเจียงไป๋เป็นศิษย์หลาน ถ้าเช่นนั้นลูกพี่ก็เป็น
อาจารย์อาของท่านเจ้าสำนัก เท่ากับว่าเป็นอาจารย์ปู่ของข้าด้วยหรือนี่?”
อู๋เซินลำดับญาติให้เทียนฟังจนงงไปหมด
“ พวกเจ้ารออยู่ที่นี่ เรื่องนี้สำคัญมาก ข้าต้องเรียนเรื่องนี้ต่อท่านเจ้าสำนักก่อน”
อาจารย์ที่คุมการจัดการห้องพักหายวับไปหาเจ้าสำนักทันที เทียนกับอู๋เซินก็เลยต้องยืนรออยู่ที่หน้าสำนักงานแห่งนี้
ทันใดนั้นมีคนมาปรากฏตัวเกือบสิบคน มีท่านเจียงไป๋เจ้าสำนักคนปัจจุบัน ยืนอยู่ด้านหน้า เอ่ยถามเทียนด้วยความตื่นเต้น
“ นี่เจ้าคือ เจ้าของป้ายอันนี้ใช่หรือไม่” เทียนพยักหน้า
“ เจ้าช่วยเล่าเรื่องตอนที่เจ้าพบอาจารย์ปู่ให้ข้าฟังหน่อยได้ไหม”
เทียนเห็นว่าไม่ใช่เรื่องอะไรต้องมาปิดบังกัน ก็เลยเล่าให้ฟังทั้งหมด เจ้าสำนักพยักหน้าเริ่มเข้าใจ แต่ก็ยังสงสัย
“ ที่เจ้าพูดว่า เจ้าผ่านอักษรสวรรค์ ทั้ง 8 ตัวภายในคืนเดียว เป็นความจริงหรือ”
“ จริงครับ” เทียนย้ำอย่างหนักแน่น ทำให้เจ้าสำนักต้องเชื่ออย่างไม่ต้องสงสัย
เพราะป้ายอันนี้มีพลังเซียนติดอยู่ และพลังแบบนี้คล้ายกับอาจารย์ของเขา แต่ว่าป้ายอันนี้ล้ำลึกยิ่งกว่ากันหลายเท่า แล้วถอยหลังออกมาสามเก้า แล้วก้มโค้งคำนับแบบพิธีการของสำนัก
“ คำนับ ท่านอาจารย์อา” คนที่มาด้วยกันล้วนเป็นผู้สูงวัยเกิน 60 ไปแล้วทั้งนั้นทำให้ทุกคนต่างตกใจยิ่งนัก
“ พาท่านอาจารย์อาไปพัก ยอดเขาสวรรค์ หากท่านต้องการอะไร ก็จัดให้ท่านทุกอย่าง” เจ้าสำนักสั่งอาจารย์คุมห้องพัก แล้วหันมาคำนับเทียนอีกครั้ง ก่อนจะจากไป เทียนได้แต่ยืนนิ่งไม่รู้จะทำตัวแบบไหนดี
“ เชิญท่านอาจารย์ปู่” เสียงลูกศิษย์หญิงคนหนึ่ง เดินพาเทียนไปห้องพักบนยอดเขาสวรรค์ เทียนกับอู๋เซินเดินขึ้นไป บนยอดเขาพบว่ามีบ้านพักอยู่สองหลัง ในแต่ละหลังมีห้องพัก อีก ห้าห้อง ลูกศิษย์หญิงบอกว่า จะเลือกพักบ้านหลังใดก็ได้ยกเว้นบ้านหลังเล็กสีขาวกลางน้ำที่นั้นเป็นที่พักของ ท่านบรรพบุรุษเจียงมู่ฉิน
เทียนเดินสำรวจรอบๆ ไม่น่าเชื่อบนยอดเขาสวรรค์กลับมีบึงน้ำอยู่บนยอดเขาด้วย
และน้ำจากบึงก็ไหลลงไปกลายเป็นน้ำตก เทียนกำลังสงสัยว่า น้ำในบึงมาจากไหนมากมายขนาดนี้
“ โอ้ โห ลูกพี่ ที่นี่สุดยอดไปเลย”
“ เจ้าไปเก็บเสื้อผ้ามาอยู่กับข้าที่นี่ พาอู๋ซวงมาดูด้วยหากว่าชอบ ก็มาอยู่เสียด้วยกันที่นี่ให้หมด”
“ ข้ากับน้องมาอยู่ได้ด้วยหรือ”
“ ได้ซิ อย่าลืม ว่าข้าเป็นใคร” เทียนให้ความมั่นใจให้กับอู๋เซิน
“ ขอบคุณมากเลย ข้าจะไปพาอู๋ซวงมาเดี๋ยวนี้เลย”
คืนนั้น สองคนพี่น้องก็ตกลงย้ายขึ้นมาอยู่บนยอดเขาสวรรค์พร้อมเทียนด้วยกันทั้งหมด คืนนั้นเทียนกลับเข้าไปใน เจดีย์ แล้วนำผลึกเซียนของปีศาจแมงมุมออกมาแล้วเริ่มดูดซับ พลังเข้าไปในร่างกาย พลังที่มากมายไหลบ่าเข้าสู่ทั่วร่างอย่างรวดเร็ว พลังราชันยุทธ์ที่มีจากระดับ74 ก็เพิ่มขึ้นเป็น 75 ,76,77,78,80 แล้วยังคงค่อยไหลขึ้นไปจนทะลุอีกถึงขั้นจักรพรรดิพรหมเทพ ระดับที่ 81 พลังจึงหมด
ส่วนพลังวิญญาณยุทธ์เวลานี้ก็เพิ่มขึ้นไปอีก 7 ระดับ เป็นจักรพรรดิวิญญาณยุทธ์ระดับ 86 เทียนปรับร่างกายให้เข้ากับพลังใหม่ที่เพิ่มขึ้น จากนั้นเทียนก็ออกมาจากเจดีย์ แล้วมุ่งหน้าเข้าสู่ศิลาอักษรเซียน ซึ่งเป็นอักษรตัวสุดท้าย
เทียนถูกดูดเข้าไปในมิติตัวหนังอักษรเซียนอีกครั้ง คราวนี้ มีแสงส่องเข้าร่างของเทียนจากทั่วทุกทิศทุกทาง จนร่างของเทียนกลายเป็นโปร่งแสงไม่มีร่างกาย มีแต่ตัวใสใสคล้ายกระจกแล้วภายในร่างกายก็มีกลุ่มควันขึ้นมาปรากฏเป็นจิ้งจอกตัวน้อยสีเขียวน่ารัก และยังมีปลาตัวน้อยเดินไปมารอบตัวเทียนสีเขียวอีกเช่นกัน ส่วนตัวสุดท้ายก็เป็นแมงมุมตัวเขียว ตาเขียวทั้งตัวเดินไปมา รูปร่างพอๆ กับปลาน้อย ทั้งสามตัวล้วนสีเขียวทั้งหมด ทั้งสามตัวเริ่มทะเลาะกัน แล้วกัดกันต่อสู้กันอย่างดุเดือด ทุกครั้งที่เซียนปีศาจตัวไหนถูกทำร้าย เทียนก็ได้รับบาดเจ็บตามไปด้วย สุดท้ายเทียนเริ่มบังคับให้ทั้งสามตัวรวมเป็นร่างเดียวกันจะได้ไม่ต้องทำร้ายกันอีก แล้วในที่สุด สัตว์เซียนปีศาจทั้งสามตัวก็รวมกันได้ เป็นหนึ่งเดียว เทียนสามารถรวมพลังเซียนได้เป็นหนึ่งเดียวแล้ว
เทียนค่อยๆ ลืมตาขึ้น เทียนนึกว่าผ่านด่านเซียนแล้วเสียอีก แต่ว่าที่นี่คือที่ไหนกันนะ เทียนมองไปรอบๆ ไม่เห็นอะไรสักอย่างที่คุ้นเคย เทียนได้ยินเสียงร้องไห้อย่างโหยหวน ได้ยินเสียงคนขอร้องว่าอย่าฆ่า พวกเขาเลย เทียนหายวับกลายเป็นลมไปปรากฎตัวที่คฤหาสน์ใหญ่หลังหนึ่งที่ได้ยินเสียงร้องโหยหวน กลิ่นเลือดคลุ้งไปทั่ว
เทียนมองไปที่บนฟ้ามีคนแต่งกายคล้ายพวกขุนพลสวรรค์ ยืนถืออาวุธ อยู่เต็มท้องฟ้า มีการจับผู้หญิงคนหนึ่งผูกด้วยเชือกวิเศษ แล้วขึ้นรถม้าลอยขึ้นไปบนสวรรค์ เทียนเปิดประตูเข้าไปในคฤหาสน์ใหญ่หลังนี้โดยไม่สนใจคนที่มองอยู่บนฟ้า ในบ้านมีศพมนุษย์นอนตายกันมากว่าร้อยชีวิต เทียนเห็นเด็กชายวัย 8 ขวบ กับเด็กหญิงวัย 3 ขวบ กำลังร่ำไห้กอดศพพี่ชายกับพ่อที่ถูกฆ่าตาย เทียนเห็น ทหารสองคนกำลังจะฟันคอเด็กที่ยังรอดชีวิต ทั้งสองคน เทียนใช้ดัชนีสายฟ้ายิงเข้าใส่ทหารทั้งสองคนทันที เปรี้ยง ๆ
ทั้งสองกระเด็นไปกองกับพื้น เทียนเคลื่อนตัวเข้าไปหาทหารสวรรค์ทั้งสองอย่างรวดเร็วแล้วเรียกดาบมารออกมาฟันคอทั้งสองคนจนขาดสะบั้น ทหารสวรรค์ด้านบนเห็นเช่นนี้ก็ตกใจไม่คิดว่า
จะมีใครปรากฎกายขัดขวางและสังหารพวกเขาได้อย่างง่ายดายเช่นนี้ ทหารสวรรค์ทั้งยี่สิบคน จึงลงมาปรากฎต่อหน้าเทียนที่เวลานี้พาเด็กทั้งสองมาไว้ที่ด้านหลัง แล้วเด็กทั้งสองคนก็กอดขาเทียนแน่นด้วยความหวาดกลัวพร้อมส่งเสียงสะอื้นเป็นระยะ
“ แกเป็นใคร บังอาจมาขัดขวาง ราชโองการสวรรค์ รู้ไหมต้องได้รับโทษเช่นไร”
“ ไอ้พวกนรกส่งมาเกิด กล้าเรียกว่าการฆ่าผู้บริสุทธิ์เช่นนี้ว่า ราชโองการสวรรค์อีกหรือวันนี้ข้านี่แหละ คือ ราชโองการจากสวรรค์ จะพิพากษาพวกแกทุกคนเอง” เทียนใช้ฝ่ามือเรียกปีกยักษ์คุนเผิงออกมาแล้วใช้ฟาด ทหารสวรรค์เหล่านี้จนกระเด็นร่างขาดกระจายไปพร้อมกันทีเดียว 10 คน ที่เหลือต่างตกใจไม่คิดว่ามนุษย์จะมีฤทธิ์เดชขนาดนี้ จึงเริ่มใช้อาวุธทั้งสิบขว้างเข้าใส่เทียน จุดเดียว เทียนใช้ปีกคุนเผิง กระแทกอาวุธทั้งสิบออกไป แล้วก็ปล่อยพลังฝ่ามือยูไลกำราบเซียน เกิดเป็นฝ่ามือยักษ์พุ่งออกไปโดนทหารสวรรค์ทั้งสิบคน ร่างลุกไหม้กลายเป็นขี้เถ้าทั้งหมด ทหารสวรรค์อีกนับร้อย ที่ยืนอยู่ต่างตกใจ จากนั้นก็มีขุนพลสวรรค์ ที่เป็นหัวหน้าปฏิบัติการในครั้งนี้ ปรากฎกายออกมา
“ ข้าคือ ขุนพลเทียนเผิง(อดีตตือโป้ยก่าย) ได้รับราชโองการสวรรค์มาสังหารครอบครัวหยางเทียนโย่ว ให้หมดสิ้น และจับตัวเทพธิดาเหยาจี น้องสาวท่านเง็กเซียนฮ่องเต้ไปรับโทษ เด็กน้อยเจ้าอย่าเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้เลยจะดีกว่า”
“ ไร้สาระสิ้นดี ราชโองการสวรรค์บ้าบออะไร นีคือชีวิตคน สวรรค์มีสิทธิอะไร มาสั่งให้สังหารผู้คนเป็นผักปลาเช่นนี้ ไปให้ไกลๆ เลย มิเช่นนั้น อย่าหาว่าข้าไม่เตือน”
เทียนกำหมัดแน่นที่ได้ฟังเรื่องแบบนี้ ยิ่งมองซากศพต่อหน้า และเห็นเด็กน้อยทั้งสองคนกอดขาสะอื้นไห้ แบบนี้ยิ่งทำให้แค้นใจ คนพวกนี้จริงๆ
“ ข้าต้องทำตามราชโองการสวรรค์ เจ้าอย่าโทษข้าเลย” ขุนพลเทียนเผิงควงทวนพุ่งเข้าใสเทียน ทันที เทียนใช้ฝ่ามือยูไลปราบเซียนปล่อยออกไป กลายเป็นมือยักษ์กระแทกเข้าใส่ ร่างขุนพลเทียนเผิงลอยหายไปในอากาศไกลลิบไม่กลับมาอีกเลย ที่เหลือ เทียนปล่อยฝ่ามือไปอีก สิบกว่าฝ่ามือ ทหารนับร้อยถูกกระแทกกระเด็นลอยคว้างกระจัดกระจายไปทั่วท้องฟ้า งานนี้ ไม่รู้หาทางกลับสวรรค์เจอหรือเปล่าไม่รู้ เทียนหันมาอุ้มเด็กหญิงวัยสามขวบ และจูงมือเด็กชายวัยแปดขวบออกมาจากบ้านหลังนี้ แล้วเทียนก็ปล่อยพลังอัคคีเผาคฤหาสน์หลังนี้ทั้งหลัง
หวังให้วิญญาณทั้งหมดไปสู่สุคติ เทียนเห็นเหล่าวิญญาณทั้งหลายคำนับเทียน
แล้วร่างแต่ละคนก็กลายเป็นสะเก็ดดาวหายขึ้นสวรรค์ไปจนหมด มีเหลือเพียงร่างชายหนุ่มคนหนึ่งกับชายวัยกลางคนอีกคนหนึ่งยังไม่ยอมไปไหน
“ ข้ารู้ว่าท่านทั้งสองคนจะพูดอะไร ไม่ต้องเป็นห่วงข้าจะดูแลพวกเขาเอง” ทั้งสองคนพอได้ยินเช่นนี้ ร่างกายก็กลายเป็นสะเก็ดดาวหายขึ้นไปบนฟ้า
เทียนเห็นเด็กชายคนพี่ จูงมือน้อง แล้วให้ ก้มคุกเข่าไปที่พื้นพร้อมกันแล้ว คำนับไปที่กองไฟคนละสามครั้ง แล้วก็ลุกขึ้นมาพี่ชายมาคุกเข่าต่อหน้าเทียนอีก ส่วน เด็กสาวเข้ามาเกาะขาเทียน
“ ท่านอาจารย์โปรดรับข้าเป็นศิษย์ด้วยเถิด ข้าจะแก้แค้น คนที่ฆ่าท่านพี่ กับท่านพ่อ แล้วช่วยท่านแม่ออกมา” เด็กชายคุกเข่าอยู่เช่นนั้นไม่ยอมลุกขึ้น เด็กสาวเดินเตาะเตะ ไปคุกเข่าข้างพี่ชายด้วยเช่นกัน
“ ข้าด้วย” เด็กหญิงตัวน้อยเพิ่งจะหัดพูดไม่กี่คำก็พูดคำนี้ออกมา เทียนอุ้มเด็กหญิงขึ้นมา
“ ข้าจะสอนทุกอย่างให้เจ้า ตามข้ามา” เทียนบอกแค่นี้เด็กชายวัยแปดขวบก็รีบลุกแล้ววิ่งตามเทียนอย่างรวดเร็ว...