หลังจากหว่านซีแต่งหน้าเสร็จ นางมองตรงไปยังกระจกทองแดงที่พร่ามัวเล็กน้อยตรงหน้า พิจารณาหญิงงามในกระจกด้วยรอยยิ้มจาง ปากแดงฟันขาว งดงามยิ่งนัก
เกาหมัวมัวและทิงจู๋ที่รับใช้นางมานานมองด้วยความประหลาดใจ
ตำหนักในขององค์ชายเก้ามีหญิงงามมากมายทั้งมีศักดิ์ฐานะและไร้ยศตำแหน่ง จะหวนอ้วนหรือเยี่ยนผอม[1]ก็หาพบได้ทุกแบบ แต่ละคนก็มีข้อดีในตัวเอง แต่ความงามเย้ายวนใจของหว่านซียังคงทำให้ผู้คนรู้สึกตกตะลึงได้เสมอ
เมื่อหว่านซีเปลี่ยนเครื่องแต่งกายเป็ชุดพิธีการสีแดงเข้มออกมาจากห้องด้านในอิ้นถังก็นั่งอยู่ที่โต๊ะอาหารแล้ว ครั้นเห็นนางเข้ามาใกล้ ร่องรอยความประหลาดใจก็ปรากฏในดวงตาของชายหนุ่ม จากนั้นเขาก็โบกมือให้หลินชูจิ่ว อีกฝ่ายก็นำคนอื่นๆ ถอยกลับด้วยท่าทางนอบน้อม
หว่านซีมองรูปลักษณ์สง่างามของอิ้นถังก่อนยกยิ้มมุมปาก นางหยิบตะเกียบขึ้นมาคีบอาหารให้เขา บ่อยครั้งที่ก่อนที่เขาจะส่งเสียง นางมักจะคีบอาหารที่เขา้าลงในชามแล้วท่าทางเอาใจใส่เช่นนี้เพิ่มความประทับใจให้กับชายหนุ่มอย่างไม่ต้องสงสัย
อันที่จริงแล้วเขาประทับใจหว่านซีมากก็จริงแต่ก็ไม่ได้ถึงขนาดรักใคร่มากมายถึงเพียงนั้น เพียงแต่ว่าท่าทางของนางไม่ว่าจะเป็เมื่อวานหรือวันนี้ไม่ว่าจะในที่รโหฐานหรืออยู่ในสายตาผู้อื่นก็สามารถดึงดูดความสนใจของเขาไปหมดสิ้น
หลังจากรับประทานอาหารเช้าแล้ว อิ้นถังซึ่งอารมณ์ชื่นบานก็ไม่ได้โยนนางไปที่ต่งเอ้อซื่อโดยตรงเหมือนเมื่อก่อน แต่กลับพาหว่านซีไปที่เรือนหลักด้วยตนเอง
เมื่อมีคนใหม่เข้ามาในตำหนัก ย่อมต้องทำตามธรรมเนียมคารวะชาต่อภรรยาเอก เมื่อหว่านซีตามอิ้นถังไปที่เรือนหลักแล้วก็พบว่าต่งเอ้อซื่อและสตรีคนอื่นๆล้วนอยู่กันพร้อมหน้าทำให้โถงกลางเต็มเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวาจากอาภรณ์สีสดใสของหญิงงาม
หว่านซีเดินตามอิ้นถังด้วยก้าวย่างสง่างามและทุกสายตาในห้องโถงก็จับจ้องมาที่นางอย่างพร้อมกัน ต่างฉายแววอิจฉา ริษยาและเหยียดหยาม แตกต่างกันไปแต่ก็เหมือนดังเช่นชีวิตก่อนที่นางเคยผ่านมา
ในชีวิตก่อนของนาง หว่านซีเชื่อว่ามีเพียงหยาดฝนและหยดน้ำค้างพร่างพรม[2]จึงจะสามารถอยู่ร่วมกันได้ แต่ความจริงอันโหดร้ายบอกว่านางคิดผิดแล้ว สตรีในตำหนักในนี้จะไม่มีวันพึงพอใจ หากพวกนางได้ลิ้มรสความหวานเพียงเล็กน้อยก็อยากจะกลืนทุกอย่างเพื่อตนเองเท่านั้น ดังนั้นแทนที่จะปล่อยให้ผู้อื่นสร้างปัญหา คงดีกว่าหากนางจะสามารถทุกอย่าง แล้วปล่อยให้สตรีแสนละโมบพวกนี้ได้แต่ดูแต่ไม่อาจแตะต้อง
“หม่อมฉันถวายบังคมองค์ชาย ขอทรงพระเจริญเพคะ" ต่งเอ้อซื่อนำอนุภรรยาคนอื่นมาต้อนรับนางอย่างสง่างาม
"ลุกขึ้นเถิด"อิ้นถังไม่แม้แต่จะมองนาง เขาเพียงโบกมือให้เล็กน้อย ก่อนเดินผ่านคนเ่าั้ไปนั่งยังที่นั่งหลัก
ต่งเอ้อซื่อสวมชุดสีแดงสดใบหน้าแต้มรอยยิ้มอ่อนโยน แต่การแสดงออกของนางค่อนข้างแข็งทื่อเล็กน้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้เห็นความงามอันประณีตของหว่านซี ท่าทางของนางก็ยิ่งดูเคร่งเครียดมากขึ้น
จูซื่อ โจวซื่อหลิวเจียซื่อและคนอื่นๆ เฝ้ามองด้วยแววตาที่ซับซ้อนและความคิดที่แตกต่างกัน
หว่านซีหลุบดวงตาลงต่ำไร้ท่าทางเคร่งเครียด เพียงรออย่างอย่างเงียบๆให้ต่งเอ้อซื่อนั่งลง นางรู้อยู่แก่ใจว่ารูปร่างหน้าตาของนางคืออาวุธที่ทรงอานุภาพที่สุดเพียงพอที่จะทำให้ต่งเอ้อซื่อนอนไม่หลับทั้งวันทั้งคืนด้วยความทรมานอย่างไม่รู้จบแล้ว
อิ้นถังมองไปทางต่งเอ้อซื่อซึ่งยืนนิ่ง ขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มว่า “เริ่มเลยเถอะ!"
ต่งเอ้อซื่อตื่นจากภวังค์และนั่งลงข้างๆ อิ้นถัง อิ่นหมัวมัวส่งสายตาปลอบโยนให้เ้านายของตน แม้เบื้องหน้าต่งเอ้อซื่อจะสงบนิ่งแต่ลึกลงไปนางหวังเหลือเกินที่จะได้กรีดใบหน้าของหว่านซีสักสองสามรอยด้วยมือของตนเอง
หว่านซีมองเห็นทุกอย่างภายใต้สายตาของตน นางคุกเข่าบนเบาะก่อนค้อมคำนับตามพิธีการ และเพราะในใจเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขน้ำเสียงที่ไพเราะแต่เดิมของนางจึงก้องกังวานมากขึ้น "หม่อมฉันหวันเหยียนหว่านซี ถวายบังคมพระชายา ขอทรงพระเจริญเพคะ"จากนั้นนางก็หยิบชาที่หญิงงามมอบให้มาถือไว้ ไม่สนใจความโกรธในดวงตาของต่งเอ้อซื่อ ก่อนยกถ้วยชาขึ้นสูงเหนือศีรษะแล้วยื่นไปตรงหน้าต่งเอ้อซื่อ "เชิญพระชายาดื่มชา“
อย่างที่โบราณว่าไว้ ศัตรูไร้สุขเ้าจะยิ่งมีสุข
หากอิ้นถังไม่ได้อยู่ที่นี่ในตอนนี้ต่งเอ้อซื่อคงลงมือกับนางไปแล้ว ทว่าตอนนี้นางทำได้เพียงหยิบถ้วยขึ้นมาจิบเท่านั้น "น้องหวันเหยียน ลุกขึ้นเถิด!”
“ขอบพระทัยพระชายา” หว่านซีเอ่ยขอบคุณก่อนจะลุกขึ้นยืนโดยมีทิงจู๋ช่วยประคอง
ต่งเอ้อซื่อหันไปหยิบกล่องสีแดงจากตงกูกูมายื่นให้หว่านซี กล่าวว่า"จากนี้ไปน้องสาวเป็คนขององค์ชายแล้ว พี่สาวน้องสาวที่นี่ล้วนแล้วแต่เป็ครอบครัวเดียวกัน ขอให้เ้ารับใช้องค์ชายให้ดี แตกกิ่งก้านสาขาได้อย่างรวดเร็ว”
หว่านซีอยู่ใกล้มากเสียจนได้ยินเสียงขบฟันของต่งเอ้อซื่อซึ่งทำให้เพิ่มความสุขให้มากขึ้นไปอีกแต่ภายนอกนางยังคงต้องแสดงความซาบซึ้งออกมาด้วยท่าทางนบนอบ "ขอบพระทัยพระชายาที่สอนสั่งเพคะ”
จูซื่อและโจวซื่อเป็สองคนแรกที่ติดตามอิ้นถัง โดยเฉพาะจูซื่อที่เป็สตรีคนแรกของเขา ดังนั้นสถานะของนางจึงพิเศษกว่าผู้อื่นเล็กน้อย แต่เพราะพื้นเพต่ำต้อยทำให้นางไม่อาจมีศักดิ์ฐานะที่สูงกว่านี้ได้ หลิวเจียซื่อและเว่ยซื่อเข้ามาภายหลังแต่ได้รับความโปรดปรานมากกว่าจูซื่อและโจวซื่อ มาบัดนี้หว่านซีเข้ามาอยู่ในเรือนหลังนอกเหนือจากความโปรดปรานแล้วยังมีสถานะของนางที่เหนือกว่าคนอื่นๆดังนั้นบรรดาสตรีเหล่านี้จึงทำได้เพียงก้มศีรษะทำความเคารพนางเท่านั้น
“ข้าน้อยคารวะพี่สาวหวันเหยียนเ้าค่ะ”
หว่านซีมองพวกนางอยู่พักหนึ่ง ก่อนเอ่ยอย่างสุภาพ "พี่สาวน้องสาวทั้งหลาย ลุกขึ้นเถิด”
หลังจากพิธีทั้งหมดสิ้นสุดลง อิ้นถังซึ่งหมดความอดทนแล้วก็จากไปพร้อมกับหว่านซี โดยไม่สนใจสีหน้าของต่งเอ้อซื่อแม้แต่น้อย
ทันทีที่อิ้นถังจากไปจูซื่อและคนอื่นๆ ก็ทยอยกล่าวคำลาอย่างมีชั้นเชิง กระทั่งหลงเหลือเพียงห้องเงียบสงัดแล้วต่งเอ้อซื่อที่โกรธจัดก็ยกมือขึ้นกวาดของทั้งหมดบนโต๊ะลงกับพื้นพลางตะโกนก้อง "หวันเหยียนซื่อ กล้าดีอย่างไร...""พระชายา..."เห็นต่งเอ้อซื่อเกรี้ยวกราดเช่นนี้ อิ่นหมัวมัวก็ทำได้เพียงโบกมือไล่นางกำนัลทั้งหมดออกไปจากห้อง
"เพราะเหตุใด เพราะเหตุใด!" ความโกรธที่แผดเผาทำให้ต่งเอ้อซื่อไม่อาจฟังคำเกลี้ยกล่อมใดๆ ได้อีก สิ่งของที่อยู่ตรงหน้านางล้วนถูกทุบทำลายหมดสิ้น
เมื่อเห็นว่าต่งเอ้อซื่อเริ่มอาละวาดมากขึ้นเรื่อยๆ อิ่นหมัวมัวก็อดไม่ได้ที่จะก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว เอื้อมมือไปหยิบแจกันจากมือของนางและกล่าววาจาเกลี้ยกล่อมซ้ำแล้วซ้ำเล่า "พระชายา ไม่ว่าจะโกรธเพียงใดก็ไม่อาจล้อเล่นกับร่างกายของตนเองได้นะเพคะ”
ต่งเอ้อซื่อมองดูอิ่นหมัวมัวแสดงความเป็ห่วง แต่เมื่อหวนคิดถึงความงามของหว่านซีและความเฉยเมยของอิ้นถังอีกครั้งก็แค่นเสียงขมขื่นออกมา "หมัวมัว ข้าจะไม่โกรธได้อย่างไร ท่านดูสิว่าองค์ชายปกป้องหวันเหยียนนั่นเพียงใดหลงหัวปักหัวปำเพียงนั้น คิดว่าข้าจะฉีกนางออกเป็ชิ้นๆ อย่างนั้นหรือ”
อิ่นหมัวมัวถอนหายใจในใจเมื่อได้ยินคำพูดนั้น "พระชายาความงามดึงดูดใจผู้คนได้ไม่นานหรอกนะเพคะ ยิ่งไปกว่านั้นท่านยังเป็ชายาเอกขององค์ชายนางเป็เพียงอนุต่ำต้อย ตราบใดที่ท่านให้กำเนิดท่านชายน้อยได้ หวันเหยียนซื่อนั่นจะนับเป็อันใดล่ะเพคะ"
ต่งเอ้อซื่อดวงตาแดงก่ำ น้ำเสียงเฉียบขาด"แต่ข้าไม่้ารอแม้แต่วันเดียว! ข้าคือพระชายาของเขา แต่เหตุใดเขาจึงเห็นหญิงอื่นดีกว่าข้าตลอด!”
"พระชายา..."อิ่นหมัวมัวอ้าปาก ทว่าไร้วาจาเอื้อนเอ่ย
“หมัวมัวก็เห็นเหมือนที่ข้าเห็นองค์ชายไม่เคยปกป้องทุ่มเทให้ผู้ใด กระทั่งหวันเหยียนปรากฏตัวขึ้นเขาก็หลงใหลนางทั้งยังกางปีกปกป้องนางทุกอย่าง หากเขามีความดีหลงเหลืออยู่ก็ควรรู้จักเห็นใจข้าบ้างเห็นใจข้าที่เป็พระชายาอย่างถูกต้องของเขาบ้าง!" เอ่ยวาจามาถึงตรงนี้ น้ำตาในดวงตาของต่งเอ้อซื่อก็ร่วงหล่นในที่สุด
“พระชายา...”
"หมัวมัวข้าเข้าใจว่าท่านหมายถึงอะไร แต่ข้าทนหวันเหยียนซื่อผู้นี้ไม่ได้จริงๆ ท่านแม่กับคนอื่นต่อว่าข้าบอกว่าข้าทำเื่เล็กให้เป็เื่ใหญ่ แต่ท่านเห็นแล้วหรือไม่ หวันเหยียนซื่อเป็นางปีศาจจิ้งจอกชัดๆทันทีที่นางก้าวเท้าเข้ามาในตำหนักแห่งนี้ก็ล่อลวงให้องค์ชายหลงใหลไปแล้ว เส้นแบ่งเื่ศักดิ์ฐานะก็ถูกนางก้าวข้ามไปหมด หากข้าไม่ทำอะไรสักอย่าง ใครจะเห็นหัวข้าที่เป็พระชายาผู้นี้อีก” ต่งเอ้อซื่อกัดฟัน ยกมือขึ้นปาดน้ำตาบนใบหน้าของตนอย่างเย้ยหยัน"ข้าจะไม่ยอมเป็เหมือนพี่สะใภ้ห้าหรือคนอื่นที่ถือครองตำแหน่งพระชายาเอาไว้อย่างไร้ประโยชน์วันๆ ถูกนางปีศาจจิ้งจอกกดหัวเอาไว้แล้วยังไม่กล้าเอ่ยปากแม้แต่คำเดียว”
“พระชายา พูดแบบนั้นไม่ได้นะเพคะ” อิ่นหมัวมัวมองไปรอบๆ อย่างตื่นตระหนก กลัวว่าจะมีใครได้ยินคำพูดของนาง
ควรรู้ว่าในวังหลวง แม้แต่ก้อนหินก็ยังมีหู วาจาไม่ระมัดระวังเพียงคำเดียวก็อาจพาไปสู่ปัญหายุ่งยากได้
"หมัวมัวจะกลัวอะไร นี่คือเรือนของข้า"ต่งเอ้อซื่อทำทีเหมือนไม่แยแส แต่ก็ยังลดเสียงลงโดยไม่รู้ตัว "ไม่ว่าอย่างไร ข้าพระชายาผู้นี้ก็ไม่ยอมดูหวันเหยียนซื่อมีความสุขไปได้นานหรอก”
[1] เป็สำนวน หมายถึงความงามที่แตกต่างกัน หวนอ้วนหมายถึงหยางกุ้ยเฟยซึ่งมีชื่อจริงว่าหยางอี้หวนที่มีรูปร่างอวบเยี่ยนผอมหมายถึงเ้าเฟยเยี่ยนที่มีรูปร่างผอมบาง
[2] หมายถึงการพึ่งพาอาศัยกัน หรือการแสดงความโปรดปรานอย่างทั่วถึงคล้ายกับสำนวนว่า ฝนตกทั่วฟ้า