MENTAL LIGHT คนจิต ชำแหละใจ ในต่างโลก

    37. เภทภัยและหนู

            แปะ!

            ผมสัมผัสได้ถึงหยดน้ำ ตกกระทบบนหัว

            “ฝนตกแล้วเหรอ ดีนะที่พกร่มมาด้วย”

            ผมจึงควักร่มที่นำติดมาด้วย เอาขึ้นมากาง แล้วชวนแองจี้ให้เข้ามาหลบฝน

            “อะ!? ไปหลบใต้ร่มไม้ตรงนั้นละกัน”

            ทิงค์ชี้บอกพิกัด และบินนำพวกเราไป มันเป็นดงต้นโอ๊คที่สูงใหญ่ที่สุดและหนาแน่นที่สุด เพียงพอในการกำบังพวกเรา

            “ต่อจากเมื่อกี้ ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยได้ไหมครับ” ผมหันไปบอกทิงค์ที่กำลังทำท่าสะบัดน้ำออกจากตัว

            “เอ๋!? ไม่รีบกลับบ้านล่ะ ฝนตกแล้วเนี่ย เดี๋ยวก็เป็นหวัดหรอก” เธอร้องถาม

            “ดูจากฟ้าแล้ว ตกไม่แรงหรอกครับ อีกอย่างพรุ่งนี้เป็นวันหยุด แถมผมก็ไม่ชอบปล่อยให้ตนเองสงสัยอะไรค้างไว้โดยที่ไม่ได้คำตอบ แต่...ถ้าแองจี้อยากกลับแล้ว ผมก็คงไม่ขัดขืน”

            ผมหันไปมองแองจี้ที่อยู่ข้างตัวเอง

            “เอ๋!? ฉันไม่เป็นไรหรอก เหมือนที่โยฮันพูดนั่นแหละ”

            เธอส่ายหัวบอกผมแบบนั้น [อยากจะอยู่แบบนี้ต่ออีกหน่อยด้วย] และคิดว่าแบบนี้ แถมแก้มก็ดูแดงนิดๆ

            จะว่าไป...ชายกับหญิงอยู่ด้วยกันสองต่อสอง (กับแฟรี่หนึ่งตน) ตามลำพังในป่าลึก ที่รายล้อมไปด้วยหมู่ดอกไม้อันงดงาม ท่ามกลางบรรยากาศแสนเงียบสงบเพราะรอบข้างถูกกลบด้วยเสียงสายฝนแบบนี้...อ๋อ เป็นแบบนั้นหรอกเหรอ

            “เป็นเด็กที่แปลกจังนะนายนี่” ทิงค์บอกผมแบบนั้น

            “...สมัยก่อนก็มีคนพูดแบบนั้นบ่อยๆครับ” ผมยิ้มตอบเธอไป

            ทิงค์ถอนหายใจ

            “ก็ไม่รู้หรอกนะว่าน่าสนใจตรงไหน แต่ ‘สเลย์ ไบฟรอนซ์’ นี่เป็นประเพณีเก่าแก่ของจักรวรรดิมานานมากแล้ว ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งจักรวรรดิขึ้นมาเลยแหละ”

            “จักรวรรดิมีประวัติศาสตร์มากว่า 10,000 ปีแล้วนะครับ”

            “อือ ใช่แล้ว”

            “ถ้าแบบนั้นก็น่าแปลก ทำไมในรูซเบฮ์ฉันไม่เคยเจอธรรมเนียมนี้เลยล่ะ” แองจี้สงสัย

            “เพราะรูซเบฮ์เป็นรัฐเมืองขึ้นของจักรวรรดิน่ะสิ ถูกผนวกรวมในภายหลัง จึงน่าจะไม่ได้รับสืบทอดธรรมเนียมนี้ไป” ผมตอบเธอ

            “ใช่ๆ” ทิงค์พยักหน้า

            “แล้วที่บอกว่า เมื่อก่อนบูชายัญด้วยนี่ จริงเหรอคะ”

            “จริงแหละ จากที่ในหมู่บ้านเล่านะ แต่พอจักรวรรดิเริ่มรับเอาศาสนาอิกดราซิลของศาสนจักรเข้ามา เมื่อไม่กี่พันปีก่อน ก็คงมีการเปลี่ยนแปลงไปบ้าง จะว่าไปก็ดีที่ดิบเถื่อนน้อยลง แต่ก็ตลกดี ที่ในศาสนจักรเองยังมีธรรมเนียมบูชายัญอยู่เลย โดยเฉพาะแถบตอนเหนือ”

            “จริงๆผมไม่สนใจธรรมเนียมเท่าไหร่หรอก ผมสนใจ ‘ปีศาจ’ ต่างหาก ‘ไบฟรอนซ์’ คือชื่อของปีศาจเหรอครับ”

            “อา ถูกต้องแล้ว”

            “ทำไมจักรวรรดิถึงต้องมีประเพณีขับไล่ปีศาจเพียงตนเดียวมากว่า 10,000 ปีด้วย นี่แหละที่ผมอยากรู้”

            “เหตุผลง่ายๆ” ทิงค์เว้นช่วงพักหนึ่ง “เพราะไบฟรอนซ์คือปีศาจที่ถล่มทั้งจักรวรรดิเมื่อหมื่นปีก่อนไงล่ะ”

            “ทั้งอาณาจักร...เลยเหรอ” ผมทวนคำพูดเธอ

            “จะว่าไปไม่มีในตำราหรอกนะ เพราะมันนานมาก แถมจักรวรรดิก็คงไม่อยากบันทึกไว้หรอก...เดิมแล้วจักรวรรดิมีชื่อเรียกว่า ‘กาโนร่า’ แต่หลังจากถูกปีศาจทำลายล้างไป ก็ก่อตั้งใหม่เป็นชื่อ ‘เบอร์มันด์’ เหมือนทุกวันนี้ไงล่ะ”

            [อาณาจักรกาโนร่า ความรู้นอกตำราเลยจริงๆ]

            “หรือว่า ไบฟรอนซ์นี่คือ ชื่อของจอมมารเหรอครับ”

            “หือ!? เปล่าๆ จอมมารไม่มาทำงานจิปาถะอย่างถล่มอาณาจักรแบบนี้หรอก ไบฟรอนซ์เป็นแค่บริวารของจอมมารก็เท่านั้นเอง ถ้าอิงตามตำนานและประวัติศาสตร์นะ”

            “แค่บริวารเองเหรอ...”

            [เคยเจอคำว่า ‘จอมมาร’ ในสารานุกรม รู้ว่าหมายถึง ราชาแห่งมวลปีศาจ แต่ถ้าเกิดบอกว่าบริวารที่บุกมาถล่มอาณาจักรยังเป็นแค่ระดับยิบย่อย แล้วจอมมารจะอยู่ในระดับไหน ระดับโลกทั้งใบเหรอ?]

            “แต่ก็ไม่ใช่ระดับกระจอกล่ะนะ ฉันเองก็ไม่รู้รายละเอียดมากเท่ากับศาสนจักร ที่มีประวัติรบราไล่ปราบปีศาจมากว่า 20,000 ปีหรอก เท่าที่รู้คือ มีบริวารระดับสูงแบบนี้อยู่จำนวนไม่น้อย และแต่ละตนก็มีวีรกรรมไม่ธรรมดาเหมือนกับที่ทำกับจักรวรรดินี้กระจายอยู่ทั่วทวีป น่าจะทั้ง 9 อาณาจักรเลย แม้แต่เกาะฟรีเรน ในหมู่แฟรี่อย่างเราเองก็มี”

            “ปีศาจก็เคยกวาดล้างแฟรี่มาแล้วเหรอ”

            “เกือบสูญพันธุ์เลยน่ะสิ! จึงไปอาศัยพึ่งพากับพวกเอลฟ์เหมือนทุกวันนี้ไง”

            [ปีศาจดูท่าจะเป็นตัวตนที่อันตรายมากซะแล้ว ทั้งทำลายอาณาจักร และกวาดล้างประชากรทุกสายพันธุ์ ไม่เว้นแม้แต่แฟรี่ที่ดูไม่มีพิษมีภัย...เป็นตัวตนที่เราควรเฝ้าระวัง]

            “และเพราะความเกรงกลัวในปีศาจไบฟรอนซ์ จึงเกิดเป็นประเพณีขับไล่สืบสานกันมาแบบทุกวันนี้สินะครับ”

            “ตามนั้นแหละ”

            “แต่ว่าไม่น่าเชื่อเลย ว่าปีศาจแค่ตนเดียวจะถล่ม 1 ใน 3 อาณาจักรที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในทวีปได้”

            “หือ!? เปล่านะ จักรวรรดิไม่ได้โดนถล่มด้วยปีศาจตนเดียว”

            “เอ๋ ยังมีอีกเหรอครับ”

            “ที่ถล่มจักรวรรดิมี 2 ตน เธอเองก็คงพอเห็นมาบ้างใช่ไหม ที่ผู้คนป่วยไข้กัน ก็จะเข้าไปรักษาในโบสถ์น่ะ”

            “อ่า ใช่ครับ เข้าไปทานยาสมุนไพรรักษาโรค”

            “นั่นแหละคือ อีกหนึ่งผลกระทบของปีศาจอีกตัว เป็นปีศาจที่นำพาภัยพิบัติจนผู้คนล้มตายจำนวนมากในอดีต ความกลัวนั้นยังฝังติดมาจนเกิดเป็นธรรมเนียมที่ต้องเข้าไปขอให้โบสถ์ใช้พลังศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้าช่วย”

            “ปีศาจตนนั้นคือ?”

            “...ปีศาจผู้นำพาโรคภัย ‘มาร์บัส’”

            “จักรวรรดิล่มสลายด้วยภัยพิบัติจากปีศาจ 2 ตนเหรอ ถ้าหนึ่งคือ โรคภัย ของมาร์บัส แล้วปีศาจไบฟรอนซ์ล่ะครับ”

            “ภัยแล้งไงล่ะ”

            “...โรคร้ายและความอดอยากเหรอ”

            [อย่างกับจตุรอาชาวันสิ้นโลกในพระคัมภีร์งั้นแหละ] ผมออกความเห็นในความคิดคนเดียว

            แปะ! แปะ!

            ฝนที่ตกปรอยๆ เหมือนไม่มีท่าทีจะหยุดเร็วๆนี้

            ตอนแรกกะจะฟังเรื่องเล่าของทิงค์เพื่อฆ่าเวลารอให้ฝนซาลง แต่ดูท่าจะไม่เป็นไปตามคาดซะแล้ว

            [วันนี้พอแค่นี้ก่อนแล้วกัน ขืนอยู่นาน สภาพอากาศอาจแย่ลงก็ได้ เราไม่เท่าไหร่แต่ตอนนี้มีแองจี้อยู่ด้วย ไม่อยากสร้างความเดือดร้อนให้คนใกล้ตัวถ้าไม่จำเป็น เดี๋ยวมันจะมีปัญหาวุ่นวายตามมาภายหลัง]

            “ถ้าเช่นนั้น พวกผมขอตัวกลับก่อนนะครับ” ผมหันไปบอกทิงค์

            “โอ้! ขอให้ไม่เป็นหวัดนะ” เธออวยพรพวกเราเป็นการอำลา

            “ว่าแต่คุณทิงค์ มาหยุดอยู่ที่เมืองหลวงคราวนี้นานไหมครับ”

            “อ๋อ ไม่ต้องห่วง ว่าจะพักผ่อนซัก 10 ปีน่ะ”

            “...นั่นมันนานเกินจะเรียกว่าพักแล้วนะครับ”

            “เวลาของแฟรี่ไม่เหมือนมนุษย์หรอกนะ 10 ปี มันแค่เดี๋ยวเดียวเองสำหรับพวกเรา”

            “งั้นเหรอครับ...ถ้างั้นไว้ว่างๆพวกเราจะมาคุยเล่นอีกนะครับ”

            ผมกับแองจี้กล่าวคำอำลา แล้วพากันเดินจากมา ภายใต้ร่มคันเดียวของผมนี้

            และบริเวณที่ห่างออกไปเล็กน้อย...

            เหนือขึ้นไปบนต้นไม้ต้นหนึ่ง...

            สูงขึ้นไปจนไม่มีผู้ใดสังเกตได้...

            มีคนผู้หนึ่งยืนอยู่บนกิ่งไม้...

            กำลังจ้องมองภาพของเด็กทั้งสองกับแฟรี่หนึ่งตน ที่กำลังแยกย้ายกัน

            ใส่แว่น ผมสีชมพูอ่อน ปลายผมม้วนขึ้น และแต่งกายด้วยชุดเมดแบบวิคตอเรีย

            เฟรอร์ แอกเนลล์ เมดสาวประจำครอบครัว คาร์ริส ไลท์แมน

            “...คงต้องออกไปรับแล้วสินะ”

            เธอพูดด้วยสีหน้าและน้ำเสียงเรียบเฉย ก้มลงมองร่มคันใหญ่ในมือที่ถือมาด้วย

            จากนั้น

            ฟุ่บ!

            เธอก็หายวับไปจากกิ่งไม้ที่ยืนอยู่...

            ...

            กลางดึกคืนนั้น

            ฝนหยุดตกไปแล้ว

            แต่อากาศยังคงชื้นแฉะอยู่

            ตามท้องถนน แถบย่านตัวเมือง

            จะได้กลิ่นท่อระบายน้ำเหม็นคลุ้งขึ้นมาอย่างชัดเจน

            กลิ่นของขยะเน่าเสีย สิ่งปฏิกูล รวมถึงสาปของสัตว์

            ณ บ้านของครอบครัวดีน

            บ้านไม้สไตล์วิคตอเรียแบบเรียบง่ายสีชมพูพาสเทล

            ค่อยๆลงมาจากกระจกหน้าต่างชั้นสอง มองเข้าไปผ่านหน้าต่างชั้นล่างของห้องครัว

            สองสามีภรรยา เทียกับโจอี้ ดีน กำลังสนทนายามดึกกันอยู่

            “นี่คุณ...พรุ่งนี้ช่วยไปตามหมอแจ็คสันมาดูอาการซาราห์หน่อยสิ”

            เทีย หันมาพูดกับสามีหลังล้างเครื่องครัวในอ่างล้างจานเสร็จ

            “จะดูอะไร...แกแค่วัยกำลังซนเท่านั้นแหละ”

            โจอี้ ผู้เป็นสามี ตอบพร้อมกับเคี้ยวมื้อดึกเต็มปาก

            “คุณคิดแบบนั้นเหรอ แกผิดปกติไปตั้งขนาดนั้นเลยนะ”

            “ขนาดไหน?...แจ็บ...แจ็บ...”

            “ตอนแรกแค่ซึมๆ ตัวเย็นๆ เหมือนเป็นไข้อยู่ตลอดเวลาเท่านั้น คิดว่าให้กินยาจากโบสถ์ก็คงหาย แต่ไม่นานก็มีพฤติกรรมแปลกๆ ทั้งชอบเหม่อลอย...บางครั้งอยู่ๆก็ก้าวร้าวใส่ชั้น จนเริ่มเก็บตัวในห้องนานขึ้น...ตอนกลางคืนก็ชอบส่งเสียงร้องโวยวายแปลกๆ”

            “แปลกๆเหรอ...แจ็บ...แจ็บ...”

            “...เหมือนกำลังคุยกับใครอยู่ แกดูหวาดกลัวมากเลย”

            “แค่ฝันร้ายแหละ...แจ็บ...แจ็บ...”

            “แล้วพอหลังจากริโอ้มาเยี่ยม อาการก็หนักกว่าเดิมอีก...แกเริ่มแคะแกะเกาตัวเองอย่างแรงจนมีแผลตามตัวไปหมด...ขับถ่ายเรี่ยราดบนพื้นห้อง และชอบกัดนู่นกัดนี่ ล่าสุดแกเกือบจะกัดชั้นด้วย แถมยังตะคอกด่าชั้นอีก...คุณต้องเห็นสายตาที่เธอมองชั้น สาบานได้เลย...มันเหมือนว่าเธอไม่ใช่ซาราห์...แต่เป็นคนอื่น”

            “อืม...ก็ได้ เดี๋ยวไปพาหมอมาให้” โจอี้จัดการอาหารหมดจานพอดี

            “มือเช้าไม่เอาเบคอนกับไข่นี่อีกแล้วนะ” ว่าจบ เค้าก็ลุกขึ้นยืน เดินออกไปจากครัว

            “ถึงจะว่าแบบนั้น แต่ก็เหลือแค่เนื้อวัวในตู้แช่เท่านั้นเอง...” เธอบ่นแล้วเดินไปเปิดดู

            “หายไปไหน!? เมื่อตอนเย็นยังเห็นอยู่เลย”

            เทียที่หาเนื้อวัวดิบไม่เจอในตู้แช่ จึงปิดตู้ แล้วหันมาเปิดดูในตู้กับข้าวด้านข้างที่ใส่อาหารแห้งไว้

            “ว้าย!!”

            เธอร้องตกใจทันทีที่แง้มเปิดออกมา

            มีหนูสีดำยั้วเยี้ยเต็มตู้ กำลังรุมกัดแทะอาหารอย่างตะกุยตะกาย

            ...ด้านโจอี้

            เค้าที่อยากจะใช้เวลาเพลิดเพลินกับงานอดิเรกของตนเองในห้องหนังสือ จึงเดินตรงไปยังตู้เซฟสีดำแบบเก็บอุณหภูมิราคาแพง หยิบเอาขวดไวน์แดง ‘กรูม อเล็กซ์ซานดรี’ ปี 1476 ออกมา เทมันไหลลงสู่แก้ว แล้วไปหยิบหนังสือเล่มโปรด ‘โลลิต้า’ ที่อ่านค้างอยู่ออกมาจากชั้นวาง

            หย่อนก้นลงบนโซฟา จิบไวน์หนึ่งอึกแล้ววางแก้วลงบนโต๊ะข้างตัว จากนั้นเปิดหนังสือ คลี่หน้ากระดาษ

            “อะไรกันวะเนี่ย!?”

            เค้าสบถออกมา หลังเห็นว่าหน้าหนังสือถูกฉีกขาดออกไป และมันไม่ใช่การฉีกด้วยมือ แต่เป็นการใช้ฟันกัดกระชากแผ่นกระดาษออก

            หน้ากระดาษปรากฏรอยแหว่งเป็นรูปรอยกัดอย่างชัดเจน ดูจากขนาดรอยฟันที่เล็กนี้ จึงบอกได้ไม่ยากว่าใครเป็นตัวการ

            “ซาราห์! ยัยเด็กบ้า!”

            โจอี้ปิดหนังสือ ตบ ปึ้ง! ลงบนโต๊ะ ลุกพรวดออกไปอย่างเกรี้ยวกราด

            วิ่งก้าวเท้าหนักหน่วงขึ้นบันไดไปชั้นสอง จนเทียที่ได้ยินเสียง ตึงตัง โผล่หน้าออกมาดู

            โจอี้มาหยุดที่หน้าห้องของซาราห์ พยายามควาญหาลูกกุญแจในกระเป๋ากางเกงมาเปิดประตู

            “นี่คุณ! เป็นอะไร!?” เทียที่รีบตามมาร้องถาม

            “ยัยเด็กบ้านี่ ชักจะเหิมเกริมเกินไปแล้ว ผมจะเข้าไปสั่งสอน”

            เค้าไขปลดแม่กุญแจออกมา

            “คุณจะเข้าไปยังไง แกลงกลอนด้านในไว้ตลอด”

            โจอี้จับลูกบิด

            “ถึงต้องพังประตู ก็จะเข้าไป มันเหลืออดแล้ว!”

            เค้าพิงไหล่กับประตู ตั้งใจจะกระแทกพังประตูเข้าไป

            บิดข้อมือที่จับลูกบิดอยู่ สูดหายใจเข้า แล้วออกแรงผลักประตู

            ปึง!

            บานประตูอ้าเปิดไปกระแทกกับผนังห้องอย่างแรง

            ไม่ใช่เพราะกลอนพัง มันไม่ได้ลงกลอนเอาไว้แต่แรกต่างหาก ประตูจึงเปิดออกได้โดยง่าย

            โจอี้ที่ชนเข้ากับผนัง ล้มกลิ้งลงไปนอนคว่ำกับพื้น

            “อึก! อะไร!? ปกติจะลงกลอนไว้นี่...” โจอี้บ่นขึ้นมาจากพื้น

            “...หาย...ไปไหน...” เทียเอื้อนเอ่ย

            “ลูกหายไปไหน!?” เธอร้องตะโกน

            เด็กสาวไม่อยู่ในห้อง

            เทียที่ไม่เชื่อสายตาตนเอง รีบเข้าไปรื้อค้นทุกซอกทุกมุมในห้อง

            “อุก! เหม็นเป็นบ้า กลิ่นอะไรเนี่ย”

            โจอี้ยกมือบี้ปิดจมูกในสภาพนอนคว่ำอยู่

            และทันใดนั้น สายตาก็เหลือบไปเห็นบางอย่างบนพื้น

            “...เหวอ!? หนู!”

            อุทานออกมา เด้งตัวขึ้นยืน แล้วเซไปด้านหลัง

            มีฝูงหนูสีดำ ตัวเขื่อง กรูกันโผล่พรวดออกมาจากใต้เตียง ราวกับพวกมันเข้าไปทำรังเป็นอาณาจักรอยู่ใต้เตียงก็ไม่ปาน

            “ลูกไม่อยู่ โจ!” ไม่สนหนูที่เท้า เทียตะโกนบอกสามี

            โจอี้เมื่อได้ยิน ก็รีบวิ่งไปดูที่หน้าต่าง

            “เป็นไปได้ยังไง!? หน้าต่างก็ยังล็อคกุญแจเอาไว้ ประตูก็ล็อคจากด้านนอก”

            เป็นตามที่โจอี้พูด หน้าต่างที่มีอยู่บานเดียวในห้องยังล็อคด้วยแม่กุญแจสภาพดีอยู่ และประตูเองเจ้าตัวก็เพิ่งไขปลดล็อคเข้ามา

            “จะยังไงก็ช่าง! ออกไปหาลูกก่อน!”

            เทียให้ความสำคัญกับลูกสาวก่อน เพราะตอนนี้ดึกดื่นมาก เด็ก 6 ขวบตัวคนเดียวอยู่ข้างนอกจะเจออะไรบ้างก็ไม่ทราบ

            ทั้งสองรีบวิ่งลนลานออกไปหน้าบ้าน

            โจอี้วิ่งไปทุบประตูบ้านครอบครัวของริโอ้ พี่ชายข้างบ้าน เพื่อขอให้ช่วยกันออกตามหาซาราห์ที่หายไป

            และทั้งสองบ้านก็กระจายกำลัง วิ่งวุ่นออกค้นหาไปทั่ว

            เทีย โจอี้ และริโอ้ พากันไปดูที่สวนหลังบ้าน

            มันมีป่าไม้ขนาดย่อมอยู่ คาดว่าเด็กสาวอาจหลงเข้าไปในนั้น

            “ซาราห์!”

            เทียตะโกนเรียก เหมือนกับอีกสองคนที่เหลือ

            แบ่งกันเป็นสองกลุ่ม คือ เทีย และโจอี้คู่กับริโอ้

            ต่างคนต่างแยกย้ายกันออกไป

            เธอร่ายเวทแสง ‘ไลท์บอล’ ขึ้นมาเบื้องหน้า บอลแสงมอบความสว่างไม่ต่างจากไฟฉายขนาดเล็ก คอยสาดส่องรอบกาย

            ท่ามกลางผืนป่าที่มืดมิดนี้ น่าแปลกที่มันเงียบผิดปกติ ตามปกติต้องได้ยินเสียงหมู่แมลงไม่ก็กบเขียดร้องกันระงม

            แต่มันเงียบสงัด ถึงขนาดได้ยินเสียงชีพจรของตัวเองเต้นอยู่ในใบหู

            มีเพียงเสียงลมหายใจ กับเสียงเท้าที่ย่ำผ่านพื้นที่ชุ่มแฉะ

            กลิ่นเหม็นของดินโคลนผสมกับกลิ่นเน่าของท่อระบายน้ำที่ลอยมาปะทะจมูก มันเด่นชัดและรุนแรงมาก เธอเอามือข้างหนึ่งมาปิดปากและจมูกไว้

            อีกทั้งอากาศที่ชื้นแฉะของผืนป่าหลังฝนตกกับบรรยากาศเย็นเฉียบตอนกลางดึก ทำให้เธอที่ใส่ชุดนอนทับด้วยเสื้อคลุมตัวบาง กับรองเท้าแตะด้วยความเร่งรีบ หนาวสั่นสะท้าน จนเอามืออีกข้างมากอดลำตัว

            เดินวนไปเวียนมา ปิดปากและกอดอก ส่องไฟดวงเล็กอยู่กลางความมืด

            ไม่ว่าจะส่องไปทางไหน ก็เห็นแต่ผิวไม้ ขอนไม้ พื้นดิน กับผืนม่านแห่งความมืดเท่านั้น

            เธอรับรู้ได้ว่าหัวใจเต้นรัวแรงขึ้น หายใจถี่ขึ้น

            “ซาราห์...”

            เธอเอ่ยเรียกเข้าไปในความมืดที่ว่างเปล่า เบื้องหลังแสงไฟตัวเอง

            “เจอแล้ว!!”

            เสียงโจอี้ดังขึ้น ทำให้เทียรู้สึกใจชื้นเมื่อได้ยิน

            เธอรีบก้าวเท้าออกตัวไปยังแหล่งที่มาของเสียง

            “ว้ากกกกก!!”

            ยังก้าวขาวิ่งออกไปไม่ทันไร โจอี้กับริโอ้ก็แหกปากลั่นออกมาพร้อมกัน

            เทียที่สงสัย จึงรีบเร่งฝีเท้าวิ่งไปดู และเห็นชายทั้งสองพุ่งปรี่มาหาตนเอง

            ในสภาพใบหน้าหวาดกลัวสุดขีด

            เด็กชายริโอ้ถึงขนาดร้องไห้ฟูมฟาย หกล้มคุกคลาน แต่ก็ยังลุกขึ้นวิ่งต่อไป

            “เกิดอะไรขึ้น...”

            ไม่แม้แต่จะตอบ ทั้งสองวิ่งสวนเทียไปในทันที

            เทียได้แต่มองส่งทั้งสองจากไปด้านหลัง

            เธอก้มมองเดินตามรอยเท้าทั้งสองไปยังทิศทางที่จากมา ที่ๆบอกว่าเจอซาราห์

            เดินย่ำเท้ามาเรื่อยๆ เงยหน้าสาดแสงส่องผ่านไปในความมืด

            จนแสงดวงเล็กไปสะดุดกับร่างๆหนึ่ง

            เธอหยุดลำแสงค้างไว้ ยืนนิ่งและเพ่งมอง

            แม้ดวงแสงจะไม่ใหญ่มาก เห็นเพียงแค่ท่อนขา กับชายกระโปรงสีขาว ก็ทำให้เธอรู้ว่า นั่นคือขาและชุดนอนแบบกระโปรงยาวของลูกสาวตนเอง

            เธอยิ้มโล่งใจ

            “ซาราห์จ้ะ” เทียร้องเรียกลูกสาวเบื้องหน้า

            จากปลายเท้าที่เธอเห็น รู้ว่าเด็กสาวกำลังยืนหันหลังให้เธอและหันหน้าเข้าหาต้นไม้อยู่

            “...แม่คะ..”

            เด็กสาวตอบกลับ แม้จะเบาไปบ้าง แต่ก็เป็นเสียงของซาราห์แน่นอน

            “ไม่เป็นไรแล้วลูก...กลับกันเถอะ”

            เทียที่มั่นใจว่าพบซาราห์แล้ว จึงเดินเข้าไป

            ดวงแสงค่อยๆขยายใหญ่ขึ้น ทีละนิด ทีละนิด

            จากท่อนขา ค่อยๆขึ้นมาที่สะโพก...

            ค่อยๆขึ้นมาที่แผ่นหลัง...

            ค่อยๆขึ้นมาที่ลำคอ...

            และค่อยๆขึ้นมาอีก...

            จนเห็นทั้งร่าง

            “!?”

            เทียสูดหายใจดังเฮือก ล้มหงายหลังลงกับพื้น

            ราวกับถูกมือล่องหนผลักอย่างแรงจากเบื้องหน้า

            “กะ!...”

            เธอตกใจ

            ใบหน้าหวาดกลัวสุดขีด หวาดผวา ตัวสั่นระริก ขนทั้งร่างลุกตั้งชัน แทบจะหายใจติดขัด

            กับภาพเบื้องหน้าที่เห็น

            ผ่านลำแสงของไลท์บอลที่ยังลอยสว่างชัดอยู่

            เด็กสาวในชุดกระโปรงนอนสีขาว เนื้อตัวมอมแมม

            หันลำตัวเข้าหาต้นไม้ใหญ่เบื้องหน้า

            แต่หัวของเธอบิดกลับมาด้านหลัง

            ตาเหลือกขาว รอบปากเกรอะกรังด้วยคราบสีแดงเข้มเลือดวัว

            แสยะยิ้มกว้างไปถึงใบหูอย่างผิดธรรมชาติ

            “...แม่...ขา...” เสียงทุ้มต่ำ หนักยานเหมือนชายร่างยักษ์

            “กรี้ดดดดดดดดดด!!”

             

             

    คล้ายกับเรื่องMENTAL LIGHT คนจิต ชำแหละใจ ในต่างโลก ที่คุณอ่าน