ท่านอ๋องรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงในจังหวะสัมผัสอย่างชัดเจนจากที่เคยเนิบนาบและปลุกเร้าอารมณ์อย่างลึกซึ้ง กลับกลายเป็นรวดเร็วและเร่งรีบราวกับอีกฝ่ายต้องการที่จะจบเรื่องนี้โดยเร็วที่สุดความสงสัยเริ่มก่อตัวขึ้นในใจของเขาอีกครั้ง ทำไมเจ้าเด็กน้อยถึงมีท่าทีเช่นนี้?หรือว่าเขารู้สึกไม่พอใจที่ถูกสั่งให้ทำ?ดวงตาคมกริบของจิ้นอ๋องจับจ้องมองไปยังกลุ่มผมนุ่มสีดำที่ปกคลุมใบหน้าซ่อนหวานของหมู่ซานเขาพยายามอ่านความรู้สึกที่ซ่อนอยู่ภายใต้ท่าทีที่ก้มต่ำนั้นแต่ก็ไม่สามารถคาดเดาได้
ความรู้สึกสุขสมที่กำลังก่อตัวเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความสงสัยและความไม่พอใจเล็กน้อยท่านอ๋องรู้สึกราวกับถูกขัดจังหวะในช่วงเวลาที่กำลังเพลิดเพลินเขาต้องการที่จะสัมผัสความรู้สึกนั้นอย่างช้าๆและดื่มดำกับมันให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
มือใหญ่ของจิ้นอ๋องค่อยๆเลื่อนขึ้นไปสัมผัสผมนุ่มนั้นอย่างแผ่วเบาเขาต้องการที่จะดึงใบหน้าเล็กนั้นขึ้นมาสบตากันเพื่ออ่านความรู้สึกที่แท้จริงที่ซ่อนอยู่ในดวงตาคู่นั้น
“หมู่ซาน”เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้แฝงไปด้วยความสงสัยและความต้องการคำตอบ“เงยหน้าขึ้นมา”
น้ำเสียงที่หนักแน่นนั้นบ่งบอกถึงความไม่พอใจและความต้องการที่จะควบคุมสถานการณ์ฮวาเสี่ยวซีจะสามารถหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับสายตาคมกริบของท่านอ๋องได้หรือไม่?และเธอจะสามารถปกปิดความลับในใจของตนเองได้นานแค่ไหน?
จิ้นอ๋องยังคงต้องการคำตอบจากหมู่ซานดวงตาคมกริบจับจ้องไปยังกลุ่มผมนุ่มสีดำที่ปกปิดใบหน้าเล็กนั้นอย่างไม่ลดละแค่ฮวาเสี่ยวซียังคงหลบเลี่ยงการเผชิญหน้า นางก้มหน้าต่ำและมือเรียวเล็กก็ยังคงทำหน้าที่ปรนนิบัติท่านอ๋องไปอย่างต่อเนื่องราวกับต้องการที่จะทำให้ทุกอย่างจบลงโดยเร็วที่สุด
ความรู้สึกสุขสมที่จิ้นอ๋องได้รับเริ่มทวีความรุนแรงขึ้นร่างกายของเขากระตุกเกร็ง ลำกายแข็งขันจนสุดขีด ในที่สุดท่านอ๋องก็ปล่อยมือจากกลุ่มผมของหมู่ซานอย่างไม่ตั้งใจสองมือกำเข้าหากันแน่นจนสั่นระริก
และในที่สุดน้ำจำนวนมาก็พุ่งออกมาจากปลายแท่งมังกรที่ยังคงอยู่ในมือเล็ก ๆ ของฮวาเสี่ยวซีจิ้นอ๋องหายในหอบถี่ ราวกับเพิ่งวิ่งมาอย่างหนักหน่วงแท่งมังกรที่เคยแข็งขันบัดนี้กลับกระตุกและกระดกไปมาบนมือเล็กๆ นั้นอย่างอ่อนแรง
ความเงียบเข้าปกคลุมส่วนห้องอาบน้ำอีกครั้งมีเพียงเสียงลมหายใจที่ยังคงหอบกระชั้นของจิ้นอ๋อง และเสียงน้ำที่หยดติ๋ง ๆจากมือของฮวาเสี่ยวซีเท่านั้นที่ดังแว่วมา ท่านอ๋องยังคงหลับตาแน่นราวกับต้องการซ่อนความรู้สึกที่ปั่นป่วนอยู่ภายใน
ฮวาเสี่ยวซีเองก็รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงเธอรับรู้ได้ถึงจุดสิ้นสุดของความสุขสมของท่านอ๋องและสัมผัสได้ถึงความอ่อนแรงของสิ่งที่อยู่ในมือ นางยังคงก้มหน้าต่ำไม่กล้าเงยหน้าขึ้นสบตากับบุรุษที่อยู่ตรงหน้า
บรรยากาศในห้องอาบน้ำเต็มไปด้วยความอึดอัดและความเงียบที่น่ากระอักกระอ่วน
ท่านอ๋องรู้สึกตัวเบาสบายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนนี่เป็นครั้งแรกที่เขาปลดปล่อยในมือของบุรุษและเป็นครั้งแรกที่ความรู้สึกนั้นกลับทำให้เขาต้องการมากกว่าเพียงแค่มือเล็กๆนั้นเสียอีก ความปรารถนาที่ถูกปลุกเร้ายังคงคุกกรุ่นอยู่ในร่างกาย
ด้านฮวาเสี่ยวซีเมื่อรับรู้ได้ถึงการปลดปล่อยของท่านอ๋อง นางก็รีบปล่อยมือจากแท่งมังกรนั้นทันทีความรู้สึกสับสนและปั่วป่วนในใจทำให้นางไม่กล้าเผชิญหน้านางรีบลุกขึ้นยืนและวิ่งออกจากกระโจมไปอย่างรวดเร็ว
ฮวาเสี่ยวซีหาที่หลบซ่อนในมุมมืดที่ไม่มีใครเห็นทรุดตัวลงนั่งกับพื้นดินเย็นเยียบ ความรู้สึก ในร่างกายของนางก็ไม่แตกต่างจากท่านอ๋องความปรารถนาที่ถูกปลุกเร้าก็บีบรัดช่วงล่างของนางอย่างทรมานนางรู้สึกได้ถึงความเปียกแฉะที่ไหลซึมออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ร่างกายของนางสั่นสะท้านด้วยความรู้สึกที่ไม่เคยประสบมาก่อนความใกล้ชิดกับจิ้นอ๋องได้ปลุกสิ่งที่หลับใหลในตัวนางให้ตื่นขึ้นอย่างรุนแรง
หัวใจของฮวาเสี่ยวซีเต้นระรัวนางยกมือขึ้นกุมหน้าอก พยายามควบคุมลมหายใจที่หอบถี่ ความรู้สึกผิด ความอับอายและความปรารถนาปะปนกันจนนางแทบจะทนไม่ไหวนางไม่เคยคิดว่าการใกล้ชิดกับท่านอ๋องจะส่งผลต่อความรู้สึกของตนเองได้มากถึงเพียงนี้
หยาดน้ำตาเริ่มคลอเบ้าด้วยความสับสนและความขัดแย้งภายในความปรารถนาที่เพิ่งถูกปลุกเร้ายังคงร้อนรุ่มแต่เป้าหมายที่แท้จริงของนางก็ผุดขึ้นมาในความคิด ฮวาเสี่ยวซีมาที่นี่เพื่อบิดาและพี่ใหญ่ ความปลอดภัยของคนทั้งสองและความอยู่รอดของพวกเขาสูงกว่าความรู้สึกส่วนตัวใดๆ
นางกำมือแน่นพยายามสะกดกลั้นความรู้สึกที่ปั่นป่วนในใจความปรารถนาที่เกิดขึ้นเมื่อครู่เป็นสิ่งที่นางไม่คาดคิดและมันทำให้ภารกิจของนางซับซ้อนยิ่งขึ้น นางต้องไม่ลืมว่าตนเองเป็นใครและมาที่นี่เพื่ออะไร
ฮวาเสี่ยวซีเช็ดน้ำตาที่คลอหน่วยออกอย่างรวดเร็ว นางต้องเข้มแข็งและควบคุมตัวเองให้ได้ความรู้สึกส่วนตัวเป็นสิ่งที่ต้องเก็บซ่อนไว้ก่อนภารกิจช่วยเหลือบิดาและพี่ชายต้องเป็นอันดับแรก นางจไม่ยอมให้ความรู้สึกวูบไหวเพียงชั่วครู่มาทำลายทุกสิ่งที่นางตั้งใจไว้
นางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ อีกครั้งพยายามรวบรวมสติและความกล้าหาญ นางต้องกลับไปเผชิญหน้ากับจิ้นอ๋องไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นเช่นไรนางจะไม่ยอมให้ความลับของตนเองและความรู้สึกที่เกิดขึ้นมาเป็นอุปสรรคต่อเป้าหมายที่สำคัญที่สุดในชีวิตของนาง
ฮวาเสี่ยวซีเดินกลับเข้าไปยังกระโจมอีกครั้งอย่างเงียบเชียบความรู้สึกเมื่อครู่ยังคงวนเวียนอยู่ในใจ แต่ภายนอกนางพยายามแสดงออกถึงความสงบไว้ให้มากที่สุด
ภาพที่นางเห็นเมื่อก้าวเท้าเข้ามาในกระโจมทำให้นางรู้สึกขุ่นเคืองอย่างบอกไม่ถูก จิ้นอ๋องแต่งกายเรียบร้อยแล้วกำลังนั่งรับประทานอาหารเช้าอย่างสบายอารมณ์ราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นเมื่อครู่นี้
'ตาอ๋องบ้า...ทำตัวเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้ยังไงกันนะ?' ฮวาเสี่ยวซีคิดอย่างหนักใจพลางเลื่อนสายตามองจิ้นอ๋องที่กำลังจิบชาอย่างสง่างามความรู้สึกประหลาดใจระคนขุ่นเคืองตีวนอยู่ในอก การที่จิ้นอ๋องทำราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นระหว่างพวกเขาใต้เงาอ่างอาบน้ำนั้นหมายความว่าพระองค์ทรงยอมรับเรื่องที่เกิดขึ้นแล้วอย่างนั้นหรือ? หรือว่าภายใต้ท่าทีสงบนิ่งนั้นกำลังซ่อนแผนการบางอย่างที่นางคาดไม่ถึงอยู่กันแน่?
ฮวาเสี่ยวซีสูดลมหายใจเข้าลึกๆพยายามรวบรวมสติและปรับสีหน้าให้เป็นปกติที่สุดเท่าที่จะทำได้นางเดินเข้าไปใกล้โต๊ะอาหารอย่างช้าๆและก้มมือประสานกันคำนับจิ้นอ๋องด้วยท่าทีนอบน้อมแต่แฝงไว้ด้วยความระมัดระวัง
ฮึ!......ยังมีหน้ามานั่งกินอาหารหน้าตาเฉยอีกอีอ๋องบ้า! ฮวาเสี่ยวซีขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอยู่ในใจ
ฮวาเสี่ยวซีคิดอย่างเดือดดาลในใจนางหลับตาลงชั่วครู่พยายามระงับความโกรธและความรู้สึกสับสนที่ยังคงอยู่ก่อนจะเดินก้มหน้าเข้าไปอย่างนอบน้อม รอคำสั่งจากผู้ที่นั่งอยู่บนเก้าอี้
“ท่านอ๋อง...”ฮวาเสี่ยวซีเอ่ยเสียงเบาก้มศีรษะต่ำตามธรรมเนียม
จิ้นอ๋องเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยชำเลืองมองไปยังร่างเล็กที่ก้มหน้าอยู่ตรงหน้าแววตาของเขาเรียบเฉยฮวาเสี่ยวซีไม่อาจอ่านความรู้สึกใดๆได้
“มาแล้วหรือมานั่งกินอาหารมื้อเช้าด้วยกัน อาเว่ยจัดอาหาร”ท่านอ๋องเรียกหมู่ซานจบก็หันไปสั่งองค์รักษ์เว่ยที่ยืนอยู่ด้านหลังท่านอ๋อง
สิ้นคำสั่งองค์รักษ์เว่ยที่ยืนอยู่ด้านหลังจิ้นอ๋องก็ขยับตัวอย่างรวดเร็วเขาจัดการยกสำรับอาหารเช้าอีกชุดหนึ่ง ซึ่งวางอยู่บนโต๊ะเล็กๆ ด้านข้างนำมาวางลงบนพื้นที่ว่างข้างๆ จิ้นอ๋อง ที่มีเก้าอี้อีกตัวตั้งอยู่พร้อมสรรพ
ฮวาเสี่ยวซีชะงักฝีเท้าไปเล็กน้อยความตกตะลึงฉายชัดบนใบหน้าดำคล้ำของนางเมื่อได้ยินคำเรียกให้ไปร่วมโต๊ะอาหารเช้าจากจิ้นอ๋อง
'นี่มันเรื่องอะไรกัน?'นางคิดอย่างงุนงง 'เมื่อกี้ยังเย็นชาใส่ข้าอยู่เลยไหงตอนนี้ถึง...' ความสับสนตีวนอยู่ในหัวของนางจนแทบประมวลผลไม่ทัน
ฮวาเสี่ยวซีมองไปยังสำรับอาหารที่ถูกจัดวางอย่างดีตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่หลากหลายทั้งประหลาดใจ ระแวง และไม่เข้าใจในท่าทีที่เปลี่ยนไปอย่างกะทันหันของจิ้นอ๋อง
'เขาต้องการอะไรกันแน่?'นางคิดอย่างระมัดระวังพลางกวาดสายตามองใบหน้าคมสันของจิ้นอ๋องที่ยังคงเรียบเฉย 'หรือว่านี่เป็นอีกหนึ่งในแผนการอันซับซ้อนของเขา?'
ความเงียบปกคลุมบรรยากาศโดยรอบมีเพียงเสียงเบาๆ ขององค์รักษ์เว่ยที่กำลังจัดวางถ้วยชามเท่านั้นที่ดังขึ้นเป็นระยะ ฮวาเสี่ยวซีรู้สึกราวกับตกอยู่ในสถานการณ์ที่คาดเดาไม่ได้และไม่รู้ว่าจะตอบสนองต่อคำเชิญของจิ้นอ๋องอย่างไรดี
ฮวาเสี่ยวซีมองไปยังสำรับอาหารที่ถูกจัดวางอย่างดีตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่หลากหลายทั้งประหลาดใจ ระแวง และไม่เข้าใจในท่าทีที่เปลี่ยนไปอย่างกะทันหันของจิ้นอ๋อง"ข้าจะกินลงไหมล่ะเนี่ย" นางพึมพำกับตัวเองเบาๆ อย่างไม่แน่ใจ
แค่เพียงนึกย้อนกลับไปเห็นภาพของสิ่งที่อยู่ในมือของนางเมื่อเช้าตรู่อีกครั้งความรู้สึกขยะแขยงก็แล่นริ้วไปทั่วร่างฮวาเสี่ยวซีต้องกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากใบหน้าดำคล้ำของนางซีดลงเล็กน้อยอย่างเห็นได้ชัด
"โอ้ย!แม่เจ้า..." นางอุทานออกมาเบาๆด้วยความรู้สึกคลื่นไส้ที่จู่โจมเข้ามาอย่างรุนแรงความทรงจำอันน่าสะพรึงกลัวยังคงตามหลอกหลอนนางไม่จางหาย
จิ้นอ๋องทรงเงยพระพักตร์ขึ้นเล็กน้อยทอดพระเนตรมายังฮวาเสี่ยวซีด้วยแววตาที่เรียบเฉยแต่ก็ดูเหมือนจะสังเกตเห็นความผิดปกติของนาง
"มีสิ่งใดไม่สบายหรือหมู่ซาน?" พระสุรเสียงทุ้มต่ำตรัสถามด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูเป็นห่วงเล็กน้อย
ฮวาเสี่ยวซีรีบส่ายหน้าอย่างรวดเร็วพยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติ "ปะ... เปล่าพ่ะย่ะค่ะ ท่านอ๋องข้าน้อยสบายดี" นางตอบเสียงตะกุกตะกักพยายามซ่อนความรู้สึกขยะแขยงที่ยังคงวนเวียนอยู่ในใจ
'จะให้ข้ากินลงได้อย่างไรกันเล่าในเมื่อเมื่อเช้า...' ความคิดนั้นยังคงตามหลอกหลอนนางไม่หยุดหย่อนฮวาเสี่ยวซีรู้สึกเหมือนมีก้อนอะไรบางอย่างมาจุกอยู่ที่คอจนไม่สามารถกลืนอาหารลงไปได้
จิ้นอ๋องทรงจ้องมองนางอยู่ครู่หนึ่งราวกับกำลังพิจารณาคำพูดของนาง แต่ก็มิได้ทรงซักถามอะไรเพิ่มเติมพระองค์ทรงหันกลับไปสนพระทัยอาหารตรงหน้าอีกครั้ง
ฮวาเสี่ยวซีถอนหายใจออกมาอย่างแผ่วเบานางรู้ว่าการแสดงออกถึงความรู้สึกที่แท้จริงของตนเองในตอนนี้ไม่ใช่เรื่องที่ฉลาดนักนางจึงตัดสินใจที่จะฝืนใจนั่งลง และพยายามทานอาหารตรงหน้าแม้ในใจจะยังคงต่อต้านอยู่ก็ตาม
'ข้าต้องอดทน'นางเตือนตัวเอง 'เพื่อภารกิจ...และเพื่อตัวข้าเอง'
องค์รักษ์เว่ยยืนอยู่ด้านข้างอย่างเงียบเชียบสายตาคมกริบคอยสังเกตการณ์ทั้งสองคนอย่างไม่วางตาราวกับเป็นผู้ตัดสินที่คอยจับจ้องทุกการกระทำภายในใจของเขากลับเต็มไปด้วยความสับสนและข้อสงสัย
'ข้าไม่เคยรู้ว่าท่านอ๋องของตนเองทรงมีรสนิยมเช่นนี้...'เขาคิดอย่างหนักใจ พลางเหลือบมองใบหน้าคมสันแต่เรียบเฉยของจิ้นอ๋องและหันไปมองใบหน้าดำคล้ำของหมู่ซานด้วยความไม่เข้าใจ 'ถึงว่า...เหตุใดท่านอ๋องจึงไม่ทรงสนพระทัยแม่นางน้อยเสี่ยวซีที่แสดงความสนพระทัยในพระองค์อย่างชัดเจนตอนอยู่ที่สำนักศึกษาหุบเขาเมฆา'
องค์รักษ์เว่ยขมวดคิ้วเล็กน้อยพลางพิจารณาหมู่ซ่านตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า 'แต่ว่าเจ้าเด็กคนนี้มีดีอะไรกัน? หน้าก็ดำเหมือนถ่านเห็นแต่ลูก..ใช่ครับองค์รักษ์เว่ยพิจารณาใบหน้าของหมู่ซ่านอีกครั้งอย่างละเอียดถี่ถ้วนภายใต้ผิวสีดำคล้ำที่ดูไม่น่าดึงดูดนั้นสิ่งที่พอจะสังเกตเห็นได้บ้างก็คือดวงตากลมโตที่ฉายแววดื้อรั้นและไม่ยอมใครจมูกเล็กๆ ที่โด่งเป็นสันก็ดูจะขัดกับสีผิวอยู่บ้างเล็กน้อย
'ดวงตากลมโตนั่น...ดูไม่เหมือนคนธรรมดาสามัญเสียทีเดียว' องค์รักษ์เว่ยคิดอย่างสงสัยพลางพยายามเชื่อมโยงภาพลักษณ์ของหมู่ซานกับลักษณะของผู้คนที่เขาเคยพบเจอมาแต่ก็ไม่พบใครที่คล้ายคลึงกัน
ความดื้อรั้นที่ฉายออกมาจากดวงตาของหมู่ซานนั้นเป็นสิ่งที่องค์รักษ์เว่ยสังเกตเห็นได้ชัดเจนมันเป็นประกายที่บ่งบอกถึงความไม่ยอมจำนน และความกล้าที่จะท้าทายอำนาจซึ่งเป็นสิ่งที่เขาไม่ค่อยได้เห็นจากพลทหารชั้นผู้น้อยทั่วไป
'เด็กคนนี้...มีอะไรบางอย่างที่ซ่อนอยู่' องค์รักษ์เว่ยสรุปในใจแม้รูปลักษณ์ภายนอกจะดูธรรมดาแต่แววตาและท่าทางบางอย่างกลับบ่งบอกถึงความไม่ธรรมดา
' ความคิดของเขาหยุดชะงักลงเพียงเท่านั้นเมื่อรู้สึกถึงกระแสความเย็นเยียบที่แผ่ออกมาจากร่างของจิ้นอ๋องราวกับเป็นการเตือนมิให้เขาล่วงล้ำความเป็นส่วนตัวของเจ้านายมากเกินไป
องค์รักษ์เว่ยรีบปรับสีหน้าให้กลับมาสงบนิ่งดังเดิมเขาก้มหน้าลงเล็กน้อย แสดงความเคารพและเก็บงำความสงสัยทั้งหมดไว้ในใจหน้าที่ของเขาคือการอารักขาและปฏิบัติตามคำสั่งของจิ้นอ๋องเท่านั้นเรื่องส่วนพระองค์นั้น เขาไม่มีสิทธิ์ที่จะก้าวก่าย