
บุปผางามตรังตาเพียงใด
แต่ไร้ซึ่งผีเสื้อ มาโบยบิน
อนึ่งคิดใจหาย ข้าพลัดถิ่น
คณึงนึกคิดถึงคราที่เลยผ่าน
สายธารายังวนเวียนมีเหล่าปลา
แต่ใจข้านั้นแสนระทม
________________________________
ค่ำคืนแสงจันทร์ทรากระจ่างสว่างไสว
เสียงนกกาต่างร้องก้องดังไพร
ไฉนมิมีผู้ใดได้ยินเสียง
จันทร์ทราดวงดาวอยู่คู่เคียง
เรียงรายบนนภา
ดื่มสุราชมจันทร์อย่างสุนทรีย์
ข้าสตรีชาวบ้านที่โชคดี
เกิดมามีดวงดีแต่มิได้อยู่เคียงข้างชายที่รัก
ความพลัดพรากทำให้ข้าคิดถึง
คณึงนึกคิด ใจวังเวง
ค่ำคืนเงียบเหงาชวนระอา
_______________________________
ใครก็คิดพญาหงส์มิชรา
ดั่งเสมือนยาอมตะที่ยืนยาว
ค่ำคืนข้านั่งดูดวงดาว
แสนเศร้าหมองไร้คนอยู่เคียงข้าง
คนที่รัก พลัดพราก จำต้องจาก
แสนลำบาก ทุกแห่งหนวนกลับมา
รูปกายข้านั้นแก่และชรา
ไม่นานสังขาคงโรยรา
__________________________________
ฟ้าครื้มร้องสนั่นไปทั่วหล้า
แสงแวววับชวนคนนั้นหายหนี
คณึงคิดผีสางออกหากิน
สหายผู้คนที่ข้ารักต่างหายสิ้น
เพราะข้านั้นมีรูปกายที่ผิดไป
แสงสีร้อนรนดั่งไฟเผา
ข้าอดทนเพื่อใต้หล้ามิอาจถอย
ข้าอดทนวันที่ข้ารอคอย
แต่ตัวข้านั้นสายเกินไป
คนที่ข้านั้นรอมาแสนนาน
เพียงวันวานก็มาจาก
น้ำตาหยดอาบแก้มทั้งสองข้าง
คนทั่วหล้าครหาข้านั้นมิใช่คน
ปวดเร้าแสนระทม
ใจข้านี้ มิอาจเป็นคนที่ดี
_________________________________
กลางทุ่งหญ้านั้นแสนกว้างใหญ่
เสียงลมพัดใบหญ้าพลิ้วไสว
ดอกน้อยใหญ่โยกไปมา
ดั่งเสียงดนตรีดอกไม้เต้นระบำ
ผีเสื้อน้อย ผึ้งเอยต่างโผบิน
ทุ่งหญ้าอันกว้างใหญ่เป็นพันลี้
ทุกชีวิต สัตว์น้อยใหญ่พิงอาศัย
แต่ไฉนเลยตัวข้าตัวคนเดียว
_____________________________
หลังจากที่ไท่หวงไท่เฮามาอยู่คนเดียว
ก็เริ่มป่วยและร่างกายทรุดโทรม บ่าวรับใช้หนีกลับกันหมด เหลือเพียงตัวคนเดียว
ที่นอนป่วยอยู่บนเตียง
ข้าช่างน่าสงสารยิ่งนักข้าใช้ชีวิตปกป้องบ้านเมืองมาทั้งชีวิตแต่บ้านเมืองมาทิ้งข้า