ตอนที่ 48 พระเจ้าช่างไม่ยุติธรรม
“เหนื่อยมากเลย..”
“นั่นสินี่คงเป็นหมู่บ้านสุดท้ายแล้วใช่ไหม.....”
สองคู่หูเควินและลิลลี่บ่นอุบตอนนี้ทั้งทีมอยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่ถูกทำลายจนย่อยยับด้วยน้ำมือของพวกออร์คตามพื้นมีศพพวกออร์คที่พวกเขาจัดการไปเป็นร้อยตัว
“อืม...นี่เป็นหมู่บ้านสุดท้ายของแถบนี้แล้วหมู่บ้านอื่นถูกทีมอื่นสำรวจไปหมดแล้ว”
นักบุญเจมส์บอกสองคนนั้นและมันทำให้ทั้งคู่ดีใจมาก ภารกิจที่ยาวนานนับปีของพวกเขากำลังจะจบลง
“อดสงสารเด็กพวกนี้ไม่ได้จริงๆที่ต้องกำพร้าและไร้บ้านกัน”
อาลิเซียมองสภาพของที่นี่หมู่บ้านนี้เป็นหนึ่งในหลายหมู่บ้านที่ไม่มีคนรอดชีวิต ส่วนคนที่รอดชีวิตมาได้นั้นตลอดทางทีมของพวกเขาช่วยไปเป็นร้อยคน ส่วนใหญ่เป็นเด็กกับคนแก่พวกเขาถูกส่งไปโบสถ์เพื่อให้การช่วยเหลือต่อไป
“มันเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้พวกเราช่วยได้แค่ไหนก็ต้องช่วยได้แค่นั้น จำไว้นะอาลิเซียพวกเราไม่อาจช่วยทุกคนได้ แต่จงช่วยเท่าที่ตัวเราจะทำได้ก็พอ”
นักบุญเจมส์สอนอาลีเซียด้วยสีหน้าอบอุ่น
“ค่ะท่านอาจารย์ แต่ว่าถ้าเป็นท่านพี่คงจะต้องพยายามช่วยพวกเขาทั้งหมดแน่”
“นั่นสิถ้าเป็นผู้กล้าล่ะก็ เขาต้องทำแบบนั้นอย่างแน่นอน”
นักบุญเจมส์เห็นด้วยตอนนี้อลิซกับออลันโดที่ออกไปตรวจตรารอบหมู่บ้านก็กลับมาพลางส่ายหน้าว่าไม่พบอะไร
“เมื่อไรทีมรับตัวกลับจะมาเนี่ยอยากกลับไปอาบน้ำจะแย่แล้ว”
ลิลลี่ยังคงบ่นอุบขณะนั่งพิงกองฟางกองหนึ่ง
“อาบแถวนี้ก็ได้นะไม่มีใครเขาว่าหรอก”
เควินเอ่ยขึ้นขณะเช็ดโล่ของตัวเองอยู่ไม่ไกลนัก
“เจ้าจะไปแอบดูข้าล่ะสิ”
ลิลลี่เบะปากเหล่ตาไปทางเควิน
“กุ้งแห้งอย่างเจ้ามีอะไรให้ดูถ้าเป็นน้องอาลิเซียหรือพี่หญิงอลิซก็ว่าไปอย่าง..”
เควินที่จีบปากจีบคอพูดพลันหยุดกะทันหันเพราะสัมผัสได้ถึงจิตสังหารที่พุ่งมาที่ตนเป็นของอลิซแน่นอนอย่างไม่ต้องสงสัย เควินไม่กล้าหันไปสบตาอีกฝ่ายได้แต่เงียบเสียงไป
“ชิ!!! ข้าก็เป็นผู้หญิงเหมือนกันนะ”
ลิลลี่เบะปากอีกครั้งก่อนจะก้มมองตัวเองพลางถอนหายใจออกมาแม้จะเป็นสาวเต็มตัวแล้ว แต่บางอย่างของนางก็ยังเด็กนักถึงกับมีน้อยกว่าอาลิเซียที่เป็นเด็กสาวด้วยซ้ำไป
“พระเจ้าช่างไม่ยุติธรรมเลย..”
“จงพอใจในสิ่งที่ตัวเองมีเถอะลิลลี่คนเราทุกคนเกิดมาไม่เท่ากันหรอก บางคนมีพรสวรรค์มากบางคนมีพรสวรรค์น้อยแต่ชดเชยด้วยความพยายามได้ แต่บางสิ่งก็ใช้ความพยายามไม่ได้”
นักบุญเจมส์ใช้สายตาอ่อนโยนมองลิลลี่เขาย่อมเข้าใจหญิงสาวคนนี้ดี จึงพยายามอบรมสั่งสอนนางให้เดินในทางที่ถูกต้อง
“เจ้าค่ะ..”
ลิลลี่รับคำและเงียบไปไม่รู้ในใจนางตอนนี้คิดอะไรอยู่
“ว่าแต่ทำไมทีมรับตัวมาช้าจังนี่มันเลยเวลานัดมานานแล้วไม่ใช่หรอ”
เควินเอ่ยขึ้นมาและมันทำให้ทุกคนตื่นตัวขึ้น เพราะตอนนี้เลยเวลาที่ทีมรับตัวจะมารับแล้วด้วยประสบการณ์ที่ผ่านมา พวกเขาลุกขึ้นเตรียมความพร้อมทันทีเควินขยับไปปกป้องลิลลี่กับอาลิเซีย อลิซเข้าประชิดตัวนักบุญเจมส์ส่วนออลันโดคุมเชิงอยู่ด้านหลังพวกเขา
สถาวะตึงเครียดเกิดขึ้นอย่างกะทันหันพวกเขาต่างเปิดประสาทสัมผัสทั้งหมดชั่วอึดใจหลังจากนั้นทุกคนก็เห็นห้วงอากาศไม่ไกลนักเกิดการบิดเบี้ยวก่อนจะเกิดรอยแยกและมีคนก้าวออกมาจากรอยแยกนั้นสามคน
คนแรกสวมชุดเกราะแบบเควินเป็นพาลาดินของศาสนจักรแน่นอน อีกสองคนสวมชุดแบบลิลลิ่น่าจะเป็นนักเวทของศาสนจักรเช่นกัน พวกเขาเห็นคณะของนักบุญเจมส์ก็ตรงเข้ามาทันที
“ขออภัยด้วยขอรับท่านนักบุญพอดีเจ้านี่มันท้องเสีย เลยมารับท่านช้าไปหน่อย”
พาลาดินหนุ่มนายนั้นรีบเข้ามาทำความเคารพนักบุญเจมส์และปรายตายังยังนักเวทหนึ่งในสองคนนั้น
“ขออภัยด้วยขอรับ”
นักเวทคนนั้นก้มหัวยอมรับผิด
“ไม่เป็นไรๆยังไงก็มาแล้ว รีบกลับกันเถอะ”
นักบุญเจมส์ยิ้มและไม่ถือสาอีกฝ่าย
“ทุกคนอยู่กันครบนะขอรับ”
พาลาดินหนุ่มมองสำรวจทุกคนก่อนจะหันไปหานักเวทอีกคนหนึ่ง
ทีมรับตัวนั้นจะประกอบด้วยพาลาดินที่ทำหน้าที่คุ้มกันหนึ่งคนเป็นอย่างน้อยกับนักเวทที่ใช้เวทมิติได้อีกหนึ่งคนเป็นอย่างน้อยแต่คราวนี้พวกเขาเอานักเวทมาสองคน เพราะมีคนหนึ่งต้องการบันทึกพิกัดที่หมู่บ้านนี้
นักเวทอีกคนพยักหน้ารับและเริ่มบริกรรมคาถาการเปิดมิติต้องใช้เวลาร่ายค่อนข้างนาน ไม่เหมาะใช้ขณะต่อสู้เลยทว่ามันก็เป็นเวทมนตร์ที่สะดวกสบายมาก นี่ขนาดเป็นแค่เวทห้วงมิติแต่ถ้าพัฒนาไปเป็นเวทมิติได้ จะสามารถพาคนเคลื่อนย้ายได้โดยไม่ต้องเปิดมิติแต่คนที่ไปถึงระดับนั้นได้มีน้อยมาก
ห้วงอากาศเบื้องหน้าทุกคนเกิดการบิดผันก่อนจะเกิดรอยแยกขึ้นพาลาดินหนุ่มผายมือให้ทุกคน ทีมนักบุญเจมส์ก็ทยอยเข้าไปในรอยแยกทีละคนจนครบตามมาด้วยพาลาดินหนุ่ม แต่ขณะที่นักเวทคนแรกกำลังจะเข้าประตูมิติก็มีมีดเล่มหนึ่งแทงจากด้านหลังทะลุหัวใจเขา
ฉึก!!
“อั่ก!!”
“นะ...นี่..เจ้า”
แต่ก่อนที่เขาจะเอ่ยคำพูดอะไรออกมาพลังทำลายจากมีดก็บดขยี้หัวใจของเขาจนแหลกเหลว เขาตายลงโดยไม่ทันตั้งตัว
“หึหึขอให้พวกแกมีชีวิตรอดแล้วกัน ฮ่าๆๆ”
นักเวทคนที่สองแสยะยิ้มหัวเราะอย่างบ้าคลั่งเขากลายเป็นอีกคนที่ต่างไปโดยสิ้นเชิง จากนักเวทหน้าตาเรียบร้อยกลายเป็นคนโรคจิตดวงตากลอกกลิ้ง แลบลิ้นเลียริมฝีปากอย่างน่าขนลุกไปแล้ว
“ใช่ ขอให้แกมีชีวิตรอดแล้วกัน”
น้ำเสียงเย็นยะเยือกดังขึ้นข้างหูนักเวทคนนั้นทำให้มันหยุดเราะทันที พร้อมความหวาดกลัวที่แล่นขึ้นมา ทว่าก่อนที่มันจะได้ขยับตัว
ฉึก!!
มีดเล่มหนึ่งก็แทงทะลุหัวใจของมันจนโผล่ออกมาด้านหน้าแบบเดียวกับที่มันเพิ่งสังหารเพื่อนร่วมงานไปไม่มีผิด
“ทะ...ทำไมกัน”
“แกมันหมดประโยชน์แล้วคนที่รู้เรื่องมากไปก็ใช่ว่าจะดีนะ”
อีกฝ่ายกระชากมีดออกจนเลือดพุ่งกระจายนักเวทคนนั้นตายทันทีโดยไม่มีโอกาสตอบโต้กลับ เดิมทีคนที่มีพรสวรรค์ด้านเวทมนตร์ก็มักมีพลังกายต่ำและพลังชีวิตต่ำอยู่แล้วดังนั้นเขาจึงไม่อาจรอดพ้นจากการสังหารนี้ไปได้
“สำเร็จไปอีกงาน...หึหึ”
เจ้าของมีดอีกเล่มสวมใส่ชุดสีดำสนิทสวมหน้ากากสีดำมีหมายเลขแปดประดับอยู่เขาคือนักฆ่าหมายเลขแปดแห่งองค์กรจันทราโลหิต ผู้ไม่เคยปฏิบัติงานพลาดมาก่อน
“กลับไปรายงานนายท่านดีกว่า”
ร่างของหมายเลขแปดเลือนหายไปจากตรงนั้นทั้งกลิ่นอายและการคงอยู่ของเขาเลือนหายไปอย่างสมบูรณ์ ทิ้งไว้แต่เพียงศพของนักเวทผู้โชคร้ายคนหนึ่งกับนักเวทผู้โลภมากอีกคนหนึ่งเท่านั้น...
มหาวงกตไดดาลอสชั้นสองนรกเพลิงโลกันตร์
ราดิชยังคงออกสำรวจต่อไปเขาฝึกฝนตัวเองด้วยการวิ่งเร็วในช่วงสั้น สลับกับย่างไปบนอากาศพร้อมเปิดใช้งานสกิลเสริมพลังไปด้วย เพื่อเก็บค่าความเชี่ยวชาญระหว่างนี้เขาเจอพวกภูตขึ้นบ่อยมาก รู้สึกได้ว่าเลเวลเฉลี่ยที่เจอจะสูงขึ้นด้วยตอนนี้เขาเจอตัวเลเวลเจ็ดและแปดเกือบตลอด บางครั้งก็มีตัวเลเวลเก้าด้วย
“เจอพวกมันเป็นกลุ่มใหญ่ขึ้นไม่ใช่ว่าใกล้ถึงถิ่นที่อยู่ของมันแล้วนะ”
ราดิชสะบัดดาบจนเลือดที่ติดอยู่กระเซ็นลงพื้นซึ่งมันระเหยไปอย่างรวดเร็ว รอบตัวเขาคือซากศพของพวกภูตเกือบยี่สิบตัวที่เพิ่งถูกเขาสังหารไป แม้พวกมันจะเลเวลสูงขึ้นแต่ก็ไม่ได้เก่งขึ้นกว่าเดิมเท่าไร แค่มีพลังชีวิตมากกว่าเท่านั้น
ระหว่างทางเขายังพบต้นไม้และสมุนไพรอื่นอีกหลายตัวซึ่งเกิดจากการที่เขาติดตามพวกภูตเหล่านั้นไปตอนนี้สกิลซ่อนเร้นเขาพัฒนาจนถึงเลเวลแปดแล้ว ส่วนไร้สุ้มเสียงก็พัฒนาเป็นเลเวลสิบและให้กำเนิดสกิลใหม่คือสกิลไร้กลิ่น ซึ่งเขาก็พัฒนามันไปถึงเลเวลสามแล้วตอนนี้ แถมเวทห้วงมิติก็พัฒนาเป็นเลเวลสิบและเกิดสกิลใหม่คือเวทมิติขึ้นมาอีกด้วย
เขาซุ่มตามหลังพวกมันไปจนพบแหล่งผลไม้และสมุนไพรหลายอย่างดูเหมือนพวกมันจะกินพวกนี้เป็นอาหารหลักมากกว่าล่าพวกตะขาบเพราะการล่าพวกตะขาบมีความเสี่ยงมากกว่าแต่ถ้าพวกมันเจอตะขาบก็ไม่เกี่ยงที่จะรุมจัดการพวกมันเช่นกัน
หลายครั้งเขาก็เห็นพวกมันขนซากตะขาบมาด้วยพื้นที่แถบนี้เขาไม่ค่อยพบพวกตะขาบมากนัก แต่พวกภูติพบเจอได้บ่อยกว่าแต่ไม่ว่าจะเจอตัวไหนก็ไม่มีปัญหาสำหรับเขา ราดิชเชือดพวกมันทิ้งทั้งหมดนั่นแหละ
เนื้อของพวกตะขาบมีรสชาติเหมือนเนื้อกุ้งก็จริงทว่ามันมีพิษอยู่ด้วย กินทีไรก็แสบปากแสบท้องทุกทีส่วนเจ้าภูตนี่เขากินมันไม่ลงจริงๆ หน้าตามันอัปลักษณ์เกินไปจนเขาไม่คิดจะแตะต้องและแทบจะไม่เก็บซากของพวกมันยกเว้นตัวเลเวลสูงหรือมีร่างกายสมบูรณ์ไม่โดนเขาขยี้ทิ้งไป
ส่วนผลไม้และสมุนไพรที่เขาเจอนั้นล้วนแล้วแต่เป็นพวกที่ชื่นชอบขึ้นในที่ร้อนจัดอย่างในเขตแม็กม่าหรือภูเขาเขาเจอกระทั่งต้นกระบองเพชรบางสายพันธ์ที่ขึ้นในทะเลทรายแต่ในที่แบบนี้ก็เจอพวกมันด้วย
“ข้างหน้านั่นคือเมืองหรือ???”
ราดิชสังเกตเห็นบางอย่างที่สุดปลายทางเมื่อไปถึงก็พบว่ามันเป็นทางลาดลงไป ข้างล่างเป็นพื้นที่โล่งกว้างใหญ่เขาใช้สกิลส่องทางไกลซูมเข้าไปก็พบว่าทั่วทั้งพื้นที่มีบ้านที่สร้างจากก้อนหินและดินเรียงรายอยู่มากมาย ดูเหมือนจะเป็นหมู่บ้านของพวกภูต
“หมู่บ้านของพวกภูตฮ่าๆ”
นอกจากบ้านที่สร้างอย่างง่ายแล้วเขายังเห็นพวกภูตอยู่เต็มไปหมด ทั้งตัวเล็กที่เขาพบมาตลอด และยังมีตัวที่เขาไม่เคยเจออยู่ด้วยดูเหมือนพวกมันจะมีสติปัญญาระดับหนึ่งจึงสามารถสร้างที่อยู่อาศัยได้
เขาเห็นภูตเข้าออกที่นั่นอยู่ตลอดเวลานอกจากบ้านดินและหินแบบง่ายแล้ว เขายังเห็นแท่นใหญ่อยู่ตรงกลางหลุมด้วยแต่เขาไม่รู้ว่ามันใช้ทำอะไรเหมือนกัน
“จะดักฆ่าพวกมันไปเรื่อยๆหรือเข้าไปล้างบางพวกมันเลยดี”
“สังเกตการณ์ไปก่อนดีกว่าก่อนอื่นต้องเข้าไปใกล้พอจะประเมินภูตตัวอื่นที่ไม่เคยเห็นด้วย”
เขาเคลื่อนตัวอย่างเงียบเชียบเก็บงำกลิ่นอายอย่างมิดชิดตอนนี้ราดิชต้องการพัฒนาสกิลซ่อนเร้นให้ถึงเลเวลสิบซึ่งมันจะพัฒนาเป็นสกิลที่ชื่อพรางตา จะทำให้ตัวเองกลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อมได้เป็นสกิลที่เหล่านักฆ่าฝึกฝนกันนั่นเอง
สกิลนี้ถ้าไม่แสดงตัวออกมาก็จะสังเกตได้ยากหรือถ้าไม่เคลื่อนไหวเร็วเกินไปก็จับตัวไม่ได้เว้นแต่จะเจอสกิลสายตรวจจับระดับสูงมากกว่าถึงจะจับได้ดังนั้นพวกนักฆ่าที่พัฒนาสกิลสายนี้จนเต็มจึงน่ากลัวมากเพราะพวกเขาสามารถลอบสังหารเหยื่อได้โดยที่อีกฝ่ายไม่รู้ตัวเลย
เขาเข้าไปใกล้พอจนสามารถประเมินภูตแบบอื่นได้แต่เมื่อได้เห็นสเตตัสของพวกมันเข้า เขาก็ถึงกับอ้าปากเหวอทีเดียว
“แม่ม...พระเจ้าช่างไม่ยุติธรรมเสียเลย”