เกิดใหม่ทั้งที ดันกลายเป็นคนเห็นผีในยุค Y2K!

    ตอนที่ 57: ลูกพลับฝึกพลัง

            “ลูกพลับต้องทำยังไงบ้างครับถึงจะสู้กับผีได้?”

            เด็กน้อยซักบิดาตาแป๋วในบรรดาบทเรียนทั้งหมดที่ป๊ะป๋าสอนให้ลูกพลับเด็กชายตื่นเต้นที่จะได้เรียนเรื่องสู้กับผีนี้มากที่สุด

            ตั้งแต่จำความได้ในบ้านเพิงหลังนี้ลูกพลับเจอพวกผีหน้าตาน่ากลัวมาหลอกแล้วก็มาแกล้งลูกพลับอยู่ตลอดทุกวันๆ เลย

             

            กลัวก็กลัวแต่กลับไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากร้องไห้คอยดูนะ ถ้าป๊ะป๋าสอนให้ลูกพลับสู้กับผีจนลูกพลับเก่งมาก ๆ เมื่อไหร่ลูกพลับจะไปสู้กับผีพวกนั้น จะเลิกกลัวผีแล้วก็ต้องสู้จนชนะพวกผีนิสัยไม่ดีที่ชอบมาหลอกลูกพลับพวกนั้นให้ได้เลย

             

            “ก่อนอื่นลูกพลับนั่งขัดสมาธิก่อนครับ ทำตัวตรง ๆ แล้วก็หันมามองที่ป๊ะป๋า”

            ไตเติ้ลเริ่มตั้งต้นสอนลูกพลับทำตามในสิ่งที่ป๊ะป๋าบอกอย่างว่าง่ายด้วยดวงตาประกายแววตื่นเต้น

             

            “ลูกพลับดูป๊ะป๋าดี ๆ นะครับ ลูกพลับมองเห็นอะไรไหม?”ชายหนุ่มซัก

             

            “เห็นครับ” เด็กน้อยตอบฉะฉานทันที

            “เห็นใช่ไหม เห็นเป็นยังไงครับ?” เขาซักต่อ

             

            “เห็นเป็นคนที่หล่อมากป๊ะป๋าของลูกพลับหล่อที่สุดในโลกไปเลยครับ”

             

            “...”

             

            เดี๋ยวนะ! ถึงการประจบประแจงอวยป๊ะป๋ามันจะทำให้เจ้าเด็กนี่น่ารักมากๆ เลยก็เถอะ แต่ที่ไตเติ้ลอยากจะให้เด็กคนนี้เห็นน่ะ มันต้องไม่ใช่แบบนี้ซี่!

             

            “ลูกพลับครับ ป๊ะป๋ารู้ว่าป๊ะป๋าหล่อ แต่ลูกพลับต้องตั้งสติออกมาจากความหล่อของป๊ะป๋าก่อนนะครับ”

             

            “ลูกพลับทำไม่ได้ครับ ป๊ะป๋าหล่อจนเกินไป หล่อเจิดจ้าจนทำลายสายตาลูกพลับไปหมดแล้วครับ”

            เด็กน้อยตอบยังจะยกสองมือขึ้นทำท่าขยี้ตาประกอบเข้าให้เสียอีกแน่ะ

             

            “...”

             

            โอ๊ยยย!ไอ้เจ้าหนูนี่มันจะน่ารักเกินไปแล้วว้อยยย!เดี๋ยวก็เปลี่ยนจากสอนไล่ผีเป็นจับลูกชายฟัดแทนซะหรอก ประจบกันเข้าไปประจบจนพ่อเอ็งตัวจะลอยติดเพดานอยู่แล้วเนี่ย!

             

            ไตเติ้ลรู้สึกทั้งปลื้มใจแล้วก็อยากจะหลั่งน้ำตาไปด้วยในเวลาเดียวกันเจ้าลูกพลับตอนที่ประจบประแจงเอาใจป๊ะป๋าแบบนี้มันก็น่ารักมาก ๆ ชวนให้ปลาบปลื้มจริงๆ นั่นแหละแต่ถ้ายังเป็นแบบนี้อยู่ต่อไปแล้วเขาจะสอนให้ลูกชายตั้งจิตปราบวิญญาณร้ายได้ยังไงล่ะฟะเนี่ยมัวแต่มานั่งอวยกันจนไม่เป็นอันทำอะไรแบบนี้

            อยากจะร้องไห้จริง ๆ เลย พับผ่า!

             

            “คืออย่างนี้นะครับลูกพลับปกติแล้วร่างกายของคนเราจะมีการปล่อยพลังวิญญาณ[1]ออกมาซึ่งเป็นพลังงานทางจิตคนที่มองเห็นผีได้อย่างพวกเราเนี่ยจริง ๆ แล้วก็จะสามารถมองเห็นพลังเหล่านั้นที่ร่างกายของคนปล่อยออกมาด้วยนะครับยิ่งถ้าเป็นคนที่ฝึกพลังแข็งแกร่งมาก ๆ จนต่อสู้กับพวกผีได้อย่างป๊ะป๋าเนี่ยถ้าลูกพลับตั้งใจมองดูดี ๆ ก็จะเห็นว่ามีแสงล้อมรอบตัวป๊ะป๋าอยู่ซึ่งตามปกติแล้วหากเราไม่มีสมาธิ ไม่ได้ตั้งใจมองเราก็จะไม่เห็นเพราะฉะนั้นลูกพลับลองตั้งสมาธิ ทำจิตให้นิ่งแล้วก็มองมาที่ป๊ะป๋าใหม่อีกทีนะครับ”

             

            ไตเติ้ลอธิบายเขาไม่หลีกเลี่ยงที่จะใช้ศัพท์ซึ่งเด็กวัยเจ็ดปีทั่วไปอาจจะไม่เข้าใจและทำตามไม่ได้อย่างเรื่องของการตั้งสมาธิหรือทำจิตให้นิ่งเพราะว่าลูกพลับเคยบวชเรียนมาแล้วและในตอนที่บวชหลวงตาก็สอนให้พระ-เณรในวัดฝึกตั้งจิต ทำสมาธิกันอยู่ตลอดดังนั้นแล้วลูกพลับจึงเข้าใจในสิ่งที่เขาสอนได้เป็นอย่างดี

             

            “มิน่าล่ะ!ลูกพลับก็ว่าทำไมถึงได้เห็นป๊ะป๋าเปล่งแสงสีขาวสว่างเจิดจ้าหล่อมาก ๆ อย่างกับเทพบุตรลงมาจากสวรรค์เลยล่ะครับเจิดจ้าจนลูกพลับแสบตาไปหมดแล้ว”

            เด็กชายตอบบิดา สองตากลมโตกะพริบปริบๆ ก่อนจะยกมือขึ้นปิดตาแล้วเปิดออกดูอีกครั้ง ก็ยังเห็นว่าป๊ะป๋าของตนสว่างเจิดจ้าหล่อสุด ๆ ไปเลย

             

            อ้าว? สรุปคือแปลว่าลูกพลับมองเห็นแสงสว่างพลังงานโอโม่ของเขาสินะแบบนี้?

            ก็...นะ แปลว่ามองเห็นตามที่เขาอยากจะให้มองเห็นแต่ด้วยความเป็นเด็กที่มีคลังศัพท์อยู่ในหัวจำกัด จึงสื่อสารออกมาได้แค่ว่าป๊ะป๋าหล่อเจิดจ้าจนแสบตาไปหมด

            โอเค แบบนี้ค่อยไปต่อกันได้หน่อย

             

            “โอเค งั้นถ้าลูกพลับมองเห็นแสงสว่างของป๊ะป๋าแล้วลูกพลับลองแบมือสองข้างของลูกพลับให้ป๊ะป๋าดูหน่อยสิครับ”

             

            ทันทีที่ไตเติ้ลพูดจบเด็กชายก็ยกสองมือแบไปข้างหน้าให้คนเป็นพ่อดูอย่างว่าง่าย

             

            “แล้วตอนนี้ลองมองที่มือของตัวเองนะครับลูกพลับมองเห็นแสงที่ล้อมรอบมือของลูกพลับอยู่ไหม?”

             

            “เห็นครับ เป็นสีเหลือง ๆ ไม่เห็นสว่างขาว ๆ เหมือนของป๊ะป๋าเลย”เด็กชายพยักหน้าพร้อมกับพูดตอบ

             

            “แสงของแต่ละคนสีมันก็จะต่างกันไปครับแต่ถ้าลูกพลับฝึกบ่อย ๆ มันก็จะค่อย ๆ สว่างขึ้นครับ” ภานุวัฒน์ตอบลูกชาย

             

            “สว่างเหมือนสปอตไลท์ที่หลวงตาใช้ที่วัดเลยรึเปล่าครับ”เด็กชายถามตาแป๋ว

             

            “สว่างกว่าอีกครับ” ไตเติ้ลตอบ

             

            “งั้นถ้าลูกพลับฝึกจนมันสว่างจ้ากว่าสปอตไลท์แล้วต่อไปบ้านเราก็จะมีแสงสว่าง จะไม่ต้องใช้ไฟฉายแล้วใช่ไหมครับ?”เด็กน้อยซักหน้าซื่อ

             

            “…”

            เดี๋ยวนะ เจ้าลูกหมูนี่คิดว่าจะใช้ร่างของตัวเองเปล่งแสงแทนหลอดไฟ? มันจะได้ยังไงเล่า! นึกว่าตัวเองเกิดเป็นหิ่งห้อยหรือยังไงไอ้เจ้าตัวเปี๊ยกเอ๊ย!

             

            “เอ่อ... มันเป็นแสงเอาไว้สำหรับใช้ปราบผีครับไม่น่าจะเอามาแทนสปอตไลท์ได้” ไตเติ้ลตอบลูกชายด้วยสีหน้าเหงื่อตก

             

            “อ้าว... ลูกพลับอุตส่าห์ดีใจนึกว่าจะไม่ต้องเปิดไฟฉายอ่านหนังสือแล้วซะอีก” เด็กชายหน้าจ๋อยลงไปทันควัน

             

            “เดี๋ยวถ้าเราย้ายไปอยู่บ้านใหม่ มีไฟฟ้าใช้ลูกพลับก็ไม่ต้องใช้ไฟฉายอ่านหนังสือแล้วครับ” ภานุวัฒน์บอกลูกชาย

             

            “เออ จริงด้วย แล้วลูกพลับจะฝึกปล่อยแสงไล่ผีได้ยังไงเหรอครับ?” เด็กชายคิดตกได้เองแล้วก็กลับมาเข้าเรื่องได้เองทำเอาคนเป็นพ่อเกือบจะลุกขึ้นจุดพลุฉลอง

             

            “ไม่ยากเลยครับ เริ่มจากลูกพลับเอาสองมือมาประกบกันสวัสดีป๊ะป๋าด้วยท่าไหว้สวย ๆ ซะดี ๆ”

             

            ไตเติ้ลพูดเสียงร่าเริงพร้อมกับเอาสองมือมาประกบกันที่หน้าอกเป็นท่าไหว้ลูกพลับรีบทำตามทันที แสงสีเหลืองที่สองมือของเด็กน้อยรวมเข้าด้วยกันเป็นดวงกลม ๆ ล้อมรอบมือเล็กๆ คู่นั้น

             

            หมายเหตุ วิธีการฝึกพลัง[2]นักอ่านสามารถทำตามได้.

             

             

            "ปล่อยตัวตามสบายอย่าเกร็งแขน เกร็งไหล่นะครับ"ภานุวัฒน์บอกกับลูกชาย

             

            "ยังไงครับ?" เด็กชายขมวดคิ้ว

             

            "ปล่อยตัวสบาย ๆ ทำเหมือนตอนที่ลูกพลับนั่งสมาธิที่วัดนะครับแล้วก็หายใจเข้าออกช้า ๆ เหมือนอย่างกับตอนที่เรานั่งสมาธิเลย" ไตเติ้ลขยายความ 

             

            พอป๊ะป๋าว่าอย่างนั้นเด็กชายก็ทำตามอย่างรวดเร็ว.

             

     

     


    [1]พลังงานในร่างกายมนุษย์ ขออนุญาตแทรกปสก.จริงให้เห็นภาพตามหลักวิทยาศาสตร์เล็ก ๆ นะคะ *ไม่ใช่พลังวิญญาณนะคะพลังวิญญาณคือชื่อที่นักเขียนตั้งในนิยายให้เรียก/จำกันได้ง่าย ๆ ค่ะ*คือร่างกายของมนุษย์ทุกคนมีการปล่อยคลื่นพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้าออกมาอยู่แล้วเป็นปกติซึ่งโดยมาตรฐานทั่วไปร่างกายของคนเรานั้นสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้โดยเฉลี่ย 100วัตต์ในหนึ่งวัน

    โดยพลังงานตรงนี้มันจะแผ่อยู่รอบตัวของทุกคนเป็นปกติเพียงแค่ไม่มีใครมองเห็นเท่านั้น แต่ก็จะมีคนที่ตาดีเกิน (อย่างไตเติ้ล)สามารถมองเห็นมันอยู่บ้างในลักษณะของแสงออร่าหรือมีกล้องที่ถ่ายติดแสงพลังพวกนี้อยู่ด้วยค่ะ เรียกว่ากล้องถ่ายภาพออร่าซึ่งพลังตรงนี้จะมีลักษณะของสีและแสงที่แตกต่างกันไปตามความคิดและนิสัยของแต่ละบุคคลก็คือเป็นแสงออร่าในส่วนของพลังงานไฟฟ้าสมองค่ะ

    - ถามว่าไรท์มองเห็นไหม ถ้าปกติเอ๋อ ๆเราก็ไม่เห็นหรอกค่ะ แต่ถ้าตั้งสมาธิอยากจะมองมันก็เห็นอยู่แต่ประเด็นก็คือจะเห็นไปเพื่อ!? ถ้ามันไม่มีสาระอะไรในการมองเห็นเราก็เอาเวลาสมาธิของเรามาตั้งไว้เพื่อเขียนนิยายสบายกว่าค่ะ

    [2] การฝึกพลังจากตรงนี้ไปนักอ่านทุกท่านสามารถฝึกตามกันได้ทุกคนเลยนะคะซึ่งทุกคนจะมองไม่เห็นแสงเหมือนลูกพลับหรอกค่ะแต่ถ้าทำถูกวิธีก็จะรู้สึกได้ถึงมวลก้อนพลังงานที่ผลักดันกันในฝ่ามือของตัวเองค่ะ/// มีเงื่อนไขการฝึกก็คือห้ามนั่งใต้ลม ห้ามเปิดพัดลมพัดใส่มือฝึกอยู่ในห้องแอร์แล้วนั่งหันหลังให้ลมแอร์จะดีงามสุดค่ะ

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่ทั้งที ดันกลายเป็นคนเห็นผีในยุค Y2K! ที่คุณอ่าน