มารประหัตถ์ฟ้า (จบ)

บทที่ 211 เส้นแบ่งแห่งความเป็นและความตาย

บทที่211เส้นแบ่งแห่งความเป็นและความตาย

 

        สิ้นประกายสุดท้ายแห่งวังวน สติของฮุ่ยจวินเองก็เลือนลางราวกับจะสิ้นลงไปในทุกทีภาพวังวนตรงหน้าเลือนหาย ร่างกายของมันเสมือนมีบางสิ่งอัดแน่นหมุนวนถึงขั้นสุด ทะลวงไปทุกอณูรูขุมขนจนร่างคนแทบแหลกสลายนี่คงเป็นวังวนแห่งอดีตอนันตกาลที่มันสามารถเอาชนะกฎเกณฑ์และดูดกลืนเข้าสู่พลังวังวนในกายตนภายใต้เสี้ยววินาทีสุดท้ายทำให้มันรอดตายจากการถูกแรงดึงดูดบดขยี้ และมาโผล่ยังสถานที่แห่งหนึ่งโดยที่มันก็มิอาจรับรู้ว่านี่คือที่ใดนี่เป็นยุคสมัยใด

         

        ภาพรอบกายดูเทาหม่นดำมืดไร้ประกายแห่งสิ่งมีชีวิตสภาพกฎเกณฑ์ในที่แห่งนี้ก็เป็นปฏิปักษ์กับพลังชีวิตของมันอย่างบอกไม่ถูก ทำให้การจะฝืนประคองสติของชายหนุ่มลำบากมากลำบากแม้กระทั่งตอนหายใจ เป็นผลให้การควบรวมและสยบความคลุ้มคลั่งของวังวนแห่งอดีตอนันตกาลในกายเป็นไปอย่างยากลำบากร่างของมันจึงทรุดลงไปกองกับพื้นดินที่เย็นเยียบดำทมึนด้วยความทุกข์ทรมานแสนสาหัส

         

        ฮุ่ยจวินครวญครางด้วยความเจ็บปวดในลำคอ คนกัดฟันฝืนจนเสียงฟันที่กระทบกันดังกึกๆก้องไปทั่วบริเวณ ไม่ว่าจะตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากเพียงไหน มันต้องฝืนประคองสติให้ได้เพราะครั้งนี้มันมีความรู้สึกว่าหากมันหลับไป มันจะไม่มีโอกาสได้ฟื้นขึ้นมาอีก!

         

        ลมปราณเจ็ดดาราถูกปลดปล่อยอย่างรุนแรงจนราวกับเป็นพลังระเบิดหย่อมหนึ่งที่สะท้อนออกรอบกายของชายหนุ่มผนึกเข้ากับพลังญาณรวมถึงกฎเกณฑ์แห่งเทวะวจนะเพื่อเป็นเกราะป้องกันภายในมิให้ความปั่นป่วนคลุ้มคลั่งจากวังวนแห่งอดีตอนันตกาลในร่างสร้างปัญหาดีที่ร่างกายมันแข็งแกร่งเกินขอบเขตของมนุษย์ไปไกล จึงทานทนต่อการปะทะหักล้างแลควบรวมกฎเกณฑ์ซึ่งกันเหล่านี้ได้แม้ร่างกายราวกับจะปริแตกออกมา แต่ท้ายที่สุดร่างนี้ก็ยังคงมีความยืดหยุ่นแก่กล้าราวโลหะหลอมเหลวยากที่จะมีสิ่งใดทำลายลง

         

        ฮุ่ยจวินรอดตายจากวังวนแห่งอดีตอนันตกาลที่บดขยี้มาได้ยังต้องมาเผชิญความคลุ้มคลั่งของมันที่ถูกดูดกลืนเข้ามาในกาย ตอนนี้เริ่มหาทางสยบแลควบรวมมันได้แล้วแต่สภาพบรรยากาศอันอึมครึมเทาหม่นในสถานที่แห่งนี้กลับเป็นอุปสรรคที่คอยส่งผลกระทบอย่างต่อเนื่องกฎเกณฑ์ที่ราวกับมิใช่โลกแห่งสิ่งมีชีวิตนี้คือสิ่งใด มิว่ามันจะพยายามทำความเข้าใจอย่างไรก็มิอาจเข้าใจและที่สำคัญ ที่แห่งนี้คือที่ไหน

         

        เมื่อกฎเกณฑ์แห่งสถานที่ก่อปัญหา ฮุ่ยจวินจำเป็นต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัวมันกำหนดลมหายใจ เข้าสู่สภาวะเต่าจำศีลเพื่อใช้อากาศให้น้อยที่สุด ในเมื่อกฎเกณฑ์แห่งที่นี่แทบจะไร้ซึ่งอากาศและพลังแห่งสิ่งมีชีวิตอย่างสิ้นเชิงมันมีแต่ต้องปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์แห่งตนไปพลาง

         

        ในขณะที่ชายหนุ่มกำลังแก้ปัญหาเฉพาะหน้าซึ่งกำลังเผชิญอย่างเป็นไปได้ด้วยดีความรู้สึกที่หนักอึ้งราวกับมีฝ่าเท้าขนาดใหญ่กดทับลงมาก็ทำให้มันต้องสะท้านขึ้นเฮือกฮุ่ยจวินมิอาจสัมผัสได้ถึงพลังชีวิต แต่มันสัมผัสได้ถึงพลังแห่งตัวตนหนึ่งที่ลึกล้ำยากหยั่งถึงซ้ำยังแกร่งกล้าเกินกว่าขอบเขตแห่งพลังสูงสุดมันจะไปถึง พลังกดดันที่ราวกับฝ่าเท้ากดทับนี้มันจึงมิอาจต่อต้าน

         

        ฮุ่ยจวินที่กำลังฝืนทนต่อทุกสิ่งที่ประดังประเดเข้าใส่ร่างมันพยายามหันไปมองยังทิศทางหนึ่งอย่างยากลำบาก ที่ตรงนั้นมีร่างในชุดคลุมแดงโลหิตผู้หนึ่งยืนตระหง่านอยู่ร่างของมันผู้นั้นเหมือนมนุษย์ทุกประการ เพียงแต่มีขนาดร่างกายใหญ่โตกว่ามนุษย์ทั่วไปเท่าหนึ่งผมของมันดำขลับมีความหยักศกเล็กน้อย ทั้งที่ไม่มีลมพัดผ่าน แต่ผมดำขลับของมันก็แผ่สยายส่งเสริมบุคลิกท่าทางของมันให้ทรงอำนาจและน่ายำเกรงเป็นอย่างมาก ทุกฝีก้าวที่มันเดินเข้ามาไร้สุ้มเสียงแต่ความหนักอึ้งของพลังกดดันกลับเพิ่มเท่าทวีคูณเมื่อย่างใกล้ ฮุ่ยจวินต้องฝืนทนอย่างเต็มที่ต้องทุ่มสุดพลังที่มี ประครองสติให้คงอยู่มิยอมหลับลง

         

        เมื่อร่างสูงใหญ่แลดูตระหง่านดั่งขุนเขาเข้ามาถึงภาพตรีศูลสามง่ามแดงชาดในมือมันก็ค่อยๆ เด่นชัด ตรีศูลนี้นับเป็นอาวุธที่แม้เพียงแลเห็นยังสะกดข่มทุกสรรพสิ่งให้ต้องยอมสยบพออยู่ในมือของชายร่างใหญ่นั่นยิ่งเพิ่มพูนพลานุภาพให้ทุกสรรพสิ่งที่เผชิญหน้าต้องรู้สึกราวกับว่าตนเป็นมุสิกที่ต่ำต้อยตัวหนึ่ง

         

        ฮุ่ยจวินกล่าวอย่างยากลำบาก

        “ท่านเป็นใคร และที่นี่คือที่ไหน"

         

        บุรุษร่างสูงใหญ่ที่ถือตรีศูลผู้นั้นมองฮุ่ยจวินฮุ่ยจวินเองก็มองตอบกลับมัน เมื่อเห็นใบหน้าของบุรุษร่างสูงใหญ่ตรงหน้าอย่างชัดตา ความหล่อเหลาคมคายที่ราวกับภาพวาดนั่นช่างรู้สึกคุ้นตาแลคลับคล้ายคลับคราว่าเคยคุ้นหน้ายิ่งนัก

         

        บุรุษร่างสูงใหญ่มิได้กล่าวตอบในคำถาม สุรเสียงอันสะท้อนสะท้านเพียงเอ่ยขึ้นว่า

        “อันตัวเจ้าเต็มไปด้วยการฝืนกฎเกณฑ์ที่มิควรฝืน…ฟ้ามีกฎฟ้า ปฐพีมีกฎปฐพี สิ่งมีชีวิตสมควรดำเนินไปตามกฎ หากฝ่าฝืนย่อมมีทัณฑ์ที่รอรับ”

         

        ฮุ่ยจวินผงกศีรษะไม่ปฏิเสธ

        “ข้ารู้”

         

        เสียงนั่นตอบกลับ

        “รู้แล้วยังจะทำ"

         

        ฮุ่ยจวินตอบอย่างหนักแน่น พร้อมกับประกายตาที่มองไปยังวงหน้าที่ราวกับรูปวาดอย่างไม่กริ่งเกรง

        “กฎฟ้าเป็นเช่นไร กฎปฐพีเป็นเช่นไร ข้าเห็นมากับตารับรู้มากับตัวหากให้ยอมรับชะตาฟ้า สยบต่อชะตาปฐพี ยอมยืนมองโลกของผู้มีพรสวรรค์ฟ้าประทานเอารัดเอาเปรียบผู้ถูกฟ้าปฏิเสธให้มองปลาใหญ่กินปลาเล็กอยู่เฉยๆ หากกฎฟ้าเป็นเช่นนี้ หากกฎปฐพีก็เป็นเช่นนี้ แล้วใยข้าต้องสนพวกมัน…หากแม้ต้องฝืนกฎเกณฑ์จนร่างกายแตกดับ ข้าก็จะฝืนจนกว่าร่างจะไม่มีให้ฝืน!”

         

        ตึง!

         

        ตรีศูลแดงชาดถูกกระแทกลงพื้นอย่างหนักหน่วงหนึ่งคราปลดปล่อยแรงสั่นสะเทือนจนพลังทุกสาย กฎเกณฑ์ทุกกฎเกณฑ์ในกายของฮุ่ยจวินถูกทำลายลง ร่างของชายหนุ่มราวกับอยู่ในสภาวะที่ว่างเปล่าถูกกฎเกณฑ์ในที่แห่งนี้จู่โจมโดยไร้วิธีป้องกัน!

         

        หลังเสียงตรีศูลที่สะท้านก้องมลายหาย เสียงสะท้อนสะท้านของบุรุษผู้นั้นก็ดังขึ้นเป็นประโยคสุดท้าย

        “ที่นี่คือโลกระหว่างความเป็นและความตายเจ้าจะฝืนมันอย่างไร"

        ก่อนที่ร่างของมันจะเลือนหายไป

         

        ร่างนั้นหายไปแล้ว พลังกดดันที่ราวกับฝ่าเท้ากดทับก็หายไปตามแต่บัดนี้ในร่างของฮุ่ยจวินสัมผัสถึงกฎเกณฑ์หรือพลังใดในกายตนไม่ได้เลย มันสัมผัสได้แค่เพียงความว่างเปล่าและความว่างเปล่าเหล่านั้นกำลังถูกจู่โจมอย่างหนักด้วยกฎเกณฑ์ของสถานที่แห่งนี้ ฟังจากประโยคสุดท้ายที่บุรุษร่างสูงใหญ่ถ่ายทอดที่นี่คือดินแดนระหว่างความเป็นความตาย เช่นนั้นก็หมายความว่า หากมันก้าวพลาดเพียงก้าวเดียวมันจะไม่มีโอกาสได้กลับออกไปตลอดกาล!

         

        ที่ผาสูงมืดทมึนซึ่งถูกเส้นแบ่งขนาดใหญ่ตัดขวางกับพื้นที่เทาหม่นที่ตรงนั้นเป็นบุรุษร่างสูงใหญ่ผู้ถือตรีศูลแดงชาดกำลังยืนทอดสายตามองเส้นแบ่งที่ดำมืดเบื้องล่างมันยืนมองที่แห่งนั้นชั่วอึดใจ ร่างอรชรของสตรีสะคราญโฉมนางหนึ่งก็ปรากฏขึ้นข้างกายนางสวมกอดที่แขนอันกำยำของบุรุษร่างสูงใหญ่ ยิ้มพลางกล่าวว่า

        “เห็นเช่นนี้ก็ทำให้ข้าอดนึกถึงเรื่องในอดีตนับพันปีขึ้นมามิได้ครั้งนั้นก็มีบุรุษหนุ่มหล่อเหลาผู้หนึ่งมาปั่นป่วนที่แดนปรโลกอย่างดื้อรั้น มันฝืนกฎเกณฑ์แห่งความตายจนต้องใจพญามัจจุราชบิดาข้าสุดท้ายมันผู้นั้นก็ได้สืบทอดตำแหน่งมัจจุราชผู้ปกครองสูงสุดแห่งภพปรโลกมาถึงทุกวันนี้"

         

        นางกล่าวไปพลางมองใบหน้าที่คมคายราวถูกขีดเขียนจากจิตรกรมือหนึ่งไปพลางก่อนจะมองไปยังทิศทางที่ฮุ่ยจวินอยู่ แล้วกล่าวต่อ

        “จะว่าไปมันก็มีใบหน้าเหมือนท่านไม่ผิดเพี้ยนโดยเฉพาะความดื้อรั้นแลปณิธาณความตั้งใจนั่น… สมกับเป็นผู้สืบสายโลหิตของท่านจริงๆ”

         

        แล้วนางก็ยิ้มกลั้วหัวเราะพลางกล่าวหยอกล้อบุรุษร่างสูงใหญ่

        “พูดให้ผู้อื่นว่าฝืนกฎ มิใช่ท่านเองก็กำลังฝืนกฎปรภพแอบส่งเสริมมันอยู่หรอกหรือ"

         

        บุรุษร่างสูงใหญ่ละสายตาจากเส้นแบ่งเบื้องล่างก่อนแหงนหน้ามองไปยังท้องฟ้าเทาหม่นด้านบน นึกถึงเรื่องราวของแฝดหญิงที่รอดตายอย่างปาฏิหาริย์สองผู้มันก็กล่าวขึ้น

        “ศิษย์น้องข้ายังแอบฝืนกฎสวรรค์ส่งเสริมสายเลือดสุดท้ายทั้งสองของมันได้ข้าจะช่วยลูกหลานข้าบ้างมิได้หรือ"

        กล่าวจบรอยยิ้มบนใบหน้าอันหล่อเหลาก็ผุดขึ้นก่อนที่ร่างทั้งสองจะเลือนหายไปจากอาณาบริเวณ

         

        ทิ้งไว้แต่เพียงฮุ่ยจวินที่กำลังหาทางฝืนกฎเกณฑ์อย่างยากลำบากเป็นเวลายาวนานไม่รู้กาลเวลาในที่แห่งนี้ล่วงเลยผ่านไปเท่าใดแล้ว ความรู้สึกที่มันฝืนสู้และหาทางเอาชนะกฎเกณฑ์ในที่แห่งนี้คล้ายผ่านพ้นมาแรมปีเวลาแรมปีมันเพียงแค่สามารถประคองชีวิตแต่มิอาจหลุดพ้น จนกระทั่งวันหนึ่งมีจุดสังเกตุบางประการที่มันพึ่งได้เข้าถึงจนสามารถแลเห็นเป็นข้อเท็จจริงที่เส้นแบ่งอันดำมืด เงาร่างของผู้คนมากมายต่อท้ายเป็นทิวแถว เดินเหม่อลอยไปที่แห่งใดก็มิทราบหากมีร่างใดแตกขบวน จักมีเงาร่างอันมืดทมึนน่าชวนขนหัวลุกเข้ามาจัดการให้คืนกลับ ซึ่งร่างอันมืดทมึนเหล่านั้นล้วนถือง้าวที่เย็นเยือกคมกริบพวกมันหลายตัวตนคล้ายมองตนเป็นจุดเดียว ราวกับว่าต้องการมาพาตนไปสู่ขบวนนั่นด้วย ติดอยู่ที่เส้นแบ่งสีดำนั่นทำให้พวกมันมามิได้

         

        ซึ่งนี่ก็ทำให้ฮุ่ยจวินได้ฉุกใจคิด เส้นสีดำที่ตัดขวางจนสุดลูกหูลูกตานั่นหรือจะเป็นเส้นแบ่งระหว่างความเป็นและความตายมันยังมิได้ก้าวข้ามจึงยังไม่ตาย แต่กฎเกณฑ์ในที่แห่งนี้ก็พยายามผลักดันมันให้เข้าใกล้เส้นแบ่งเข้าไปเรื่อยๆความตายคืบคลานทุกขณะ แต่ในทางเดียวกัน ความว่างเปล่าในกายของมันที่เกิดจากการกระแทกพลังของตรีศูลก็กำลังบังเกิดความเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆฮุ่ยจวินเริ่มสัมผัสได้ แต่มันยังมิอาจเข้าใจในความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้

         

        ความว่างเปล่าในกายเสมือนไร้จุดสิ้นสุด

         

        ความว่างเปล่าราวกับไปสู่จุดเริ่มต้น

         

        ความว่างเปล่าคล้ายบรรจบไปถึงแก่นฐาน

         

        และความว่างเปล่าคล้ายก่อให้เกิดสมดุล

         

        เมื่อเป็นเช่นนั้นวังวนแห่งอดีตอนันตกาลที่เคยคลุ้มคลั่งในกายจึงเสมือนเลือนหายพลังทุกอย่างเองก็ราวกับเลือนหาย แต่การเลือนหายนั้นเริ่มไปสู่จุดเริ่มต้น เปลี่ยนแปลงรากฐานให้เกิดความสมดุลเมื่อมีความสมดุลตั้งแต่แก่นฐาน ความสมบูรณ์พร้อมจึงก่อเกิดในทุกส่วน สิ่งที่เคยขาดตกกฎเกณฑ์เล็กน้อยที่ยังไม่เข้าถึงจนเกิดเป็นช่องว่างไม่สมบูรณ์พร้อม ตอนนี้เป็นเพราะความว่างเปล่าที่ไร้นิรันดร์นั้นทำให้ความสมบูรณ์ถูกท่วมถมจนเต็ม แล้วความสมบูรณ์นั่นก็ปะทุออกมาจากความว่างเปล่า

         

        ประจวบเหมาะกับแนวทางในการฝืนกฎเกณฑ์ภายใต้ดินแดนระหว่างความเป็นความตายนี้พอคนได้อยู่ในแนวเส้นระหว่างความเป็นความตาย กฎเกณฑ์และสัจธรรมหนึ่งจึงผุดขึ้นมา คนทุกผู้มิอาจหนีความตายแม้มีชีวิตเป็นปกติดีก็อาจตายได้ทุกเมื่อ เช่นนั้นคนจึงไม่จำเป็นต้องหนีความตาย คนทุกผู้ต้องเลือกเดินบนเส้นแห่งความเป็นตายนี่จึงจะเป็นกฎเกณฑ์แห่งชีวิต

         

        อยู่ๆ ฮุ่ยจวินก็สามารถตีความสัจธรรมแห่งชีวิตออกมาได้มันจึงไม่ฝืนร่างกายให้คงอยู่บนกฎเกณฑ์แห่งความเป็นอย่างเดียว ดูเหมือนประโยคสุดท้ายของบุรุษร่างสูงใหญ่จะชี้ทางให้แก่มันดูเหมือนพลังความว่างเปล่าจากตรีศูลนั่นก็กลับกลายเป็นส่งเสริมมัน ตัวตนที่เป็นปริศนานั่นแท้จริงแล้วเป็นใครกันแน่เหตุใดจึงได้ชี้นำเส้นทางที่ถูกต้องแก่มัน

         

        ฮุ่ยจวินนึกคิดถึงตัวตนที่เป็นปริศนาผู้นั้นครู่หนึ่งก่อนที่มันจะเลือกมุ่งเข้าหาเส้นแบ่งระหว่างความเป็นความตาย นึกถึงประโยคสุดท้ายของบุรุษร่างสูงใหญ่ที่นี่คือโลกแห่งความเป็นความตาย ความเป็นตายมิอาจฝืน ชายหนุ่มจึงเลือกที่จะเหยียบขาข้างหนึ่งลงบนเส้นแบ่งดำมืดจากนั้นความว่างเปล่าที่เต็มไปด้วยความสมบูรณ์พร้อมก็ปะทุออกมาจากร่าง ตอบรับกฎเกณฑ์แห่งความเป็นตายภายใต้เส้นแบ่งนี้อย่างประจวบเหมาะ

         

        ฮุ่ยจวินมองไปที่ภาพตรงหน้าซึ่งกำลังพร่ามัวบิดเบี้ยวก่อนจะกล่าวคำขอบคุณจากใจจริงอย่างแผ่วเบา ความอบอุ่นสายหนึ่งที่พัดพามาแต่ไกลคล้ายเป็นสิ่งตอบรับคำขอบคุณของมันความรู้สึกนี้ราวกลับเป็นความรู้สึกที่มันเคยได้รับจากท่านปู่ ท่านย่าของตนก็ปาน และความรู้สึกนี้ทำให้มันมีความกล้าที่จะไม่ฝืนประคองสติอีกต่อไป

         

        หลังจากเลือกเหยียบเท้าข้างหนึ่งบนเส้นแห่งความตายภาพตรงหน้าก็มลายหายไปพร้อมกับสติของมันทันที

         

         

         

         

         

         

         

         

         

         

         

         

         

คล้ายกับเรื่องมารประหัตถ์ฟ้า (จบ) ที่คุณอ่าน

จุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】

จุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】

นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
3.13M 4052
เลเวลอัพ

เลเวลอัพ

นิยาย เกมออนไลน์
738K 4984
เจ้าของร้านพิศวง [จบ]

เจ้าของร้านพิศวง [จบ]

นิยาย แฟนตาซี
71K 458
มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

นิยาย เกมออนไลน์
3.72M 1271
เคล็ดกายานวดารา

เคล็ดกายานวดารา

นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
11.12M 7294
[อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

[อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
231K 405
ยุทธเวทผลาญปีศาจ

ยุทธเวทผลาญปีศาจ

นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
223K 810
ความโกรธแค้นของชูร่า

ความโกรธแค้นของชูร่า

นิยาย เกมออนไลน์
2.39M 852
ชีวิตข้าไยต้องให้ใครลิขิต

ชีวิตข้าไยต้องให้ใครลิขิต

นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
3.02M 3752
ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

นิยาย แฟนตาซี
161K 179