บทที่สี่สิบเก้า
แสงสีทองเป็นสายงามอร่ามจับตาพุ่งตรงมาที่จิ้งจอกตัวน้อยที่ก่อนหน้าพึ่งนอนกลิ้งอยู่ที่พื้นหญ้าพอเกิดเสียงดังสะเทือนแผ่นดินมันก็สะดุ้งตัวลุกขึ้นยืนขนตั้งพลันทั่วร่างเหมือนระวังภัยไม่ทันไรภัยที่ว่าก็มาถึง แสงสีทองพุ่งตรงเข้ามาอย่างรวดเร็วเวลานี้มันไม่ใช่จิ้งจอกธรรมดาอีกต่อไป กระโดดที่เดียวก็ไปเกาะที่หลังคาตำหนักได้แล้ว
“อิงอิง!” เสียงร้องเรียกของจอมมารดังลั่นเขามองหาจุดที่ไปวงกว้างไหม้เกรียม ต้นหญ้าถูกเผาเกลี้ยงแต่ไม่เจอร่างจิ้งจอกตัวน้อยเลยเขาดูร้อนใจไม่น้อยแม้แต่อิงหมิงที่มองยังรู้สึกประหลาดใจที่อีกฝ่ายเป็นห่วงเป็นใยขั้นนี้
“วี้ด” นางส่งเสียงเบาๆ ให้เขาเงยหน้าขึ้นมองด้านบนสีหน้าที่ผ่อนคลายนั้นโล่งใจไม่ปิดบังความรู้สึกแม้แต่น้อยก่อนจะลอยขึ้นมาหานางที่หลังคา
“เจ้าเข้าไปหลบในตำหนัก” เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นอีกครั้งแต่ต่อมาเหล่าเซียนที่เหาะลงมาก็ใกล้มาถึงตัวหนึ่งในนั้นปล่อยกระบี่ออกมาแล้วควบคุมด้วยพลังทิพย์ทุกครั้งที่มันฟาดลงที่พื้นพิภพจะเกิดรอยแยกขนาดใหญ่ ครั้งแรกฟาดใส่สวนหน้าตำหนักครั้งที่สองก็ฟาดใส่ตำหนักจนความงามหายไปถึงสามสี่ส่วน
ไม่ทันแล้วให้ไปหลบในตำหนักตอนนี้ไม่ได้จอมมารกลับมามีสีหน้าเรียบนิ่งคว้าตัวจิ้งจอกน้อยมาวางที่ไหล่แล้วทะยานออกไปห่างจากบริเวณนี้เข้าลึกในป่าต้นไม้หนาครึมชายหนุ่มหยุดนิ่งไม่รู้สึกถึงการมีชีวิตอื่นๆนอกจากทั้งสองและนกหนึ่งตัว
“เจ้าหลบที่นี่” อิงหมิงจึงกระโดดลงจากไหล่แกร่งมาที่พื้นจอมมารร่ายอาคมบางอย่างก็มีม่านใสๆ ไม่สังเกตให้ดีก็จะไม่เห็น มันค่อยๆครอบลงที่ร่างจิ้งจอกน้อย “อย่าออกมา ในนี้จะปลอดภัย”
อิงหมิงพยักหน้างึกๆอย่างเข้าใจดีร่างสูงหันหลังกลับเตรียมจะจากไปแต่ก็ยังหันกลับมามองร่างจิ้งจอกขนสีขาวนุ่มอีกครั้งทั้งยังเอ่ยกำชับเสียงแน่วแน่“อย่าไปไหน”
เขาไม่สามารถนำปีศาจจิ้งจอกตัวน้อยไปสู้ต้านทัพสวรรค์ด้วยได้ไม่เช่นนั้นจะเป็นเป้าเกินไป พวกสวรรค์รู้แล้วว่ายังมีปีศาจจิ้งจอกอยู่อีกตัวไม่ได้สูญพันธุ์อย่างที่เข้าใจ ถ้าเราอยู่ด้วยกันจะยิ่งเสี่ยงอิงหมิงไม่สามารถปกป้องตัวเองได้ ถ้าเขาพลาดไปเสี้ยวพริบตาเดียวอิงหมิงอาจจะถูกสังหาร เขาจึงได้แต่ซ่อนนางไว้
เมื่อเช้าตอนเขาตื่นมาข้างกายเป็นปีศาจจิ้งจอกตัวน้อยนอนซุกไซ้อกระหว่างที่อิ่มเอมมองใบหน้าหวานหลับพริ้มอย่างมีความสุขอยู่ด้านนอกห้องก็มีเสียงเคาะเรียกห่างไปสองชั้นประตูแต่สถานที่นี้เขาลงอาคมห้ามใครเขามาง่ายๆ คนผู้นั้นต้องไม่ใช่ใครอื่นจอมมารจึงยอมลุกจากเตียงที่แสนสุขไปรับหน้าขุนพลเฉิน
“มีเรื่องใด” เขาเอ่ยอย่างอารมณ์เสียเล็กน้อยแต่คำตอบที่ได้มาทำให้จอมมารต้องหงุดหงิดกว่าเดิม
“พวกสวรรค์รู้เรื่องแล้วจริงๆไม่นานคงส่งทัพสวรรค์มากำจัดนางเพื่อระวังภัยที่อาจจะเกิดในอนาคต”
“พวกมันรู้เร็วเช่นนี้ได้อย่างไร”
“เป็นไปได้หกเจ็ดส่วน มีคนทรยศ”
“ฮึ เจ้ารีบไปจัดการ” เขาขบกรามแน่นคิดในใจ ‘พวกเลี้ยงไม่เชื่อง’ขณะที่ขุนพลเฉินจะจากไปก็นึกขึ้นมาได้อีกเรื่อง“เตรียมอาหารไปให้นางด้วยคงใกล้ตื่นแล้ว”
“ขอรับ” ขุนพลเฉินรับคำอย่างงุนงงพึ่งรายงานเรื่องจบยังไม่ท่าทางไม่พอใจแต่พอกล่าวถึงจิ้งจอกตัวนั้นอารมณ์นั้นพลันหายไปเสียเฉยๆผู้นำเผ่างูรู้สึกปลงก่อนจะเดินออกมา
เรื่องมีคนทรยศไม่ใช่เรื่องที่เหนือความคาดหมายสักนิดเพราะตอนที่เขาอ่อนแอพวกมันก็หนีไปหมดแต่ไม่คิดว่ายามที่เขาแข็งแกร่งยังกล้าเป็นปรปักษ์
จอมมารตรงกลับไปยังสนามรบที่ใช้ต่อสู้ขุนพลเฉินควบคุมอยู่เบื้องล่าง เขาได้รับหน้าที่เป็นผู้นำเผ่างูที่สั่งการเหนือเผ่าอื่นซึ่งคือเผ่าปีศาจห้าพิษส่วนปีศาจอื่นๆที่เขารวบรวมมาไว้นั้นพวกนี้ไม่ได้มีกลุ่มไหนโดดเด่นจึงไม่ได้แต่งตั้งผู้นำเป็นเพียงลิ่วล้อที่ชอบใช้กำลังไปวันๆ จะอยู่รอบนอกสุด
“เจ้ามาร” เสียงดังกระหึ่มก้องแผ่นฟ้า คงเป็นเซียนสักคนที่พอมีอำนาจถึงได้กล้าออกมาเรียกขานจอมมาร“ยอมจำนนเสีย”
ร่างเซียนตนหนึ่งแทรกทัพสวรรค์ออกมาอยู่เบื้องหน้าจอมมารเคยต่อสู้กับคนผู้นี้แต่ไม่เคยเอ่ยถามนามให้รกความจำทั้งอีกฝ่ายก็ไม่ได้มีฝีมือน่าให้จดจำเสียด้วย แต่ตำแหน่งในแดนสวรรค์คงสูงพอตัว“ฮะๆๆ ทำไมข้าต้องจำนน หลายปีมานี้มีครั้งไหนที่พวกเจ้าไม่ถูกข้าไล่กลับแดนสวรรค์”เขาเอ่ยทับถม พวกแดนสวรรค์หน้าเขียวหน้าคล้ำอย่างอดกลั้น เพราะสิ่งนั้นคือความจริง
“ครั้งนี้ไม่ใช่เช่นดั่งแต่ก่อนโองการสวรรค์มีคำสั่งให้เจ้าจำนนหรือส่งตัวปีศาจจิ้งจอกมา แล้วจะยอมให้เกิดสัญญาสงบศึกสามภพ”ที่แท้คนผู้นี้ก็ถูกสั่งให้ออกมาพูดเป็นตัวแทนนี้เอง
“พูดแต่ละอย่างน่าขัน ทำไมต้องสงบศึกพวกเจ้าใกล้สูญสิ้นแผ่นดินอาศัยแล้วเหล่าเซียนจอมปลอมไม่มีการสงบศึกจนกว่าแดนสวรรค์จะพินาศ” เสียงดังกังวานเอ่ยก้องเหล่าปีศาจที่อยู่เบื้องล่างส่งเสียงกู่ร้อง กระทืบเท้าเคาะอาวุธกันเลื่อนลั่นสาแกใจที่เทพเซียนถูกหยามเกียรติ
“เจ้ามารสามห้าว! ขัดโองการสวรรค์ครั้งนี้มีผลลงโทษทันที”เหล่าเซียนไม่ได้มีท่าทีเช่นปีศาจ ต่างสงวนท่าทีหลังจบคำพวกเขาก็เหาะกันออกมาเริ่มโจมตีใส่เหล่าปีศาจ
สงครามเริ่มขึ้นแล้วหลังเสียงกระทบของอาวุธ ก็มีเสียงร้องโหยหวนดังอย่างเจ็บปวดอิงหมิงที่อยู่ห่างไกลจากการต่อสู้ได้ยินเพียงเสียงแว่วเท่านั้นนางใช้หัวลองดันม่านพลังใสๆ เพราะอยากรู้ว่าสิ่งนี้ทำงานอย่างไรพอดันหัวออกไปม่านก็ค่อยๆ แหวกออกจนหัวที่ดันออกมาทะลุไปด้านนอก พอหันกลับไปดูในม่านพลังที่ลำตัวของจิ้งจอกน้อยยังอยู่ในนั้นกับนกเย่ยิงอีกตัวปรากฏว่าสิ่งเหล่านั้นกลับหายไป
ที่แท้เป็นม่านล่องหนถ้ามองจากภายนอกจะไม่เห็นคนภายใน แต่ไม่รู้ว่ายังทำอย่างอื่นได้อีกไหมอิงหมิงก็หดตัวกลับเข้ามาในม่าน นางมองหางที่มีสามหางของนางที่พึ่งเพิ่มขึ้นมา ‘ถ้าตอนนี้น่าจะมีพลังพอรักษาจางเยี่ยนได้แล้ว’
อิงหมิงคิดว่าควรถึงเวลาได้แล้วที่จะต้องกลับไปทำตามเป้าหมายไม่รู้จางเยี่ยนจะเป็นหรือตาย ไม่ควรช้าไปกว่านี้แล้วทั้งเวลานี้ไม่มีใครมาคอยเฝ้าสังเกตตน ไม่มีเวลาไหนที่ควรจะหลบหนีไปกว่านี้อีกแล้ว
“วี้ดๆๆ” เสียงร้องของจิ้งจอกน้อยดังคุยกับนกตัวน้อยไม่รู้ว่ามันจะเข้าใจภาษาจิ้งจอกไหม สิ่งที่อิงหมิงเอ่ยถามคือ ‘ข้าจะหนีแล้วเจ้าจะไปด้วยหรือไม่’
“อิงหมิง” ไม่รู้ว่าเข้าใจหรือไม่แต่นกตัวน้อยก็ยังคงเรียกชื่อนางเกาะแน่นไม่ไปไหน ทั้งยังใช้หัวซุกเข้าหาถูๆ ไถๆขนนุ่มสีขาวอีกด้วย
จิ้งจอกน้อยจึงหันตัวเอาหัวเองไปถูเจ้านกกลับหวงอวิ๋นคงหมายถึง ‘ข้าไปด้วย’ แน่ๆ อิงหมิงคิดในใจ
หลังตัดสินใจได้จิ้งจอกน้อยก็ทะยานตัวออกจากม่านพลังแล้วออกวิ่งให้ออกห่างจากพื้นที่ต่อสู้ทันทียิ่งมีพลังก็ยิ่งวิ่งเร็ว บัดนี้จิ้งจอกน้อยคล้ายติดปีก ถึงบินไม่ได้ แต่ความเร็วเหมือนลมแบบนี้ไม่ถึงสองวันต้องกลับถึงตระกูลจางแน่ๆ
แต่ก็ดีใจอยู่ไม่นานตรงหน้าปรากฏเป็นเหวลึก หน้าผาสูงชัน เส้นทางนี้ไม่สามารถออกจากภพปีศาจได้อิงหมิงถอนหายใจก่อนจึงหันหลังกลับต้องเลาะริมพื้นที่ต่อสู้ไปอีกฝั่งถึงจะออกจากภพปีศาจได้
ไม่นานก็กลับมาบริเวณเดิมการต่อสู้ยังคุกรุ่น จิ้งจอกตัวน้อยหลบตามเงาต้นไม้แต่จะเป็นตอนกลางวันแต่ป่าแทบนี้หนามาก พอมีสิ่งให้บังสายตาขอแค่ไม่มีปีศาจหรือเซียนทะเล่อทะล่ากระโจนออกมาจากสงครามเข้ามาในป่าแล้วเห็นตนเข้าก็พอ
โครม
ตรงหน้าเซียนตนหนึ่งถูกเหวี่ยงกระเด็นข้ามหัวจิ้งจอกน้อยไปกระแทกเข้ากับต้นไม้เหตุการณ์ช่างคุ้นเคย แต่ครั้งนี้นางจะไม่เปิดเผยตัวหรอก รีบซุกเข้าในพุ่มไม้ปล่อยให้ปีศาจตนนั้นตามไปจัดการเซียนที่ถูกซัดกระเด็น รอจนสงบค่อยหลบออกไปดีกว่า
ปีศาจที่กระโดดตามเขามานั้นไม่ใช่ใครอื่นอิงหมิงรู้ดี จินอวี้หยูนั้นเอง ตอนนี้นางปล่อยพลังที่เป็นเส้นสายออกมาตวัดจนดูเหมือนแส้ตวัดทีเดียวก็พุ่งตรงไปรัดเอวเซียนตนนั้นแน่นก่อนจะจับกระแทกใส่พื้นดินที่ใส่ต้นไม้ที จนเซียนตนนั้นกระอักออกมาเป็นเลือด
“อ่อนแอเสียจริง นี่เจ้าเป็นเซียนแน่หรือ” จินอวี้หยูหยามเหยียดอีกฝ่าย แต่เซียนคนนั้นไม่รู้ว่าสลบไสลไปหรือยอมรับชะตากรรมปีศาจแมงมุมตรงไปจะสำเร็จโทษตายให้อีกฝ่าย
ป๊อก
แต่จู่ๆก็มีลูกพลับหล่นใส่กลางหลังปีศาจสาว นางชะงักไปหันหลังกลับมาแต่ไม่พบใครเห็นเป็นลูกพลับป่ากลิ้งอยู่ที่พื้นจึงหันกลับไปจะสังหารเซียนที่นอนนิ่งอยู่ก็พบว่าแส้ที่รัดเอวอยู่หลุดไปแล้วเซียนคนนั้นกลับลุกขึ้นยืนพร้อมซัดพลังใส่จินอวี้หยูร่างอาภรณ์แดงลอยผ่านพุ่มที่จิ้งจอกน้อยซุกตัวอยู่
“แก!” บัดนี้จินอวี้หยูคงโกรธจัด อิงหมิงจำสีหน้าแบบนี้ได้หนึ่งปีศาจหนึ่งเซียนโรมรันกันอีกครั้งแต่เพียงไม่นานเซียนตนนั้นก็มีทีท่าจะพ่ายแพ้อีกครั้งแต่นับว่าโชคดีของเซียนสาว มีเซียนอีกตนเห็นว่านางจะเสียท่าจึงเข้ามาช่วยจินอวี้หยูแม้จะเก่งกาจแต่ก็ไม่อาจจะต่อสู้เซียนสองคนได้จึงหนีหลบเข้าป่าสองเซียนก็ไม่ได้ตามมาคงเห็นว่ามีคนหนึ่งบาดเจ็บจึงล่าถอยกลับไป
“เกือบสำเร็จแล้ว!” นางแมงมุมกลับมายืนใกล้ๆ จุดที่อิงหมิงซุกซ่อนอยู่จินอวี้หยูมองขึ้นไปพบว่านี้คือต้นลูกพลับก็เกิดโมโหขึ้นมาเพราะลูกพลับทำให้นางเสียสมาธิ ไม่เช่นนั้นคงสังหารเซียนสาวคนนั้นได้แล้วจึงฟาดแส้ใส่บริเวณนั้นซ้ำๆ ระบายอารมณ์ แล้วพุ่มไม้ที่อยู่ชิดขนาดนี้มีหรือจะรอด
‘ไม่น่าเตะลูกพลับลูกนั้นเลย’อิงหมิงนึกเสียใจไม่ทันไรแส้สีแดงก็ฟาดลงมาเฉียดใกล้ร่างจิ้งจอกน้อยถึงนางจะเก็บอาการได้ แต่หวงอวิ๋นไม่ใช่มันตกใจร้องดังจนคนที่กำลังบันดาลโทสะอยู่หันมาสนใจสิ่งที่อยู่ในพุ่มฟาดแส้อีกทีพุ่มไม้ก็ถูกถอนขึ้นมา อิงหมิงจำเป็นต้องกระโดดหลบออกจากพุ่ม คนที่จ้องอยู่จึงเห็นเต็มตาว่าสิ่งที่ออกมาคือจิ้งจอกหิมะ
“แก! นางจิ้งจอกแพศยา” จินอวี้หยูตวาดลั่นยิ่งเพิ่มโทสะเข้าไปอีกพอได้เห็นจิ้งจอกตัวดี ไม่พูดพร่ำทำเพลงไม่ต้องรู้ว่ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรแส้ในมือก็ไล่ฟาดหมายจะเอาชีวิตอิงหมิง
จิ้งจอกน้อยอาศัยความไวกระโดดหลบตามแนวต้นไม้ที่ขึ้นรกครึมนางตัวเล็กจึงคล่องแคล่วปราดเปรียวหลบแส้ที่ฟาดมาได้ทุกครั้งแต่นั่นยิ่งสร้างความไม่พอใจยิ่งขึ้นไปอีกทั้งสองวิ่งหนีกับวิ่งไล่กันไปรอบๆ สงครามระหว่างเทพและมารในใจของปีศาจจิ้งจอกขอภาวนาเพียงให้ป่าทึบแบบนี้เรื่อยๆ จนออกนอกภพปีศาจเท่านั้นยังไงก็ต้องหนีได้แน่ แต่ความปรารถนานั้นแสนสั้นเบื้องหน้าเป็นพื้นที่ราบกว้างที่ถูกทัพสวรรค์กวาดเรียบไปครั้งที่ตนมาถึงที่นี่ครั้งแรก
ไปข้างหน้าก็เปิดเผยตัวกลับหลังก็ถูกจินอวี้หยูจับ ไม่ใช่ทางที่ดีทั้งสองทางแต่ถูกจินอวี้หยูจับเท่ากับตาย ไปข้างหน้าโอกาสรอดน้อยกว่าแต่ยังมีทางรอดยังไงทัพสวรรค์ก็วุ่นอยู่กับปีศาจตัวอื่น คงไม่มาสนใจนางหรอก
“วี้ดด” จิ้งจอกน้อยร้องเรียกพลังในลำคอ พอออกจากพื้นป่าก็วิ่งเต็มแรงไม่มีสิ่งกีดขวางก็ไม่ต้องหลบจึงเร่งได้มากกว่าเดิมจินอวี้หยูที่ตามมาถึงกับตามไม่ทัน
“นางจิ้งจอก!” ปีศาจแมงมุมกรีดร้องลั่นเมื่อไล่ตามไม่ทันแต่เสียงของนางกลับเรียกให้เซียนบริเวณนั้นหันมา
“จิ้งจอกๆๆ” เสียงเซ็งแซ่ถูกส่งต่อแม้แต่อิงหมิงที่วิ่งออกมาห่างแล้วยังรู้สึกได้ถึงความผิดปกติทำไมนางถึงถูกเซียนมากมายมองมาแทบทุกทิศทาง ถึงจะสงสัยแต่เท้าก็ไม่หยุดวิ่ง ก้าวกระโดดหนึ่งครั้งไกลหลายจั้งแต่อยู่ๆ กระโดดขึ้นจากพื้นเท้าก็ไม่กลับลงไปแตะพื้น
“วี้ดๆๆ” นี่มันอะไรกันหรือว่าอยู่ๆ ก็เหาะได้อิงหมิงมองพื้นที่อยู่ใต้เท้าที่ห่างออกไปเรื่อยๆ ไม่ใช่ นี่นางไม่ได้เหาะได้แต่เหมือนมีอะไรมาดึงนางขึ้นไปบนฟ้า จิ้งจอกน้อยเงยหน้าขึ้นมองเห็นเซียนตนหนึ่งในมือมีผอบถือยื่นมาทางนี้นี่นางกำลังโดนดูดเข้าไปในผอบ
จอมมารผู้กำลังรับมือกับเซียนตนอื่นอีกทางกำลังทั้งหลบกระบี่ทั้งหลบอาคมที่จะใช้กักขังของวิเศษมากมายที่โรมรันเข้ามาไม่มีสิ่งใดที่สร้างบาดแผลให้ได้แม้แต่น้อยหากแต่สมาธิกลับต้องหลุดเพียงเพราะขุนพลเฉินร้องเรียกแจ้งข่าว
“เจ้าจิ้งจอกกำลังถูกจับ”
กระบี่ที่กำลังแทงมาจึงสร้างบาดแผลได้เป็นครั้งแรกมันเฉียดผ่านต้นแขนของชายหนุ่มเป็นทางยาว แม้จะไม่ลึกมากแต่บาดแผลก็คือบาดแผล
“จอมมารพลาดแล้ว” เสียงเซียนที่กำลังต่อสู้อยู่ประกาศก้องอย่างทำเหมือนตนใกล้จะชนะหากแต่ร่างอาภรณ์สีดำไม่ใส่ใจ เขามองหาอิงหมิงท่ากลางสงครามเทพและมารไม่นานเขาก็เจอ ร่างจิ้งจอกสีขาวล้วนถูกจับใส่ผอบต่อหน้าต่อตาเขา
จอมมารไม่สนใจต่อสู้อีกมุ่งตรงไปหาเซียนที่ถือผอบอยู่นั้นคือผอบเพลิงกาฬ พวกสวรรค์เคยพยายามจับเขาใส่ผอบนั้นมาก่อนแต่เขาไม่เคยเสียท่าจึงไม่เคยเข้าไปในผอบถึงอย่างนั้นก็รู้กิตติศัพท์ดี ในนั้นมีเพลิงกาฬหมุนวนที่จะมอดไหม้ทุกสิ่งได้ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นอะไรหากมีพลังมากอาจจะใช้เวลาหลายชั่วยามแต่ถ้าเป็นปีศาจจิ้งจอกสามหางเกรงว่าไม่ถึงชั่วยาม
“ปล่อยนางออกมา” เสียงอันก้องกังวานเอ่ยสั่งเซียนตนนั้นแต่มีหรือจะเชื่อฟัง จับได้แล้วนับว่าเป็นความดีความชอบเหตุใดจะต้องปล่อยแต่ไม่เมื่อไม่ปล่อยก็ต้องแย่งมา ขนาดทัพสวรรค์ยังกำราบเขาไม่ได้เซียนคนหนึ่งจะต่อกรได้อย่างไร
เซียนผู้นั้นก็รู้ตัวจึงไม่คิดจะสู้เขาหลบหลีกกลับเข้าแดนสวรรค์ ส่วนเซียนตนอื่นๆที่ตามมาก็พยายามช่วยถ่วงเวลาให้เซียนผู้นั้นนำผอบหนีไป
“ถึงเราจะกำจัดเจ้าไม่ได้ แต่ปีศาจจิ้งจอกต้องตาย”สุรเสียงของเซียนตนเดิมเอ่ยดัง
จริงที่ว่าจอมมารไม่มีทางพ่ายแพ้แต่ถ้ามีริ้นไรตามมากัดไม่หยุดหย่อนอิงหมิงได้ตายก่อนที่เขาจะได้ผอบมาแน่
ตาต่อตาฟันต่อฟัน ถ้าพวกสวรรค์จับอิงหมิงไปเขาก็ต้องจับบ้างร่างสูงใหญ่หันกลับไปเผชิญหน้าทัพสวรรค์ที่ไล่ตามมาแค่พริบตาเขาก็เข้ามาประชิดเซียนที่เป็นผู้นำทัพ
หลี่จื้อเจี้ยนกลายเป็นดาบมาอยู่ในมือเจ้าของจ่อไปที่ลำคอเซียนตัวประกัน “ส่งผอบมาไม่เช่นนั้นคงรู้ว่าจะเกิดสิ่งใด”
แต่คนผู้นั้นไม่ยี่หระทั้งยังหัวเราะออกมาเสียงดัง “เจ้ามารร้าย เจ้าพลาดเสียแล้ว”ผู้นำเซียนไม่มีท่าทีเกรงกลัวหรือจะขอร้องให้ปล่อยตนแม้แต่น้อยเขากระชากดึงกำไลที่ข้อมือแล้วโยนออกไปกำไลก็กลายเป็นกิเลนตัวใหญ่ห้าสีที่หางมีเปลวไฟลุกโชติช่วง ส่วนพู่ที่อยู่ปลายสุดกลายเป็นเชือกเข้ามารัดทั้งสองเอาไว้ด้วยกัน“วันนี้เจ้าพลาดซ้ำแล้วซ้ำอีก เห็นที่ปีศาจจิ้งจอกคงสำคัญต่อเจ้ามากนางเป็นจุดอ่อนคงเจ้าเสียแล้ว”
จอมมารไม่สนใจคำพูดของเซียนผู้นำต้องหลุดจากพันธนาการนี่เสียก่อน แต่เชือกที่รัดอยู่ไม่ใช่เชือกธรรมดาแน่เขาพยายามใช้หลี่จื้อเจี้ยนตัดแล้วแต่เกิดรอยขาดเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
“เช่นนั้นก็มาเป็นอาหารกิเลนข้าเสีย”กิเลนห้าสีแม้จะเป็นสัตว์เลี้ยงของเซียนผู้นั้นแต่เมื่อเข้าสั่งการต่อให้เป็นเจ้าของมันก็ไม่มีท่าทีลังเลแม้แต่น้อย
กิเลนตั้งท่าทางครู่เดียวก็กระโจนเข้าใส่สองร่างมันตัวสูงใหญ่ขนาดที่ให้คนขี่หลังได้สามสี่คน อายุขัยต้องหลายพันปีแน่นอนว่ามันย่อมไม่ได้กินของธรรมดาทั่วไป
อีกด้านเซียนที่ถือผอบหลบหนีเข้ามาในแดนสวรรค์เขาหันหลังก็ไม่พบใครไล่ตามมาแล้ว ทัพสวรรค์คงรั้งเจ้ามารนั้นเอาไว้ได้สิ่งที่เขาต้องทำคือเอาผอบเพลิงกาฬไปซ่อน
เขาหลบเข้าตำหนักแห่งหนึ่งที่นี่เงียบงัน ซึ่งก็ไม่แปลกเพราะเซียนแทบทุกตนไปร่วมทัพสวรรค์กันหมดเมื่อเดินเข้ามาในโถงหน้าสุดเขาก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก
แต่จู่ๆก็มีลมพัดแรงเข้ามาทางหน้าต่างม่านปลิวไหว เพียงแค่นี้เขาก็สะดุ้งตกใจแล้วไม่ต่างจากคนมีชนักติดหลัง
“ให้ตายเถอะ” ผู้เป็นเซียนเดินตรงเข้าไปที่หน้าต่างเตรียมจะปิดมันแต่ลมที่ไม่รู้ที่มาที่ไปก็พัดเข้ามาอีก ทั้งยังรุนแรงกว่าเดิมเขาหรี่ตาลงเพราะแรงลมแต่จังหวะนั้นก็มีวัตถุบางอย่างลอยผ่านเขาไปรวดเร็วมันชนเข้ากับผอบในมือ ไม่ทันระวังผอบก็ตกลงพื้นกลิ้งไม่กี่ทีฝาผอบก็กำลังจะเปิดออก
“..!!!”อารามตกใจเซียนผู้นั้นหันหลังเตรียมจะก้มเก็บผอบก่อนมันจะเปิดแต่บานหน้าต่างก็ถูกลมพัดแรงอีกครั้งกระแทกเข้าแผ่นหลังเซียนผู้โชคร้ายจนตัวทรุด
ไม่ทันเสียแล้วจังหวะแค่เพียงนิดเดียวจิ้งจอกตัวน้อยก็กระโดดออกมาจากผอบ แม้จะงุนงงแต่ก็รู้ว่าต้องหนีแต่ก่อนออกวิ่งอิงหมิงหันหลังไปมองผอบชั่วครู่และมองเซียนที่ทรุดตัวอยู่ถ้าอยู่ร่างมนุษย์นางคงขมวดคิ้วแล้ว เพราะผอบที่เปิดออกมาลูกพลับหล่นอยู่หนึ่งลูกนางจึงดันผอบกลับปิดเช่นเดิมแสร้งว่ามันไม่เคยเปิด
หลังจากนั้นอิงหมิงก็ออกวิ่งสุดฝีเท้าแม้จะไม่รู้เส้นทาง แต่พอลองสูดดมตามกลิ่นที่ลอยมาทางที่มีกลิ่นแปลกๆนั้นไม่รู้ทำไมถึงดึงดูดกว่ากลิ่นหอมอื่นๆ
จิ้งจอกน้อยออกวิ่งไปไม่เท่าไรก็เจอทัพสวรรค์ที่ห้อมล้อมหน้าทางเข้าแต่สิ่งที่น่าแปลกคือมีกิเลนห้าสีตัวหนึ่งกำลังเปล่งแสงออกมาเรืองรองจนตาพร่ามัวที่อยู่ใกล้กับกิเลนตัวนั้นมีร่างคนสองคนอยู่แต่แสงนั้นเจิดจ้าเกินไปทำให้มองไม่รู้ว่าสองคนผู้นั้นเป็นใครอิงหมิงหลบอยู่หลังกำแพงลอบมองเหตุการณ์ตรงหน้าแล้วก็สังเกตเห็นอาภรณ์สีคุ้นตานางไม่แน่ใจว่าเซียนสวรรค์จะมีใครใส่แบบนี้ไหม แต่นางรู้จักเพียงคนเดียวที่มีอาภรณ์ดำเช่นนี้
สองร่างที่ถูกมัดติดกันคนหนึ่งนางไม่มั่นใจแต่ชายเสื้ออีกคนที่พลิ้วไหวอยู่อาณาเขตของกิเลนนั้นต้องเป็นเขาแน่ๆ ‘ท่านจอมมาร’
หลังลอบมองได้เพียงครู่สองร่างที่ถูกมัดอยู่ก็แยกออกจากกันเชือกที่มัดถูกทำร้ายแล้ว แต่จอมมารก็ยังไม่ออกมาจากตรงนั้น ทำไมกันนะอิงหมิงมองอยู่อย่างร้อนใจ
‘ไม่ได้การแล้ว’ ต้องเกิดอะไรขึ้นแน่ๆอิงหมิงจำแลงกายอย่างเร่งรีบพลางตั้งสมาธิโคจรพลังที่มีไปทั่วร่างอย่างที่จอมมารเคยสอน
ตอนนั้นเองที่ร่างกายของนางก็ลอยจากพื้น“เหาะ..ดะได้แล้ว” อิงหมิงเตะเท้าหนึ่งทีแรงมุ่งไปที่ร่างอาภรณ์สีดำคว้าตัวจอมมารมาแล้วเหาะลอยหนีไปต่อหน้าทัพสวรรค์
ไม่คาดคิดว่าจะมีใครบุกขึ้นมาช่วยจอมมารถึงแดนสวรรค์เหล่าเซียนอึ้งไปชั่วขณะ บางส่วนออกไล่ตามบางส่วนก็ยังไม่ขยับเพราะไม่มีใครสั่งการทัพสวรรค์ก็เป็นมังกรไร้หัวก็ผู้นำทัพเซียนก็เสียสละตนเป็นอาหารกิเลนพร้อมกับจอมมารไปแล้ว
“..นั้นใครน่ะ?” เซียนบางคนเอ่ยขึ้นเพราะไม่รู้ว่าคนที่คว้าตัวจอมมารออกมานั้นเป็นใคร
“ข้าจะรู้ได้อย่างไร?”