หลังจากนั้นเจ็ดวันองค์ชายเหวินเทียน และองค์ชายผิงอานได้นำกองกำลังมาถึง เฟิ่งหยูนำพวกเขาเข้าสู่เจดีย์ฟ้าสวรรค์ทันที พร้อมกับกองกำลังของเมืองจินเฟิงที่รออยู่ก่อนแล้วเมื่อกองกำลังทั้งหมดเข้ามาในเจดีย์ฟ้าสวรรค์ของเฟิ่งหยูทุกคนต่างตื่นเต้นและตกใจเป็นอย่างมาก พวกเขาตื่นเต้นที่ได้เห็นสถานที่ฝึกที่มีพลังฟ้าดินหนาแน่นซึ่งจะทำให้พวกเขาก้าวหน้าได้อย่างรวดเร็ว แต่ที่พวกเขาตกใจคือสัตว์อสูรสี่ตัวที่กำลังวิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนานบนต้นพฤกษาโลกา
มังกรน้อยและโหวจื่อ ต่างเล่นกับหงส์เพลิงอมตะและหงส์เพลิงกันอย่างสนิทสนมโดยเฉพาะเสี่ยวเลี่ยงที่ต้องอยู่ตัวเดียวมาตลอด เมื่อมีหงส์เพลิงและลูกอสูรลิงยักษ์รวมถึงมังกรน้อยที่ตอนนี้ตัวโตเต็มที่มาอยู่ด้วยทำให้มันไม่เหงาอีกต่อไป
สัตว์อสูรทั้งสี่รู้ว่าดินแดนแห่งนี้เฟิ่งหยูเป็นเจ้าของดังนั้นพวกมันจึงไม่ต้องกังวลว่าสัตว์อสูรที่อยู่ในที่นี้จะเป็นศัตรูกันแม้เฟิ่งหยูไม่ได้ทำพันธะสัญญากับพวกมันแต่พวกมันก็พร้อมจะอยู่เคียงข้ากับเฟิ่งหยูตลอดเวลา
“เฟิ่งหยูเดินไปหาผู้อาวุโสอู่หวังฉี”
“ท่านผู้อาวุโสอู่หวังฉี ท่านบอกว่าเจดีย์ฟ้าสวรรค์แห่งนี้เป็นสถานที่ที่จอมยุทธ์โบราณสร้างขึ้นมาเพื่อใช้ฝึกฝน ข้าต้องรบกวนท่านแล้ว”
“ได้สิ ข้าได้เตรียมการไว้ให้เจ้าแล้ว”
กองทัพทั้งสามกองทัพรวมกันกลายเป็นกองทัพใหญ่อยู่ต่อหน้าอู่หวังฉีโดยมีองค์ชายเหวินเทียน องค์ชายผิงอาน และจ้าวหยวนยืนอยู่ด้านหน้า
“ ก่อนอื่นข้าต้องอธิบายให้แก่พวกเจ้าทั้งหมดให้เข้าใจก่อน ระดับพลังยุทธ์ของพวกเจ้าที่พวกเจ้าเรียกว่าราชันจักรพรรดินั้นแท้จริงแล้วยังไม่ใช่จุดเริ่มต้นของการฝึกฝนที่แท้จริงพลังฟ้าดินของโลกใบนี้ถูกผนึกไว้ตั้งแต่เมื่อหลายล้านปีก่อนทำให้พวกเจ้าคิดพลังยุทธ์ของพวกเจ้านั้นสูงส่งแล้ว แต่แท้จริงแล้วหาเป็นเช่นนั้นไม่”
“ระดับพลังยุทธ์ของคนในโลกอื่นนั้นเริ่มต้นที่ขั้น ก่อกำเนิดลมปราณซึ่งข้าจะอธิบายให้เจ้าง่าย ๆ ก็คือหากพวกเจ้าตัดผ่านระดับราชันจักรพรรดิไปจึงจะเริ่มต้นฝึกฝนในขั้นก่อกำเนิดลมปราณได้”
เกิดเสียงพูดคุยกันอย่างเซ่งแซ่โดยอู่หวังฉีปล่อยให้พวกเขาคุยกันไปสักพักจึงกล่าวต่อ
“แต่พวกเจ้าไม่ต้องกังวลไปเมื่อพวกเจ้าอยู่ที่นี่การตัดผ่านนั้นไม่ยากเย็นเลย พวกเจ้าก็เห็นใช่ไหมว่าพลังต้นกำเนิดและพลังฟ้าดินที่นี่หนาแน่นเพียงใดพวกเจ้าเกิดมาพร้อมกับโลกที่ผนึกพลังฟ้าดินเอาไว้ ดังนั้นพวกเจ้าจึงฝึกฝนได้ช้า”
“ซึ่งต่างจากคนจากโลกอื่นที่เกิดมาพร้อมกับโลกที่มีพลังฟ้าดินหนาแน่นพวกเขาไม่จำเป็นต้องฝึกอะไร คนธรรมดาของโลกอื่นก็อยู่ในระดับราชันเทวะแล้ว ตอนนี้ผนึกของโลกใบนี้กำลังจะหมดไปพลังฟ้าดินของโลกใบนี้จะกลับมาหนาแน่นเช่นเดียวกับโลกอื่น ๆ แต่ว่าก่อนอื่นพวกเจ้าต้องรักษาโลกใบนี้จากการรุกรานของโลกอื่นไว้ให้ได้ก่อนเมื่อผนึกสลายไปพวกเขาจะเข้ามายึดครองและสังหารคนจากโลกใบนี้ในทันทีอย่างแน่นอน”
“ดังนั้นก่อนที่พวกเขาจะมาแย่งชิงทรัพยากรและสังหารคนจากโลกใบนี้พวกเจ้าจะเป็นกองกำลังชุดแรกที่จะต้องเข้าปะทะกับพวกเขาเพื่อปกป้องโลกของพวกเจ้าเอง การฝึกฝนของที่นี่จะยากลำบากเป็นอย่างมากแต่พวกเจ้าก็ต้องผ่านมันไปให้ได้”
“ก่อนอื่นข้าจะอธิบายขั้นพลังยุทธ์ของโลกอื่นให้พวกเจ้าได้รับรู้เสียก่อน
ขั้นแรกขั้นก่อกำเนิดลมปราณ
ขั้นที่สองขั้นผสานลมปราณ
ขั้นที่สามขั้นหลอมรวมลมปราณ
ขั้นที่สี่ ขั้นเซียน
ขั้นที่ห้า ขั้นราชันเซียน
ขั้นที่หกคือขั้นเทพเจ้า เป็นระดับสูงสุดของโลกใบอื่นทุกขั้นจะมีอยู่เก้าระดับด้วยกันตอนนี้ที่พวกเจ้ามายืนอยู่ตรงนี้เปรียบเสมือนเด็กน้อยที่เพิ่งจะหัดฝึกฝนในโลกอื่นพวกเจ้าคงรู้ดีถึงความสามารถของพวกเจ้าเองดังนั้นพวกเจ้าทุกคนต้องฝึกฝนตัวเองอย่างหนัก หนึ่งขั้นอาจจะใช้เวลาเพียงไม่กี่เดือนสำหรับบางคนแต่สำหรับบางคนอาจจะใช้เวลาเป็นร้อย ๆ ปี เมื่อพวกเจ้าทะลวงผ่านแต่ละขั้นอายุขัยของพวกเจ้าจะเพิ่มขึ้นหนึ่งร้อยปีในขั้นย่อยแต่สำหรับขั้นใหญ่ก็เรียกได้ว่าแต่ละขั้นอายุขัยจะเพิ่มขึ้นถึงหนึ่งพันปีเลยทีเดียว”
“ในเมื่อพวกเจ้าพร้อมกันแล้วข้าก็จะเริ่มสร้างสถานที่ฝึกฝนให้แก่พวกเจ้า”
ครืนนน.......
เจดีย์ขนาดใหญ่ก่อกำเนิดขึ้นมาด้านหลังของพวกเขาทันทีมันมีทั้งหมดสิบเจดีย์ หนึ่งเจดีย์สามารถเข้าไปได้สองแสนคน
“เจดีย์นี้จะมีอยู่ด้วยกันเจ็ดชั้น”
“พวกเจ้าเริ่มฝึกฝนกันในชั้นแรก เมื่อพลังยุทธ์ของพวกเจ้าไปถึงระดับขั้นก่อกำเนิดลมปราณพวกเจ้าจึงจะสามารถขึ้นไปฝึกฝนชั้นที่สองต่อไปได้เมื่อเจ้าทะลวงผ่านขั้นใหญ่ในแต่ละครั้งเจ้าถึงจะขึ้นไปฝึกในชั้นต่อไปได้ข้าจะรอดูพวกเจ้าอยู่ตรงนี้ด้านในแต่ละชั้นจะมีคัมภีร์ยุทธ์ให้พวกเจ้าได้เลือกฝึกฝนจำนวนมากพวกเจ้าก็เข้าไปเลือกเอาเองก็แล้วกัน”
“ครืนนนน....” เสียงประตูหินขนาดใหญ่เปิดออกของแต่ละเจดีย์เปิดออกข้างในเป็นเสมือนอีกโลกหนึ่งที่มีครบครัน ทั้งสัตว์อสูร ป่าเขาลำเนาไพรสัตว์เล็กสัตว์น้อย เมื่อทุกคนเข้าไปด้านในประตูหินจึงปิดลง
“เอาหละตระกูลเฟิ่งของเราก็ขอให้โชคดีละกันพวกท่านเข้าไปฝึกฝนในเจดีย์เล็กที่ผู้อาวุโสเตรียมไว้ให้ แล้วพวกเราค่อยเจอกันใหม่ข้าจะหมั่นไปเยี่ยมพวกท่าน”
“ท่านผู้อาวุโสพวกเขาจะใช้เวลาฝึกฝนนานเท่าไหร่จึงจะสามารถต่อกรกับพวกผู้คนจากโลกอื่นได้”เฟิ่งหยูเอ่ยถามอู่หวังฉี
“ก็คงหลายพันปีอยู่ หวังว่าจะทันเวลา ก่อนที่ผนึกจะสลายไป ก็คงมีคนอยู่ในระดับพระเจ้าสักคนก็ยังดี”
“ผู้อาวุโสคนจากโลกภายนอกพวกนั้นมีคนที่มีพลังยุทธ์ระดับพระเจ้ามากไหม”
“ดาวดวงหนึ่งก็มีอยู่ประมาณสองสามคน มากสุดก็สิบคน”
“น้อยขนาดนั้นเลยอย่างนั้นหรือ?”
เฟิ่งหยูออกจากเจดีย์ฟ้าสวรรค์ และใช้ค่ายกลมิติไปยังเมืองอัสตาน่าในทันทีเมื่อมาถึงเขาเข้าพบกับองค์กษัตริย์เหวินฉิงพร้อมกับปรึกษาเรื่องการวางแผนรับมือล่วงหน้า
“เจ้าคิดวางแผนยังไงกับเรื่องนี้อย่างนั้นหรือ?”
“จากที่ข้าทราบมาที่พวกเขาทำสงครามแย่งชิงกันเพราะทรัพยากรบ่มเพาะของพวกเขามีอยู่อย่างจำกัดหากพวกเราจะยืนอยู่ในตำแหน่งสูงกว่าพวกเขาพวกเราต้องมีกองกำลังและทรัพยากรบ่มเพาะเป็นจำนวนมากซึ่งในโลกใบนี้ของเรามีทรัพยากรสมบูรณ์ที่สุดในตอนนี้”
“พระองค์คิดว่าพวกเขาจะแห่กันมามากขนาดไหน หากเราไม่มีกองกำลังป้องกัน”
กษัตริย์เหวินฉิง ถึงกับขนลุกทันที
“หากเป็นเช่นนั้นจริง พวกเราก็เปรียบเสมือนหมูที่รอถูกพวกเขาเชือดอย่างนั้นหรือ”
“หากพวกเราไม่ทำอะไรก็คงเป็นเช่นนั้นจริง ๆ นั่นแหละ”
“แต่พวกเรามีเวลาเตรียมตัวอย่างน้อยก็สิบปียี่สิบปีอย่างมากก็หนึ่งร้อยปีที่จะต้องทำให้คนของโลกใบนี้แข็งแกร่งขึ้น”
“อย่างน้อยตอนนี้พวกเราต้องร่วมมือกันทุกอาณาจักรในทวีปฟ้าครามแห่งนี้ให้ได้ก่อนแล้วจึงค่อยปรึกษาหารือกับอีกสองทวีปที่เหลือ หากพวกเขาร่วมมือกับเราก็ดีไปแต่หากไม่พวกเราคงต้องทำการยึดครองทวีปนั้นแทนพวกเราต้องปกป้องคนของโลกนี้และทรัพยากรของโลกใบนี้เอาไว้ หากจำเป็นจริง ๆ ที่เราจะต้องรบกับทวีปที่ไม่เห็นด้วยก็ต้องรบเพื่อป้องกันเอาไว้ก่อน ดีกว่าปล่อยให้คนของโลกอื่นมายึดครองไป” กษัตริย์เหวินฉิงกล่าว
“เช่นนั้นต้องรบกวนให้พระองค์กับกษัตริย์ผิงลู่ปรึกษาหารือและพูดคุยกันวางแผนการต่างๆ รวมถึงความร่วมมือกันในอนาคตของพวกเราทั้งสองอาณาจักรจะได้ไหมพะยะค่ะ”
“คงต้องเป็นเช่นนั้น เจ้าเองก็เหนื่อยมามาก พักสักวันสองวันก่อนแล้วค่อยเดินทางไปอาณาจักรอื่น ๆ เถอะ ค่ายกลมิติของเจ้าตอนนี้สำคัญเป็นอย่างมากหากเราสามารถติดต่อกันได้รวดเร็วเท่าไหร่ก็เป็นการดีเท่านั้น ”
“ข้าพระองค์ขออนุญาตพาหนิงเอ๋อออกเดินทางไปอาณาจักรอื่น ๆ ด้วยได้ไหมพะยะค่ะ”
“เอาสิพวกเจ้าไปด้วยกันก็ดีเหมือนกัน หนิงเอ๋อจะได้เปิดหูเปิดตาด้วยอีกอย่างแต่ละอาณาจักรก็เป็นพันธมิตรกันแล้ว แต่ยังไงพวกเจ้าเดินทางก็ต้องระวังตัวเอาไว้ด้วย”
“ขอบพระทัยฝ่าบาท”
เฟิ่งหยูบอกลาองค์กษัตริย์เหวินฉิงพร้อมกับเดินไปยังตำหนักขององค์หญิงหนิงเอ๋อพร้อมกับครุ่นคิดถึงคำพูดขององค์กษัตริย์
“ติดต่อกันอย่างนั้นหรือ?”
“หากเราสามารถสร้างเครื่องมือสื่อสารที่สามารถติดต่อกันได้หละ มันน่าจะมีประโยชน์ไม่น้อยเลยทีเดียวว่าง ๆ คงต้องลองสร้างดูสักหน่อย หรือว่าให้ท่านปู่จัดการให้ดีนะ........”
“ไปรบกวนท่านปู่ดีกว่า เดี๋ยวท่านว่างเยอะไปไม่มีอะไรทำข้าต้องหางานให้พวกเขาสักหน่อย .....” เฟิ่งหยูยิ้มอย่างมีเลศนัย
เฟิ่งหยูเดินมาพักใหญ่จนมาถึงตำหนักของหนิงเอ๋อเฟิ่งหยูแจ้งให้คนไปบอกให้องค์หญิงหนิงเอ๋อทราบ เพียงไม่นานองค์หญิงหนิงเอ๋อก็ออกมาพบเฟิ่งหยู
“ข้ามาชวนเจ้าไปเที่ยวอาณาจักรพยัคฆ์ขาว อาณาจักรเต่าทมิฬอาณาจักรจันทร์เสี้ยว และอาณาจักรมังกรคราม เจ้าว่างไปกับข้าไหม”
“จริงหรือ? เจ้าจะพาข้าไปด้วยจริง ๆ อย่างนั้นหรือ?”
“ข้าอยากจะไปด้วยแต่เกรงว่าท่านพ่อจะ.......ไม่อนุญาตนะสิ”
“ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องนั้น ข้าขออนุญาตบิดาเจ้าเรียบร้อยแล้วและพระองค์ก็ทรงอนุญาตแล้วด้วย”
องค์หญิงหนิงเอ๋อยิ้มออกมาด้วยความตื่นเต้น พร้อมกับรีบชวนเฟิ่งหยูไปพบมารดาของเขาทันที หลังจากพูดคุยกับองค์ราชินีและหนิงเอ๋ออยู่พักใหญ่เฟิ่งหยูจึงขอตัวกลับไปพักผ่อนหลังจากที่ถึงที่พักที่ทางองค์กษัตริย์จัดเตรียมไว้ให้เฟิ่งหยู
เฟิ่งหยูเข้าไปในเจดีย์ฟ้าสวรรค์
“ท่านปู่ ท่านยาย พวกท่านคิดถึงข้าบ้างไหม.......?”
“เจ้าเด็กนี่โตจนหมาเลียตูดไม่ถึงแล้วยังทำตัวเหมือนเด็ก ๆ อีก”เฒ่าหลงเอ่ยทักทายขึ้นมาก่อน
“ก็ข้ายังเป็นเด็กอยู่นี่ท่านปู่ก็ ท่านปู่ท่านยายไปไหนละ ข้ามีปลามีเนื้อ มีผลไม้ มีอาหารมาด้วยเยอะเลย ที่สำคัญ.....นี่...”เฟิ่งหยูนำไหเหล้าจำนวนหลายไหออกมาจากแหวนมิติ
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ช่างรู้ใจพวกเราจริง ๆ เจ้าหนูนี่”เหล่าผู้เฒ่าทั้งหลายพากันทยอยออกมาจากหมู่บ้านหมู่บ้านแห่งนี้เหมือนเดิมกับตอนที่อยู่ที่หุบเขาทมิฬ เพราะเฟิ่งหยูนำเข้าเก็บในเจดีย์ฟ้าสวรรค์ทั้งหมดต้นไม้ใบหญ้า กลับมีชีวิตชีวามากกว่าตอนที่อยู่ที่หุบเขาทมิฬเพราะพลังฟ้าดินในนี้เข้มข้นยิ่ง”
เหล่าผู้เฒ่าทั้งหลายที่ตอนนี้กลายเป็นคนวัยกลางคนช่วงต้น ๆต่างพากันมานั่งบนแคร่ที่บ้านของผู้อาวุโสใหญ่พร้อมกับรอยยิ้ม
พวกเขาดื่มกินกันอย่างสนุกสนานต่างถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกันเป็นการใหญ่โดยเฉพาะยายฮวาที่รักเฟิ่งหยูดังลูกในไส้ของตน
“ท่านปู่ซือท่านพอจะสร้างเครื่องมือที่สามารถใช้ติดต่อกันในระยะทางไกลๆ ได้หรือไม่?”
“เจ้าก็ใช้พิราบสื่อสารสิ......”
“นั่นมันช้าไปแล้วท่านปู่ ข้าอยากได้แบบที่เราพูดคุยกันได้นะอยู่ห่างกันร้อยลี้พันลี้ก็สามารถพูดคุยกันแบบนั้นนะ”
เฒ่าซือครุ่นคิดพลางขมวดคิ้วขึ้นมา.......
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ตาเฒ่า เจ้าทำไม่ได้หละสิสงสัยจะแก่เกินไปจนคิดอะไรไม่ออกแล้วกระมัง” เสียงของเฒ่าหลงเข้ากระซิบใกล้ๆ พร้อมกับกระดกเหล้าเข้าปาก
“ชิ.... ใครว่าข้าทำไม่ได้กัน ข้าจะทำมันออกมาให้พวกเจ้าได้เห็น”
“เอาเถอะ เอาเถอะ อย่ามาทะเลาะกันเหมือนเด็ก ๆ อยู่เลยมาดื่มกันต่อเถอะ ไหน ๆ วันนี้เฟิ่งหยูก็เตรียมของมาเยอะแยะ พวกเราไม่ได้สังสรรค์กันมานานมากแล้วดื่มกันก่อน เรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลัง”เสียงของยายฮวาพูดด้วยน้ำเสียงที่มีความสุขเขายิ้มตลอดเวลาตั้งแต่เฟิ่งหยูมาถึง
เฟิ่งหยูอยู่ร่วมสังสรรค์ร่วมกับเหล่าผู้เฒ่าทั้งหลายอยู่นานจนพุบหลับไป
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ไม่ได้เห็นเจ้าหนูนี่มานาน คงจะเจออะไรมาเยอะจนเหนื่อยมากสินะหากไม่อยู่กับพวกเราคงไม่กล้านอนหลับสนิทแบบนี้แน่คงต้องระมัดระวังตัวอยู่ตลอดเวลาเลยสินะ”
“ปล่อยให้เขาพักผ่อนให้เต็มที่ อย่าได้รบกวนเฟิ่งหยูเลย นาน ๆทีถึงจะมีโอกาสพักผ่อนแบบนี้”
“ว่าแต่เจ้าเถอะ ตาเฒ่าซือ เจ้าสร้างเครื่องมือแบบนั้นได้จริงๆ หรือ?”
“ได้สิ ข้าเองก็คิดค้นและเคยทดลองมาหลายครั้งแล้วแต่มันก็ทำได้เพียงระยะทางสั้น ๆ เท่านั้นรอข้าพัฒนามันอีกหน่อยก็คงสามารถพูดคุยกันในระยะทางไกล ๆ ได้แล้ว”