เฉินอี้กับจางฝูลู่เดินออกมาด้วยกันจางฝูลู่มองไปที่มารดาของเขาและมองเหลยเยว่จวน
นางเป็นหญิงมีน้ำมีนวลผิวขาว ปากแดง หน้าตาสะสวย กำลังยืนเอียงอายมิกล้ามองมาทางจางฝูลู่โดยตรง
ฮูหยินจางจูงมือนางให้เข้ามาใกล้และเอ่ยแนะนำจางฝูลู่กับนาง
เหลยเยว่จวนจึงช้อนตาขึ้นมองชายหนุ่มทั้งสองคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า
เฉินอี้คิดว่าตนยืนอยู่ตรงนี้คงไม่เหมาะนักจึงเอ่ยขอตัวลากลับบ้าน แต่จางฝูลู่ดึงเขาเอาไว้ไม่ให้ไปเหลยเยว่จวนจึงได้รู้ว่าผู้ใดคือจางฝูลู่นางยิ้มให้เขาและเหลือบตามองเฉินอี้ครู่หนึ่ง เมื่อเห็นดวงตาของเฉินอี้ก็ขมวดคิ้ว
“เหตุใดเพื่อนของท่านจึงมีดวงตาเช่นนี้เจ้าคะ”เหลยเยว่จวนเอ่ยถามและชี้มือไปที่เฉินอี้
จางฝูลู่หน้าตึงเฉินอี้จับแขนเขาเอาไว้ตามความเคยชิน “แม่นางเหลย ข้าตาบอดขอรับ” เฉินอี้ยิ้ม
เหลยเยว่จวนหลุดสีหน้าออกมาครู่เดียวก็หันมายิ้มให้จางฝูลู่และฮูหยินจางเหมือนเดิม
“ท่านป้า ข้ามีของบำรุงเล็กน้อยมาให้คุณชายจางเจ้าค่ะ” เหลยเยว่จวนรับตะกร้ามาจากหญิงรับใช้ของตนและยื่นให้จางฝูลู่
“ได้ยินว่าท่านถูกทำร้าย พอรู้ข่าวข้าก็รู้สึกเป็นห่วงจึงขออนุญาตท่านป้าจางมาเยี่ยมคุณชายเจ้าค่ะ”
จางฝูลู่รับตะกร้านั้นมาเป็นผลไม้และโสม จางฝูลู่มองลงไปในตะกร้าและเอ่ยพูดออกมาเบาๆ “อาอี้เก็บโสมมาให้ข้าเยอะกว่านี้อีก”
ฮูหยินจางแอบหยิกลูกชายจนเขาสะดุ้งนางยิ้มให้เหลยเยว่จวนและรับตะกร้ามาจากจางฝูลู่ “ขอบใจมากนะจ๊ะแม่นางเหลย มาๆมานั่งคุยกับป้าหน่อยเถิด” ฮูหยินจางจูงมือเหลยเยว่จวนไปนั่งที่โต๊ะและกวักมือเรียกจางฝูลู่ให้ตามเข้าไปหา
เฉินอี้ดึงมือตนเองออกจากจางฝูลู่แต่เขาไม่ยอมปล่อย
“เหล่าจาง เจ้าจะให้ข้าเข้าไปนั่งด้วยได้อย่างไร นั่นว่าที่เจ้าสาวของเจ้ามิใช่ของข้า” เฉินอี้ขมวดคิ้ว
“ให้เจ้าเป็นเจ้าสาวของข้าเสียยังจะดีกว่า” จางฝูลู่บ่นพึมพำเฉินอี้หัวเราะ
“ให้ข้าเป็นเจ้าสาวของเจ้า ป้าจางคงได้กัดลิ้นตาย”
“ท่านแม่ไม่กัดลิ้นตายหรอกท่านแม่รักเจ้ามากกว่าข้าอีก”
ฮูหยินจางหันมาถลึงตาใส่ลูกชายอีกรอบจางฝูลู่ถอนใจ เฉินอี้ดึงมือตนเองออกมาจากเขา
“ไปเถิด เหล่าจาง” เฉินอี้ตบไหล่เขาเบาๆ
เมื่อจางฝูลู่เดินไปแล้วเฉินอี้จึงปลีกตัวออกจากบ้านไปอย่างเงียบเชียบ
เฉินอี้เดินไปร้านยาไท่อันถังเพราะยาบำรุงหยางหัวใจของเขาหมดแล้ว
“เสี่ยวอี้ เห็นว่าวันก่อนมาหาข้ามีธุระอันใดรึ”เถ้าแก่ถังเอ่ยทักทายทันทีที่เห็นเฉินอี้
“ไม่มีอันใดแล้วขอรับ วันนี้ข้าจะมาซื้อยาบำรุงหยางขอรับ”
“ไอ้หยา! เสี่ยวอี้ ตอนนี้ไม่มีเขากวางอ่อนเลยน่ะสิ”เถ้าแก่ถังกล่าวเสียงหนักใจ
เฉินอี้ยิ้ม“มิเป็นไรขอรับ มีอันใดก็จัดมาให้ข้าเถิด ข้ากินง่ายขอรับ”
เถ้าแก่ถังหัวเราะเบาๆ“เสี่ยวอี้ นี่คือยานะ มิใช่ขนม” เถ้าแก่ถังถอนใจ “เอาเช่นนี้ อีกสองวันเจ้ามาใหม่ตอนนั้นอาจจะมีของมาส่งจากเมืองหลวงแล้ว”
“ได้ขอรับเถ้าแก่” เฉินอี้ยิ้มและเดินออกจากร้าน
“อาหลิ่ง เราไปที่เดิมกันเถิด” เฉินอี้หันไปพูดกับอาหลิ่ง นางพยักหน้า
กว่าเฉินอี้จะเดินกลับถึึงบ้านตะวันก็คล้อยต่ำลงมามากแล้ว ช่วงนี้อากาศเย็นขึ้นมากทั้งกลางวันและกลางคืนเพราะเข้าสารทฤดูแล้ว
อาหลิ่งบอกเฉินอี้ว่าจินลี่หยางมายืนรออยู่ที่หน้าประตูบ้านเฉินอี้ถอนใจเบาๆ
“เฉินอี้ กลับมาแล้วหรือ” จินลี่หยางเอ่ยทัก
“พี่ลี่หยางมาทำอันใดขอรับ” เฉินอี้เอ่ยถามสีหน้าเรียบเฉย
“ข้าอยากคุยกับเจ้าเรื่องคดีหน่อยน่ะ” จินลี่หยางกล่าวและยื่นมือไปช่วยเฉินอี้ถือของเฉินอี้ก็ให้เขาช่วยแต่โดยดี
“เช่นนั้นก็เข้ามาคุยกันในบ้านเถิดขอรับ”เฉินอี้เปิดประตูบ้านและเดินนำเข้าไป
อาหลิ่งเคลื่อนกายตามหลังเฉินอี้ไปไม่หันมาคุยกับตงเปียนเลยสักคำ
“เจ้าไปไหนมาหรือเฉินอี้” จินลี่หยางเอ่ยถามเมื่อเข้ามาในบ้านแล้ว
“ข้าไปหาเก็บผลบ๊วยขอรับ”
จินลี่หยางขมวดคิ้วต้นบ๊วยจะอยู่บนเขาสูงและอากาศเย็นสม่ำเสมอ ขาของเฉินอี้ยังไม่น่าจะหายดีเหตุใดจึงต้องลำบากเดินขึ้นไปเก็บบนนั้น
“เก็บผลบ๊วยมาทำอันใดหรือ”
“ทำชาบ๊วยให้เหล่าจางขอรับ”
จินลี่หยางเงียบไปรู้สึกอิจฉาจางฝูลู่ที่เฉินอี้เอาใจใส่เขาตลอดเวลา ยิ่งตอนนี้จางฝูลู่บาดเจ็บเฉินอี้ก็ยิ่งเอาใจเขามากเป็นพิเศษ
“พี่ลี่หยางจะคุยกับข้าเรื่องคดีมิใช่หรือขอรับ” เฉินอี้เอ่ยเตือนเขา
“อ้อ ใช่” จินลี่หยางปรับสีหน้าให้เป็นปกติ “รอยอาวุธจากทั้งสองศพและจากชิงจีเท่าที่ดูน่าจะมาจากอาวุธชนิดเดียวกัน แต่ของจางฝูลู่ดูแตกต่างออกไป”
“แผลของเหล่าจางน่าจะเกิดจากมีดขอรับ” เฉินอี้ตอบ จินลี่หยางพยักหน้า
“ใช่ เท่าที่ฟังอาหลุนเล่า เขาก็เห็นเป็นมีดเช่นเดียวกัน”
เฉินอี้ยกน้ำชามาให้จินลี่หยาง“ท่านสงสัยว่าคนร้ายมิใช่คนเดียวใช่หรือไม่ขอรับ”
จินลี่หยางพยักหน้า“จากอาวุธและวิธีการที่แตกต่างกันน่าจะเป็นเช่นนั้นอีกทั้งวันที่พบศพติงฉีจางฝูลู่ก็ถูกทำร้ายในเวลาไล่เลี่ยกันคนร้ายจึงมิน่าจะใช่คนเดียวกัน” จินลี่หยางดื่มชาและหันมาหาเฉินอี้“เจ้าได้ไปหาชิงจีมาด้วยใช่หรือไม่”
เฉินอี้พยักหน้า“ขอรับ แต่เมื่อวานเขาออกจากโรงหมอไปแล้ว และมิรู้ว่าไปอยู่ที่ใด”
“ข้าอยากสอบถามเขาอีกสักครั้ง มิคิดว่าเขาจะหนีไปเสียก่อน”
เฉินอี้ขมวดคิ้ว“เขามิได้ทำผิด เขาจะหนีทำไมขอรับ ท่านอย่าได้กล่าวหาเขา”
“ข้าก็มิได้หมายความว่าอย่างนั้น” จินลี่หยางเอ่ยแก้ตัว“เจ้าได้ความอันใดเพิ่มเติมจากชิงจีหรือไม่”
เฉินอี้ส่ายหน้า“ไม่ขอรับ ข้ารู้เท่าใดก็บอกท่านไปหมดแล้ว”
“สามวันมานี้ยังมิมีอันใดเกิดขึ้นอีกน่าจะเป็นเพราะชาวบ้านช่วยกันเป็นหูเป็นตาให้กับทหารด้วย” จินลี่หยางยิ้ม
เฉินอี้มีสีหน้าพอใจ“ทุกคนเต็มใจช่วยกันทั้งนั้นแหละขอรับ เพราะทุกคนรักซุนฉือ”
“เหมือนกับที่เจ้าก็เต็มใจช่วยข้าใช่หรือไม่”จินลี่หยางถามกลับและมองหน้าเฉินอี้
เฉินอี้ยิ้ม“ขอรับ แต่ในเมื่อท่านได้ปฏิเสธไปแล้ว ข้าก็คงทำอันใดมิได้อีกขอรับ”กล่าวจบเฉินอี้ก็ลุกไปนำผลบ๊วยที่เก็บได้ไปล้างน้ำ
จินลี่หยางถอนใจเฉินอี้วกกลับมาเข้าเรื่องเดิมอีกจนได้
เฉินอี้ล้างผลบ๊วยจนสะอาดและนำไปใส่กระจาดเพื่อตากให้แห้งจากนั้นจึงมานั่งบดน้ำตาลกรวดให้เป็นผงละเอียดเพื่อเก็บไว้เคี่ยวทำงานเพลินจนลืมไปแล้วว่าจินลี่หยางนั่งอยู่ในบ้าน
เมื่อกลับเข้ามาอีกครั้งอาหลิ่งก็บอกกับเขาว่าจินลี่หยางหลับไปแล้ว เฉินอี้ลืมนึกถึงคนตัวสูงไปเสียสนิท
เมื่อเดินเข้าไปใกล้ปรากฏว่าจินลี่หยางนั่งกอดอกพิงผนังหลับอยู่ริมหน้าต่าง เฉินอี้รู้สึกผิดเพราะแม้แต่ข้าวเย็นก็ยังมิได้เรียกจินลี่หยางกิน
หลายวันมานี้เขาคงเหนื่อยล้ามากแล้วเพราะต้องวิ่งวุ่นสืบคดีหาตัวคนร้ายเฉินอี้ถอนใจเบาๆ จับแขนจินลี่หยางเขย่าเพื่อปลุกเขาแต่ก็ไม่ตื่นจึงนำผ้าห่มมาห่มให้ ปล่อยให้นอนไปก่อนก็แล้วกันอีกเดี๋ยวคงจะรู้สึกตัว
เฉินอี้นั่งวาดยันต์อยู่อีกเกือบหนึ่งชั่วยามจนตอนนี้ด้านนอกฟ้ามืดสนิทอากาศก็เย็นมาก แต่จินลี่หยางก็ไม่มีทีท่าว่าจะตื่น
เฉินอี้มองหน้าอาหลิ่งกับตงเปียน“คงต้องให้พี่ลี่หยางนอนค้างที่นี่แล้วล่ะ”
อาหลิ่งพยักหน้าตงเปียนกล่าวขอบใจเฉินอี้
ที่นอกบ้านของเฉินอี้กลางดึกสงัดชายคนหนึ่งเดินไปมาด้วยความร้อนรุ่มใจ สายตามองไปที่ประตูบ้านด้วยความโกรธเคืองเกรี้ยวกราด ถูมือตนเองไปมาทั้งหนาวทั้งโมโห
คนที่ควรจะอยู่ในนั้นกับเฉินอี้คือเขามิใช่ไอ้ทหารบ้านั่น
เหตุใดเฉินอี้จึงเป็นคนเช่นนี้เหตุใดจึงยอมให้ผู้อื่นมานอนค้างอ้างแรม ทั้งๆที่เฉินอี้แสดงออกว่ารักเขามากขนาดนั้น
เขาค่อยๆดึงอาวุธปลายแหลมออกมา ยกมันขึ้นมามองด้วยมือที่สั่นเทา