เหล่าสตรีบุตรีขุนนางต่างเดินอวดโฉมเข้างานอย่างไม่เร่งรีบ หานลี่กันเดินเข้าประตูสวนดอกไม้ที่จัดงานพร้อม ๆ กับสตรีตระกูลอื่น ดอกไม้ภายในงานเบ่งบานอวดโฉมแข่งกับสตรีที่ต้องการเป็นที่สนใจของบุรุษที่เข้าร่วมงาน แม้ฝั่งของสตรีจะอยู่ตรงข้ามกับฝั่งบุรุษแต่ทั้งสองฝั่งนั้นกลับเห็นกันอย่างชัดเจน
“มามี้ ๆ นั่น ๆ ท่านลุง”
หยางชุนโบกมือให้กับหานหลงและเว่ยเจ๋อ หานลี่กันมองท่าทางของเด็กชายยิ้ม ๆ ก่อนหญิงสาวจะพยักหน้าทักทายคุณชายเซวียที่ยืนอยู่ที่นั่นด้วย
“เจ้าอยากไปเล่นกับท่านลุงหรือไม่”
“ขอรับ”
“เช่นนั้นก็ไปเถอะ”
“ขอบคุณขอรับมามี้”
เด็กชายตัวน้อยรีบเดินอ้อมสระบัวไปทางฝั่งบุรุษด้วยรอยยิ้มเต็มใบหน้า หยางชุนที่ได้รับอนุญาตเป็นพิเศษจึงสามารถตามมาด้วยได้ ขณะที่มองตามเด็กชายตัวน้อยไปจู่ ๆ ร่างของหญิงสาวกลับถูกชนอย่างแรงจนหานลี่กันเซไปด้านข้าง โชคดีที่หานลี่กันตั้งหลักได้ทันจึงมิได้ล้มลง
“เดินไม่รู้จักดูทาง”
เป็นเสียงที่หานลี่กันคุ้นเคยเป็นอย่างดี เว่ยซีซวนเดินเข้าไปประคองหานลี่กันที่เซไปด้านข้างนั้น
“เจ้าเป็นอะไรหรือไม่”
หานลี่กันส่ายหน้าไปมาก่อนจะจ้องไปทางเซวียอิน หญิงสาวยิ้มเหยียดมาทางหานลี่กันก่อนจะหันไปทางเว่ยซิ่ว หานลี่กันมองไปทางเว่ยซิ่วและเซวียอินที่ดูเหมือนทั้งสองจะรู้จักกันอย่างนึกสังหรณ์ใจ
“พี่หญิงใหญ่ พวกเราไปทางโน้นกันเถอะ”
หานลี่กันเอ่ยชวนเว่ยซีซวนให้ไปอีกทางเพื่อเลี่ยงการปะทะ ขณะที่ทั้งสองกำลังจะเดินผ่านเว่ยซิ่วและเซวียอินนั้น เท้าใต้กระโปรงของเซวียอินได้ยื่นออกมาขัดขาเว่ยซีซวนไว้
“โอ๊ย!!!”
สตรีในอาภรณ์ฟ้าล้มลงไปกับพื้น หานลี่กันรีบเดินเข้าดูและพยุงเว่ยซีซวนให้ยืนขึ้นแต่หญิงสาวกลับไม่สามารถลุกขึ้นได้
“อุ๊ย!!! เจ้ามาสะดุดขาของข้าเองนะ”
เซวียอินพูดขึ้นด้วยรอยยิ้มอันเสแสร้ง หานลี่กันตวัดสายตามองไปทางเซวียอินด้วยความโมโหและพร้อมจะจัดการกับตัวปัญหาตรงหน้าแต่กลับถูกเว่ยซีซวนส่งสัญญาณห้ามไว้
“ลี่เออร์ ดูเหมือนข้อเท้าข้าจะเคล็ด”
“เช่นนั้นเดี๋ยวข้าจะเรียกคนมาช่วยดีหรือไม่”
ขณะนั้นเองบุรุษหน้าคม คิ้วหนา ปากบางดูหล่อเหลาเอาการไม่เบาได้เดินเข้ามาทางเว่ยซีซวน
“คุณหนูท่านนี้ไม่ทราบว่ามีอะไรให้ข้าช่วยหรือไม่”
เสียงทุ้มต่ำที่แฝงด้วยความห่วงใยได้ทำให้หัวใจของเว่ยซิ่วหวั่นไหวอย่างไม่รู้ตัว หญิงสาวจ้องมองบุรุษตรงหน้าอย่างหลงใหลและลืมตัว
“ขอบคุณเจ้าค่ะ แต่ข้าไม่เป็นอะไรมาก คงไม่ต้องรบกวนคุณชาย”
เว่ยซีซวนพยายามยืนขึ้นโดยมีหานลี่กันพยุง แต่กลับไม่สามารถยืนขึ้นได้ ขณะนั้นเองกลับมีนางกำนัลของวังวิ่งหน้าตาตื่นมาทางหานลี่กัน
“คุณหนูหาน ท่านคือคุณหนูหานใช่หรือไม่”
“ข้าเอง เจ้ามีอะไรเช่นนั้นหรือ”
“ดูเหมือนคุณชายน้อยของท่านจะมีเรื่องต่อยตีกับองค์ชายสิบสอง”
เว่ยซีซวนถึงกับหน้าซีดก่อนจะหันมาทางหานลี่กัน
“ลี่เออร์เจ้ารีบไปดูชุนเออร์ก่อนเร็วเถอะ ข้าไม่เป็นอะไร เดี๋ยวให้น้องรองอยู่เป็นเพื่อนข้าก็ได้”
“เช่นนั้นฝากคุณชายช่วยดูแลพี่หญิงใหญ่ของข้าด้วย”
หานลี่กันเอ่ยกับบุรุษแปลกหน้าโดยมิรอให้บุรุษแปลกหน้าเอ่ยตอบก่อนจะมองไปทางเว่ยซิ่วที่ตอนนี้เอาแต่จ้องมองบุรุษตรงหน้าจนหานลี่กันกลืนคำพูดที่จะเอ่ยกับนางไปจนหมด เซวียอินที่เห็นหานลี่กันเดินตามนางกำนัลไปหญิงสาวเองก็รีบสาวเท้าตามไปเช่นกัน
“คุณหนูใหญ่เว่ย ข้าขอเสียมารยาทแล้ว”
บุรุษหนุ่มอุ้มเว่ยซีซวนในท่าเจ้าหญิงก่อนจะพาไปยังที่นั่ง เว่ยซีซวนได้แต่ก้มหน้าซ่อนความเขินอายก่อนจะเอ่ยขอบคุณชายหนุ่มเบา ๆ
“ทำไมไม่เป็นข้าที่ถูกบุรุษผู้นี้อุ้มกัน”
เว่ยซิ่วเอ่ยกับตัวเองเบา ๆ ขณะเดินตามบุรุษหนุ่มที่กำลังอุ้มเว่ยซีซวนอยู่ เมื่อไปถึงที่หมายบุรุษหนุ่มได้วางตัวหญิงสาวลงอย่างแผ่วเบาก่อนจะให้นางกำนัลตามหมอหลวงมา
“คุณหนูเพียงข้อเท้าแพลงเท่านั้น ให้ทายาและกินยาตามเทียบยานี้ไม่นานก็หายแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“ขอบคุณมากท่านหมอหลวง”
เมื่อหมอหลวงจากไปเว่ยซีซวนที่นั่งอยู่จึงหันกลับไปทางบุรุษหนุ่มที่ยังอยู่ตรงนั้น
“ขอบพระทัยองค์ชายที่ทรง....ช่วยหม่อมฉัน”
บุรุษหนุ่มยกคิ้วขึ้นพร้อมด้วยรอยยิ้มบนใบหน้า
“เหตุใดคุณหนูถึงคิดว่าข้าเป็นองค์ชายกัน”
“ในวังหลวงเช่นนี้ หากไม่มีตำแหน่งที่สูงพอ ก็คงไม่สามารถเรียกหมอหลวงมาได้ เช่นนั้นแล้วนอกจากองค์ชายก็คงจะเป็นใครไปเสียไม่ได้”
ชายหนุ่มยิ้มตอบเว่ยซีซวนก่อนจะเอ่ยตัวขอลา คงจะมีเพียงสายตาของเว่ยซิ่วที่มองตามบุรุษหนุ่มจนหายลับตาไป หญิงสาวยังคงเก็บชายหนุ่มมานั่งจินตนาการเพ้อฝันอยู่ฝ่ายเดียวจนลืมเว่ยซีซวนที่นั่งอยู่ด้านข้างและเรื่องที่หานลี่กันต้องรีบไปจัดการ ‘องค์ชายงั้นหรือ เช่นนั้นฉันจะต้องเป็นพระชายาขององค์ชายให้ได้’
ทันทีที่นางกำนัลพาหานลี่กันและเซวียอินไปถึง ทั้งสองกลับพบองค์ฮ่องเต้ ฮองเฮาและพระสนมเสิ่นได้มาถึงก่อนทั้งสองคนเพียงเล็กน้อย พระสนมเสิ่นรีบเดินเข้าไปสำรวจองค์ชายสิบสองในทันที
“องค์ชายเป็นอย่างไรบ้าง”
“กระหม่อมไม่เป็นอะไรมากพ่ะย่ะค่ะ”
“พวกเจ้าดูแลองค์ชายกันอย่างไร ทำไมถึงให้เกิดเหตุเช่นนี้ได้”
พรสนมเสิ่นหันไปตำหนิผู้ติดตามขององค์ชายก่อนจะหันมาถามถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
“นี่มันเกิดอะไรขึ้น เจ้ากล้าดีอย่างไรมาทำร้ายองค์ชาย”
“ทูลเสด็จแม่ ตอนนั้นข้ากำลังเล่นกับขันทีน้อยผู้นั้นอยู่ จู่ ๆ เด็กคนนี้ได้เดินเข้ามาพูดจาไม่เข้าหู และยังต่อยข้าอีก”
องค์ชายสิบสองพูดขึ้นก่อนจะชี้มาทางหยางชุนที่ยืนอยู่ไม่ไกลตน เด็กชายตัวน้อยยืนนิ่งมิได้ตอบรับหรือปฏิเสธกับเรื่องที่เกิดขึ้นนั้น ขณะที่ทุกคนกำลังนิ่งและยังมิได้เอ่ยสิ่งใดตอบ จู่ ๆ เซวียอินกลับคุกเข่าลงตรงหน้าฝ่าบาท ฮองเฮา และพระสนมเสิ่นในทันที
“ทูลฝ่าบาท ฮองเฮา พระสนมเสิ่น เป็นความผิดของหม่อมฉันเองเพคะ หม่อมฉันเลี้ยงดูหลานชายเพียงคนเดียวได้ไม่ดีพอ อีกทั้งยังเป็นเพราะตัวเด็กคนนี้ที่เป็นดาวแห่งความโชคร้ายและเป็นตัวซวย แต่คุณหนูหานกลับรับเด็กคนนี้ไปแต่กลับ…..จึงเป็นเหตุให้คนที่อยู่ใกล้พลอยเดือดร้อนไปด้วย ขอฝ่าบาท ฮองเฮาและพระสนมโปรดอภัยด้วยเพคะ”
“เจ้าคือใครกัน”
องค์ฮ่องเต้ทรงตรัสถามขึ้น เซวียอิ่นรีบคำนับตอบในทันที
“หม่อมฉันเซวียอินบุตรีเสนาบดีเซวียเพคะ”
องค์ฮ่องเต้ทรงพยักหน้ารับช้า ๆ ก่อนจะมองไปทางหานลี่กันที่มิได้สนใจเซวียอินแต่กลับเดินไปทางหยางชุน
“ชุนเออร์ เจ็บตรงไหนหรือไม่”
หานลี่กันคุกเข่าลงตรงหน้าหยางชุนก่อนจะดึงผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดคราบสกปรกบนใบหน้าของเด็กชายอย่างเบามือ ใบหน้าที่แม้นจะปูดบวม แต่กลับไร้ซึ่งน้ำตาที่รินไหล เด็กชายตัวน้อยส่ายหน้าไปมาและหลบตาหานลี่กันอย่างรู้สึกผิด
“เจ้าบอกข้าได้หรือไม่ว่าเกิดอะไรขึ้น”
เด็กชายตัวน้อยพยักหน้าช้า ๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาหานลี่กัน
“ข้าทำให้มามี้ต้องเดือดร้อนใช่หรือไม่ขอรับ”
“เรื่องนั้นต้องรอฟังจากที่เจ้าเล่ามาก่อน จึงจะพูดได้ว่าเจ้าทำให้ข้าเดือดร้อนหรือไม่”
“ขอรับ”
เด็กชายตัวน้อยพยักหน้ารับช้า ๆ ก่อนจะมองไปทางองค์ชาย สหายร่วมเรียนขององค์ชาย และขันทีน้อยต้นเรื่องที่ทำให้เขาและองค์ชายต้องมาทะเลาะกันนั่นเอง