บทที่ 7 ลานประลอง
โรงเตี๊ยมหยกหมอกจันทร์ เขตสามัญชน
แสงอรุณอ่อนส่องลอดผ่านบานหน้าต่างไม้แสงแรกแห่งรุ่งเช้าแตะต้องเบา ๆ บนใบหน้าของเด็กหนุ่มผู้หนึ่ง
ใบหน้านั้นสงบนิ่ง รูปงามน่าหลงใหลราวรูปสลักจากหยกขาวชั้นดี
เมื่อแสงอบอุ่นคืบคลานเข้ามาถึงขอบเปลือกตา
โม่เฉิน ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นอย่างช้า ๆดวงตาสีดำลึกล้ำมีประกายเรืองรองที่ยังไม่จางหายจากการบ่มเพาะเมื่อคืน
เขาผุดลุกขึ้นนั่ง บิดร่างกายเบา ๆกล้ามเนื้อแน่นตึงเคลื่อนไหวไปตามแรงเหวี่ยงเหงื่อที่ยังคงเกาะอยู่ตามลำตัวสะท้อนแสงอ่อนเป็ประกายน่าค้นหา
“เช้าวันใหม่...ง่วงชะมัด”
เขาพึมพำออกมาเสียงแ่น้ำเสียงี้เีแต่แฝงความพอใจ
เขาใช้เวลาตลอดคืนในสมาธิเพื่อควบคุมกระแสพลังมารในร่างฝึกเคล็ดวิชาอย่างต่อเนื่องจนใกล้จะทะลวงสู่ขอบเขตรวบรวมปราณอย่างสมบูรณ์
หลังจากเหยียดแขนขาเพียงเล็กน้อยเพื่อปลุกร่างกายให้ตื่นเต็มที่
เขาก็ย้ายร่างไปยังมุมหนึ่งของห้อง ที่มีตุ่มไม้ใหญ่ใบเก่าตั้งไว้สำหรับรองน้ำจากท่อไม้ไผ่
เขาค่อย ๆ ถอดเสื้อคลุมที่ชุ่มเหงื่อออกเผยให้เห็นเรือนกายที่ถูกหล่อหลอมจากการฝึกฝน
แม้จะยังอยู่ในวัยเยาว์แต่มัดกล้ามแน่นตึงนั้นแสดงให้เห็นถึงความทรหดและความตั้งใจที่สั่งสมมา
เมื่อตักน้ำเย็นจากตุ่มขึ้นราดเหนือศีรษะ หยาดน้ำใสไหลรินผ่านลำคอแผ่นอก และแนวกล้ามเนื้อแล้วไหลมาหยุดตรงแผ่นหลัง
ปานรูปปีกโลหิตปรากฏเด่นชัดบนผิวกาย ปรากฎแสงเรืองวูบวาบคล้ายประกายของจิติญญาที่มีชีวิต กำลังตอบสนองต่อพลังที่กำลังเติบโตภายในร่างกายของเขา
เมื่อหยาดน้ำสุดท้ายไหลผ่านเขาก็หยิบผ้าฝ้ายหยาบมาเช็ดร่างกายให้แห้ง
แล้วเขาก็สวมใส่ชุดฝึกยุทธ์สีดำตัดแดงตัวผ้ากระชับรัดกายเน้นสัดส่วนร่างกำยำ ผมยาวถูกรวบมัดเรียบร้อยไว้ด้านหลัง
เผยให้เห็นลำคอและใบหน้าที่แม้จะอ่อนเยาว์แต่กลับเต็มไปด้วยความแน่วแน่และเยือกเย็นในคราเดียว
ก่อนก้าวออกจากห้อง พร้อมเผชิญหน้ากับโลกแห่งความจริงอีกครั้ง
วันนี้ขามีเป้าหมายที่แน่นอน
“เขตฝึกยุทธ์”
โม่เฉินพึมพำเบา ๆก่อนจะสะพายห่อดาบขึ้นหลัง และก้าวออกจากห้องไปอย่างเงียบงัน
⛰️⛰️⛰️
เขตฝึกยุทธ์
พื้นที่ฝึกขนาดใหญ่ทอดยาวออกไปเบื้องหน้าลานฝึกซ้อมจำนวนมากถูกจัดวางอย่างเป็ระเบียบ
บ้างเป็เวทีไม้เรียบสำหรับฝึกกระบวนท่าหมัดและเพลงเท้า
บ้างเป็สนามหินสำหรับทดสอบพลังภายใน
บางลานมีเพียงเสื่อปูไว้สำหรับการนั่งสมาธิบ่มเพาะพลัง
"ปั้ก! ปั้ก!"
เสียงฝ่ามือกระทบไม้
"ฟู่ว!"
เสียงกระบี่เฉือนอากาศ
เสียงลมหายใจแรง ๆที่ถี่ขึ้นตามจังหวะร่ายรำกระบวนท่า รวมถึงเสียงะโของอาจารย์ผู้ควบคุมการฝึก ทั้งหมดประสานกันเป็ดนตรีแห่งยุทธ์ที่ไม่มีวันเงียบงัน
“อย่าใช้แค่แรง!เคลื่อนพลังจากจุดตันเถียนเข้าสู่ฝ่ามือให้เป็หนึ่งเดียว!”
เสียงชายวัยกลางคนะโสั่งศิษย์หนุ่มที่กำลังฝึกท่าฝ่ามือ
อีกมุมหนึ่งชายหนุ่มสองคนในชุดฝึกของสำนักเทียนหงกำลังพูดคุยกันพลางรำกระบี่
“กระบี่เ้ารวดเร็ว แต่ไม่มีน้ำหนัก ลองจินตนาการว่ากระบี่ของเ้าหนักพันจิน!”
“งั้นข้าต้องฝึกเพิ่มเื่จังหวะระหว่างเปลี่ยนท่าด้วยสินะ?”
“ใช่ถ้าเ้าอยากทะลวงขอบเขตรวบรวมปราณขั้นกลางให้เร็วขึ้น ต้องควบคุมกระบี่ให้เป็หนึ่งเดียวกับจิติญญาไม่ใช่แค่มือ!”
ในสนามใกล้ ๆเด็กสาวคนหนึ่งกำลังฝึกวิชาพิษจากพืชสมุนไพรใต้การแนะนำของนักพรตชรา
“อย่าให้พิษกลืนกินลมหายใจเ้า…ต้องควบคุมมันด้วยจิต อย่าให้มันควบคุมเ้าแทน”
เสียงสนทนาเชิงวิชายุทธ์ดังขึ้นเป็ระยะ ๆแสดงให้เห็นว่า ณ ที่แห่งนี้ มิใช่เพียงที่ประลองกำลัง แต่เป็เวทีแห่งการเรียนรู้และเติบโต
.
.
โม่เฉินยืนอยู่เงียบ ๆ ที่ขอบลานฝึกยุทธ์
เขาไม่ได้เพียงแค่ดู แต่กำลัง “ซึมซับ”ทุกกระบวนท่า ทุกคำพูด และทุกจังหวะการหายใจของผู้ฝึกฝนรอบตัว
สายตาของเขาเคลื่อนผ่านไปไปยังลานประลองกลางแจ้ง ที่ตั้งตระหง่านอยู่ด้านในสุด
ดวงตาที่สงบนิ่งแปรเปลี่ยนเป็จริงจังเพียงเสี้ยววินาที
.
.
ณ ใจกลางเขตฝึกยุทธ์
ลานประลองกลางแจ้งขนาดใหญ่ที่ปูด้วยหินหยกผสมแร่พิเศษ
เสาหินสลักลวดลายัและเสือตั้งรายล้อมพริ้วธงสีแดงดำโบกสะบัดเหนือยอดเสาราวกับเรียกร้องให้เหล่าผู้ฝึกยุทธ์ท้าทายขีดจำกัดของตนเอง
ผู้คนหนาแน่นรอบลาน โดยเฉพาะเหล่าผู้ฝึกยุทธ์รุ่นเยาว์ที่เบียดเสียดกันเข้ามา แววตาเปล่งประกายด้วยความตื่นเต้น
เสียงฮือฮาดังสนั่นเมื่อผู้ฝึกยุทธ์จากสำนักตะวันครามกำลังดวลกระบี่กับศิษย์สำนักหมาป่าเงิน
การต่อสู้ที่ทั้งรุนแรงและรวดเร็วกระบวนท่ากระหน่ำใส่กันไม่มีใครยอมใคร
“โห! นั่นเพลงกระบี่สายลมเงามืดใช่ไหม!เ้าเคยเห็นมาก่อนรึเปล่า?”
“เห็นสิ! แต่ไม่เคยเห็นใครใช้ได้ชำนาญขนาดนี้มาก่อน!”
เสียงของเหล่าศิษย์หนุ่มสาวต่างสนทนาวิจารณ์ สลับกับเสียงเชียร์ที่ดังขึ้นเป็ระยะ
“แทงขวา! ดีมาก! เอาอีกที!!”
“ขยับหนีสิ อย่าปล่อยช่องว่าง!!”
.
.
ไม่ห่างจากขอบเวทีนัก ชายหนุ่มวัยฉกรรจ์กลุ่มหนึ่งกำลังยืนล้อมกระดานไม้
บนกระดานนั้นมีชื่อผู้ประลองพร้อมตัวเลขจดไว้ด้วยถ่านไม้
ชายคนหนึ่งถือกระดิ่งทองคำเล็ก ๆเขย่าแล้วะโเสียงดัง
“ใครแทงฝั่งสำนักหมาป่าเงินอัตราต่อรองหนึ่งต่อสอง! ใครอยากรวย เดิมพันเดี๋ยวนี้!”
“ข้าใส่ห้าสิบเหรียญ! สำนักหมาป่าเงินคนนั้นต้องชนะ!”
“ฮ่า ๆ ข้าขอสวนทาง! ข้าชอบสำนักตะวันคราม!”
เสียงเหรียญกระทบกันดังกรุ๊งกริ๊งเสียงเฮฮาปนเร้าใจบรรยากาศรอบลานให้ร้อนแรงยิ่งขึ้น
และในขณะที่ผู้คนกำลังสนุกสนานกับการเชียร์และพนัน
.
.
ที่มุมหนึ่งของลานโม่เฉินยืนเงียบอยู่ใต้ร่มไม้ไผ่ ใบหน้าสงบนิ่ง ไม่ได้พูดอะไรแม้แต่น้อย
เขาจับจ้องการเคลื่อนไหวของผู้ประลองทุกคนอย่างละเอียดไม่ใช่เพื่อความบันเทิง แต่เพื่อ เรียนรู้ และเตรียมตัว
“กระบวนท่าไม่ซับซ้อน แต่จังหวะการตัดสินใจเฉียบคม...หากข้าอยู่บนเวทีเดียวกัน จะโต้กลับเช่นไร?”
เขาครุ่นคิดขณะลมหายใจยังคงเป็จังหวะมั่นคง
มือขวาลูบไปที่ด้ามดาบใหญ่บนหลังโดยไม่รู้ตัวดาบซึ่งยังไม่เคยชักออกในสายตาใครั้แ่เข้ามาถึงเมือง
เสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลัง
“เ้าไม่สนใจที่จะประลองบ้างหรือ?”
โม่เฉินหันกลับช้า ๆ
ศิษย์หนุ่มคนหนึ่งยิ้มกว้างชุดฝึกเปื้อนฝุ่นเล็กน้อยแต่ดวงตากลับเต็มไปด้วยความสนุก
“เ้าดูเหมือนพวกเก็บวิชามานานนะข้าล่ะอยากเห็นเ้าขึ้นเวทีเสียจริง!”
โม่เฉินยิ้มเพียงนิด ก่อนตอบเรียบ ๆ
“บางที...ไม่นานนี้หรอก”
.
.
เสียงระฆังประกาศการสิ้นสุดการประลองดังขึ้นเป็จังหวะ
เคร๊ง... เคร๊ง...
เวทีหินหยกที่เคยสั่นะเืจากพลังของคู่ประลองก่อนหน้าบัดนี้กลับเงียบงัน
เหล่าผู้ชมยังส่งเสียงฮือฮาไม่หยุด ขณะที่ชายร่างใหญ่ในชุดคลุมแขนกุดก้าวขึ้นมาบนเวทีแล้วะโเสียงดัง
“ใคร้าขึ้นประลองคนต่อไป!ไม่จำกัดสำนัก ไม่จำกัดวิชา! แต่ต้องไม่เกินขอบเขตรวบรวมปราณ ระดับกลาง!”
กลุ่มคนรอบเวทีเริ่มซุบซิบอย่างตื่นเต้น ต่างมองซ้ายขวารอผู้ท้าประลองคนใหม่ปรากฎขึ้น
ท่ามกลางความวุ่นวายนั้น
เงาร่างหนึ่งก้าวออกจากเงาไม้ไผ่ที่ริมลานประลอง
“ข้าเอง”
โม่เฉินกล่าวพร้อมเดินออกมาที่ลานประลอง
ผู้คนเริ่มพากันเงียบลงชั่วครู่มองร่างของเขาด้วยความแปลกใจ
“ใครน่ะ? ไม่เห็นคุ้นหน้าเลย...”
“ดูการแต่งตัว คงไม่ใช่พวกตระกูลชั้นสูงหรือศิษย์ของสำนักไหนหรอก...”
“เด็กใหม่เหรอ? หรือจะมาโชว์โง่?”
“ฮ่า ๆดาบนั่นแบกไว้หลอกสาวมากกว่าใช้จริงล่ะมั้ง!”
เสียงเยาะหยันเริ่มดังขึ้นประปรายทว่าโม่เฉินยังคงสงบนิ่ง
ชายร่างใหญ่ในชุดคลุมแขนกุดเหลือบมองเขาแล้วกล่าวถาม
“เ้าชื่ออะไร? มาจากสำนักใด?”
โม่เฉินตอบเรียบ ๆ
“โม่เฉิน...ไม่สังกัดสำนัก”
เสียงฮือฮาดังขึ้นทันทีบางคนถึงกับหัวเราะลั่น
“ไม่มีสำนัก? แล้วจะขึ้นมาทำไมวะฮ่า ๆ!”
“เด็กบ้านนอกนี่นา!”
แต่ก่อนที่เสียงเยาะเย้ยดูิ่จะดังไปมากกว่านี้
เด็กหนุ่มคนหนึ่งในชุดของสำนักเสวียนหลงก้าวขึ้นเวที ใบหน้าแสดงความดูแคลนเต็มเปี่ยม
“เอาเถอะ ข้าจะเป็คู่ต่อสู้ให้เองเ้าจะได้รู้จักเจียมกะลาหัวซะบ้าง”
เขาคือ หลี่ไห่เฉิง ศิษย์รับใช้ของสำนักเสวียนหลงขอบเขตรวบรวมปราณระดับต่ำขั้นปลาย ชื่อเสียงพอประมาณในหมู่รุ่นเยาว์
เสียงพนันเริ่มดังขึ้นอีกครั้ง
“แทงหลี่ไห่เฉิง! หนึ่งต่อสอง!เด็กใหม่ไม่มีทางชนะ!”
“ฮึ! ข้าขอสวน 50 เหรียญเงิน แค่ดูดาบก็รู้ว่ามีของ!”
ขณะที่เสียงข้างเวทีเริ่มเดือด
โม่เฉินยืนอยู่กลางลาน ดูท่าทีสงบนิ่งวางสายตาบนคู่ต่อสู้อย่างเยือกเย็น
“เริ่มได้เลย...”
เสียงเขานุ่มลึกของชายร่างใหญ่แต่กลับดังกังวานชัดเจนไปทั่วทั้งลาน
หลี่ไห่เฉิงยกมุมปากหัวเราะเหยียดก่อนร่ายกระบวนท่าเปิด
ฝ่ามือของเขาแผ่ไอพลังลมปราณสีครามออกมาพื้นเวทีใต้ฝ่าเท้าแตกร้าวเล็กน้อย
“ระวังให้ดีล่ะ...เดี๋ยวเ้าจะไม่มีโอกาสลุกขึ้นมาอีก!”