ข้าจะเป็นเศรษฐีแห่งราชวงศ์หมิง

    บทที่ 47 เข้าพบท่านผู้เฒ่า

            บทที่ 47

            เข้าพบท่านผู้เฒ่า

            สายลมเย็นๆพัดผ่านเข้ามาทางหน้าต่างห้องโถงขนาดใหญ่ทีคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นของชาชั้นดีร่างของผู้เฒ่าผู้นึงที่มีอายุราวประมาณหกสิบถึงเจ็ดสิบปีนั่งอยู่บนเก้าอี้ตำแหน่งประธานภายในห้องโถงแห่งนี้

            ชายชราผู้นี้สวมใส่ชุดน้ำเงินเข้มนั่งอยู่บนเก้าอี้มองดูภายนอกเป็นชายชราร่างกายผอมสูง บนใบหน้าเต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่นผมด้านบนหัวสีขาวโพลน 

            บนใบหน้าเต็มไปด้วยความสงบนิ่งแววตาคู่นั้นสามารถคาดเดาได้ยากเย็นถึงความคิดที่อยู่ภายในใจ

            ชายชราผู้นี้ยื่นมือของตนเองออกมายกถ้วยน้ำชาขึ้นดื่มอย่างช้าช้า 

             คนผู้นี้คือผู้อาวุโสอี้ หรือผู้คนภายในเมืองเรียกว่าผู้เฒ่าอี้ เขาเป็นหนึ่งในเศรษฐีของเมืองแห่งนี้

            นั่งอยู่ภายในห้องโถงของตนเองด้วยท่าทางที่สบายเหม่อมองท้องฟ้าบริเวณหน้าต่างด้านนอกพลางคิดอะไรไปพลาง 

            ขณะที่ผู้อาวุโสเฒ่าผู้นี้กำลังนั่งคิดบางอย่างกับตัวเองอยู่นั้น

            เสียงฝีเท้าหนึ่งดังขึ้นมาจากด้านข้างเสียงกระทบที่ดังก้องขึ้นมาท่ามกลางความเงียบงัน

            ดึงดูดสายตาของผู้อาวุโสเฒ่าให้หันไปมองอย่างรวดเร็วดวงตาของผู้อาวุโสหันไปมองอย่างรวดเร็วมองเห็นร่างของบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งปรากฏกายขึ้นบริเวณหน้าต่าง

            แม้จะเห็นบุรุษหนุ่มที่ตนเองไม่คุ้นหน้าและเป็นผู้บุกรุกบุกเข้ามาแต่ว่าผู้อาวุโสเฒ่าผู้นี้ก็ยังคงแสดงท่าทางที่สงบนิ่ง

            เขามีท่าทางที่สงบนิ่งจนน่าประหลาด

            จางหยวนปรากฏกายเข้ามาโดยใช่แหวนพรางกายที่เป็นหนึ่งในสิ่งของที่ถูกวางอยู่ภายในร้านค้าเขี่ยติยศที่เขาเพิ่งได้รับมา

            แหวนสีดำภายในมือมีคุณสมบัติพิเศษสามารถพรางร่างกายของผู้ที่สวมใส่ได้ผู้ที่สวมใส่มันอยู่สามารถกลมกลืนกับสิ่งที่อยู่รอบร่างกายทำให้ผู้คนนั้นมองไม่เห็น

            นี่ถือว่าเป็นของวิเศษที่มีประโยชน์เป็นอย่างมาก

            เพราะว่าเจ้าแหวนวงนี้มันเลยทำให้จางหยวนสามารถเข้ามาภายในจวนที่มีการคุ้มกันแน่นหนาเช่นนี้ได้

            แต่เมื่อปรากฏกายออกมามองเห็นผู้เฒ่าอี้ที่อยู่ด้านหน้าภายในใจของจางหยวนก็เต็มไปด้วยคำถาม “ ชายชราเฒ่านี้มีบางอย่างแปลกๆ ”

            “ บุคลิกท่าทางภายนอกเต็มไปด้วยความสงบนิ่งขนาดรู้ว่าตัวของเราบุกเข้ามาภายในสถานที่แห่งนี้ยังไม่ได้แสดงท่าทางอะไรเลย”

            จางหยวนตอนนี้ไม่สามารถคาดเดาความคิดหรือว่าสิ่งที่ผู้ที่อยู่บริเวณด้านหน้าจะกระทำได้หรือแม้แต่น้อย

            เขาเต็มไปด้วยคำถามภายในใจถึงการกระทำของผู้ที่อยู่บริเวณด้านหน้าของตนเอง 

            ผู้เฒ่าอี้หายใจเฮือกใหญ่ออกมาลมหายใจอันผ่อนคลายถูกปล่อยออกมาจากปากและจมูกพร้อมกันก่อนที่จะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เชื่องช้า “ ผู้เยี่ยมเยือนยามกลางวันไม่ทราบว่าเข้ามาภายในสถานที่แห่งนี้ได้อย่างไร”

            จางหยวนหลังจากที่ได้ยินผู้เฒ่าที่อยู่ด้านหน้าเอ่ยชวนสนทนาขึ้นมาเขาก้มศีรษะของตนเองลงไปเล็กน้อยมือทั้งสองข้างประสานกันกล่าวกับผู้อาวุโสที่อยู่ด้านหน้าออกไปแนะนำตัวตามมารยาท “ เรียนผู้อาวุโสข้าน้อยมีนามว่าจางหยวน ”

            “ ขออภัยท่านด้วยที่ลอบเข้ามาภายในสถานที่แห่งนี้โดยที่ไม่ได้รับอนุญาต”

            ผู้เฒ่าอี้ที่กำลังนั่งอยู่ตอบกลับมาอย่างรวดเร็ว “ เวรยามคุ้มกันแน่นหนาไม่มีผู้คนหลุดเข้ามาภายในสถานที่แห่งนี้นานปี ” 

            “ ในเมื่อเจ้าสามารถรอดพ้นสายตาของผู้คนคุ้มกันเหล่านั้นได้เข้ามาพบค้าภายในสถานที่แห่งนี้ข้าวก็ไม่ว่าอะไร ”

            หลังจากที่ได้ยินคำพูดของผู้เฒ่าที่อยู่ด้านหน้ายิ่งทำให้ภายในใจเต็มไปด้วยความสงสัยมากขึ้น

            จางหยวนเป็นครั้งแรกที่เขาพบเจอผู้คนที่ไม่สามารถอ่านทางออก

            จางหยวนค่อยๆใช้มือของตนเองล้วงเข้าไปภายในเสื้อเขาใช้โอกาสนั้นเปิดกระเป๋ามิติแล้วก็หยิบแหวนหยั่งรู้จิตใจออกมา

            จางหยวนได้นำของวิเศษออกมาจากภายในกระเป๋ามิติของตนเอง

            เมื่อได้นำมันออกมาแล้วเขาได้ค่อยๆยกมันขึ้นมาและก็สวมใส่เข้าไปนี่ถือว่าเป็นครั้งแรกที่จะลองใช้ความสามารถของมันอย่างจริงจัง

            หลังจากที่ลองสวมใส่เข้าไปแล้วพบเห็นออร่าที่ปลดปล่อยออกมาจากรอบร่างกายของผู้เฒ่าอี้

            มันเป็นออร่าสีขาวบ่งบอกถึงความว่างเปล่า

            คนผู้นี้ไม่ได้โกรธไม่ได้เกลียดแล้วก็ไม่ได้แสดงความรู้สึกอะไรออกมาเลยภายในใจของเขาทั้งสงบนิ่งเรียบเฉย

            ผู้เฒ่าอี้เอ่ยขึ้นมา “ แล้วไม่ทราบว่าบุรุษหนุ่มเช่นเจ้าเหตุใดถึงรอบเข้ามาภายในจวนของข้า”

            จางหยวนก้มศีรษะของตนเองลงเล็กน้อยกล่าวจุดประสงค์ของตนเองอย่างไม่ปกปิด “ เรียนท่านผู้เฒ่าข้าเดินทางเข้ามาภายในนี้เพื่อต้องการจะสนทนาพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องซื้อขายที่ดินทางทิศเหนือของเมือง”

            ผู้เฒ่าอี้หันใบหน้าของตนเองมามองที่จางหยวน

            “ บุรุษหนุ่มซื่อตรงดี ” อีกฝ่ายเอ่ยชื่นชม

            “ ในเมื่อเขามาถึงสถานที่แห่งนี้แล้วมานั่งในที่นั่งตำแหน่งแขกหน่อยเป็นอย่างไรที่นั่งนี้ไม่ได้มีคนมานั่งหลายปีแล้ว ” อีกฝ่ายทำการชักชวน

            จางหยวนสูดหายใจเข้าไปภายในปอดพยายามเตรียมใจก่อนที่จะค่อยๆเดินเข้าไปตามคำชักชวน

            ตาเฒ่าอี้หันมองบุรุษหนุ่มที่กำลังเดินเข้ามาสังเกตุเห็นท่าทางที่ไม่สง่างามขาข้างนึงใช้การไม่ได้ จึงถามขึ้น “ ขาของเจ้าเป็นอันใด?”

            จางหยวนยิ้มแล้วตอบ “ พิการขอรับข้าของข้าน้อยพิการเพราะว่าเมื่อก่อนข้าเป็นทาสโดนผู้เป็นนายซ้อมจนปางตายอยู่หลายครั้งนี่เป็นอีกหนึ่งบาดแผลที่ได้รับมา”

            “ เป็นทาสสินะ..” 

            จางหยวนเดินไปหยุดลงบริเวณตำแหน่งที่นั่งกล่าวถามกับผู้อาวุโสที่อยู่ด้านหน้าด้วยท่าทางนอบน้อม “ ในเมื่อรู้แล้วว่าข้าเป็นทาสจะให้ผู้น้อยนั่งตรงนี้ดีหรือขอรับ”

            “ นั่งลงไป ที่นั่งภายในจวนของข้าไม่แบ่งแยกผู้คนไม่แบ่งแยกฐานะ ”

            ได้ยินแบบนั้นจางหยวนพยักหน้าก่อนที่จะนั่งลงอย่างช้าช้า 

            บรรยากาศบริเวณรอบๆมันเต็มไปด้วยความว่างเปล่าเพราะอีกฝ่ายไม่แสดงความรู้สึกอะไรออกมาเนี่ยแหล่ะมันเลยกลายเป็นสิ่งที่คาดเดาได้ยากและทำให้บรรยากาศบริเวณรอบๆตึงเครียดไปโดยปริยาย

            “ เจ้าเดินทางมาเพื่อสนทนาซื้อขายที่ดินทางทิศเหนือของเมือง ”

            “ ตรงบริเวณนั้นมีที่ดินอยู่ยี่สิบห้าหมู่ที่เป็นของข้าเจ้าจะมาซื้อขายมันใช่หรือไม่ ”

            จางหยวนได้ยินอีกฝ่ายพูดออกมาเช่นนั้นรู้สึกชื่นชมภายในใจผู้เฒ่าผู้นี้คงจะมีอายุไม่ต่ำกว่าเจ็ดสิบปีแต่ว่ากลับยังจดจำทุกอย่างได้แม่นยำ 

            “ ใช่ขอรับตัวของข้ามาติดต่อเพื่อซื้อที่ดินบริเวณนั้น ”

            “ เจ้าบอกว่าเจ้าทาสเจ้ารู้หรือไม่ว่าที่ดินบริเวณนั้นถ้าจะขายกันต้องขายในราคามากกว่าหนึ่งพันตำลึง”

            “ รู้ขอรับ!! ”

            “ ตัวของข้ามีทรัพย์สมบัติมากมายเงินเองก็มีมากมายก็ไม่รู้ว่าจะขายที่ดินตรงบริเวณนั้นไปด้วยเหตุอันใดถ้าเจ้าอยากให้ข้าขายให้เจ้าถ้าเช่นนั้นลองบอกเหตุผลและสิ่งที่คาดจะได้รับมาสิสิ่งที่แตกต่างจากเงินทอง ” ผู้เฒ่าอี้กล่าวออกมา

            ตัวของมันมีเงินทองมากมายที่ดินเองก็มีมากมายทรัพย์สมบัติทั้งหมดในตอนนี้เรียกได้ว่ามีมากจนแม้แต่จะกินไปจนวันตายก็ไม่สามารถใช้หมด

            เพราะแบบนั้นถ้าขายที่ดินบริเวณนั้นและได้เงินกลับมามันจะมีประโยชน์อันใดตัวของมันเองก็มีเงินทองมากมายอยู่แล้วจะอยากได้เงินทองเหล่านั้นไปทำอะไรอีก

            สิ่งที่อีกฝ่ายพูดออกมามันไม่ได้แตกต่างกับการให้โจทย์ปัญหาขนาดใหญ่กับจางหยวน 

            จางหยวนตอบกลับไป “ ถ้าเช่นนั้นผู้อาวุโสเชิญกล่าวมาได้หรือไม่ขอรับว่าท่านอยากได้อะไร”

            “ ชีวิตนี้ข้าอยากเห็นดินแดนเซียนสักครั้งถ้าเจ้าทำให้ข้าเห็นดินแดนเซียนได้ตัวของข้าจะยอมขายที่ดินให้กับเจ้า ” ผู้อาวุโสเฒ่าเอ่ยจุดประสงค์ของตนเองออกมา

            จางหยวนที่กำลังนั่งอยู่ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเมื่อได้ยินความประสงค์ของอีกฝ่าย

            จบบท  

    คล้ายกับเรื่องข้าจะเป็นเศรษฐีแห่งราชวงศ์หมิง ที่คุณอ่าน