หลังจากที่เมลดี้รู้สึกเคลิบเคลิ้มกับฝีปากของศิษย์หลักคนแรกของเธอแล้วเธอก็พาเมอร์ลินกลับไปยังตึกใหญ่อีกตึกหนึ่งของโรงเรียนเวทย์อารากอน
ทั้งสองนั้นเดินอย่างไม่รีบเร่งภายใต้สิ่งก่อสร้างภายในโรงเรียนล้วนถูกสร้างด้วยความวิจิตรและตระกาลตา
เมอร์ลินมองและเก็บเกี่ยววัฒนธรรมของคนในดินแดนนี้เอาไว้แม้ว่าเขาไม่ได้ตั้งใจที่จะจำมันแต่เพียงการกวาดตามองของดวงตาเลเมเกทันนั้นมันทำให้เขาสามารถจดจำได้ทุกสิ่งที่ได้เห็นไม่ว่ามันจะเป็นการมองที่มีประโยชน์หรือไม่ก็ตาม สิ่งต่างๆเหล่านี้ล้วนถูกบันทึกไว้ทั้งสิ้น
ไม่นานพวกเขาทั้งสองก็ขึ้นไปยังชั้นสี่ของตึกใหญ่ตลอดทั้งสองทางเดินนั้นประกอบไปด้วยรูปปั้นของนักเรียนผู้สร้างชื่อเสียงของโรงเรียนพร้อมทั้งประวัติที่ถูกบันทึกมากมายเกี่ยวกับบุคคลเหล่านั้น
เมื่อเดินไปจนถึงสุดทางเดินทั้งสองก็พบกับประตูบานใหญ่ที่ถูกปิดไว้อย่างหนาแน่นประตูบานนี้มีความใหญ่โตเป็นอย่างมากขนาดของมันสามารถให้คนสิบกว่าคนเรียงหน้ากระดานเดินเข้าไปพร้อมกันได้
ประตูบานนี้ทำมาจากไม้ขนาดใหญ่ทั้งชิ้นมันไม่สามารถจินตนาการได้เลยว่าหากต้นไม้ต้นนี้ยังมีชีวิตมันจะมีขนาดใหญ่ขนาดไหนและภายในบานประตูนั้นถูกสลักด้วยลวดลายของอักขระเวทย์นับไม่ถ้วน
เมลดี้ยื่นมือของเธอออกไปสัมผัสกับบานประตูพลันกำไลของเธอนั้นก็เรืองแสงออกมา
ลวดลายของอักขระที่ปรากฏอยู่บนกำไลทำปฏิกิริยากับบานประตูทันใดนั้นเองฝ่ามือของเธอก็ปรากฏวงเวทย์ที่สอดคล้องกับประตูบานประตูนั้นถูกเมลดี้ถอดสลัก กลไกของประตูเริ่มหมุนวนทีละส่วนเป็นวงจรจนในที่สุดประตูบานนี้ก็ถูกเปิดออก
นี่อาจจะเรียกได้ว่ากำไลที่เมลดี้สวมใส่นั้นคือคีย์มาสเตอร์ของโรงเรียนแห่งนี้เธอนั้นสามารถเปิดประตูบานใดก็ได้ตามที่เธอต้องการแม้ว่าประตูบานนั้นจะเป็นห้องของผู้อำนวยการโรงเรียนก็ตาม
เมอร์ลินก้าวผ่านประตูเมื่อข้ามผ่านมายังข้างในห้อง เขาก็ได้พบกับอีกสถานที่หนึ่งซึ่งดูไม่เหมือนห้องที่อยู่ภายในของตัวตึก
มันเป็นทุ่งหญ้าอันกว้างใหญ่ที่เต็มไปด้วยกลิ่นไอเวทย์อันเบาบางเมื่อเดินเข้าไปในส่วนลึกเขาก็พบกับแท่นผลึกประหลาดที่โปร่งใส่มันมีความสูงนับสิบเมตรตั้งตระหง่านอยู่กลางทุ่งกว้าง
เมลดี้พาเมอร์ลินไปที่ยังผลึกก้อนนั้น
"เอาล่ะนี่คือผลึกที่ใช้ทดสอบพลังเวทย์ของเจ้า" เมลดี้ผายมือไปยังแท่นผลึกโปร่งใส
เมอร์ลินมองเมอร์ลินและเอ่ย"รวบรวมเวทย์ไว้ที่มือแล้วแตะมันลงไปที่ผลึกก้อนนี้"
"รับทราบอาจารย์" เมอร์ลินปฏิบัติตามคำพูดของเมลดี้โดยดี
เมื่อมือของเขาสัมผัสกับผลึกโปร่งใสครานั้นเองพลังเวทย์ที่ถูกรวบรวมไว้ที่มือก็ถูกผลึกโปร่งใส่ดูดเข้าภายในผลึกโปร่งใสก้อนนั้นเหมือนกับแอ่งน้ำ เมื่อพลังเวทย์เข้าสู่ตัวผลึกภายในของมันก็เกิดการเปลี่ยนแปลง
ด้วยความใสกระจ่างของมันเมื่อพลังเวทย์ถูกดูดผ่านเข้าไปนั่นจึงทำให้เมอร์ลินเห็นภายในของมันได้อย่างชัดเจน
พลังเวทย์ของเมอร์ลินนั้นก่อตัวและเริ่มหมุนเกลียวมันเริ่มกระจายเหมือนดั่งสีที่หยดลงไปในพื้นน้ำ ผลึกอันโปร่งใส่ค่อยๆเปลี่ยนเป็นสีแดง พลังเวทย์อันเจือจางทำให้ผลึกเกิดการเปลี่ยนแปลง
ทันใดนั้นภายในผลึกก็บังเกิดวงเวทย์สีแดง5 วงที่ชัดเจน ลักษณะของวงเวทย์นั้นเปล่งอำนาจอันแรงกล้าออกมา
"นี่เจ้า ... " เมลดี้มองเมอร์ลินด้วยใบหน้าที่ตื่นตกใจ
วงเวทย์สีแดงที่ทรงพลังทั้ง5 นั้นหมายถึงการอยู่ในระดับสูงสุดของขั้นผู้ใช้เวทย์
เด็กคนนี้นั้นอยู่ในครึ่งก้าวของขั้นนักเวทย์แล้ว
มันเป็นสิ่งที่น่าเหลือเชื่อที่เด็กคนหนึ่งที่ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเวทมนต์เลยจะมาถึงครึ่งก้าวของนักเวทย์ได้
เด็กคนนี้เป็นที่ชื่นชอบของปีศาจหรือเป็นลูกรักของเหล่าทวยเทพหรืออย่างไร
เมลดี้ไม่มีความแคลงใจในจดหมายแนะนำของเอริกอีกต่อไป
การที่อัสลานได้ประเมินเด็กคนนี้ให้อยู่ในชั้นปีที่3 นั่นถือว่าเหมาะสมแล้ว
เมลดี้หันกลับมาสนใจเมอร์ลินอีกครั้งหนึ่ง
"จงจำความรู้สึกนี้ไว้ให้ดีวงเวทย์ที่ปรากฏอยู่ในผลึกก้อนนี้มันจะปรากฏและตรึงอยู่ในจิตใจเจ้าเหล่าผู้ใช้เวทย์นั้นสามารถตรวจสอบระดับได้โดยวงเวทย์ที่ปรากฏอยู่วงเวทย์สีแดงนั้นหมายถึงระดับของผู้ใช้เวทย์หากเจ้าสามารถข้ามผ่านจุดคอขวดนี้ไปได้ วงเวทย์ทั้งห้านั้นจะหลวมรวมกันเป็นวงเวทย์สีเทาซึ่งเป็นวงเวทย์แสดงฐานะของนักเวทย์"
เมลดี้กล่าวด้วยสีหน้าที่นิ่งเฉยและเอ่ยต่อ
"พอแค่นั้นเก็บมือของเจ้าได้"
เมื่อได้ยินคำสั่งจากเมลดี้เมอร์ลินจึงถอนมือออกมาอย่างไม่รีบร้อน ทันทีที่เขาถอนมือออกมาผลึกที่แสดงถึงพลังเวทย์ของเมอร์ลินก็พลันกลับมาเป็นดังเดิม
มันได้กลับมาเป็นผลึกที่โปร่งใสอีกครั้ง
จากเหตุการณ์เมื่อครู่เมอร์ลินนั้นสามารถคาดเดาได้ว่าวงเวทย์สีแดงทั้ง 5 นั้นหมายถึงระดับขั้นของพลังเวทย์ในตัวเขา
การบ่มเพาะพลังของปราณเซียนและพลังเวทย์นั้นไม่ต่างกันมากนักผู้บ่มเพาะทุกคนสามารถสั่งสมพลังจนมาถึงจุดหนึ่งที่กลายมาเป็นคอขวดของการบ่มเพาะ
"ก่อนหน้านี้เจ้ารู้หรือไม่ว่าพลังของเจ้าในตอนนี้อยู่ในขีดจำกัดสูงสุดของระดับขั้นผู้ใช้เวทย์แล้ว"เมลดี้เอ่ยถามเมอร์ลิน
"ข้าทราบ และนั่นคือเหตุผลที่ข้ามาที่นี่"เมอร์ลินเอ่ยตอบด้วยใบหน้าเรียบเฉย
"ในตอนแรกข้านั้นยังมีความกังขาในคำสั่งของอาจารย์อยู่มากการบรรจุเจ้าให้เข้าเรียนในชั้นปีที่ 3เป็นสิ่งที่บ้ามาก แต่ตอนนี้ข้าได้ทราบแล้วว่าทำไมอาจารย์ถึงตัดสินใจเช่นนั้นพลังของเจ้าในตอนนี้เหมาะสมแล้วที่จะอยู่ในชั้นปีที่ 3" เมลดี้สะบัดแขนทั้งสองแล้วไพล่มือไว้ด้านหลังอย่างสง่างามแม้เธอจะเป็นหญิงสาวในวัยใกล้เลข 4แต่ตัวตนและรูปร่างของเธอนั้นงดงามและสมสง่าอ่อนกว่าวัย
ดวงตาอันสวยงามนั้นปลายตามองไปที่เด็กน้อย
"นักเรียนชั้นปีที่ 3 ส่วนใหญ่จะมีอายุช่วง 15ปีขึ้นไป มันขึ้นอยู่กับความสามารถของนักเรียนแต่ละคนแต่ก็ไม่เคยมีใครที่มีอายุต่ำกว่านี้ อายุของเจ้านั้น ..."
เมลดี้หยุดพักหนึ่งแล้วมีท่าทีครุ่นคิด
"น่าจะซัก10 ปีใช่หรือไม่?" เมลพูดไปตามสิ่งที่เธอเห็นเด็กคนนี้สูงเกิน 1 เมตรขึ้นมาหน่อยๆ เขาน่าจะมีอายุประมาณนี้
เมอร์ลินส่ายศีรษะแล้วพูดว่า
"ผิดแล้วท่านอาจารย์ตอนนี้ข้าอายุ 12 ปีแล้ว"
"นั่นแหละ จะ 10 ปี หรือ 12 ปีนั้นไม่สำคัญเพียงเจ้ามีความสามารถไม่ว่าเจ้าจะมีอายุเท่าไหร่มันจึงไม่ใช่เรื่องสำคัญและยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่ข้าต้องการถามเจ้า"
"เชิญอาจารย์กล่าวมาได้เลย"
"ด้วยความสามารถของเจ้าเจ้านั้นมีสิทธิ์ที่จะไปทดสอบผ้าคลุมเวทย์ได้แล้วเจ้าต้องการเข้าทดสอบในครั้งหน้าเลยหรือไม่ในฐานะลูกศิษย์ของข้าเรื่องนี้ข้าสามารถจัดการให้เจ้าได้"
เมอร์ลินยิ้มและเอ่ย
"ขอบคุณอาจารย์เรื่องของผ้าคลุมเวทย์นั้นข้าได้มันมาแล้ว"กล่าวจบเมอร์ลินก็เอ่ยเรียกสิ่งที่เขาต้องการออกมา
"จงปรากฏผ้าคลุมเวทย์"
ทันใดนั้นเองผ้าคลุมเวทย์สีแดงก็ปรากฏคลุมร่างของเด็กน้อยภาพลักษณ์ของเมอร์ลินในตอนนี้นั้นเหมือนผู้ใช้เวทมนต์ผู้สูงศักดิ์ผู้หนึ่ง
ผ้าคลุมเวทย์ผืนนี้ถูกควบคุมโดยเมอร์ลินแถบอักขระสีฟ้าที่บ่งบอกฐานะของผู้ใช้อักขระนั้นไม่ปรากฏออกมานั่นเพราะเป็นความต้องการของเขาเขาสามารถควบคุมทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับผ้าคลุมเวทย์นี้ได้และหากเขามีความเชียวชาญมากกว่านี้ผ้าคลุมเวทย์ผืนนี้จะกลายเป็นอาวุธที่ทรงอำนาจชิ้นหนึ่งได้
เมลดี้จ้องผ้าคลุมเวทย์สีแดงนั้นอย่างอ้าปากค้าง
"เจ้าได้มันมาแล้ว"ใบหน้าของเมลดี้นั้นเต็มไปด้วยความไม่น่าเชื่อ
"เจ้าได้มันมาทั้งๆที่เจ้าไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเวทมนต์เลยเนี้ยนะ"
"ถูกต้องแล้ว" เมอร์ลินเอ่ยตอบด้วยยิ้มที่อ่อนโยน
เมลดี้เริ่มที่จะรู้สึกเกลียดความหน้าตายของลูกศิษย์คนนี้มากขึ้นความหน้าตายนั้นคล้ายกับกำลังยั่วยุประสาทของเธอ เด็กคนนี้เต็มไปด้วยพรสวรรค์และโชคที่ยิ่งใหญ่จนเธอไม่รู้จะอิจฉาอย่างไหนก่อนดี
"ผ้าคลุมเวทย์ของเจ้าถูกนำมาจากชั้นไหนของหอคอยมหาเวทย์"
เมอร์ลินยังคงรักษาท่าทีของเขาได้อย่างมั่นคงเขาเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงที่เรียบเฉย
"ผ้าคลุมผืนนี้ถูกสร้างมาจากหินตราเวทย์ชั้นที่ 20"
เมอร์ลินโป้ปดออกไปคำใหญ่การไม่พูดความจริงในเรื่องนี้ย่อมเป็นเรื่องที่ดีเพราะยังไงเสียพวกเขาก็ไม่สามารถตรวจสอบระดับของมันได้แน่นอนเขาไม่มีวันบอกความจริงเกี่ยวกับชั้นที่ 35 อย่างแน่นอน
ในประวัติศาสตร์นั้นมีคนไปถึงแค่ชั้นที่25 เท่านั้น เพื่อป้องกันความวุ่นวายที่จะเกิดขึ้นในอนาคตเขาจึงต้องกล่าวคำโกหกออกไป
"ชั้น 20" เมลดี้มองเมอร์ลินด้วยสีหน้าตกตะลึงสีหน้าของเธอนั้นเต็มไปด้วยความว่างเปล่าภายในวันนี้เธอนั้นตกตะลึงไปกับเด็กน้อยคนนี้ไปไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งแล้ว
แม้ว่าเมอร์ลินจะโกหกออกไปแต่หินตราเวทย์ชั้นที่ 20 นั่นก็ยังเป็นคำโกหกที่มากเกินไปอยู่ดี
เมลดี้นั้นอดที่ร้องออกมาไม่ได้เธอไม่คิดว่าลูกศิษย์ของเธอจะมีพรสวรรค์ถึงเพียงนี้เพราะแม้แต่เธอก็ยังไปได้แค่ชั้นที่18 เท่านั้น แรงกดดันเวทย์ในหอคอยมหาเวทย์นั้นมีมากเกินไปจนเธอต้องยอมแพ้
"ก่อนหน้านี้เจ้าบอกว่าเจ้าไม่รู้เรื่องของธาตุ เอาล่ะข้าจะอธิบายเรื่องพื้นฐานในเรื่องนี้ให้เจ้าฟังมนุษย์เรานั้นจะมีธาตุประจำตัวของแต่ละคน โดยทั่วไปแล้วคนคนหนึ่งจะมีเพียง 1 ธาตุเท่านั้นโดยที่แต่ละธาตุนั้นจะแบ่งออกเป็นธาตุดิน, ธาตุน้ำ, ธาตุลม, ธาตุไฟ, ธาตุแสงและธาตุมืด"
"ตามปกติแล้วมนุษย์เราจะสามารถใช้เวทมนต์ได้ทุกธาตุ เพียงแต่ว่าหากเราใช้ธาตุที่ไม่ใช่ธาตุประจำตัวของเราพลังเวทย์ที่เราใช้ออกมานั้นจะอ่อนแอเป็นอย่างมากดังนั้นแล้วผู้ใช้เวทมนต์ส่วนใหญ่จะฝึกพลังเวทย์ตามธาตุประจำตัวของตน"
"นอกจะเวทย์ทั้งหกธาตุแล้ว เราสามารถใช้พลังแบบไร้ธาตุได้นั่นคือการโจมตีโดยใช้พลังเวทย์ของตัวเองโดยตรงเหมือนอย่างที่เจ้ารวบรวมพลังเวทย์ไว้ที่มือเมื่อครู่ หากเราใช้พลังเวทย์เสริมความสามารถของร่างกายการโจมตีธรรมดาของเรามันก็จะไม่ใช่การโจมตีที่ธรรมดาอีกต่อไป"
"ถ้าหากเราทำการเสริมพลังธาตุประจำตัวของเราเข้าไปนั่นก็จะทำให้การโจมตีของเรารุนแรงยิ่งยิ่งกว่าเดิมหลายเท่าดังนั้นแล้วการฝึกพลังเวทย์จึงมักจะฝึกตามความสามารถของธาตุประจำตัวของตนเอง"
"นอกจากนี้แล้วยังมีมนุษย์ที่้มีความแตกต่างจากคนธรรมดาทั่วไปอยู่ด้วย นั่นคือผู้ที่มีขีดจำกัดสายเลือดหรือพวกทวิธาตุ"
"ผู้ที่มีขีดจำกัดสายเลือดนั้น คือผู้ที่มีพลังต่างจากคนทั่วไปโดยที่พลังธาตุของพวกเขาในแต่ละคนนั้น จะมีความเข้มข้นมากกว่าคนธรรมดาหลายเท่าด้วยความเข้มข้นของธาตุนั้นจึงทำให้คนคนนี้มีความสามารถพิเศษที่ได้รับจากธาตุนั้นๆขึ้นมา กล่าวคือผู้ที่มีขีดจำกัดสายเลือดนั้นคือผู้ที่มีพลังธาตุอันเข้มข้นนั่นเอง”
"ผู้ที่มีพลังธาตุอันเข้มข้นนั้นส่วนมากจะสืบทอดกันทางสายเลือดเราจึงเรียกคนเหล่านี้ว่าผู้มีขีดจำกัดทางสายเลือด"
ในระหว่างที่เมลดี้พูดเธอก็เหลือบตามองเมอร์ลินเล็กน้อยเมื่อเธอเห็นว่าลูกศิษย์ของเธอนั้นตั้งใจฟังในสิ่งที่เธออธิบายอย่างใจจดใจจ่อเธอจึงรู้สึกพึงพอใจเป็นอย่างมาก
เมลดี้พยักหน้าเล็กน้อยและเอ่ยต่อ
"ส่วนผู้ที่มีทวิธาตุนั้น แน่นอนว่าพวกเขานั้นแตกต่างจากคนทั่วไป การที่มี 2ธาตุนั้นทำให้พวกเขาสามารถฝึกพลังเวทย์ที่รุนแรงได้พร้อมกันทั้งสองสาย แต่หากคนผู้นั้นเป็นคนที่มีความสามารถเต็มไปด้วยพรสวรรค์เขานั้นจะสามารถหลอมรวมพลังทั้ง 2 ธาตุเข้าด้วยกันจนเกิดเป็นธาตุใหม่ขึ้นมาได้พลังธาตุใหม่ที่อยู่นอกเหนือจาก 6 ธาตุนั้นจะเป็นธาตุที่น่าหวาดกลัวเป็นอย่างมาก"
"ไม่ว่าจะเป็นผู้มีขีดจำกัดทางสายเลือดหรือผู้ที่มีทวิธาตุก็ล้วนร้ายกาจด้วยกันทั้งสิ้น"
เมอร์ลินฟังเมลดี้อย่างตั้งใจสิ่งที่เมลดี้พูดมานั่นคือความรู้ใหม่สำหรับเขาทั้งนี้เขาเองก็เคยต่อสู้กับคนที่เป็นผู้มีขีดจำกัดทางสายเลือดมาแล้ว พลังเปลวเพลิงสีฟ้าของมิลาสนั้นมีความร้ายกาจเป็นอย่างมากแม้ว่าเขาจะเป็นเพียงผู้ใช้เวทย์แต่ทุกๆการโจมตีของเขานั้นเต็มไปด้วยพลังอันน่าหวาดกลัวของผู้คน
หากนำพลังเปลวเพลิงสีฟ้าของมิลาสมาอ้างอิงทฤษฏีของเมลดี้แล้วนั่นก็หมายความว่ามิลาสนั้นมีพลังธาตุไฟอันเข้มข้นที่ได้รับสืบทอดมาจากสายเลือดของเขาพลังเวทย์ของเขาจึงเป็นที่หวาดหวั่นสำหรับคนทั่วไปเป็นอย่างมาก
เมอร์ลินตกอยู่ในห้วงความคิดของตนเองจนกระทั่งเสียงของเมลดี้ดังขึ้น
"ที่ข้าพูดมาทั้งหมดเจ้าเข้าใจหรือไม่" เมลดี้เอ่ยถามเมอร์ลิน
เมอร์ลินพยักหน้าและยิ้ม
"ขอบคุณท่านอาจารย์ข้านั้นเข้าใจทุกประโยคที่ท่านสั่งสอนข้าคิดอยู่แล้วว่านอกจากท่านจะมีใบหน้าที่งดงามราวกับเทพธิดาแล้วท่านยังมีความรู้ที่กว้างขวางและมีจิตเมตตาสั่งสอนศิษย์อย่างข้าให้หลุดพ้นจากความโง่งมอีกด้วย"
เมลดี้ได้ฟังดังนั้นเธอจึงรีบหันให้เมอร์ลินทันทีเธอกำลังเม้มปากอย่างแรง ดวงตาค่อยๆ หลี่ลง ลำตัวของเธอค่อยๆ สั่นโยน เธอกำลังปลื้มปริ่มและยินดีเป็นอย่างมาก แววตาของเธอนั้นเต็มไปด้วยรอยยิ้ม
คำหวานที่ถูกเมอร์ลินเอ่ยออกมานั้นทำให้เมลดี้พึงพอใจเป็นอย่างมากเธอนั้นกลั้นยิ้มจนแทบจะทนไม่ไหว
“แต่เดี๋ยวก่อน... ข้าจะมัวมาดีใจแบบนี้ไม่ได้ตอนนี้ข้ากำลังสวมบทบาทอาจารย์ที่น่าเชื่อถือ ข้าต้องหยุดความดีใจนี้ไว้”เมลดี้สั่งตัวเองให้หยุดพฤติกรรมอันน่าอายนี้แล้วหันกลับมาใช้ใบหน้าอันเต็มไปด้วยความน่าเชื่อถือดังเดิม
"เอาล่ะเมอร์ลิน เมื่อเจ้ามีความเข้าใจในเรื่องของธาตุแล้วจากนี้เราควรเริ่มที่จะทำการทดสอบธาตุของเจ้ากัน จงนำเลือดของเจ้าไปแตะยังผลึกอีกครั้งหนึ่งแล้วถอนมือออกมา"เมลดี้สั่งเมอร์ลินด้วยท่าทีที่ขึงขัง
เมอร์ลินนั้นจึงปฏิบัติตามทันทีเขาใช้เล็บจิกไปที่นิ้วมือจนเกิดหยดเลือดซึมออกมาจากปลายนิ้ว
ทันทีที่เลือดของเมอร์ลินสัมผัสกับผลึกโปร่งใสผนึกนั้นก็เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างโกลาหล
การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้เมลดี้นั้นถึงกับอ้าปากค้าง
พระเจ้า! นี่มัน!