เซียนจอมเวทย์ - Deva Wizard

    ภาค 1 ตอนที่ 48 การทดสอบพลัง

            หลังจากที่เมลดี้รู้สึกเคลิบเคลิ้มกับฝีปากของศิษย์หลักคนแรกของเธอแล้วเธอก็พาเมอร์ลินกลับไปยังตึกใหญ่อีกตึกหนึ่งของโรงเรียนเวทย์อารากอน

            ทั้งสองนั้นเดินอย่างไม่รีบเร่งภายใต้สิ่งก่อสร้างภายในโรงเรียนล้วนถูกสร้างด้วยความวิจิตรและตระกาลตา

            เมอร์ลินมองและเก็บเกี่ยววัฒนธรรมของคนในดินแดนนี้เอาไว้แม้ว่าเขาไม่ได้ตั้งใจที่จะจำมันแต่เพียงการกวาดตามองของดวงตาเลเมเกทันนั้นมันทำให้เขาสามารถจดจำได้ทุกสิ่งที่ได้เห็นไม่ว่ามันจะเป็นการมองที่มีประโยชน์หรือไม่ก็ตาม สิ่งต่างๆเหล่านี้ล้วนถูกบันทึกไว้ทั้งสิ้น

            ไม่นานพวกเขาทั้งสองก็ขึ้นไปยังชั้นสี่ของตึกใหญ่ตลอดทั้งสองทางเดินนั้นประกอบไปด้วยรูปปั้นของนักเรียนผู้สร้างชื่อเสียงของโรงเรียนพร้อมทั้งประวัติที่ถูกบันทึกมากมายเกี่ยวกับบุคคลเหล่านั้น

            เมื่อเดินไปจนถึงสุดทางเดินทั้งสองก็พบกับประตูบานใหญ่ที่ถูกปิดไว้อย่างหนาแน่นประตูบานนี้มีความใหญ่โตเป็นอย่างมากขนาดของมันสามารถให้คนสิบกว่าคนเรียงหน้ากระดานเดินเข้าไปพร้อมกันได้

            ประตูบานนี้ทำมาจากไม้ขนาดใหญ่ทั้งชิ้นมันไม่สามารถจินตนาการได้เลยว่าหากต้นไม้ต้นนี้ยังมีชีวิตมันจะมีขนาดใหญ่ขนาดไหนและภายในบานประตูนั้นถูกสลักด้วยลวดลายของอักขระเวทย์นับไม่ถ้วน

            เมลดี้ยื่นมือของเธอออกไปสัมผัสกับบานประตูพลันกำไลของเธอนั้นก็เรืองแสงออกมา

            ลวดลายของอักขระที่ปรากฏอยู่บนกำไลทำปฏิกิริยากับบานประตูทันใดนั้นเองฝ่ามือของเธอก็ปรากฏวงเวทย์ที่สอดคล้องกับประตูบานประตูนั้นถูกเมลดี้ถอดสลัก กลไกของประตูเริ่มหมุนวนทีละส่วนเป็นวงจรจนในที่สุดประตูบานนี้ก็ถูกเปิดออก

            นี่อาจจะเรียกได้ว่ากำไลที่เมลดี้สวมใส่นั้นคือคีย์มาสเตอร์ของโรงเรียนแห่งนี้เธอนั้นสามารถเปิดประตูบานใดก็ได้ตามที่เธอต้องการแม้ว่าประตูบานนั้นจะเป็นห้องของผู้อำนวยการโรงเรียนก็ตาม

            เมอร์ลินก้าวผ่านประตูเมื่อข้ามผ่านมายังข้างในห้อง เขาก็ได้พบกับอีกสถานที่หนึ่งซึ่งดูไม่เหมือนห้องที่อยู่ภายในของตัวตึก

            มันเป็นทุ่งหญ้าอันกว้างใหญ่ที่เต็มไปด้วยกลิ่นไอเวทย์อันเบาบางเมื่อเดินเข้าไปในส่วนลึกเขาก็พบกับแท่นผลึกประหลาดที่โปร่งใส่มันมีความสูงนับสิบเมตรตั้งตระหง่านอยู่กลางทุ่งกว้าง

            เมลดี้พาเมอร์ลินไปที่ยังผลึกก้อนนั้น

            "เอาล่ะนี่คือผลึกที่ใช้ทดสอบพลังเวทย์ของเจ้า" เมลดี้ผายมือไปยังแท่นผลึกโปร่งใส

            เมอร์ลินมองเมอร์ลินและเอ่ย"รวบรวมเวทย์ไว้ที่มือแล้วแตะมันลงไปที่ผลึกก้อนนี้"

            "รับทราบอาจารย์" เมอร์ลินปฏิบัติตามคำพูดของเมลดี้โดยดี

             เมื่อมือของเขาสัมผัสกับผลึกโปร่งใสครานั้นเองพลังเวทย์ที่ถูกรวบรวมไว้ที่มือก็ถูกผลึกโปร่งใส่ดูดเข้าภายในผลึกโปร่งใสก้อนนั้นเหมือนกับแอ่งน้ำ เมื่อพลังเวทย์เข้าสู่ตัวผลึกภายในของมันก็เกิดการเปลี่ยนแปลง

            ด้วยความใสกระจ่างของมันเมื่อพลังเวทย์ถูกดูดผ่านเข้าไปนั่นจึงทำให้เมอร์ลินเห็นภายในของมันได้อย่างชัดเจน

            พลังเวทย์ของเมอร์ลินนั้นก่อตัวและเริ่มหมุนเกลียวมันเริ่มกระจายเหมือนดั่งสีที่หยดลงไปในพื้นน้ำ ผลึกอันโปร่งใส่ค่อยๆเปลี่ยนเป็นสีแดง พลังเวทย์อันเจือจางทำให้ผลึกเกิดการเปลี่ยนแปลง

            ทันใดนั้นภายในผลึกก็บังเกิดวงเวทย์สีแดง5 วงที่ชัดเจน ลักษณะของวงเวทย์นั้นเปล่งอำนาจอันแรงกล้าออกมา

            "นี่เจ้า ... "  เมลดี้มองเมอร์ลินด้วยใบหน้าที่ตื่นตกใจ

            วงเวทย์สีแดงที่ทรงพลังทั้ง5 นั้นหมายถึงการอยู่ในระดับสูงสุดของขั้นผู้ใช้เวทย์

            เด็กคนนี้นั้นอยู่ในครึ่งก้าวของขั้นนักเวทย์แล้ว

            มันเป็นสิ่งที่น่าเหลือเชื่อที่เด็กคนหนึ่งที่ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเวทมนต์เลยจะมาถึงครึ่งก้าวของนักเวทย์ได้

            เด็กคนนี้เป็นที่ชื่นชอบของปีศาจหรือเป็นลูกรักของเหล่าทวยเทพหรืออย่างไร

            เมลดี้ไม่มีความแคลงใจในจดหมายแนะนำของเอริกอีกต่อไป

            การที่อัสลานได้ประเมินเด็กคนนี้ให้อยู่ในชั้นปีที่3 นั่นถือว่าเหมาะสมแล้ว

            เมลดี้หันกลับมาสนใจเมอร์ลินอีกครั้งหนึ่ง

            "จงจำความรู้สึกนี้ไว้ให้ดีวงเวทย์ที่ปรากฏอยู่ในผลึกก้อนนี้มันจะปรากฏและตรึงอยู่ในจิตใจเจ้าเหล่าผู้ใช้เวทย์นั้นสามารถตรวจสอบระดับได้โดยวงเวทย์ที่ปรากฏอยู่วงเวทย์สีแดงนั้นหมายถึงระดับของผู้ใช้เวทย์หากเจ้าสามารถข้ามผ่านจุดคอขวดนี้ไปได้ วงเวทย์ทั้งห้านั้นจะหลวมรวมกันเป็นวงเวทย์สีเทาซึ่งเป็นวงเวทย์แสดงฐานะของนักเวทย์"

            เมลดี้กล่าวด้วยสีหน้าที่นิ่งเฉยและเอ่ยต่อ

            "พอแค่นั้นเก็บมือของเจ้าได้" 

            เมื่อได้ยินคำสั่งจากเมลดี้เมอร์ลินจึงถอนมือออกมาอย่างไม่รีบร้อน ทันทีที่เขาถอนมือออกมาผลึกที่แสดงถึงพลังเวทย์ของเมอร์ลินก็พลันกลับมาเป็นดังเดิม

            มันได้กลับมาเป็นผลึกที่โปร่งใสอีกครั้ง

            จากเหตุการณ์เมื่อครู่เมอร์ลินนั้นสามารถคาดเดาได้ว่าวงเวทย์สีแดงทั้ง 5 นั้นหมายถึงระดับขั้นของพลังเวทย์ในตัวเขา

            การบ่มเพาะพลังของปราณเซียนและพลังเวทย์นั้นไม่ต่างกันมากนักผู้บ่มเพาะทุกคนสามารถสั่งสมพลังจนมาถึงจุดหนึ่งที่กลายมาเป็นคอขวดของการบ่มเพาะ

            "ก่อนหน้านี้เจ้ารู้หรือไม่ว่าพลังของเจ้าในตอนนี้อยู่ในขีดจำกัดสูงสุดของระดับขั้นผู้ใช้เวทย์แล้ว"เมลดี้เอ่ยถามเมอร์ลิน

            "ข้าทราบ และนั่นคือเหตุผลที่ข้ามาที่นี่"เมอร์ลินเอ่ยตอบด้วยใบหน้าเรียบเฉย

            "ในตอนแรกข้านั้นยังมีความกังขาในคำสั่งของอาจารย์อยู่มากการบรรจุเจ้าให้เข้าเรียนในชั้นปีที่ 3เป็นสิ่งที่บ้ามาก แต่ตอนนี้ข้าได้ทราบแล้วว่าทำไมอาจารย์ถึงตัดสินใจเช่นนั้นพลังของเจ้าในตอนนี้เหมาะสมแล้วที่จะอยู่ในชั้นปีที่ 3" เมลดี้สะบัดแขนทั้งสองแล้วไพล่มือไว้ด้านหลังอย่างสง่างามแม้เธอจะเป็นหญิงสาวในวัยใกล้เลข 4แต่ตัวตนและรูปร่างของเธอนั้นงดงามและสมสง่าอ่อนกว่าวัย

            ดวงตาอันสวยงามนั้นปลายตามองไปที่เด็กน้อย

            "นักเรียนชั้นปีที่ 3 ส่วนใหญ่จะมีอายุช่วง 15ปีขึ้นไป มันขึ้นอยู่กับความสามารถของนักเรียนแต่ละคนแต่ก็ไม่เคยมีใครที่มีอายุต่ำกว่านี้ อายุของเจ้านั้น ..."

            เมลดี้หยุดพักหนึ่งแล้วมีท่าทีครุ่นคิด

            "น่าจะซัก10 ปีใช่หรือไม่?" เมลพูดไปตามสิ่งที่เธอเห็นเด็กคนนี้สูงเกิน 1 เมตรขึ้นมาหน่อยๆ เขาน่าจะมีอายุประมาณนี้

            เมอร์ลินส่ายศีรษะแล้วพูดว่า

            "ผิดแล้วท่านอาจารย์ตอนนี้ข้าอายุ 12 ปีแล้ว"

            "นั่นแหละ จะ 10 ปี หรือ 12 ปีนั้นไม่สำคัญเพียงเจ้ามีความสามารถไม่ว่าเจ้าจะมีอายุเท่าไหร่มันจึงไม่ใช่เรื่องสำคัญและยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่ข้าต้องการถามเจ้า"

            "เชิญอาจารย์กล่าวมาได้เลย"

            "ด้วยความสามารถของเจ้าเจ้านั้นมีสิทธิ์ที่จะไปทดสอบผ้าคลุมเวทย์ได้แล้วเจ้าต้องการเข้าทดสอบในครั้งหน้าเลยหรือไม่ในฐานะลูกศิษย์ของข้าเรื่องนี้ข้าสามารถจัดการให้เจ้าได้"  

            เมอร์ลินยิ้มและเอ่ย

            "ขอบคุณอาจารย์เรื่องของผ้าคลุมเวทย์นั้นข้าได้มันมาแล้ว"กล่าวจบเมอร์ลินก็เอ่ยเรียกสิ่งที่เขาต้องการออกมา

            "จงปรากฏผ้าคลุมเวทย์"

            ทันใดนั้นเองผ้าคลุมเวทย์สีแดงก็ปรากฏคลุมร่างของเด็กน้อยภาพลักษณ์ของเมอร์ลินในตอนนี้นั้นเหมือนผู้ใช้เวทมนต์ผู้สูงศักดิ์ผู้หนึ่ง

            ผ้าคลุมเวทย์ผืนนี้ถูกควบคุมโดยเมอร์ลินแถบอักขระสีฟ้าที่บ่งบอกฐานะของผู้ใช้อักขระนั้นไม่ปรากฏออกมานั่นเพราะเป็นความต้องการของเขาเขาสามารถควบคุมทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับผ้าคลุมเวทย์นี้ได้และหากเขามีความเชียวชาญมากกว่านี้ผ้าคลุมเวทย์ผืนนี้จะกลายเป็นอาวุธที่ทรงอำนาจชิ้นหนึ่งได้

            เมลดี้จ้องผ้าคลุมเวทย์สีแดงนั้นอย่างอ้าปากค้าง

            "เจ้าได้มันมาแล้ว"ใบหน้าของเมลดี้นั้นเต็มไปด้วยความไม่น่าเชื่อ

            "เจ้าได้มันมาทั้งๆที่เจ้าไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเวทมนต์เลยเนี้ยนะ"

            "ถูกต้องแล้ว" เมอร์ลินเอ่ยตอบด้วยยิ้มที่อ่อนโยน

            เมลดี้เริ่มที่จะรู้สึกเกลียดความหน้าตายของลูกศิษย์คนนี้มากขึ้นความหน้าตายนั้นคล้ายกับกำลังยั่วยุประสาทของเธอ เด็กคนนี้เต็มไปด้วยพรสวรรค์และโชคที่ยิ่งใหญ่จนเธอไม่รู้จะอิจฉาอย่างไหนก่อนดี

            "ผ้าคลุมเวทย์ของเจ้าถูกนำมาจากชั้นไหนของหอคอยมหาเวทย์"  

            เมอร์ลินยังคงรักษาท่าทีของเขาได้อย่างมั่นคงเขาเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงที่เรียบเฉย

            "ผ้าคลุมผืนนี้ถูกสร้างมาจากหินตราเวทย์ชั้นที่ 20"

            เมอร์ลินโป้ปดออกไปคำใหญ่การไม่พูดความจริงในเรื่องนี้ย่อมเป็นเรื่องที่ดีเพราะยังไงเสียพวกเขาก็ไม่สามารถตรวจสอบระดับของมันได้แน่นอนเขาไม่มีวันบอกความจริงเกี่ยวกับชั้นที่ 35 อย่างแน่นอน

            ในประวัติศาสตร์นั้นมีคนไปถึงแค่ชั้นที่25 เท่านั้น เพื่อป้องกันความวุ่นวายที่จะเกิดขึ้นในอนาคตเขาจึงต้องกล่าวคำโกหกออกไป 

            "ชั้น 20" เมลดี้มองเมอร์ลินด้วยสีหน้าตกตะลึงสีหน้าของเธอนั้นเต็มไปด้วยความว่างเปล่าภายในวันนี้เธอนั้นตกตะลึงไปกับเด็กน้อยคนนี้ไปไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งแล้ว

            แม้ว่าเมอร์ลินจะโกหกออกไปแต่หินตราเวทย์ชั้นที่ 20 นั่นก็ยังเป็นคำโกหกที่มากเกินไปอยู่ดี

            เมลดี้นั้นอดที่ร้องออกมาไม่ได้เธอไม่คิดว่าลูกศิษย์ของเธอจะมีพรสวรรค์ถึงเพียงนี้เพราะแม้แต่เธอก็ยังไปได้แค่ชั้นที่18 เท่านั้น แรงกดดันเวทย์ในหอคอยมหาเวทย์นั้นมีมากเกินไปจนเธอต้องยอมแพ้

            "ก่อนหน้านี้เจ้าบอกว่าเจ้าไม่รู้เรื่องของธาตุ เอาล่ะข้าจะอธิบายเรื่องพื้นฐานในเรื่องนี้ให้เจ้าฟังมนุษย์เรานั้นจะมีธาตุประจำตัวของแต่ละคน โดยทั่วไปแล้วคนคนหนึ่งจะมีเพียง 1 ธาตุเท่านั้นโดยที่แต่ละธาตุนั้นจะแบ่งออกเป็นธาตุดิน, ธาตุน้ำ, ธาตุลม, ธาตุไฟ, ธาตุแสงและธาตุมืด"

            "ตามปกติแล้วมนุษย์เราจะสามารถใช้เวทมนต์ได้ทุกธาตุ เพียงแต่ว่าหากเราใช้ธาตุที่ไม่ใช่ธาตุประจำตัวของเราพลังเวทย์ที่เราใช้ออกมานั้นจะอ่อนแอเป็นอย่างมากดังนั้นแล้วผู้ใช้เวทมนต์ส่วนใหญ่จะฝึกพลังเวทย์ตามธาตุประจำตัวของตน"

            "นอกจะเวทย์ทั้งหกธาตุแล้ว เราสามารถใช้พลังแบบไร้ธาตุได้นั่นคือการโจมตีโดยใช้พลังเวทย์ของตัวเองโดยตรงเหมือนอย่างที่เจ้ารวบรวมพลังเวทย์ไว้ที่มือเมื่อครู่ หากเราใช้พลังเวทย์เสริมความสามารถของร่างกายการโจมตีธรรมดาของเรามันก็จะไม่ใช่การโจมตีที่ธรรมดาอีกต่อไป"

            "ถ้าหากเราทำการเสริมพลังธาตุประจำตัวของเราเข้าไปนั่นก็จะทำให้การโจมตีของเรารุนแรงยิ่งยิ่งกว่าเดิมหลายเท่าดังนั้นแล้วการฝึกพลังเวทย์จึงมักจะฝึกตามความสามารถของธาตุประจำตัวของตนเอง"

            "นอกจากนี้แล้วยังมีมนุษย์ที่้มีความแตกต่างจากคนธรรมดาทั่วไปอยู่ด้วย นั่นคือผู้ที่มีขีดจำกัดสายเลือดหรือพวกทวิธาตุ"

            "ผู้ที่มีขีดจำกัดสายเลือดนั้น คือผู้ที่มีพลังต่างจากคนทั่วไปโดยที่พลังธาตุของพวกเขาในแต่ละคนนั้น จะมีความเข้มข้นมากกว่าคนธรรมดาหลายเท่าด้วยความเข้มข้นของธาตุนั้นจึงทำให้คนคนนี้มีความสามารถพิเศษที่ได้รับจากธาตุนั้นๆขึ้นมา กล่าวคือผู้ที่มีขีดจำกัดสายเลือดนั้นคือผู้ที่มีพลังธาตุอันเข้มข้นนั่นเอง”

            "ผู้ที่มีพลังธาตุอันเข้มข้นนั้นส่วนมากจะสืบทอดกันทางสายเลือดเราจึงเรียกคนเหล่านี้ว่าผู้มีขีดจำกัดทางสายเลือด"

            ในระหว่างที่เมลดี้พูดเธอก็เหลือบตามองเมอร์ลินเล็กน้อยเมื่อเธอเห็นว่าลูกศิษย์ของเธอนั้นตั้งใจฟังในสิ่งที่เธออธิบายอย่างใจจดใจจ่อเธอจึงรู้สึกพึงพอใจเป็นอย่างมาก

            เมลดี้พยักหน้าเล็กน้อยและเอ่ยต่อ

            "ส่วนผู้ที่มีทวิธาตุนั้น แน่นอนว่าพวกเขานั้นแตกต่างจากคนทั่วไป การที่มี 2ธาตุนั้นทำให้พวกเขาสามารถฝึกพลังเวทย์ที่รุนแรงได้พร้อมกันทั้งสองสาย แต่หากคนผู้นั้นเป็นคนที่มีความสามารถเต็มไปด้วยพรสวรรค์เขานั้นจะสามารถหลอมรวมพลังทั้ง 2 ธาตุเข้าด้วยกันจนเกิดเป็นธาตุใหม่ขึ้นมาได้พลังธาตุใหม่ที่อยู่นอกเหนือจาก 6 ธาตุนั้นจะเป็นธาตุที่น่าหวาดกลัวเป็นอย่างมาก"

            "ไม่ว่าจะเป็นผู้มีขีดจำกัดทางสายเลือดหรือผู้ที่มีทวิธาตุก็ล้วนร้ายกาจด้วยกันทั้งสิ้น"

            เมอร์ลินฟังเมลดี้อย่างตั้งใจสิ่งที่เมลดี้พูดมานั่นคือความรู้ใหม่สำหรับเขาทั้งนี้เขาเองก็เคยต่อสู้กับคนที่เป็นผู้มีขีดจำกัดทางสายเลือดมาแล้ว พลังเปลวเพลิงสีฟ้าของมิลาสนั้นมีความร้ายกาจเป็นอย่างมากแม้ว่าเขาจะเป็นเพียงผู้ใช้เวทย์แต่ทุกๆการโจมตีของเขานั้นเต็มไปด้วยพลังอันน่าหวาดกลัวของผู้คน 

            หากนำพลังเปลวเพลิงสีฟ้าของมิลาสมาอ้างอิงทฤษฏีของเมลดี้แล้วนั่นก็หมายความว่ามิลาสนั้นมีพลังธาตุไฟอันเข้มข้นที่ได้รับสืบทอดมาจากสายเลือดของเขาพลังเวทย์ของเขาจึงเป็นที่หวาดหวั่นสำหรับคนทั่วไปเป็นอย่างมาก

            เมอร์ลินตกอยู่ในห้วงความคิดของตนเองจนกระทั่งเสียงของเมลดี้ดังขึ้น

            "ที่ข้าพูดมาทั้งหมดเจ้าเข้าใจหรือไม่" เมลดี้เอ่ยถามเมอร์ลิน

            เมอร์ลินพยักหน้าและยิ้ม

            "ขอบคุณท่านอาจารย์ข้านั้นเข้าใจทุกประโยคที่ท่านสั่งสอนข้าคิดอยู่แล้วว่านอกจากท่านจะมีใบหน้าที่งดงามราวกับเทพธิดาแล้วท่านยังมีความรู้ที่กว้างขวางและมีจิตเมตตาสั่งสอนศิษย์อย่างข้าให้หลุดพ้นจากความโง่งมอีกด้วย"

            เมลดี้ได้ฟังดังนั้นเธอจึงรีบหันให้เมอร์ลินทันทีเธอกำลังเม้มปากอย่างแรง ดวงตาค่อยๆ หลี่ลง ลำตัวของเธอค่อยๆ สั่นโยน เธอกำลังปลื้มปริ่มและยินดีเป็นอย่างมาก แววตาของเธอนั้นเต็มไปด้วยรอยยิ้ม

            คำหวานที่ถูกเมอร์ลินเอ่ยออกมานั้นทำให้เมลดี้พึงพอใจเป็นอย่างมากเธอนั้นกลั้นยิ้มจนแทบจะทนไม่ไหว

            “แต่เดี๋ยวก่อน...  ข้าจะมัวมาดีใจแบบนี้ไม่ได้ตอนนี้ข้ากำลังสวมบทบาทอาจารย์ที่น่าเชื่อถือ ข้าต้องหยุดความดีใจนี้ไว้”เมลดี้สั่งตัวเองให้หยุดพฤติกรรมอันน่าอายนี้แล้วหันกลับมาใช้ใบหน้าอันเต็มไปด้วยความน่าเชื่อถือดังเดิม

            "เอาล่ะเมอร์ลิน เมื่อเจ้ามีความเข้าใจในเรื่องของธาตุแล้วจากนี้เราควรเริ่มที่จะทำการทดสอบธาตุของเจ้ากัน จงนำเลือดของเจ้าไปแตะยังผลึกอีกครั้งหนึ่งแล้วถอนมือออกมา"เมลดี้สั่งเมอร์ลินด้วยท่าทีที่ขึงขัง

            เมอร์ลินนั้นจึงปฏิบัติตามทันทีเขาใช้เล็บจิกไปที่นิ้วมือจนเกิดหยดเลือดซึมออกมาจากปลายนิ้ว

            ทันทีที่เลือดของเมอร์ลินสัมผัสกับผลึกโปร่งใสผนึกนั้นก็เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างโกลาหล

            การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้เมลดี้นั้นถึงกับอ้าปากค้าง

            พระเจ้า! นี่มัน!

    คล้ายกับเรื่องเซียนจอมเวทย์ - Deva Wizard ที่คุณอ่าน