บทที่228 เหนือมวลมนุษย์
“เพียงธุลีหนึ่งร่วงหล่น ใยต้องแสดงความรู้สึกซับซ้อนแลหลากหลายมนุษย์โลกเป็นสิ่งที่เข้าใจยากจริงๆ แต่นั่นก็ยิ่งชักจูงได้ง่าย"
เทียนหมิงกล่าวเปรียบเปรยผู้คนว่าในสายตามันนั้นมิต่างจากเถ้าธุลีดิ้นรนไป หวังมากไป โลภมากไป สุดท้ายผลลัพธ์ก็คือเปล่าประโยชน์ ตกตายไปอย่างไรก็คืนกลับสู่เถ้าธุลีเช่นนั้นมันจึงพยายามหลีกหนีความเป็นมนุษย์ มุ่งสู่ตัวตนที่อยู่เหนือวัฏสังขารแลชายตาเหนือมวลธุลีเหล่านั้นใครจะเป็นใครจะตายไม่อยู่ในสายตา ขอเพียงมันอยู่เหนือวัฏจักรเหล่านั้นทั้งปวง และเพื่อเป็นเครื่องยืนยันถึงสิ่งที่มันกำลังมุ่งไปหนทางเบื้องหน้ามันต้องแน่ใจว่าไม่มีธุลีกองไหนจะก่อตัวเป็นขุนเขาเพื่อขัดขวาง
ในสายตามัน โลกนี้มีสองขุนเขาที่ตั้งตระหง่านราวเขาคู่ที่เสียดฟ้าคอยทิ่มแทงและขัดขวางมันมันจึงกระทำทุกวิถีทางเพื่อทำลายเขาสูงลูกนั้น ทำลายไปถึงแก่นฐาน ให้คืนกลับสู่เถ้าธุลีเดิมมิอาจรวมตัวเป็นขุนเขาซึ่งบัดนี้มันทำลายเขาลูกหนึ่งจนย่อยยับไปแล้ว ส่วนเขาลูกสุดท้ายยังคงเหลือฐานรากเล็กๆที่ประจันหน้าขวางทางมันอยู่ มันต้องทำลายฐานรากนี้
มันต้องทำลายสายเลือดตระกูลหลงคนสุดท้าย!
“แต่มีเพียงเถ้าธุลีสองสายที่สามารถก่อรวมเป็นขุนเขาข้ายอมรับว่ามิอาจมองข้ามพวกมัน เฟยและหลงจึงเป็นสิ่งที่ข้าต้องกำจัด เพราะขนาดข้ากระทำถึงเพียงนี้ทั้งจับตาถึงขนาดนี้ มันก็ยังมีส่วนที่หลุดรอด หนึ่งอยู่ข้างศัตรูคู่ปรับของข้า อีกหนึ่งกลับอยู่ข้างกายข้าอย่างไม่นึกฝันทั้งสองไม่ว่าใครก็ทำลายแผนการข้าแทบย่อยยับ หากข้าเกิดช้าอีกซักร้อยปี หรือพวกเจ้าเจอข้าก่อนซักร้อยปีชะตาข้าอาจมาไม่ถึงจุดนี้ ทว่าเหมือนชะตากำหนด เมื่อพวกเจ้าทำไม่ได้ ก็คงเป็นโอกาสของข้าแล้ว"
ร่างที่ปกคลุมไปด้วยกลุ่มก่อนพลังแห่งความมืดยังมีชุดคลุมแดงขลิบทองที่ขาดหวิ่นไม่เหลือชิ้นดีผุดแซมออกมา เหล่านี้ชวนดึงดูดสายตาพาให้ผู้พบเห็นสัมผัสได้ถึงความน่าหวาดหวั่นในตัวของเทียนหมิงเป็นอย่างมากจะว่าเทพก็ไม่ใช่ คนก็ไม่เชิง มันเสมือนหนึ่งเป็นเทพอสูรในตำราบรรพกาลเต็มตัว พลังแห่งเทพอสูรที่มันรวบรวมได้จากพันปีผ่านรวมถึงพลังความมืดอันมหาศาลจากจิตใจของผู้คน เหล่านี้ได้ทำให้มันดูน่ากลัวแลแข็งแกร่งไร้เทียมทานยากที่ผู้ใดจะต่อต้าน!
ผู้คนที่มองเห็นภาพที่ราวกับเทพอสูรชัดตายิ่งรู้สึกหวาดหวั่นเมื่อระฆังสวรรค์พังแล้ว ม่านที่ปิดครอบแดนตะวันออกแห่งนี้ก็หายไป ชาวบ้าน ผู้คน หรือแม้แต่คนแห่งนิกายเทวะวจนะจึงล้วนรีบหนีเพราะตัวตนเบื้องหน้ามิใช่สมมุติเทพในสายตาของพวกมันแล้ว ทว่าเป็นอสูรผู้กลอกกลิ้งชั่วร้ายที่กลืนกินชีวิตแลวิญญาณผู้คนกว่าครึ่งแดนตะวันออก
แต่ผู้คนต่อให้หนีจนสุดโลกหล้า หากเทพอสูรเทียนหมิงมีชีวิตอยู่และหากมันต้องการพลังแห่งความมืดเพิ่มเติม มันก็สามารถจะไปหาได้ทุกที่ เพราะนี่คือโลกที่ถูกปกครองภายใต้น้ำมือมัน
ท่ามกลางความชุลมุนวุ่นวายด้วยความหวาดกลัวท่ามกลางเสียงหลบหนีที่อึกทึกของผู้คน ปู้ชิงเถาแม้นบาดเจ็บสาหัส แต่มันกับเส้าเทียนก็ยังกล่าวเตือนสติผู้คนเสียงนี้แจ่มชัดจนผู้คนต้องคิดตาม
“หนีไปจะเกิดประโยชน์อันใด หากอสูรเทียนหมิงยังอยู่"
“หนีไปพลอยแต่จะนำอสูรตนนี้ให้ไปหาครอบครัวที่รออยู่เบื้องหลัง"
ไม่ผิดไปจากปู้ชิงเถาและเส้าเทียนกล่าว หนีไปก็ไม่มีประโยชน์หากไร้ซึ่งผู้ขัดขวางเทพอสูรเทียนหมิงแล้ว พวกตนก็ต้องตกเป็นเหยื่อในการสูบกลืนพลังความมืดรวมถึงพลังชีวิตในกายอยู่ดีมิหน้าซ้ำหากพวกมันหนีกลับไป อาจนำพาเทพอสูรเทียนหมิงไปสู่ครอบครัวที่อยู่เบื้องหลังของตนด้วยเมื่อหนีไม่รอด กลับไปครอบครัวก็อาจจบสิ้น สู้เสี่ยงแลกชีวิตและทุ่มเทพลังที่มีร่วมแรงร่วมใจกันสู้กับมันซักตั้งอาจดีกว่า
ชาวบ้านทั่วไป ขุนนางที่รักตัวกลัวตาย รวมถึงคนขี้ขลาดย่อมไม่สนใจฟังต่างพากันหนีเตลิดไปแล้วพวกมันหนีได้คิดว่าจะดีที่สุด แต่นั่นกลับสร้างความพึงพอใจต่อเทียนหมิงอย่างสูง ความกลัวและความเห็นแก่ตัวนับเป็นความมืดชั้นดีคนเหล่านั้นนับเป็นอาหารอันโอชะที่จักต้องไล่ตามลิ้มรสมากกว่าจะสนใจคร่าชีวิตเถ้าธุลีที่ไม่มีพิษภัยกลุ่มนี้จิตใจที่ฮึดสู้นั้นไม่เป็นผลดีต่อพลังความมืดแม้เพียงนิด
จัดการเพียงกลุ่มสายเลือดสุดท้ายแห่งตระกูลหลงมันค่อยไปเอาความมืดอันแสนโอชะจากคนที่ขลาดเขลาแลเห็นแก่ตัวเหล่านั้น
ท่ามกลางความวุ่นวายของคนกลุ่มใหญ่ที่หลบหหนีกับคนอีกกลุ่มที่จับอาวุธฮึดสู้ เหล่านี้ล้วนไม่ทำลายสมาธิของไป๋เหิ่นซินแม้แต่น้อยเช่นเดียวกับอวิ๋นเซี่ยวซุน หลงฮูหยิน และหลงผิงที่ไม่สนความวุ่นวาย เพียงจับจ้องมองไป๋เหิ่นซินอย่างห่วงกังวลหนทางชนะในหัวของพวกมันช่างริบหรี่ ปณิธานที่จะเปลี่ยนแปลงโลกเริ่มหม่นหมอง ความหวังที่จะอยู่พร้อมหน้าครอบครัวแทบพังลงอุตส่าห์ได้เจอกันแล้ว ได้รู้ความจริงแล้ว กลับเป็นเหตุการณ์เป็นตายเช่นนี้เสียได้
เกิดมาคนละวัน แต่ตายวันเดียวกัน ไม่รู้จะเป็นความสุขที่ไม่เงียบเหงาในปรโลกหรือเป็นความทุกข์ที่ต้องพลัดพรากจากโลกมนุษย์ดี
หลงฮูหยินไม่รู้จะทำอย่างไร นางเพียงได้แต่ประสานมือวิงวอนฟ้าด้วยน้ำตาที่รื้อชื้นและน้ำเสียงที่เจือสะอื้น
“หากท่านคือบรรพชนของพวกนาง ใยจึงเล่นตลกกับชีวิตพวกนางถึงเพียงนี้พลัดพรากบิดาพวกนาง แยกพวกนางจากกัน ปล่อยให้พวกนางต้องมีชะตากรรมที่แสนลำบาก นี้น่ะหรือเจตจำนงที่ท่านสืบทอดนี่น่ะหรือคือจุดจบแห่งสายเลือดของท่าน… ได้โปรดเถิด ได้โปรดทำให้พวกนางมีความสงบสุขในชีวิตซักครั้งให้ข้าต้องแลกชีวิตก็ยอม"
น้ำตาของผู้เป็นมารดาไหลอาบลงบนมือที่ประสานอยู่บนอกก่อนหยาดตกสู่ผืนปฐพีน้ำตาที่กลั่นออกมาจากเสี้ยวหัวใจดวงนี้มิอาจไหลขึ้นสู่ฟากฟ้า เพียงหยาดลงสู่ธุลีดินจึงไม่รู้ว่าคำอธิษฐานนี้จะส่งถึงฟ้าหรือไม่
รู้เพียงแต่ว่าเทียนหมิงมันได้ลงมือเข้าใส่ไป๋เหิ่นซินหรือก็คือหลงอิงบุตรีคนโตของนางแล้ว!
การโจมตีของเทียนหมิงแสดงพลังที่เหนือกว่ามหาวิถีเทวะวจนะไปไกลไกลเกินกว่ามหาวิถีแห่งเทวะวจนะจะสยบได้ ไป๋เหิ่นซินเดินบนเส้นทางแห่งเทวะวจะ แม้จะเป็นวจนะที่เกิดจากโชคชะตามิใช่วจนะแห่งการสร้างภาชนะของเทียนหมิงแต่พื้นฐานพลังอย่างไรก็เกิดจากพลังแห่งเทียนหมิง มหาวิถีเทวะวจนะจึงไม่เป็นผลต่อมันการส่งดรรชนีเพื่อต่อต้านในท่ามุทราของไป๋เหิ่นซิน จึงมิได้สร้างแรงกดดันต่อเทียนหมิง
ทว่าท่ามุทราที่ไป๋เหิ่นซินใช้ออก กลับมีกฎเกณฑ์ที่ไม่แตกต่างแต่แปลกแยกเป็นกฎเกณฑ์ที่เข้าขั้นสมบูรณ์แลพลิกแพลงไปจากกฎเกณฑ์แห่งวจนะมุทราที่มันสร้างขึ้นแทบสิ้นเชิงอีกทั้งท่าดรรชนีประสานมุทราที่นางใช้ออก เป็นท่วงท่าที่มันไม่เคยเห็น นี่มิใช่วจนะมุทราที่มันสร้างขึ้น
“อะไร!”
เทียนหมิงตั้งตนในคราบสมมุติเทพต่อเหล่าศิษยานุศิษย์กฎเกณฑ์แห่งพลังที่มันบัญญัติขึ้นจึงสื่อไปทางเทิดทูนเทวะทั้งสิ้น ในคัมภีร์สี่ศักดิ์สิทธิ์เล่มเทวะมุทรากระบวนท่ามุทราที่แข็งแกร่งเหนือกว่ามุทราขจัดมารก็คือมุทราเทพ ทว่ามุทราที่ไป๋เหิ่นซินใช้ตรงหน้ากลับมิใช่เจตจำนงแห่งเทพนั่นคือท่ามุทราที่มีกลิ่นอายแลเจตจำนงแห่งมนุษย์สอดแทรกอยู่ เป็นมนุษย์ที่แสนเย่อหยิ่งทรนงอาจหาญต่อต้านเทพนี่ก็คือท่ามุทราที่เกิดการเจตจำนงนั่น
“มุทราสยบเทวะ!”
เทียนหมิงหรี่ตาที่ดำมืด วจนะมุทราที่มันสร้างคือมุทราที่ใกล้เคียงกับพลังแห่งเทพมากที่สุดหากมิใช่เทพ มนุษย์หน้าไหนก็มิอาจสร้างพลังที่ทัดเทียมได้ ทว่าท่ามุทราที่เย่อหยิ่งทรนงเบื้องหน้ามุทราที่แฝงเจตจำนงแห่งมนุษย์ราวฝุ่นผง กลับริอาจหาญกล้าจะท้าสู้เทพ มันจึงไม่คิดที่จะใช้พลังแห่งความมืดจัดการนางแต่จะใช้มุทราเทพที่มันบัญญัติขึ้นสยบความเย่อหยิ่งและทรนงของนาง
“ไม่รู้ว่าสิ่งนี้เจ้าบัญญัติสอดแทรกภายใต้กฎเกณฑ์ของข้าได้อย่างไรแต่ข้าจะทำลายความมั่นใจนั่นของเจ้า”
ดรรชนีที่ปกคลุมด้วยพลังแห่งความมืดชี้เหยียดออกแสงสว่างวาบเจิดจ้าราวกับแสงบนฟากฟ้าก็ทอดออก นี่คือท่ามุทราเทพ มุทราที่เกิดจากพลังสูงสุดแห่งวจนะมุทราของเทียนหมิง!
ลำแสงเจิดจ้าพุ่งออกอย่างแข็งแกร่งแลทื่อด้านแผดแสงอันศักดิ์สิทธิ์ผลาญไปทั่วอาณาบริเวณ พลังมุทราใดที่ทุกผู้เคยเห็นมาล้วนเทียบไม่ติดเป็นมุทราเทพที่แข็งแกร่งกว่าเมื่อตอนที่สู้กับอวิ๋นเซี่ยวซุนด้วยซ้ำ อวิ๋นเซี่ยวซุนเมื่อได้เห็นมุทราเทพที่เกิดจากเทียนหมิงอีกคราหัวคิ้วของมันจึงทอแววกดลึก ความหวังสุดท้ายอันแสนริบหรี่ของมันและของโลกนี้ได้มอดดับแล้วด้วยพลังระดับนี้ ต่อให้เป็นท่ามุทราที่พลิกแพลงกฎเกณฑ์ขั้นสมบูรณ์ของไป๋เหิ่นซิน ต่อให้เป็นท่ามุทราสยบเทวะที่ดูร้ายกาจไม่เป็นสองนั้นย่อมมิอาจยืนหยัดต่อต้านเทพที่แท้จริงได้
เทียนหมิงได้พลังแห่งเทพอสูรแล้ว มันได้พลังแห่งเทพที่แท้จริงมาอยู่ในมือหากมิใช่พลังแห่งเทพที่ทัดเทียม ก็ต้องเป็นพลังแห่งมนุษย์ที่เหนือมวลมนุษย์เท่านั้นที่พอจะทัดทานได้
แต่ไป๋เหิ่นซินในตอนนี้มีเพียงพลังที่เหนือมนุษย์ทว่ายังไม่ถึงขั้นเหนือมวลมนุษย์ อวิ๋นเซี่ยวซุนมันจึงมองไม่เห็นทางใดที่นางจะรอดจากท่ามุทราเทพ
หลงผิงเองก็สัมผัสรับรู้ได้เช่นเดียวกับอาจารย์นางจึงมองผู้เป็นพี่สาวฝาแฝดที่พึ่งพบหน้าด้วยความทุกข์เศร้า
“พวกเราคงมีบุญวาสนาได้อยู่พร้อมหน้ากันเท่านี้แต่รอไม่นาน พวกเราคงได้พร้อมหน้ากันอีกครั้งในปรโลก"
ความหวังสิ้นมาถึงตรงหน้าแล้ว ไม่มีหนทางที่จะชนะได้อีกแล้วเทพอสูรเทียนหมิงอยู่ในร่างที่ไม่มีมนุษย์หน้าไหนทำลายมันได้อีกต่อไป ถึงคราวที่โลกจะจบสิ้นถึงคราวที่เทพอสูรจะผงาดปกครองโลกสืบสานปณิธานของมัน
ด้านหลงฮูหยินที่พร่ำภาวนาต่อฟ้า เมื่อเห็นมุทราเทพอันแรงกล้ามุ่งหาบุตรีคนโตนางก็ลดมือลงในทันที คำภาวนาของนางส่งไปไม่ถึงฟ้า หรืออาจเป็นฟ้าที่ไม่แยแสต่อพวกนางนางจึงทำได้เพียงผิดหวังร่ำไห้ราวขาดใจ เพียงพบเจอพร้อมหน้าสามแม่ลูก ก็ถูกชะตาฟ้าพรากความสุขนั่นจากไปอีกแล้วยังไม่มีเวลาได้ร่ำลา แม้เพียงสวมกอดลูกทั้งสองพร้อมกันยังกระทำไม่ได้ ชะตาชีวิตของสตรีทั้งสองช่างอาภัพนักฟ้าช่างอยุติธรรมต่อพวกนางนัก
“หากอยากได้ชีวิตของพวกข้านัก ท่านก็มาเอาไปเลย"
จากคำภาวนากลับกลายเป็นคำก่นด่าแดกดันฟ้าชีวิตของพวกนางมิอาจภาวนาต่อเทพ เพราะเทพได้ละทิ้งพวกนางตั้งแต่ต้น
“ลูกแม่ ข้าจะตายไปพร้อมกับเจ้า"
หลงฮูหยินมิอาจทนดูบุตรีคนโตตายต่อหน้าเป็นครั้งที่สองเพราะเพียงครั้งเดียว ครั้งที่เห็นนางตกหน้าผาต่อหน้าต่อตาก็สร้างบาดแผลในใจของนางเกินพอแล้วตอนนั้นหากมิใช่เพราะต้องปกป้องบุตรีอีกผู้ นางคงกระโดดหน้าผาติดตามไป มาวันนี้ไม่มีสิ่งให้ต้องห่วงหนทางที่มืดดำทำให้นางมองไม่เห็นสิ่งใด ในเมื่อฟ้าอยากให้พวกนางตายนัก นางก็จะตายพร้อมกับบุตรีในตอนนี้
ลำแสงเจิดจ้ามุ่งเข้าหามุทราสยบเทวะอันเลื่อนลั่นต้านทานคัดง้างซึ่งกันจนผืนปฐพีสนั่นหวั่นไหว มุทราสยบเทวะสร้างความแตกตื่นแก่เทียนหมิงไม่น้อยทว่าสุดท้ายพลังของมันก็เหนือกว่าไป๋เหิ่นซิน มุทราเทพจึงแผ่ลามกลืนกินทำลายมุทราสยบเทวะ!
ลำแสงมุทราเทพตัดผ่านห้วงบรรยากาศจ่อทะลวงที่ใบหน้าของไป๋เหิ่นซินหลงฮูหยินก็คว้ามีดข้างกายหวังปลิดชีพตายตาม ทว่าหลงฮูหยินมีหลงผิงที่ช่วยรับมีดสั้นเล่มนั้นได้ทันแต่ไป๋เหิ่นซินกลับไม่มีสิ่งที่จะหยุดยั้งมุทราเทพตรงหน้าได้
ไป๋เหิ่นซินไม่เกรงกลัวความตาย เพียงแต่เสียดายที่ไม่มีโอกาสได้ช่วยเหลือมารดาเป็นการไถ่โทษและจะไม่มีโอกาสได้พบเจอกับแพทย์ไร้นามก่อนตายซักครั้ง ทว่าในใจลึกๆ นางก็รู้สึกยินดีในที่สุดนางก็จะได้ไปพบกับพี่ฮุ่ยจวินของนางในปรโลกซักที
ไป๋เหิ่นซินรู้ตนถึงความแตกต่างระหว่างพลังแม้นฝืนไปก็เปล่าประโยชน์ นางจึงพริ้มตาลงรอรับความตาย ปากก็กล่าวขึ้นอย่างแผ่วเบา
“พี่ฮุ่ยจวิน ไป๋เอ๋อกำลังจะไปหาท่าน"
สิ้นเสียงวาจา สายลมอันอบอุ่นสายหนึ่งก็โอบรอบตัวนางอ้อมแขนที่แผ่วเบากำชับตัวนางอย่างอ่อนโยนแต่มั่นคงราวกับว่าจะไม่มีทางปล่อยให้นางหลุดมือไปอีก
“ข้าอยู่นี่แล้ว ยังจะไปหาที่ใดอีก"
เสียงบุรุษหนุ่มที่คุ้นหูดังขึ้นข้างกาย พร้อมกับชุดแพรเงินที่ปลิวสยายอ้อมแขนซ้ายของบุรุษผู้นี้สวมกอดไป๋เหิ่นซิน ส่วนมือขวาของมันส่งดรรชนีออกไปต้านทานมุทราเทพ
ดรรชนีนี้ก่อนหน้าไป๋เหิ่นซินพึ่งใช้ออก ทว่าการใช้ออกของไป๋เหิ่นซินกลับมิอาจเทียบติดนี่คือท่ามุทราที่เหนือมวลมุนษย์แลทัดเทียมเทพอย่างแท้จริง
“มุทราสยบเทวะ!”