ตอนที่ 13 : ภูตวารี
เป็ไปตามเช่นนามของมันตราทาสนั้น ผู้เป็นายสั่งการสิ่งใดผู้เป็บ่าวนั้นไม่อาจกระทำการขัดขืนถึงแม้จะสั่งให้กลั้นใจตายก็ไม่อาจหลีกเลี่ยง
“ถึงข้าจะยังสงสัยในตัวตนของท่านอยู่บ้าง…”หลานเทียนเว้น่สักพักจึงกล่าวต่อ พลางคิดทบทวนในใจว่าตนนั้นกำลังโดนหลอกล่ออย่างไรหรือไม่
“เช่นนั้นวิธีการของมัน ข้าควรต้องเริ่มต้นอย่างไร…แม้แต่ตราทาสที่ท่านกล่าวมาข้าก็ไม่เคยทำมันมาก่อนทั้งยังไม่เคยพบพาน เพียงแต่เคยได้ยินได้ฟังมาเล็กน้อยเท่านั้น” หลานเทียนเดินเข้าใกล้นางหนึ่งก้าวก่อนหยุดลงและประคองนางลุกขึ้นแม้ร่างกายนางจะโปร่งแสงแต่กลับสามารถััได้ทั้งยังนุ่มละมุนราวใยไหม แม้หลานเทียนนั้นจะไม่รู้มาก่อนแต่ก็ทำไปด้วยสัญชาตญาณของสุภาพบุรุษพึงกระทำเมื่อเห็นอิสตรีตกทุกข์ได้ยาก
“เ้ายินดีงั้นรึ” นางกล่าวพลางยิ้มอย่างอ่อนโยนชั่วเวลาหนึ่งก่อนจะเปลี่ยนสีหน้าเป็เรียบเฉยอีกครั้งพลางส่งสายตาเป็ประกายก่อนเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงอ่อนกว่าเมื่อแรกพบ
“เป็สิ่งที่ไม่ซับซ้อนนัก เพียงใช้โลหิตของเ้าวาดตราประทับลงบนร่างกายของข้า...” นางกล่าว พลางวาดนิ้วไปบนอากาศพลันปรากฏรอยระยับบนอากาศ
“อึก..เช่นนั้นข้าขอล่วงเกิน” หลานเทียนกลืนน้ำลายลงคอพลางเค้นปราณกรีดเป็รอยลึกที่ปลายนิ้ว บังเกิดโลหิตไหลหลั่งออกมาอย่างรวดเร็ว จากนั้นจึงขยับนิ้ววาดตราประทับอย่างบรรจงชั่วอึดใจยาวนานเป็พันหมื่นนาที ทุกอย่างเงียบสงัดกระทั่งได้ยินแม้เสียงหัวใจตัวเองโครมครามในอกเมื่อนั้นตราผนึกิญญานิรันดร์ประทับลง แสงสว่างวาบเปลี่ยนภายในถ้ำนั้นขาวโพลน ไร้สิ้นสุดไม่พบเห็นแม้เพียงเงา
เืประทับลงเหนือทรวงอกบังเกิดแสงสีทองตามรอยที่หลานเทียนบรรจงวาดนางลอยตัวขึ้นอีกครั้งพร้อมทั้งกล่าวบางอย่าง ประหนึ่งร่ายมนตร์ ด้วยสุ้มเสียงอันทรงพลัง ที่ดังกึกก้องสะท้อนไปมาภายในถ้ำแห่งนั้น
“หากประสงค์สิ่งใดในโลกหล้า ข้ายินดียอมมอบทุกสรรพสิ่งหากประสงค์สิ่งใด ข้ายินดียอมมอบสรรพสิ่งใดที่ข้ายึดถือ หากประสงค์่ชิงแม้นิญญาแห่งข้าข้ายินดียอมมอบิญญาแห่งตัวข้า ต่อท่านผู้เป็นายเหนือหัวแต่เพียงผู้เดียว” นางปฏิญาณบทผนึกิญญาต่อหน้าหลานเทียน
บัดนั้นก็บังเกิดเส้นสายพลังงานบางอย่างหมุนวนรอบตัวหลานเทียนและนางไม่กี่อึดใจทุกอย่างก็กลับมาเป็ปกติ นางจากร่างโปร่งแสงก็กลับมามีเนื้อหนังเฉกเช่นมนุษย์ทั่วไปเดิมทีนางคิดจะใช้ผนึกิญญานี้กับตัวหลานเทียน ซึ่งมีสิ่งหนึ่งที่นางไม่ได้บอกกับเขาคือหากมีพลังจิตเหนือกว่าผู้เป็นายพันธะจะส่งผลย้อนกลับหากตัวนางไม่ยินยอม ซึ่งเหล่าภูตนั้นล้วนเป็สิ่งมีชีวิตที่ปราดเปรื่องด้านพลังจิตมีพลังจิตที่แข็งแกร่งอย่างที่มนุษย์ไม่อาจเทียมเทียบ หากแต่ แสงสีทองจากเืของหลานเทียนที่ัักับนางนั้นเป็สิ่งที่อยู่เหนือความเข้าใจของนาง
การสร้างพันธะเช่นนี้ ผู้เป็บ่าวนั้นจะได้รับพลังชีวิตจากนายส่วนหนึ่งเพื่อตอกสลักลึกไปยังขั้วิญญามักจะมีแสงจากหยดเืเมื่อัักับตัวภูต หากแต่พลังชีวิตที่แบ่งให้นั้นจะแบ่งจาก ต่ำไปหาสูง คือ เขียว คราม ม่วง และแดง หากแต่สีทองนั้นแม่แต่นางเองยังไม่อาจทำความเข้าใจได้แม้แต่น้อย
“จากนี้ เ้าจะไปยังขุมนรกสุดหยั่ง ปลายขอบฟ้าหรือแม้กระทั่ง ริมผาแห่งจักรวาล ตัวข้าจะติดตามไป จนกว่าจะถึงกาลดับสูญ” ราวอิสตรีผู้สูงส่งสุดฟ้าผู้เพียงใช้หางตาชายมองดูโลกหล้า เหยียดหยันสรรพสิ่ง ต่อแต่นี้นางจะกลายเป็เพียงอิสตรีผู้ยอมโอนอ่อนต่อหลานเทียนแต่เพียงผู้เดียวชั่วอสงขัย
“เราควรออกจากที่แห่งนี้ได้แล้ว นายท่าน”นางสะบัดมืออันเรียวยาวของนางเหล่ากำแพงหินรอบด้านก็ถูกแรงบางอย่างกระแทกออกอย่างรุนแรงรอยแยกตามหินเริ่มปริออก ก่อนจะกระจายออกรอบด้านไปคนละทิศละทาง ภาพที่ปรากฏแก่สายตาก็ทำให้หลานเทียนอดคิดไม่ได้เหตุใด นางถึงไม่ทำลายผนึกออกมาด้วยตนเอง หากเพียงสะบัดมือพลังที่ปลดปล่อยออกมานั้นก็ทำให้ผู้คนระดับปราณนภาไร้การต้านทาน กระดูกและเครื่องในคงแหลกสายในลมหายใจเดียวหลานเทียนเกิดห้วงความคิดนั้นขึ้น ทันใดนั้นนางยิ้มออกบางและกล่าวด้วยน้ำเสียงที่โอนอ่อนอย่างยิ่งเพียงชายทั่วไปหากได้ยินได้ยลนางยามนี้ หากได้เพียงแค่ััล้วนแล้วแต่ยอมตกตายหมื่นครั้งได้อย่างไม่ตะขิดตะขวงใจ
“ตราผนึกิญญานิรันดร์ อันเหนือกว่าผนึกทั้งปวงคำสั่งของผู้เป็นายนั้น เหนือกว่าพันธนาการใดใด มีเพียงนายท่านเท่านั้นที่จองจำข้าผู้นี้ได้”นางมองมาที่หลานเทียนด้วยสายตาที่อ่อนโยนกว่าเดิมยิ่งนัก พร้อมกับรอยยิ้มที่แม้แต่มวลบุพผายังละอายในความงดงามของนาง
“จากนี้ข้าต้องไปยังที่แห่งหนึ่ง หากท่านไปทั้งอย่างนี้ข้าคาดว่าคงจะเป็จุดสนใจไม่น้อย” ทันทีที่หลานเทียนเอ่ยสิ้นแล้ว ร่างนางจึงเปล่งแสงสีฟ้าอ่อนออกมาร่างที่เป็เนื้อหนังค่อยกลายเป็ใสขึ้นจนมองทะลุไปเื้ัเพียงอึดใจร่างโปร่งใสของนางแปรเปลี่ยนเป็เส้นสายสีฟ้าอ่อน พุ่งทะยานเข้าสู่ร่างหลานเทียนไม่นานนางก็ปรากฏร่างอยู่ในห้วงนึกคิด ณ มิติส่วนตัวของหลานเทียน
นางที่อยู่ภายในมิติของหลานเทียนนั้นแสดงสีหน้าตื่นเต้นไม่น้อยเดินสำรวจราวกับเด็กน้อยซุกซน
“กว้างใหญ่กว่าที่ข้าคิดไปอักโข นายท่านถึงกลับมีมิติเช่นนี้ในร่างหากแพร่งพราย เกรงว่า ทั่วทั้งโลกาก็พร้อมจะมุ่งร้าย เพื่อฉกชิงเป็แน่ อ่อ.. อีกประการนายท่านควรเก็บหินก้อนนี้ไปด้วยมันอาจเป็ประโยชน์ต่อท่านในภายภาคหน้าไม่มากก็น้อย” นางกล่าวพลางเดินสำรวจประตูปราณทั้งสิบของหลานเทียนโดยใกล้กับปลายเท้านั้นมีหินก้อนหนึ่งที่ปลดปล่อยสารธารออกมาอย่างอ่อนโยน หากเมื่อััวารีที่หลั่งไหลก็หยุดลงทันทีหากเพียงแต่ทดลองถ่ายเทลมปราณเข้าไปหินนี้จึงกลับมาทำงานอีกครั้ง
หลานเทียนอึ้งไปชั่วครู่ ก่อนเก็บหินเข้าไปในห้วงมิติของตนอีกครั้งจากนั้นจึงห้อทะยานออกไปราวกับอาชาคลั่งศึกแม้เวลาจะผ่านไปกว่าสองชั่วยามความเร็วก็ไม่ลดลงกระทั่งสีหน้ายังไม่แสดงออกถึงความเหนื่อยล้าใดออกมา ขณะนั้นเองก็ปรากฏกลิ่นคาวเืฟุ้งกระจายทั่วอาณาบริเวณจากสัตว์อสูรกลุ่มหนึ่ง รูปร่างมันคล้ายต้นไม้ใหญ่กว่าหลายสิบต้น ทั้งยังมีดวงตาสีแดงระเรื่อแทรกออกตามเปลือกที่หยาบกระด้างของมันกว่าหลายสิบหลายพันคู่จ้องมองไปทั่วทิศ กิ่งก้านของมันราวกับเป็มือคอยควานหาอาหารจากทุกสารทิศสัตว์เล็กใหญ่ที่ผ่านทางล้วนถูกกระชากร่างกลายเป็ปุ๋ยหล่อเลี้ยงตัวมัน
“ััของข้าไม่อาจรับรู้ว่าโดยรอบนั้นมีศัตรู แต่กลับมีสัตว์อสูรกว่าหลายสิบตนทั้งยังมีขนาดใหญ่ถึงเพียงนี้”หลานเทียนถึงกับชะงักหยุดและลอบมองดูจากระยะไกล
“นายท่าน้าให้ข้าจัดการมันเลยหรือไม่เ้าพวกนี้มันก็แค่ต้นไม้อสูร ไม่ได้มีพิษสงเฉกเช่นสัตว์อสูรทั่วไป แต่สิ่งที่อันตรายเกี่ยวกับตัวตนของมันคือเสียงกรีดร้องที่ทำลายโสตประสาทโดยตรง อีกทั้งมันเป็ส่วนหนึ่งของป่า การตรวจจับมันนั้นถือว่ายากยิ่ง โดยปกติ จะหาทางหลบหลีกไปทางอื่น แทนที่จะฝ่าเข้าไป เนื่องจากการสังหารมันนั้นไม่ได้อะไรนอกจากเศษไม้ธรรมดาที่หาเก็บได้จากทุกที่ในป่าแห่งนี้” แม่นางภูตส่งกระแสจิตออกมา
ด้วยน้ำนั้นเป็ส่วนประกอบของสรรพชีวินในโลกเหล่าภูตวารีจึงจัดได้ว่ามีภูมิปัญญาสูงส่งกว่ามนุษย์ไปมาก ความรอบรู้ ภูมิปัญญาที่ส่งต่อผ่านทางสายน้ำนั้นมีมหาศาลั้แ่ยอดเขาสูงตระหง่านตลอดจนถึงก้นบาดาล สิ่งที่เหล่าภูตวารีไม่รู้นั้น อาจนั้นได้ด้วยมือเดียว
“เป็เช่นนี้” หลานเทียนกล่าวจบก็ใช้ออกซึ่งวิชาเร้นกายกำบังจิตขั้นที่สี่ร่างกายบัดนี้ ราวกับอันตรธานไม่อาจััถึงได้โดยง่ายดายนัก ก่อนจะย่างก้าวเข้าไปในดงของเหล่าต้นไม้อสูรในทันที
“นี่มันวิชาพิสดารเช่นใด ราวกับนายท่านกลายเป็เพียงสายลมอันบางเบาน่าทึ่งยิ่งนัก” แม่นางภูตส่งกระแสจิตสื่อสารต่อหลานเทียน หลานเทียนเองก็แอบหน้าแดงระเรื่อไม่น้อยนอกจากอาจารย์ของเขา นี่ก็เป็ครั้งแรกที่แสดงวิชาลับนี้ให้ผู้อื่นดูทั้งยังได้รับคำชมจากแม่นางภูตอีกด้วย
ยิ่งเดินเข้าไปในป่าลึกนั้นกลิ่นคาวเืยิ่งหนาแน่นขึ้นเหล่าต้นไม้อสูรยิ่งมากขึ้นเป็ทวีคูณ เบื้องหน้าราวร้อยก้าว ปรากฏบุพผาหนึ่งเบ่งบานสง่างามท่ามกลางซากศพที่เน่าเปื่อยเรียงรายทั้งรอบด้าน
“นั่นมันอสุภบุพผา ดอกไม้ที่รูปลักษณ์แตกต่างจากกลิ่นอายน่าเกลียดขยะแขยงนายท่านต้องระมัดระวังให้มาก พิษของมันสามารถสังหารท่านได้ในทันที ข้าว่าเราควรเปลี่ยนเส้นทาง”แม่นางภูตกล่าวผ่านทางจิตที่เชื่อมโยงกับหลานเทียนโดยตรง
หลานเทียนยังคงท่าทีนิ่งสงบพร้อมกับกล่าว
“เช่นนั้นข้าจะเก็บเกี่ยวมันได้อย่างไร”หลานเทียนขมวดคิ้วเพ่งมองไปอย่างแน่วแน่ ทั้งยังหวนให้นึกถึงจวนตระกูลหลี่ลอบที่ส่งคนมาลอบสังหารเขาด้วยลูกดอกอาบยาพิษ ซึ่งมาจากพิษของตัวอสุภบุพผา
“เป็ไปได้โดยยากยิ่ง” นางกล่าวพลางยิ้มร่าก่อนจะเอื้อนเอ่ยอีกครา
“โดยปรกติ ใช้ผู้มีพลังปราณดาราขึ้นเป็ผู้เก็บเกี่ยวหากแต่ไม่อาจเข้าถึงตัวดอกได้หากััซึ่งตัวดอกแม้แต่ระดับปราณสูงสุดบนโลกก็มิอาจขับไล่พิษของมันได้ เป็พิษที่กัดกิน กัดกร่อนั้แ่ิักระดูก กระทั่งเส้นผมเพียงเส้นยังไม่หลงเหลือให้เห็น หากแต่นายท่านจะสามารถควบคุมมิติของท่านเก็บเกี่ยวมันจากระยะร้อยก้าวดอกอสุภบุพผาจะมีประสิทธิภาพเฉกเช่นเดิม ทั้งยังจะทำให้ปราณของท่านซึมซับพลังหยิน ช่วยในการต้านทานพิษรวมถึงควบคุมหยินได้ดีมากขึ้นในอนาคตแต่การกระทำที่ข้ากล่าวไปเป็การสิ้นเปลืองพลังจิตอย่างยิ่ง รังแต่จะเพิ่มความเสียหายโดยตรงต่อจิติญญาหากเกิดข้อผิดพลาด”แม่นางภูติกล่าว
ด้วยตัวของอสุภบุพผานั้นไม่เคยมีผู้ใดเก็บเกี่ยวมันได้เพียงใช้ละอองเกสรที่ฟุ้งในอากาศรอบบุพผาในระยะสี่สิบก้าวก็เพียงพอที่จะใช้ประหัตปะาผู้คนโดยง่ายแล้ว
“ว่าแต่เ้ารู้ถึงความคิดข้าด้วยอย่างนั้นหรือ..”หลานเทียนเพิ่งนึกออกว่าต่อให้เขาไม่ส่งกระแสจิตบอกนาง แต่นางกลับตอบและบอกกล่าวสิ่งที่เป็เพียงห้วงความคิด
“ข้าอยู่ในห้วงมิติของนายท่านซึ่งเชื่อมต่อกับจิตของนายท่านโดยตรงจึงรู้เท่าทันจิตของนายท่าน เช่นกันท่านก็จะรับรู้ห้วงความคิดของข้าเช่นกัน” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน
“ข้อจะลองเก็บเกี่ยวมันดู ระหว่างนี้ข้าจำต้องปิดกั้นััทั้งหมดไม่อาจปกป้องตัวได้แม่สัตว์อสูรชั้นต่ำก็สามารถสังหารข้าได้โดยพริบตาเดียว” หลานเทียนกล่าวพลางส่งห้วงมิติครอบไปยังดอกอสุภบุพผาด้วยระยะทางกว่าร้อยก้าวนั้นทำให้การควบคุมมิติของหลานเทียนเป็ไปอย่างยากลำบาก
สองชั่วยามผ่านไปห้วงมิติที่ส่งไปนับร้อยครั้งถึงกระนั้นก็ไม่อาจก้าวผ่านระยะเกินยี่สิบก้าวจะตำแหน่งตัวเองด้วยห้วงมิติที่ส่งไปนั้นควบคุมด้วยพลังจิตที่ใช้ออกเป็ปรริมาณมหาศาลทั้งยังแตกสลายในท้ายที่สุดสภาพจิตใจก่อเกิดเป็พลังด้านลบไม่อาจใช้ออกซึ่งพลังจิตััทั้งห้าค่อยปิดตัวลงอย่างแช่มช้า สภาพจิตที่อ่อนล้านั้นรุนแรงกว่าสภาพร่างกายหลายเท่านัก ถึงอย่างไรหากพักผ่อน จนผ่อนคลายพลังจิตรวมถึงััทั้งห้าจะค่อยฟื้นคืนกลับมา
“นายท่านไม่ควรหักโหมเช่นนี้ ถึงอย่างไรบุพผานั้นก็ยังมีชีวิตแตกต่างร่างอันไร้ิญญาของสัตว์อสูรตัวเขื่องที่ทันเก็บไว้ในห้องมิตินี้มาก”นางกล่าวด้วยสีหน้าตระหนกยิ่งเมื่อเห็น สภาพของหลานเทียนในเวลานี้
ด้วยห้วงมิติของหลานเทียนนั้น ไม่อาจจะเก็บเกี่ยวสิ่งมีชีวิตเข้าไปได้โดยง่ายซึ่งสิ่งมีชีวิตในโลกนั้นไม่ใช่เพียงสัตว์น้อยใหญ่หากแต่รวมไปถึงพืชพรรณ สมุนไพรนานาชนิดเป็สิ้นเปลืองพลังจิตมากมายมหาศาล ยิ่งกล่าวถึงการเก็บเกี่ยวดอกไม้แห่งมวลซากศพไร้สิ้นสุดนี้ทำให้ยิ่งยากเป็ทวีคูณบวกเข้ากับระยะทางกว่าร้อยก้าว การส่งพลังจิตที่ควบคุมมิติออกไปนับว่าเป็ระยะทางราวหมื่นกิโลเมตรหาแปรเปลี่ยนเป็พลังกาย
หน้าของหลานเทียนซีดเผือดลงดุจกระดาษก่อนล้มพับลงการปิดกั้นประสาทััถูกเพิกถอนทันที ภายในหูอื้ออึง สายตาพร่ามัว ทั่งร่างอาบด้วยเหงื่อกาฬชุ่มโชกตัวสั่นเทิ้มเราจับไข้ นี่เป็ผลของการที่พลังจิตนั้นถูกบีบคั้นและแตกสลายกว่าหลายร้อยครั้งโลกหล้าจากสีสันกลายเป็ขาวดำ เปลือกตาค่อยปิดลงอย่างแช่มช้า สติและััพร่าเลือนไปในที่สุด
เวลาผันผ่านไปราวหนึ่งราตรีกาล หลานเทียนจึงค่อยมีสติกลับมาประสาทััทั้งห้าค่อยกลับมาเป็แจ่มชัดขึ้นเมื่อัักลับมาก็พลันพบได้ว่าศีรษะนั้นัักับสิ่งอ่อนนุ่มราวกับปุยนุ่น ทั้งยังมีกลิ่นหอมราวดอกไม้บางชนิดที่ไม่อาจพรรณนาเมื่อลืมตาขึ้นจึงพบได้ว่ากำลังนอนหนุนตักของแม่นางภูตตนนี้ กล่าวได้ว่าชายชาตรีใดที่พบเห็นภาพเช่นนี้อาจเืขึ้นหน้าด้วยความอิจฉาริษยาต่อหลานเทียน ที่มีนางงามล่มเมืองใช้ตักแทนหมอนหนุน
“ต่อไปท่านมิอาจบุ่มบ่าม ไม่ยั้งคิด ไม่กลัวตายเช่นนี้อีกนอกจากไม่เป็ประโยชน์อันใดยังรังจะทำให้เกิดการาเ็ทางจิตใจมหาศาลอาจถึงขั้นแตกสลาย ไม่อาจฟื้นคืน กลับกลายเป็ผู้เสียสติผู้หนึ่งเท่านั้น”นางกล่าวด้วยน้ำเสียงขุ่นเคืองเจือด้วยเส้นสายแห่งความห่วงใย
เมื่อฟื้นคืนประสาทััทั้งสิ้นแล้วหลานเทียนจึงพยุงตัวขึ้นนั่งพลางถอนหายใจเฮือกใหญ่ ถึงแม้อาการที่เกิดจากการใช้ออกซึ่งพลังจิตจนมากเกินจะย่ำแย่แต่ก็ดีขึ้นกว่าเดิมมากแล้วหลังจากผ่านไปหนึ่งคืนที่ไม่ได้สติ เมื่อลุกขึ้นนั่งได้แล้วเขากลับแสดงสีหน้าเหมือนนึกถึงสิ่งสำคัญบางประการออกได้
“ข้า เป็เด็กชายธรรมดาที่อยู่ริมชายป่าณ พื้นที่อันห่างไกลจากที่นี่ไปมากโข อาศัยอยู่กับปู่และ..พี่น้องของข้าอีกสองคน คนหนึ่งเป็หญิงสาวหน้าตาสะสวยทั้งยังฉลาดหลักแหลมไม่เป็สองรองใคร นางมีนามว่า ไป๋เสวี่ย ส่วนอีกคนเป็เ้าอ้วนที่ดูไม่เอาไหนแต่ใจดีมากทั้งยังมีพลังปราณที่ล้นเหลือจนไม่น่าเชื่อนามว่า หงซาน และสุดท้ายท่านปู่อันเป็ผู้มีพระคุณสูงสุดของพวกเรานั้นเป็ชายชราที่ใจดีโอบอ้อมอารี คอยดูแลพวกข้ามาอย่างดีถึงแม้จะไม่ใช่สายเืเดียวกันก็ตาม นามว่าอี้หวังหย่ง..”หลานเทียนกล่าวกับแม่นางภูตโดยตรง เนื่องจากไม่อาจใช้กระแสจิตได้
“เหตุใดนายท่านถึงเล่าเื่นี้ให้ข้าฟัง…”แม่นางภูติกล่าวพลางขมวดคิ้วแสดงความสงสัยใคร่รู้ ราวเด็กน้อยไร้เดียงสาผู้หนึ่ง
“ข้า..ข้าคิดว่าควรแนะนำตัวเอง..ก่อนที่จะถามเ้า..”หลานเทียนกล่าวอย่างตะกุกตะกักเมื่ออยู่เบื้องหน้านาง เนื่องจากยังไม่ชินที่ต้องอยู่กับสตรีสองต่อสองทั้งยังไม่ใช่ผู้ที่สนิทคุ้นเคยเหมือนไป๋เสวี่ยด้วย
หากเทียบความงามของสองอิสตรีที่หลานเทียนพานพบนั้นถึงแม้ไป๋เสวี่ยที่อายุสิบสามนั้นราวกับเทพธิดาน้อยที่สุดใส น่าทะนุถนอม ราวเกล็ดหิมะหากแต่แม่นางภูตนั้นเป็เหมือนโฉมงาม อายุราวสิบแปดสิบเก้าปี ที่ความงดงามนั้นสามารถโยกคลอนจิตใจบุรุษทั่วหล้าเพียงแค่ชายตามอง ทั้งสองมีความงดงามที่กินกันไม่ลงอีกทั้งยังเป็ความงดงามคนละแบบ
“โอ้ อื้ม” นางกระแอมเล็กน้อย
“ข้า มีนามว่า ลี่เหอ เป็ภูตแห่งวารีทั้งปวงไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบใด ั้แ่สายธารเล็กตลอดจนมหาสมุทรลึก ม่านหมอกเมฆอันบางเบา รวมไปถึงวารีธาตุที่แข็งแกร่งอย่างน้ำแข็งและนุ่มนวลอย่างหิมะตัวข้าถือกำเนิดมาจากสายน้ำธรรมชาติถึงกระนั้นข้าก็มิได้เป็ตัวตนเดียวในโลก ภูมิปัญญาของพวกข้าแตกต่างกันไปตามที่อาศัยด้วยเหตุนี้ข้าจึงมีปราณเหมันต์ที่เข้มแข็งกว่าปราณวารีปรกติ” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงภาคภูมิอยู่มิน้อยที่มีปราณเหมันต์ที่นับเป็ปราณในสายวารีที่แข็งแกร่งที่สุด
“เมื่อก่อนพวกข้านั้นมีอยู่มากมายกว่าที่ท่านจะนึกฝันพรรณนาถึงมักอยู่กันเป็กลุ่มผูกพันกันด้วยสายใยแห่งภูตวิถีเสมือนเป็ครอบครัวเฉกเช่นพวกท่านทั้งยังรักความอิสระอย่างยิ่งยวด หากถูกกักขังย่อมยินยอมสละชีพตนอย่างไม่ไยดี” เสียงนางกดต่ำลงน้ำเสียงเริ่มเจือด้วยความโกรธแค้นขึ้นมา น้ำตาเอ่อปรากฏให้เห็น
“กว่าหลายปีมาแล้วนับแต่ข้าถูกจองจำในผนึก…เป็เพราะข้าไม่อาจควบคุมตนเองได้จึงสร้างพายุหิมะขนาดใหญ่โหมกระหน่ำไปทั่วเขตแคว้น…เพียงเพราะเราเผ่าพงศ์ภูตมีสี่สมบัติภูต”นางกล่าวพลางแสดงสีหน้าโกรธเกรี้ยวอย่างยิ่งน้ำตาที่เอ่อนั้นพลันไหลออกมา อารมณ์ของนางทั้งเศร้าโศกระคนโกรธา จะแปรเปลี่ยนเป็ความคั่งแค้นยิ่งยวด