"คุณหนูทั้งสองท่านข้าขอทราบชื่อของพวกท่านได้หรือไม่? หากมีโอกาสข้าจะตอบแทนพระคุณท่านทั้งสองคนให้ได้" นางฮุ่ยซื่อพูดขึ้นด้วยท่าทีจริงจัง
"อย่าได้ถือเป็บุญคุณเลยเ้าค่ะ ข้าสองคนพี่น้องเป็ฝาแฝดแช่เวิน…วันนี้ได้พบกันได้ช่วยเหลือกันนับเป็วาสนา" เวินหนิงเหมยพูดขึ้นพร้อมกับยิ้มอ่อนแม้จะมีผ้าคลุมหน้าบางๆแต่ทุกคนที่อยู่ ณ ที่นี้ก็มองออกว่านางสองคนต้องเป็สตรีที่งดงามมากแน่ๆ
เวินหนิงลี่แสร้งล้วงมือเข้าไปในถุงผ้าแล้วหยิบกระบอกน้ำไม้ไผ่ออกมาก่อนจะเดินไปหาเด็กชายตัวเล็กที่อยู่ในอ้อมกอดของมารดา "เสี่ยวิตัวน้อย นี่เป็น้ำสมุนไพรที่อร่อยที่สุด…เ้ารีบดื่มก่อนเร็วเข้า"
"ยาอร่อยจริงหรือขอรับ? ข้าเคยกินแต่ยาขมๆไม่เคยได้ยินว่ามียาอร่อยๆเช่นนี้มาก่อนเลย" เสี่ยวิพูดเสียงอ่อนแรง
"กินดูก่อน หากไม่เคยลองแล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าพี่สาวพูดจริงหรือไม่?" เวินหนิงลี่ยื่นกระบอกน้ำไปจ่อปากเด็กน้อยเบาๆ พอเห็นเสี่ยวิอ้าปากดื่มน้ำเข้าไปอย่างเชื่อฟังก็ยกยิ้มอ่อนขึ้นมา
"อื้มมม! หวานอร่อยสดชื่นมากขอรับ ยาของพี่สาวหอมหวานจริงๆ ข้ารู้สึกแข็งแรงขึ้นมามากกว่าเมื่อก่อนอีกนะขอรับ" เสี่ยวิยิ้มกว้างพูดขึ้นด้วยความดีใจ
"ดื่มยาแล้วก็รีบกลับบ้านไปเปลี่ยนอาภรณ์ทานนำอุ่นๆทานข้าวให้อิ่มแล้วนอนพักผ่อนเถอะ" เวินหนิงเหมยพูดกับเด็กชายด้วยความเมตตา
หลังจากที่นางฮุ่ยซื่อพาบุตรชายกลับเรือนไปแล้ว ชาวบ้านก็แยกย้ายกันไปเหลือแค่เวินหนิงเหมย เวินหนิงลี่และท่านหมอเกาที่ยังอยู่ที่นี่ ท่านหมอเกาผู้นี้ไม่ได้หัวโบราณเหมือนชาวบ้านทั่วไปเพราะเขาชื่นชอบคนที่มีความรู้ความสามารถเสมอ วันนี้ได้พบวิชาแพทย์ที่แปลกใหม่เขาจึงอยากจะขอแลกเปลี่ยนความรู้กับคุณหนูทั้งสองคน
ซึ่งสองพี่น้องก็ยินดีที่จะแลกเปลี่ยนความรู้นี้อย่างเต็มใจ ในฐานะหมอ…หากคนรู้วิธีช่วยเหลือคนไข้ฉุกเฉินมากขึ้นหนึ่งคนก็เท่ากับว่าได้ช่วยชีวิตคนอีกหลายคนไม่ใช่หรือ? ดังนั้นเห็นท่านหมอมาขอแลกเปลี่ยนความรู้ด้วยความจริงใจพวกนางจึงได้อธิบายและสอนวิธีช่วยเหลือคนไข้ฉุกเฉินเช่นนี้ให้อย่างไม่หวงความรู้
ท่านหมอรู้สึกทึ่งกับวิชาแพทย์ของคุณหนูทั้งสองคนมาก แม้แต่อาหารติดคอที่ไม่มีวิธีรักษามาก่อนพวกนางก็ยังรู้วิธีรักษาด้วย! หากความรู้นี้ถูกเผยแพร่ออกไปไม่รู้ว่าจะช่วยชีวิตคนได้อีกมากมายเท่าไร? หลังจากพูดคุยกันได้ราวหนึ่งเค่อท่านหมอก็เชิญคุณหนูทั้งสองคนไปทานอาหารมื้อกลางวันที่บ้านของเขาเพื่อตอบแทนคุณหนูทั้งสองคน
สองพี่น้องยิ้มแย้มตอบตกลงทันที นี่เป็ครั้งแรกที่พวกนางจะได้รองชิมอาหารฝีมือของคนยุคโบราณนี่นา…เื่อะไรนางจะยอมพลาดโอกาสนี้กันล่ะ! ที่บ้านของท่านหมอเกาเป็บ้านอิฐชั้นเดียวพื้นที่ไม่ได้กว้างมากพื้นที่บริเวณรอบๆบ้านหากมองจากสายตาก็ราวสองหมู่เห็นจะได้ ที่บ้านของเขายังมีท่านผู้เฒ่าและฮูหยินผู้เฒ่าเกา ภรรยา บุตรชายคนโตและภรรยา บุตรชายคนรองและบุตชายคนเล็ก
บุตรชายคนที่สองของเขายังได้รับาเ็สาหัสจากการตกเขาจนต้องนอนติดเตียงมาหลายเดือนแล้วด้วย ภรรยาของลูกชายคนที่สองของท่านหมอเห็นว่าสามีกลายเป็คนพิการก็ทอดทิ้งหนีไปแต่งงานใหม่อย่างไม่ลังเล โชคดีที่เขายังไม่มีบุตรไม่เช่นนั้นหากบุตรขาดมารดาเลี้ยงดูคงจะมีปมในใจไม่น้อยเลย
"ให้พวกเราได้ลองตรวจดูอาการของเขาได้หรือไม่เ้าคะ?" เวินหนิงลี่ถามขึ้นมาด้วยความสนใจ
"ได้สิ หลายเดือนมานี้ลูกชายของข้านั้นต้องทรมานนอนติดเตียงอยู่ตลอดข้าเองก็สงสารเขามากแต่ก็ไม่รู้วิธีที่จะรักษาขาของเขาให้หายจริงๆได้แต่ประคับประคองอาการของเขามาเร่ื่อยๆ" ท่านหมอเกาพูดขึ้นด้วยความเศร้า
สองพี่น้องตรวจดูอาการของคนป่วยเสร็จก็หันไปพูดกันเสียงเบาแต่ทุกคนที่อยู่ในห้องก็ได้ยินอย่างชัดเจน "ยังพอรักษาได้อยู่ หนิงลี่…ถึงเวลาของเ้าต้องแสดงฝีมือแล้ว เ้ารักษาขาของพี่ชายผู้นี้เถิด"
เวินหนิงลี่หันไปมองสองผู้เฒ่าและท่านหมอเกาก่อนจะพูดว่า "พวกท่านยินดีจะให้ข้ารักษาหรือไม่เ้าคะ?"
"ยินดีๆ เราย่อมยินดีแน่นอน" ท่านหมอเกาพูดขึ้นด้วยความยินดี เขาเชื่อมั่นในฝีมือแพทย์ของคุณหนูทั้งสองคนนีี้มาก แม้จะเพียงแค่ได้พูดคุยกันและเห็นวิธีช่วยชีวิตคนของนางแค่ครั้งเดียว แต่ความรู้สึกลึกๆในใจของเขาบอกว่าพวกนางไม่ธรรมดาแน่!
เวินหนิงลี่หันไปพูดกับคนไข้เสียงหวานสดใส "พี่ชาย ท่านยินดีจะให้ข้ารักษาขาของท่านหรือไม่เ้าคะ?"
เกาฉู่ิไม่มีความหวังมาั้แ่รู้ว่าขาของเขาไม่มีทางรักษาแล้ว เขาไม่คิดว่าคุณหนูผู้นี้จะรักษาขาของเขาให้หายได้แต่ก็พยักหน้าตอบตกลงให้นางรักษาเพื่อความสบายใจของบิดามารดาและพี่น้องเท่านั้น "ต้องขอรบกวนท่านหมอหญิงแล้ว"
"อย่าเรียกข้าว่าท่านหมอเลยเ้าค่ะ หากท่านเต็มใจก็ให้เรียกข้าว่าคนงามเถิด" เวินหนิงลี่พูดขึ้นหยอกล้อคนไข้ให้คลายความเศร้าก่อนจะพูดขึ้นอีกครั้ง "ท่านวางใจในฝีมือของข้าได้ หากข้ารักษาท่านไม่ได้ข้าจะไม่กินข้าวบ้านท่านแน่นอน"
"ฮ่าฮ่าฮ่า! ไม่หายก็ไม่เป็ไรข้าไม่โทษเ้า ยังไงก็ต้องให้เ้ากินข้าวบ้านเราให้ได้" เกาฉู่ิพูดขึ้นอย่างขบขัน นานแล้วที่เขาไม่ได้หัวเราะแบบนี้ แม้แต่ท่านพ่อท่านแม่และพี่น้องเห็นเขาหัวเราะออกมาพวกเขาก็รู้สึกยินดีแล้ว
เวินหนิงลี่หยิบห่อเข็มของนางออกมาจากถุงผ้า กางห่อผ้าออกก็เห็นเข็มกว่าสามร้อยเล่มเรียงรายกันอย่างเป็ระเบียบ นางเลือกเข็มขึ้นมาก่อนจะหันมาพูดกับคนไข้อย่างยิ้มแย้ม "จะเริ่มแล้วนะเ้าคะ"
เข็มเล่มเล็กถูกปักลงไปบนขาของเกาฉู่ิ หลังจากเวินหนิงลี่ดึงเข็มออกดวงตาของเขาก็เบิกกว้างใบหน้าระบายยิ้มออกมาด้วยความยินดีก่อนจะพูดขึ้นด้วยความตื่นเต้น "ข่ะ ขา…ขาของข้ามีความรู้สึกแล้ว!!!"
"จริงหรือ? เ้ารอง…ลูกพ่อเ้าพูดจริงๆใช่หรือไม่?" ท่านหมอเกาพูดขึ้นมาด้วยความยินดี น้ำตาไหลพลากด้วยความดีใจ
พอเห็นเวินหนิงลี่ขยับออกจากขอบเตียงแล้วทั้งสามคนก็รีบไปถามอาการของเกาฉู่ิด้วยความตื่นเต้น เวินหนิงลี่ยิ้มอ่อนแล้วพูดขึ้นว่า "ขาของท่านหายแล้วแต่เนื่องจากนอนเป็เวลานานเกินไป หลังจากนี้ให้ท่านฝึกเดินบ่อยๆนะเ้าคะ หากเป็ไปได้ก็ทำไม้เท้าสามขาให้ท่านใช้ฝึกเดินด้วยตนเองบ่อยๆจะดียิ่ง"
"ไม้เท้าสามขาอย่างนั้นหรือ? มันเป็อย่างไรเ้าพอจะบอกให้เรารู้ได้หรือไม่?" ท่านหมอเกาเอ่ยปากขึ้นมาด้วยความสงสัย
"เดี๋ยวข้าจะวาดรูปให้ท่านก็แล้วกันเ้าค่ะ หลังจากนี้ท่านก็ไปหาช่างไม้หรือช่างตีเหล็กทำให้นะเ้าคะ" เวินหนิงลี่พูดขึ้นด้วยท่าทางสบายๆ
"อาหารเสร็จแล้วเ้าค่ะ ทุกคนมากินข้าวได้แล้ว" เสียงของเกาฮูหยินดังลั่นมาถึงในห้อง
"เช่นนั้นพวกเราก็ไปทานอาหารกันเถอะ" ท่านหมอเกาพูดขึ้นอย่างมีความสุขแล้วะโเรียกหาบุตรชายเสียงดังลั่น "เ้าใหญ่ รีบมาพยุงน้องรองของเ้าไปกินข้าวเร็วเข้า"
วันนี้เป็วันที่ครอบครัวเกามีความสุขที่สุดในรอบหลายเดือนหลังจากที่เห็นเกาฉู่ิเดินออกจากห้องได้ แม้จะยังต้องให้คนประคองแต่แค่เดินได้ก็นับเป็เื่ที่น่ายินดีมากแล้ว ต่อไปขอแค่เขาฝึกเดินบ่อยๆจะต้องกลับมาหายดีเดินเหินได้เหมือนคนปกติแน่นอน แต่ละคนต่างก็เอ่ยขอบคุณพี่น้องเวินด้วยความซาบซึ้ง
ระหว่างทานอาหารสองพี่น้องก็ได้พูดคุยและสอบถามเื่ต่างๆจนได้รู้ข้อมูลคร่าวๆมาว่าแคว้นที่พวกนางมาเกิดใหม่นี้คือแคว้นสือเ้า เมืองที่พวกนางกำลังอยู่นี้คือเมืองหยางเป็เมืองเล็กๆอยู่ทางทิศตะวันออกของแคว้นสือเ้า ชาวเมืองที่นี่นิยมปลูกข้าวและธัญพืชเพื่อดำรงชีพ
หากพวกนางสองพี่น้อง้าจะเข้าเมืองหากขี่ม้าไปก็ใช้เวลาราวหนึ่งชั่วยามครึ่ง ดังนั้นเวินหนิงเหมยและเวินหนิงลี่จึงตัดสินใจจะเดินทางเข้าเมืองกันวันนั้นเลย หลังจากทานมื้อกลางวันเสร็จก็พูดคุยตอบคำถามท่านหมอเการาวครึ่งชั่วยามพวกนางก็บอกลาครอบครัวเกาแล้วขี่ม้าออกจากหมู่บ้านทันที
สองพี่น้องมาถึงประตูเมืองก็เข้ากลางยามเซินแล้ว หลังจากยื่นป้ายแสดงตัวและจ่ายค่าเข้าเมืองแล้วพวกนางก็จูงม้าไปหาโรงเตี๊ยมก่อนเป็อันดับแรก สองพี่น้องจูงม้าเดินไปตามถนนเพื่อหาโรงเตี๊ยมจนไม่ได้สังเกตเลยว่าเวลานี้พวกนางกลายเป็ที่สนใจของคนที่เดินผ่านไปผ่านมาแม้แต่คุณหนูคุณชายที่นั่งอยู่ในโรงน้ำชาและเหลาอาหารก็ยังหันมามองพวกนางด้วยความสนใจเช่นกัน
"นั่นๆ โรงเตี๊ยมนั้นก็ใหญ่โตและดูปลอดภัยดีนะ พี่หญิงพวกเราลองไปถามดูกันเถอะ" เวินหนิงลี่พูดขึ้นอย่างสดใส
"อืม ไปกันเถอะ" เวินหนิงเหมยก็พยักหน้าเห็นด้วยเช่นกัน
เดินต่ออีกไม่ไกลพวกนางก็มาถึงหน้าโรงเตี๊ยมแล้ว เวินหนิงเหมยเอ่ยถามคนเฝ้าประตูด้วยน้ำเสียงหวานใส "พี่ชาย ไม่ทราบว่าที่นี่ยังพอมีห้องพักให้เราเช่าสักห้องหรือไม่?"
"มีขอรับ ไม่ทราบว่าคุณหนู้าห้องชั้นไหนขอรับ โรงเตี๊ยมของเรามีทั้งหมดสามชั้น…ชั้นหนึ่งเป็ห้องพักธรรมดาห้องไม่ได้กว้างมากนักราคาที่คืนล่ะสองตำลึงเงิน ชั้นที่สองเป็ห้องที่กว้างขึ้นมาอีกเล็กน้อยเข้าพักได้ราวๆสามถึงสี่คนราคาคืนล่ะสามตำลึงเงินและชั้นที่สามเป็ห้องใหญ่พิเศษ ด้านในมีของใช้ครบครันราคาคืนล่ะห้าตำลึงเงินขอรับ คุณหนู้าแบบไหนขอรับ?" คนเฝ้าประตูบอกรายละเอียดอย่างมีมารยาท
"เอาชั้นสามหนึ่งห้องหนึ่งคืน" เวินหนิงเหมยตอบกลับด้วยท่าทีสบายๆ
"เช่นนั้นเชิญทั้งสองท่านทางนี้เลยขอรับ ส่วนม้าของท่านคนงานของเราจะดูแลให้เองขอรับ" คนเฝ้าประตูพูดจบก็มีคนงานคนหนึ่งเดินมาจูงม้าทั้งสองตัวไปด้านหลังโรงเตี๊ยม
ห้องพักของที่นี่นับว่าน่าพอใจมาก ห้องกว้างขวางปลอดโปร่งสะอาดสะอ้านมากกว่าที่คิด เตียงนอนกว้างขวางผ้าปูที่นอน ผ้าห่มและหมอนยังมีกลิ่นหอมอ่อนๆของดอกไม้ ห้องอาบน้ำยังมีอ่างอาบน้ำใหญ่อยู่กลางห้องหากได้นอนแช่น้ำสักชั่วยามคงจะสบายตัวไม่น้อย
เวินหนิงลี่สำรวจห้องจนพอใจแล้วก็หันไปชวนพี่สาวทันที "พี่หญิง ไปหาซื้อเสื้อผ้ากันเถอะเ้าค่ะ พวกเรามีแค่ชุดเดียวนะ"
"จริงด้วย! รีบไปกันเถอะ" เวินหนิงเหมยก็เกือบลืมเื่นี้ไปเลย
สองพี่น้องหยิบผ้าขึ้นมาคลุมหน้าอีกครั้งแล้วรีบเดินออกจากห้องไปอย่างอารมณ์ดี แน่นอนว่าทั้งสองคนตรงไปเข้าร้านผ้าก่อนเป็ที่แรกและที่เดียวสำหรับวันนี้