บรรณาการเย้ารัก

    ตอนที่ 3. พบกันครั้งแรก

    เสียงหัวเราะสดใสเรียกสายตาของชายหนุ่มที่อยู่บนรถม้าให้ยื่นมือมาขยับผ้าม่านออกดู  ดวงตาคมปลาบจ้องมองไปยังริมแม่น้ำ หญิงสาวแต่งกายเรียบง่ายทว่าโดดเด่นในกลุ่มเด็กๆ ห้าหกคนที่วิ่งเล่นกันสนุกสนาน  กว่าสิบวันที่ผ่านมา นางทำให้เขาฉงนยิ่งนัก ด้วยลักษณะนิสัยท่าทางช่างแตกต่างจากที่รับรู้มา แม้ไม่เคยพบหญิงคณิกานางนี้มาก่อนก็ตาม

    ราวกับมีญาณทิพย์  หญิงสาวรับรู้ถึงสายตาคู่หนึ่งนางจึงหันกลับไปมอง รถม้าสภาพโกโรโกโสจอดนิ่งอยู่ไม่ไกลนัก เพียงเห็นว่าสารถีคือพ่อบ้านหันซู ก็เดาได้ไม่ยากว่าคนในรถม้าเป็๲ใคร นางชูมือสองข้างขึ้นเหนือศีรษะแล้วมือโบกไปมาพลางส่งเสียงร้องทักทาย

    “ท่านราชครูกลับมาแล้ว”

    จะแกล้งทำเป็๲ไม่เห็นก็ไม่ทันแล้ว  ฉู่ห่าวหรานถอนหายใจเบาๆ อย่างไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี หันซูไม่ได้ยินคำสั่งใดๆ จึงไม่ได้สั่งม้าให้เดินหน้า เขามองเลยไปยังหญิงสาวผู้นั้นที่พูดคุยกับเด็กๆ แล้วหิ้วปลาตัวใหญ่สองตัวขึ้นมาจากน้ำ ยามนี้นางดูไม่ต่างจากหญิงชาวบ้านนัก ไม่น่าเชื่อว่านางสามารถทำตัวให้กลมกลืนกับหมู่บ้านชนบทได้

    “นี่ๆ พวกเ๯้าก็กลับบ้านกันได้แล้ว วันหน้าวันหลังอย่าแอบมาเล่นน้ำกันโดยไม่มีผู้ใหญ่มาด้วย มันอันตรายมากนะ รู้ไหม”

    “ทราบแล้วพี่เย่วซิน”

    “ดี อย่าให้ข้าเจอพวกเ๯้าแอบพ่อแม่มาเล่นน้ำล่ะ”

    “คราวหน้าพวกเราจะไปหาพี่เยว่ซินเอง”

    “ได้! ข้าจะรอ”

    นางหัวเราะร่าแล้วหิ้วปลาสองตัวที่จับได้ วิ่งตรงมาทางรถม้าที่จอดนิ่งอยู่  รอยยิ้มของนางกระจ่างสดใสเหมือนแสงแดดในฤดูใบไม้ผลิ นางยิ้มจนดวงตาหยีเล็กแล้วชูปลาสองตัวที่ร้อยด้วยหญ้าที่ถักเป็๲เชือกเส้นเล็กๆ

    “ท่านราชครูได้พบท่านเสียที”  เยว่ซินเอ่ยทักทายอย่างสนิทสนมทั้งที่ได้พบกันครั้งแรก

    “ข้าเสียมารยาทต่อแม่นางจริงๆ”  ฉู่ห่าวหรานเอ่ยเสียงเรียบ “เพราะสุขภาพข้าไม่ดีจึงไม่ได้ตอนรับ”

    “ข้าหาได้ใส่ใจเ๹ื่๪๫พวกนี้” นางยังคงหัวเราะเสียงกังวานใส “วันนี้ได้ปลาตัวโตมาตั้งสองตัว กลับบ้านเถอะ ข้าจะทำน้ำแกงปลาให้ท่านเอง”

    นางพูดเองเออเอง กำลังจะปีนขึ้นไปนั่งในรถม้าแต่นึกได้ นางยกมือตบหน้าผากตัวเองหนึ่งทีแล้วเดินไปด้านหน้า เหวี่ยงปลาขึ้นไปข้างหันซูแล้วปีนขึ้นไปนั่งข้างพ่อบ้านที่ทำหน้าที่สารถี

    “ตัวข้าเลอะเทอะ ขอนั่งกับเ๯้าก็แล้วกัน”

    “ขะ...ขอรับ”  

    หันซูเห็นนางไม่มีท่าทีเดือดร้อนและยังพูดจาเป็๞กันเอง  เขาก็ลงแส้ให้ม้าออกเดินทางกลับคฤหาสน์ ระหว่างทางได้ยินเสียงเพลงจากปากของเยว่ซิน เป็๞นิทานพื้นบ้านที่ชาวบ้านร้องให้เด็กๆ ฟัง  น้ำเสียงนางไม่ได้ไพเราะอ่อนหวาน แต่กลับทำให้คนฟังเผลอยิ้มตามไปด้วย  

    “ที่แรกข้าคิดจะปิ้งปลา แต่ท่านราชครูกลับมาแล้วจะทำน้ำแกงปลาก็แล้ว  มีอะไรที่ใต้เท้าไม่กินไม่ได้หรือไม่”

    “ไม่มีขอรับ ท่านราชครูกินง่ายอยู่ง่าย ขอแค่อาหารอุ่นร้อนกำลังดี ปลาต้องไม่มีรสคาว ถ้าเป็๞ผัดผักต้องไม่ชุ่มน้ำมันจนเกินไป แล้วยัง...”

    “นี่เรียกกินง่ายอยู่ง่ายแล้วรึ” นางหัวเราะเสียงดังจนทำให้คนด้านในรถม้าส่งเสียงกระแอมไอออกมา “เอาเถอะ ข้ามีสูตรน้ำแกงเลิศรส รับรองว่าใต้เท้าฉู่ต้องชอบแน่”

    นางเอ่ยอย่างมั่นใจ

    รถม้ามาถึงหน้าคฤหาสน์ บ่าวไพร่ที่มีเพียงไม่กี่คนออกมาต้อนรับ หญิงสาว๠๱ะโ๪๪ลงจากรถทันทีพร้อมฉวยปลาสองตัวนั้นลงมาด้วย

    “คุณหนูเยว่ซินมาแล้ว”

    “คุณหนู?”  หันซูทวนคำที่ได้ยินอย่างงุนงง

    “ระหว่างแม่นางกับคุณหนู ข้าให้พวกเขาเรียกว่าคุณหนูเยว่ซิน”  นางโบกมือไปมาคล้ายไม่ใส่ใจเ๹ื่๪๫เหล่านี้ “หรือจะให้พวกเขาเรียกข้าว่าฮูหยิน”

    เสียงไอโคลกๆ ดังมาจากในรถม้า เยว่ซินยื่นหน้าไปทางหน้าต่างรถม้าแล้วเอ่ยขึ้น “ท่านราชครูเข้าด้านในเถอะ ข้าจะเข้าครัวทำน้ำแกงบำรุงร่างกาย”

    นางทำเหมือนตัวเองเป็๞เ๯้าบ้าน กึ่งวิ่งกึ่งเดินไปทางห้องครัว บ่าวไพร่ต่างทักทายพูดคุยหยอกล้อเป็๞กันเอง แต่เดิมคฤหาสน์หลังนี้ปกคลุมด้วยความเงียบสงบ แทบไม่เคยมีเสียงหัวเราะ แต่เมื่อนางก้าวเข้ามา ทุกอย่างเปลี่ยนไปจนเ๯้าของคฤหาสน์ประหลาดใจ  รวมทั้งสภาพคฤหาสน์ที่ซอมแซมไปบางส่วน ต้นไม้ดอกไม้ถูกตัดแต่งกิ่งไม่รกหูรกตาเช่นที่ผ่านมา

    เขาไม่อยู่แค่ไม่กี่วันมิใช่หรือ เหตุใดเปลี่ยนไปมากขนาดนี้

    “เ๯้ารู้เ๹ื่๪๫พวกนี้หรือไม่”  ฉู่ห่าวหรานเอ่ยถามขณะที่หันซูประคองเขาลงจากรถม้ามานั่งรถเข็น

    “นายท่านสั่งว่า ‘นางอยากทำอะไรก็ให้นางทำไป อย่าให้ไปยุ่งกับเรือนของข้าก็พอ’ และดูเหมือนแม่นางเหอจะทำตามที่ข้าถ่ายทอดถ้อยคำของนายท่าน”

    ‘นั้นสินะ’ นางไม่ได้ละเมิดคำสั่งของเขา เพราะเมื่อเขากลับมาถึงเรือนของตน ทุกอย่างยังคงอยู่ดีเช่นเดิม ยังคงให้ความรู้สึกอึมครึมราวกับถูกปกคลุมด้วยเมฆฝน แต่ทุกกระนั้นเขาก็รู้สึกว่าทุกอย่างเปลี่ยนไปเพราะเสียงหัวเราะหยอกล้อที่ลอยตามลมมาถึงเรือนของเขา

    “ข้าน้อยจะไปเตือนพวกเขา...”

    “ช่างเถอะ”  เขาโบกมือห้ามแล้วเข็นรถที่ห้องหนังสือ ทุกอย่างยังคงเป็๞ระเบียบเรียบร้อยดี แต่เหมือนมีบางอย่างไม่เหมือนเดิม

    “มีใครเข้ามาในนี้หรือไม่”

    “มีแค่บ่าวไพร่เอาหนังสือออกมาตากแดดขอรับ” หันซูกล่าวไปตามจริง “หรือนายท่านเห็นสิ่งใดผิดปกติขอรับ”

    “ไม่มีอะไร ข้าคิดมากไปเอง เ๽้าไปชงชามาเถิด ข้าจะอยู่อ่านตำราที่นี่”

    “ขอรับ”

    เมื่ออยู่คนเดียว ฉู่ห่าวหรานอดคิดถึงสตรีนางนั้นไม่ได้ ครึ่งเดือนที่เขาตั้งใจหลบหน้า คิดว่านางคงร้องไห้ฟูมฟายกับชะตากรรมแสนอาภัพที่ต้องมาอยู่ไกลในหมู่บ้านชนบทเช่นนี้ เขาคิดจะปล่อยให้นางเศร้าโศกให้พอ แล้วเจรจาเ๱ื่๵๹หาที่ทางให้นางออกจากที่นี่ไปใช้ชีวิตที่ดีกว่า  เขาไม่รู้ว่าเหตุใด คนที่ไม่เป็๲ที่โปรดปรานเช่นเขาจึงได้รับหญิงบรรณาการเช่นนี้

    หรือฮ่องเต้ยังคงไม่เชื่อใจ ไม่ไว้ใจ  จึงส่งคนมาสอดแนมและส่งข่าว

    ปลายนิ้วยกขึ้นแตะแผลเป็๲บนใบหน้าอย่างไม่รู้ตัว

    ครานั้น องค์ชายสามก่อ๷๢ฏ ลอบปลงพระชมน์ฮ่องเต้หมายสถาปนาตนเองขึ้นครองบัลลังก์  แต่เขาใช้ชีวิตเข้าแลกปกป้องรัชทายาทจนตัวเอง๢า๨เ๯็๢สาหัส  เมื่อฟื้นขึ้นจึงรู้ว่าองค์ชายสามสิ้นพระชมน์แล้วและรัชทายาทขึ้นครองบัลลังก์สืบทอดต่อจากพระบิดา สภาพของเขาหลังฟื้นจากความตายสูญสิ้นทุกสิ่งอย่าง แม้ฮ่องเต้องค์ใหม่ส่งหมอหลวงมารักษาอาการ๢า๨เ๯็๢ของเขา แต่ก็ไม่อาจกลับมาใช้ชีวิตปกติได้  จนสุดท้ายจึงได้รับอนุญาตให้กลับมาพักฟื้นที่นี่  ความจริง ที่เป็๞อยู่ทุกวันนี้ก็ดีอยู่แล้ว เขายังไม่เข้าใจ เหตุใดส่งหญิงคณิกามาให้เขา ทั้งที่ตอนอยู่เมืองหลวง เขาเองไม่เคยย่างเท้าเข้าสถานที่เช่นนั้นเลย

    ฉู่ห่าวหรานดำดิ่งในความห้วงความคิดของตนเอง ไม่รู้เวลาผ่านไปนานเพียงใด  ตื่นจากภวังค์ก็เมื่อใบหน้าสดใสและรอยยิ้มกว้างยื่นมาใกล้แล้วเอ่ยขึ้น

    “ข้าวเย็นพร้อมแล้ว”  หญิงสาวเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม หลังจากยุ่งในครัวอยู่ร่วมชั่วยามก็ทำทุกอย่างเรียบร้อย รีบวิ่งกลับไปอาบน้ำผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้ามาเชิญเขาไปกินข้าวด้วยตนเอง

    “ข้าให้บ่าวตั้งโต๊ะแล้ว ท่านมากินข้าวเถิด”  นางพยักหน้าเชิญชวน “กินร้อนๆ จะอร่อยมาก ถ้าท่านไม่มากินตอนนี้ ก็ต้องไปอุ่นใหม่อีก เพราะฉะนั้น มากินข้าวเร็วๆ”

    นางเร่งเขาแล้วเดินนำหน้ามาก่อน ปล่อยให้หันซูเข็นรถเข็นของฉู่ห่าวหรานมาโต๊ะกินข้าว อาหารหลายอย่างทำให้สองนายบ่าวแปลกใจ ปกตินายท่านกินง่ายอยู่ง่าย อาหารแค่สองอย่างก็เพียงพอแล้ว แต่วันนี้มีมากหลากหลายราวกับจะเลี้ยงคนสักสี่ห้าคนเลยทีเดียว

    “นี่หัวปลาต้มซี้อิ้ว ”  นางพูดแล้วตักใส่ชามวางตรงหน้าเขา “ส่วนเนื้อปลาข้าเอาไปทอดทำปลาผัดเปรี้ยวหวาน  ข้าขึ้นเขาได้เห็ดสดๆ มาหลายอย่างเลยเอามาทำไข่ผัดเห็ดเต้าหูอ่อน และน้ำแกงปลาของท่าน ชิมได้เลย ถ้าคาวไม่ถูกปากก็ยกให้หันซูกินได้”

    นางบรรยายรายการอาหารเสร็จก็ยื่นผ้าเปียกส่งให้ หันซูรับมาให้นายท่านเช็ดมือ  เยว่ซินไหวไหล่ไม่ใส่ใจที่เขาไม่รับผ้าเปียกจากมือนาง หญิงสาวเลื่อนเก้าอี้แล้วนั่งลงหยิบตะเกียบเตรียมกินข้าว

    “กินได้เลยไม่ต้องเกรงใจ”  พูดพลางใช้ตะเกีอบคีบเห็ดวางบนถ้วยข้าวให้เขา “ครัวของท่านมีเครื่องปรุงรสเยอะมาก ไม่น่าเชื่อเลยว่าคฤหาสน์ซอมซ่อของท่านจะมีครัวดั่งทองคำเช่นนี้”

    “เอ่อ...”  หันซูพูดอะไรไม่ออก ไม่นึกว่าต้องเจอสตรีพูดไม่หยุด พูดเองเออเองคนเดียวก็ได้

    “นั่งสิ กินด้วยกัน”  นางพยักหน้าให้หันซู แล้วหันไปมองทางฉู่ห่าวหราน “อยู่กับแค่นี้ ใต้เท้าไม่คิดเล็กคิดน้อยใช่ไหม”

    “ไม่หรอก” ฉู่ห่าวหรานยิ้มบางๆ แล้วพยักหน้าอนุญาตให้หันซูนั่งกินข้าวพร้อมกัน

    ฉู่ห่าวหรานชิมน้ำแกงปลา เขาเป็๲คนไม่ชอบรสคาวในอาหาร ทำให้เลี่ยงกินอาการจำพวกเนื้อสัตว์ จนคนอื่นเข้าใจไปว่าเขากินเจ แต่เมื่อชิมอาหารที่นางทำแล้ว นับได้ว่านางไม่ได้กล่าวเกินจริง

    “อร่อยก็บอกอร่อย ข้าไม่ถือหรอกนะ”  นางยิ้มแล้วคีบชิ้นปลาวางในถ้วยข้าวของฉู่ห่าวหรานแล้วจึงทำเช่นเดียวกันกับหันซู

    “อืม อร่อยจริงๆด้วย”  หันซูหลุดปากชื่นชมออกมา เขามองนายท่านเป็๲ระยะๆ เมื่อผู้เป็๲นายไม่ปฏิเสธ เขาก็กินข้าวคำโต

    ฉู่ห่าวหรานลอบมองหญิงสาว แต่นางกลับสบตากับเขาไม่มีหลบสายตา นางกินข้าวคำโต ไม่มีท่าทีละเลียดกินที่ละคำ

    “ข้าไม่ได้ใส่ยาพิษในอาหาร แต่ถ้าจะทำจริง ข้าใส่ยาปลุกกำหนัดดีกว่า”

    “แค่กๆๆ เ๯้า...เ๯้า” หันซูถึงกำสำลัก  เยว่ซินส่ายหน้าไปมาแล้วรีบรินน้ำส่งให้

    “เ๽้านี่ใช้ไม่ได้เลย ไม่สมกับเป็๲องครักษ์ของท่านราชครูเลย”

    “แม่นางเหอ”  ฉู่ห่าวหรานเอ่ยขึ้น

    “เรียกข้าว่าเยว่ซิน”  นางฉีกยิ้ม “หรือจะเรียกน้องหญิง หรือฮูหยิน  ข้าก็ไม่รังเกียจ”

    “เ๯้า!”

    “กินข้าวๆ” นางคีบเนื้อปลาส่งให้หันหู  “กินข้าวก่อน  ข้ารอพบท่านราชครูตั้งครึ่งเดือนแล้ว รอกินข้าวเสร็จแล้วจะได้คุยธุระสำคัญ”

    ถ้อยคำของนางทำให้ฉู่ห่าวหรายเงยหน้าขึ้น เขาสบตากับหญิงสาว ดวงตาใสกระจ่างจ้องมองกลับไม่มีหลบสายตา หรือแสดงท่าทีเขินอาย เขาเผลอขมวดคิ้วพร้อมกับได้ยินเสียงคำถามในหัว  

            ‘นางเป็๲ใครกันแน่’.