ก่อกำเนิด : เทพเซียน 9 วิบัติ [จบ]

    เล่มที่ 6 ตอนที่ 164 แส้ทองขั้นปฐพี

            “พอใจแล้วใช่ไหม! ข้าขอโทษจริงๆนะน้องชาย”

            หัวหน้าโจรสลัดจับมือเริ่นเสี้ยวเทียนไว้ทำท่าทางเห็นอกเห็นใจ เหมือนกับเป็นครอบครัวเดียวกันการจัดการความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลคือจุดแข็งของเขา

            “ช้าก่อนช้าก่อน เจ้าปล่อยข้าแล้วถอยหลังไปเลย”

            “ได้ๆข้าถอยแล้ว”

            หัวหน้าโจรสลัดอากาศถอยหลังไปสามก้าวพลางมองพวกเสิ่นเสวียนด้วยรอยยิ้ม

            เริ่นเสี้ยวเทียนยังตั้งสติไม่ได้ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วเกินไป เมื่อครู่เขายังคิดเอาชีวิตอีกฝ่ายอยู่เลยตอนนี้อีกฝ่ายกลับใช้อุบายนี้กับเขาและอีกฝ่ายยังเป็นผู้แข็งแกร่งขั้นจักรพรรดิอีกด้วย

            นี่คือสิ่งที่ขั้นจักรพรรดิควรทำอย่างนั้นหรือ

            “อย่างนั้นแล้วที่เจ้าถูกโจมตีก็แล้วกันไปเลยหรือ”

            เสิ่นเสวียนที่ยืนอยู่ข้างๆไม่ลืมที่จะกล่าวเสียดแทงออกไป

            เพราะเขารู้ว่าโดยพื้นฐานแล้ว การต่อสู้นี้ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้

            อันดับแรกเลยทั้งสองฝ่ายไม่ได้มีความแค้นต่อกัน

            สองหากต้องสู้กันจริงๆ พวกเขาไม่มีทางเอาชนะอีกฝ่ายได้เลยเรื่องนี้เริ่นเสี้ยวเทียนรู้ดีกว่าใคร เนื่องจากไม้ตายของเสิ่นเสวียนก็ไม่ใช่ว่าอยากให้ออกมาแล้วจะออกมาได้เลยและสู้กันมาถึงขนาดนี้แล้วยังไม่ออกมาอีก เห็นได้ชัดว่าไม่มีทางเป็นไปได้

            และอีกอย่างคือการลอบสังหารของเสิ่นเลี่ยนไม่ใช่ว่าจะเสียเปล่าอย่างน้อยก็ทำให้อีกฝ่ายหวาดกลัวขึ้นมาได้และไม่กล้าสู้ต่อ

            เพราะเขาไม่กล้ารับรองว่าเสิ่นเลี่ยนจะโจมตีครั้งที่สองได้ไหม

            ในเมื่อมีหลายทางเลือกรวมกับท่าทีของอีกฝ่ายแล้ว สู้ต่อไม่ได้เลยจริงๆ

            “ข้า...”

            เริ่นเสี้ยวเทียนในตอนนี้รู้สึกน้ำท่วมปากลำบากใจที่จะกล่าวออกมา

            “สหายข้ายอมรับเจ้าเป็นน้องชายแล้ว หลังจากนี้หากมีปัญหาอะไรพวกเราจะได้ช่วยเหลือกันและกันอย่างไรล่ะ”

            หัวหน้าโจรสลัดในตอนนี้ไม่มีความน่าเกรงขามเหมือนอย่างก่อนหน้านี้อีกแล้วโดนเสิ่นเลี่ยนทำลายความเชื่อมั่นไปในกระบวนท่าเดียว

            “เจ้าคิดอะไรอยู่”

            เริ่นเสี้ยวเทียนส่ายหัวพลางถามอีกฝ่ายด้วยท่าทีเคร่งขรึม

            “ไม่สู้แล้วมาเป็นมิตรกันดีกว่า เมื่อครู่ที่โจมตีน้องชายไปพวกข้าจะขอโทษ เจ้าจะว่าอย่างไร” หัวหน้าโจรสลัดอากาศกล่าวด้วยท่าทีจริงใจ

            พวกเขาเดินในเส้นทางโจรสลัดอากาศมานานหลายปีมีสายตาค่อนข้างเฉียบแหลมว่าใครเป็นใครอย่างน้อยที่สุดพวกเสิ่นเสวียนทั้งสามคนยังเป็นเพียงเด็กหนุ่มอายุไม่ถึงยี่สิบปีเลยด้วยซ้ำแต่ละคนมีตัวตนที่น่ากลัว จากที่เขารู้มาคือมีสำนักบุปผาแล้วคือเริ่นเสี้ยวเทียนยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงเสิ่นเสวียนกับเสิ่นเลี่ยนเลย

            หากสังหารพวกเขาตายไปจริงๆเขาคาดว่าตนเองคงห่างจากความตายอีกไม่ไกลแล้ว

            ยิ่งไปกว่านั้นใครจะโดนใครสังหารก็ยังไม่แน่ชัดเลย!

            “...”

            เริ่นเสี้ยวเทียนมองอีกฝ่ายด้วยความลังเลไม่รู้ควรตอบกลับอย่างไร

            ส่วนเสิ่นเสวียนในตอนนี้ก็ยืนอยู่ข้างๆปล่อยให้เริ่นเสี้ยวเทียนครุ่นคิดไป แม้เอาชนะอีกฝ่ายไม่ได้แต่เสิ่นเสวียนไม่มีทางเอาความคิดของตนเองไปบีบบังคับเริ่นเสี้ยวเทียนเด็ดขาดคนที่โดนโจมตีคือเริ่นเสี้ยวเทียนผลลัพธ์จะเป็นไปในทิศทางใดให้เริ่นเสี้ยวเทียนได้ตัดสินใจเอง

            “เอาล่ะข้าชื่อเริ่นเสี้ยวเทียน แล้วเจ้าชื่ออะไร”

            เริ่นเสี้ยวเทียนมองพวกเสิ่นเสวียนแล้วหันมองไปทางโจรสลัดอากาศจากนั้นจึงพยักหน้ายอมรับความคิดเห็นของอีกฝ่าย

            “ข้าชื่อเฉินชิงชิงพวกเขาต่างเรียกข้าว่าอาจารย์เฉิน ข้าอายุมากกว่าพวกเจ้าเรียกข้าพี่ใหญ่คงไม่มากเกินไปกระมัง!”

            “เฉินชิงชิงชื่อเหมือนผู้หญิงเลย”

            หลังจากพวกเสิ่นเสวียนได้ฟังก็รู้สึกประหลาดใจชื่อเหมือนผู้หญิงขนาดนี้ ช่างไม่เหมาะสมกับท่าทีที่แสดงออกของอีกฝ่ายเลย

            “ชื่อนี้หรือพ่อแม่ข้าตั้งให้ ไม่แสดงให้เห็นถึงความปรารถนาของข้ายิ่งไปกว่านั้นข้ายังชอบมันมากอีกด้วย ชิงชิงที่แปลว่าเขียวขจีอย่างทุ่งหญ้าเขียวขจีมีชีวิตชีวา ยอดเยี่ยมยิ่งนัก เหมาะสมกับโจรสลัดอากาศอย่างพวกข้าที่ต้องซ่อนตัวอยู่ในป่าใช้ชีวิตอย่างสันโดษ”

            เฉินชิงชิงไม่ใส่ใจและยังพอใจกับชื่อของตนเองมาก

            “พวกน้องชายจะไปไหนกันหรือ”

            เฉินชิงชิงกลัวว่าบรรยากาศจะอึดอัดจึงหาประเด็นสนทนากัน

            “ไปท่องเที่ยวที่เขตตะวันตก”เริ่นเสี้ยวเทียนกล่าว

            “เขตตะวันตกเป็นสถานที่ที่ดีข้าเองก็มาจากเขตตะวันตกเช่นกัน อันนี้ข้าให้เจ้านับว่าเป็นการชดเชยให้เจ้าในฐานะพี่ชาย”

            ขณะที่กล่าวแส้ทองด้ามหนึ่งปรากฏขึ้นในมือของเฉินชิงชิง ตรงด้ามของมันสลักลวดลายสีทองคำว่า ‘ชิง’ เอาไว้ แส้มีความยาวราวเก้าฉื่อ ลักษณะคล้ายมังกรหรืองูดูน่าเกรงขามไม่ธรรมดา

            เริ่นเสี้ยวเทียนยังไม่พอใจในตอนแรกแต่เมื่อเห็นแส้ทองด้ามนี้แล้วเริ่มรู้สึกสนใจ

            นี่ไม่ใช่แส้ธรรมดา

            แต่นี่คือศาสตราวิเศษขั้นปฐพีแส้นี้ใช้ได้ทั้งโจมตีและป้องกัน ดีกว่าศาสตราวุธที่อาจารย์ให้เขามามากเลยทีเดียว

            “ของล้ำค่าชิ้นนี้ข้าค้นหาและคัดสรรอยู่นานหลายปีกว่าจะได้มาเห็นเจ้านกตัวใหญ่ด้านหลังไหม มันโดนแส้นี้ปราบมา”

            ขณะที่เฉินชิงชิงกำลังบอกเล่าสายตาที่มองแส้ทองยังมีความไม่เต็มใจแฝงอยู่ทว่าหากคิดจับหมาป่าต้องไม่กลัวรองเท้าเสียหาย มีเพียงแบบนี้เท่านั้นจึงสามารถปลอบประโลมจิตใจของเริ่นเสี้ยวเทียนได้แส้ด้ามหนึ่งสามารถสร้างสัมพันธ์กับอัจฉริยะระดับสูงถึงสามคน นับว่าคุ้มค่าแล้ว

            “ได้เห็นแส้ด้ามนี้ข้าพออภัยให้เจ้าได้แล้วบัตรเหล่านี้ล่ะ”

            เริ่นเสี้ยวเทียนหันมองบัตรกองพะเนินนับรวมกันแล้วมีมูลค่ากว่าเจ็ดสิบล้านเหรียญทอง ซึ่งเป็นจำนวนมหาศาลแม้แต่เขายังรู้สึกหวั่นไหว

            “คือว่าน้องชายทั้งสามไม่อยากให้ข้าเอาไปใช่ไหมแต่กว่าพวกเราจะออกปล้นสักครั้งไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ต้องได้กำไรบ้างถูกไหม!”

            ขณะที่กล่าวหัวหน้าโจรสลัดอากาศเคลื่อนตัวเข้าไปหาบัตรเหล่านั้นโดยที่พวกเสิ่นเสวียนไม่ทันได้ตั้งตัวแล้วเขาก็สะบัดมือเก็บบัตรเหล่านั้นเข้าไปในแหวนทันที

            “น้องชายเขตตะวันตกเต็มไปด้วยสิ่งน่าสนใจภายหน้าหากเผชิญหน้ากับความไม่เป็นธรรมให้นำแส้นี้ออกมาแล้วจะไม่มีใครกล้าทำอะไรพวกเจ้า ข้าคงต้องไปก่อนแล้ว”

            แล้วเฉินชิงชิงก็กระโดดขึ้นไปบนซือจิ้วตัวใหญ่ของเขา

            “น้องชายทั้งสามภายหน้าพวกเราคงได้พบกันอีก ข้าไปล่ะ ไม่ต้องส่ง”

            เฉินชิงชิงโบกมือให้ทุกคนด้วยท่าทางสนิทสนม

            หลังจากนั้นโจรสลัดอากาศคนหนึ่งคว้าร่างของบุรุษร่างกำยำที่โดนเริ่นเสี้ยวเทียนโจมตีจนหมดสติไปเอาไว้แล้วซือจิ้วสิบกว่าตัวก็พุ่งทะยานขึ้นไปพร้อมกันสายลมรุนแรงพัดโหมเสื้อผ้าของทุกคนที่พื้นจนสะบัดพลิ้วเสียงดังพึ่บพั่บ เป็นภาพที่งดงามอย่างน่าประหลาด

            ซือจิ้วเหล่านั้นบินอยู่กับที่ระยะหนึ่งแล้วจึงบินห่างออกไป

            ม่านพลังป้องกันของเรือเสวียนอู่มิอาจป้องกันซือจิ้วเหล่านั้นได้เลย

            ซือจิ้วเป็นพาหนะที่มหัศจรรย์มากและยังมีชีวิตอีกด้วยน่าเสียดาย แม้พวกมันจะมีระดับขั้นค่อนข้างสูง แต่สวรรค์ยังคงเป็นธรรมทำให้พวกมันต้องสูญเสียบางอย่างไป

            อย่างเช่นสติปัญญา

            สัตว์วิเศษส่วนมากหลังจากถึงขั้นหกแล้วจะมีสติปัญญาคล้ายมนุษย์สามารถพูดภาษามนุษย์ได้ แต่ซือจิ้วกลับทำไม่ได้เมื่อถึงขั้นเจ็ดแล้วจะสามารถแปลงกายเป็นมนุษย์ได้ ซึ่งซือจิ้วก็ทำไม่ได้เช่นกัน

            อย่าว่าแต่ขั้นเจ็ดเลยแม้แต่ขั้นแปดก็ยังมิอาจมีสติปัญญาอย่างมนุษย์และแปลงกายเป็นมนุษย์ได้

            ซึ่งนี่คือสิ่งที่เป็นไปตามธรรมชาติ

            หลังจากซือจิ้วพาโจรสลัดอากาศออกไปแล้วเรือเสวียนอู่กลับมาเงียบสงบอีกครั้ง

            เสิ่นเสวียนมองซือจิ้วเหล่านั้นพลางครุ่นคิดไปต่างๆ นานา

            “ไม่ได้ล่ะข้าตัดสินใจแล้วว่าต้องจับสัตว์ขี่มาสักตัวหนึ่งข้าอยากลิ้มลองรสชาติของการบินไปบนท้องฟ้าอย่างแท้จริง”

            เริ่นเสี้ยวเทียนยืนอยู่ข้างๆเขาถือแส้ทองเอาไว้พลางกล่าวอย่างมีจุดมุ่งหมาย ก่อนหน้านี้เขาไม่มั่นใจเลยแต่หลังจากได้ถือครองแส้ทองด้ามนี้ ความเชื่อมั่นของเขากลับเพิ่มขึ้นมาก

            เฉินชิงชิงใช้แส้ทองด้ามนี้จับตัวซือจิ้วขั้นหกระดับสูงสุดตัวนั้นมาได้เขาก็ทำได้เช่นกัน

            “สหายเสิ่นเจ้าไม่อยากได้หรือ”

            เริ่นเสี้ยวเทียนเห็นเสิ่นเสวียนไม่มีปฏิกิริยาใดๆจึงหันไปถามเขาอีกครั้ง

            “ข้า? ไม่อยาก”

            เสิ่นเสวียนส่ายหัวอย่างไรก็ตามเสิ่นเสวียนคิดหลอมรวมกระบี่เซียนที่เก็บไว้ในผังเมืองซานเหอมากกว่า

            อานุภาพของกระบี่เซียนแข็งแกร่งกว่าสัตว์ขี่มาก

            “สหายทั้งหลายทางนั้นมีคนอยากคุยกับพวกเจ้าสักหน่อย”

            ในขณะนั้นผู้คุมเรือคนหนึ่งของเรือเสวียนอู่เดินมาหาเสิ่นเสวียนด้วยความระมัดระวังพลางกล่าวเสียงเบา

    คล้ายกับเรื่องก่อกำเนิด : เทพเซียน 9 วิบัติ [จบ] ที่คุณอ่าน