ขจรเข้ามาพักที่ห้องสูทของโรงแรมอยู่ชั้นที่ 14 ชั้นบนสุดห้องริม ที่จัดเอาไว้ให้ผู้บริหารโดยเฉพาะ ขจรเข้าไปในมิติหนังสัตว์เพื่อทำการฝึกฝนพลังคลื่อนเสียงสะท้านฟ้า
เพื่อจะได้เป่าขลุ่ยพันชั่งได้ อย่างไม่ต้องทุลักทุเล เหมือนคราวก่อน แล้วก็ใช้หินมิติ ขยายพื้นที่ของมิติแผ่นหนังออกไปอีก สามเท่า ขจรอยู่แต่ในมิติแผ่นหนังจนกระทั่งตอนเช้า มีคนมาเคาะประตู จึงออกมาเปิด เป็นผู้จัดการ มากับตำรวจ สี่ห้าคน
“ คุณเป็นเจ้าของโรมแรมแห่งนี้ใช่ไหมครับ”
“ มีอะไรหรือครับ” ขจรเริ่มสงสัย จึงย้อนถามกลับไป
“ น้องชาย อย่าเล่นลิ้น ผมถามว่า คุณเป็นเจ้าของโรงแรมนี้ใช่หรือไม่” ตำรวจยศผู้กองคนนี้ ก็ท่าทางกวนตีน ไม่เบาเหมือนกัน
“ ผมเป็นรองประธานบริหาร พอใจคำตอบไหมครับ”
“ เมื่อคืน มีคนตาย ที่ชั้นนี้ ทั้งชั้นมีคุณพักอยู่คนเดียว เราอยากเชิญคุณไปสอบปากคำที่โรงพักด้วยครับ”
“ อะไรนะ มีคนตาย?” ขจรมองหน้าผู้จัดการ ซึ่งทำหน้าซื่อๆ ใส่ขจรแล้วบอกว่า
“ แม่บ้านของเราขึ้นมาทำความสะอาด แต่สุดท้ายพบเป็นศพ อยู่ในห้อง ถัดไปจากคุณชาย สองห้องครับ”
“ ใช่แล้ว เธอเพิ่งอายุ 15 ปี เป็นชาวต่างด้าว สภาพศพถูกข่มขืน คนร้ายใช้มือบีบคอจนตาย ตรวจสอบกล้องวงจรปิด ไม่มีใครขึ้นมาบนนี้เลย ตอนนี้คุณคือผู้ต้องสงสัยคนเดียว เชิญไปกับเราดีกว่าครับ” ผู้กองตำรวจ ส่งสัญญาณให้ลูกน้องอีกสามคน เตรียมเข้าชาร์ต หากขจรขัดขืน
“ รอผมเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน แล้วผมจะตามไป”
“ เชิญเลยครับ” ผู้กองเอ่ยด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ แต่ผู้จัดการกับก้มหน้าไม่กล้าสบตากับขจรเลยแม้แต่น้อย ขจรมองไปที่ห้องที่มีปัญหา เห็นเจ้าหน้าที่กำลัง ปิดล้อมที่เกิดเหตุเอาไว้ ไม่ให้ใครเข้าไป ขจรเริ่มสงสัย ว่านี่เป็นการจัดฉากหรือไม่ เพราะเมื่อคืน หากมีการข่มขืนหรือ ทำร้ายกัน เขาต้องได้ยินอย่างแน่นอน
ขจรเปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วเดินออกจากห้อง ตำรวจสามคน เข้ามาล็อคแขน แล้วอีกคนพยายามใส่กุญแจมือของเขา
“ ผมไม่ได้คิดหนีสักหน่อย ทำไมต้องใส่กุญแจมือด้วย”
“ มันเป็นหน้าที่ครับ”
“ งั้นก็เข้ามาใส่ดูซิ”
ขจรยื่นแขนออกมา ตำรวจร่างยักษ์คนหนึ่งเดินเข้ามา กำลังจะสับกุญแจมือใส่ แต่จู่ๆ ร่างของตำรวจผู้นั้นก็สั่นเป็นเจ้าเข้า แล้วคุกเข่าลงไปกับพื้น แล้วคุกเข่า ก้มหัวกระแทกพื้นจนหัวแตกเลือดอาบ สร้างความตกใจให้กับ ผู้กองยิ่งนัก จึงรีบคว้าปืนเตรียมจะยิงขจรทันที ขจรคลายพลังที่กดดันกลับมา
“ คิดขัดขืนการจับกุมเร๊อะ”
“ นี่ผู้กองพูดบ้าอะไร ผมอยู่เฉย ไม่ได้หนีไปไหน คุณอยากจับผมใส่กุญแจมือ ก็เข้ามาทำเองซิ ใช้คนอื่นทำไมเล่า”
ผู้กองนำกุญแจมือ ออกมา แต่ไม่กล้าใส่ เพราะตอนนี้ ตำรวจร่างยักษ์ ได้นอนชักกับพื้นตาตั้ง น้ำลายฟูมปาก จนต้องให้พวกมูลนิธิ หยุดการเคลื่อนย้ายศพ มาพาตำรวจร่างยักษ์ไปโรงพยาบาลก่อน
ขจรเดินเข้าหา ผู้กอง พร้อมยืนแขนให้ แต่ผู้กองไม่กล้าสั่งให้ลูกน้องอีกคน ใส่แทน
“ เอ่อ...ไม่ต้องก็ได้มั๊งครับ ผู้กอง ผู้ต้องหาไม่ได้คิดหนีใช่ไหม”
ตำรวจถือกุญแจมือสั่นก็ไม่กล้าทำเช่นกัน
“ เอามานี่ ผมใส่เอง” มีตำรวจผู้กล้าอีกคนถือกุญแจมือเข้ามาอีก ยังไม่ทันถึงตัวขจรเลย ก็ถูกแรงโน้มถ่วงของโลก กดดันให้ลงไปคุกเข่าอย่างแรง คราวนี้กระดูกหัวเข่าถึงกับแตกหักออกมา เลือดไหลนองพื้น ร้องออกมาอย่างโหยหวน
ตำรวจทุกคนถอยหลัง ไม่กล้าเข้ามาเตะต้องขจรแม้แต่น้อย ผู้กองตอนนี้เริ่มมือไม้สั่น ให้พาลูกน้องไปโรงพยาบาลด่วน
“ ไม่ต้องใส่กุญแจมือก็ได้ พาไปขึ้นรถ” ผู้กองสั่งเสร็จก็เดินนำหน้าไป แล้วกระซิบบอก ฝ่ายพิสูจน์หลักฐาน เข้ามาตรวจห้องของขจรด้วย ตำรวจสองคนที่เหลือ ได้แต่ผายมือเชิญขจร ไปอย่างนอบน้อม
“ คุณชายครับ ให้ผมจะเรียกทนาย ให้นะครับ”
“ ให้เขาไปหาผมพรุ่งนี้เช้า คืนนี้ผมอยากคุยกับผู้กองคนนี้ก่อน” ขจรเอ่ยด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียม
ขจรนั่งรถตำรวจไปโรงพัก แล้วพยายามใช้จิตตามหาวิญญาณเด็กสาวที่ตาย แต่ก็หาไม่พบ พอถึงโรงพัก ตำรวจก็จัดให้เขามาอยู่ในห้องสืบสวนเพียงคนเดียว
“ ให้มันรอแบบนั้นสัก สองชั่วโมง มันบอกให้ทนายมาพรุ่งนี้ ไอ้พวกเศรษฐีไฮโซ คืนนี้กูจะเล่นมึงให้งอมเลย” ผู้กองเชน ผู้ที่จับขจรมา คิดกลั่นแกล้งขจรต่อไป
ในห้องผู้กำกับ ตอนนี้กำลังโทรหา อดีตผบตร. ท่านธีรเดช เป็นบิดาของแทนไทยที่เสียชีวิต ด้วยฝีมือขจร
“ ผมจับมันมาแล้วครับ ท่านจะให้ทำอย่างไรต่อไป ผมมีเวลากักตัวมันแค่ 48 ชั่วโมงครับ แต่ว่าพรุ่งนี้ทนายความของมันคงมายื่นประกันตัวไปครับ”
“ ข้อหาฆ่าคนตายยังไม่พอ ฉันอยากให้ยัดยาไอซ์ให้มันไปอีก 1 กิโล แล้วให้คนที่ฉันจัดเอาไว้รอมันในคุก รุมข่มขืนมันอีก”
“ ได้ครับท่าน แต่ท่านอย่าลืมช่วยย้ายผมกลับนครบาลด้วยนะครับ”
“ ไม่ต้องห่วงหาก นายทำสำเร็จฉันจะช่วยจัดการเรื่องนี้ให้แน่”
“ ขอบคุณมากครับท่าน”
ท่านธีรเดชวางหูโทรศัพท์ ก็มีเสียงชายคนหนึ่งเอ่ยขึ้นมาว่า
“ ไม่ฆ่ามันเสียเลย จะทรมานมันอยู่ทำไม” เป็นเสียงของรัฐมนตรีธนิศที่สูญเสีย ลูกชาย นายภาคินไปนี่เอง
“ให้มันตายแบบนี้ไม่ได้ มันฆ่าลูกชายของฉัน คิดหรือว่าฉันโง่ไม่รู้เรื่อง มันคงนึกไม่ถึง ว่าเท็กซี่ที่มันนั่งไปในวันนั้น ได้เล่าความจริงหมดแล้ว”
“ ทำไมท่านไม่แจ้งให้ ลูกน้องท่านจับมันเลยในตอนนั้น”
“ มันมีหลักฐานที่ไหน มันมีแต่พยานที่พามันไปส่งเท่านั้น ขึ้นศาลมันก็หลุดคดีอยู่ดี แต่คราวนี้แหละ มันไม่รอดแน่ ว่าแต่ท่านรัฐมนตรี มีหลักฐานหรือว่ามันเป็นฆ่าลูกของท่านทั้งสองคน”
“ ไม่มีเหมือนกัน แต่ท่านอาจารย์ทศ ศิษย์พี่ของอาจารย์บุญ ได้เรียกวิญญาณของทั้งสองคนมาถาม ถึงได้ทราบความจริงครับ”
“ นี่ท่านธนิศเชื่อเรื่องพวกนี้ด้วยหรือนี่”
“ ทีแรกก็ไม่เชื่อ แต่ว่า หลังจากดูพฤติกรรมของ นายขจรแล้วมันน่าสงสัยที่สุด เพราะมันมีดาบที่ประมูลมาได้ และศพที่ตายส่วนใหญ่มีรอยเชือดด้วยดาบโบราณของมัน ที่สำคัญมันเป็นลูกของยามคนหนึ่ง ที่ถูกภาคินสั่งเก็บ
มันมีความแค้นกันอยู่ เลยมั่นใจต้องเป็นมันแน่ๆ”
“ ไม่ต้องห่วง ผู้กำกับคนนี้เป็นลูกน้องเก่าของผม มันไม่พลาดแน่”
ขจรนั่งอยู่ในห้องกระจก ของฝ่ายสอบสวน รอถึงสองชั่วโมง ตำรวจก็ไม่เข้ามาสักที ผู้กำกับเดินมาดูก็เอ่ยว่า
“ ทำไมไม่สวมกุญแจมือ หากผู้ต้องหาหนีจะทำอย่างไร”
“ คือ ไม่มีใครกล้าเข้าไปใส่ ผมคิดว่า มันต้องเล่นของแน่ๆ มีคนจะเข้าไปใส่กุญแจมือมัน แล้วต้องมีอันเป็นไปทุกคนเลยครับ” ผู้กองเชนเอ่ยอย่างหวาดกลัว
“ ไร้สาระ ฝ่ายพิสูจน์หลักฐาน ส่งเรื่องมาหรือยัง”
“ ยังครับ”
“ รีบสอบสวน แล้วจับมันไปไว้ในห้องขังหมายเลข 13”
“ ครับนาย”
ผู้กองรอฝ่ายพิสูจน์หลักฐานได้สักพัก ก็มีการส่งภาพมา ผู้กองเชนก็เดินยิ้มย่องเข้าไป กับ ลูกน้องอีกสี่คน
“ คุณถูกจับข้อหาข่มขืน และฆ่า เด็กหญิงวัย 15 ปีจนตาย และ ยังมีข้อหาเป็นเอเย่น์ค้ายาเสพติด เราพบยาไอซ์ซุกซ่อนอยู่ในใต้เตียงนอนของคุณอีก 1 กิโล แค่นี้ก็โทษประหารแล้ว คุณจะยอมรับหรือไม่ นี่คือภาพถ่ายของยาไอซ์ในห้องของคุณ และพบเลือดของเด็กหญิงวัย 15 ปี ติดที่ชุดนอนของคุณด้วย จะแก้ตัวอะไรไหม?”
“ ผมขอถามคำเดียว ใครเป็นคนจ้างคุณมาทำแบบนี้”
“เฮ้ย ผมเป็นตำรวจนะเว้ย ตอนนี้กำลังอัดวีดีโออยู่ คุณพูดเช่นนี้ ผมยัดข้อหา ดูหมิ่นเจ้าพนักงานได้อีกนะเนี่ย”
“ กลับใจเสียเถอะ อย่าทำแบบนี้เลย”
“ เอ๊ะ ไอ้นี่ ไม่ยอมรับผิดใช่ไหม ลากมันไปที่ห้องขัง เบอร์ 13 เลย”
“ ห้องเบอร์ 13 เลยหรือครับ ผู้กอง” ตำรวจผู้น้อย เอ่ยอย่างตกใจ
“ เออซิวะ พามันไปเร็ว”
“ ผมเตือนคุณแล้วนะ ผู้กอง” ขจรเอ่ยอย่างใจเย็น
ตำรวจชั้นผู้น้อยพาขจรขึ้นไปบนชั้นสอง เป็นสถานที่ขังคุกนักโทษที่มีอัตราโทษร้ายแรง มีนักโทษอุกฉกรรจ์ 10 คน ได้รับว่าจ้างให้ รุมอัดถั่วดำ และ ซ้อมขจรตลอดคืน ไม่ให้หยุดพัก พวกมันจะได้รับการลดโทษลง 1 ใน 3 หากว่าร่วมมือครั้งนี้ พอกรงขังเปิดออก พวกมันเห็นขจร หนุ่มหน้าอ่อน ก็ยิ้มหวานทันที
ตำรวจผู้น้อย รีบปิดประตูห้องขังแล้วทำการดับไฟ จนมืด จากนั้นก็ถอดปลั๊กกล้องวงจรปิดชั่วคราว ตามคำสั่งของผู้กองเชน
แล้วไม่นาน ไฟก็เกิดดับทั้งโรงพัก แล้วก็มีเสียงร้องดังโหยหวน ออกมาจากห้องเบอร์ 13 พร้อมกันเสียงร่างคนกระแทกกัน มีส่งเสียงร้องครางอย่างเจ็บปวด รวดร้าว ตำรวจที่เฝ้าเวร หาเทียนมาจุดกัน พอไฟฟ้าติดขึ้นมาใหม่ ก็ไม่เห็นผู้กองแล้ว
“ เฮ้อ..น่าสงสารไอ้หนุ่มไฮโซนั่นจริงๆ เลย หน้าตาก็ดีไม่น่าโดนไอ้พวกโหดรุมโทรมแบบนี้เลย ผู้กองก็โหดเกิ๊น”
“ ไม่เอาน่า อย่าพูดอย่างนี้ เรามันเป็นเพียงผู้น้อย นายสั่งมายังไงก็ต้องทำ”
“ ไม่รู้ว่าไอ้หนุ่มไฮโซนั่น ไปทำอะไรให้ผู้กำกับโกรธแค้นนะ ไม่เข้าใจจริงๆ”
“ แล้วนี่จะปล่อยเอาไว้อย่างนี้เหรอ แม่งร้องครางแบบนี้ทั้งคืนไม่ไหวนะ”
“ ช่างแม่งเหอะ ผู้กองสั่งให้ดับไฟห้องขังเบอร์ 13 แบบนี้ไปถึงเช้าเลย พุ่งนี้ค่อยไปดูมันอีกที หวังว่ามันคงไม่ตายนะ”
ตอนเช้ามีทนายความของขจร มารอพบกับ ร้อยเวร เพื่อทำเรื่องประกันตัวขจร
“ เรื่องนี้รอให้ ผู้กองเชนมาก่อนดีกว่า เพราะเขาเป็นเจ้าของคดี”
“ นึกไว้แล้ว พวกคุณต้องเป็นแบบนี้ นี่คือคำสั่งศาลปล่อยตัวคุณขจรชั่วคราว ดูซิว่าจะกล้าขัดคำสั่งศาลหรือไม่”
ร้อยเวรอ่านคำสั่งศาลก็สะดุ้งเลย เฉพาะค่าประกันตัวที่ทางนาคบดินทร์นั้นวางไว้ที่ศาล คือ เช็คเงินสด 1 พันล้านบาท
ร้อยเวรรีบให้จ่าตำรวจสองนายไปปล่อยตัว ขจรออกมาได้ แต่พอเปิดไฟห้องขังที่ 13 จ่าตำรวจทั้งสองก็ร้องเสียงหลง เห็นสภาพของผู้กองที่ไม่ได้เสื้อผ้า นอนจมกองเลือด ที่ช่วงล่างเต็มไปด้วยเลือดสดๆ ทั้งตัวเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำ ฟันถูกเลาะจนหมดปาก แข้งขาหัก นอนหายใจรวยริน ส่วนขจรนั้น นั่งสมาธิอย่างสงบ ไม่มีรอยขีดข่วนใดใดทั้งสิ้น นักโทษเดนตายทั้งสิบ นั่งคุกเข่ากับพื้นก้มหน้า ใบหน้าแต่ละคน บวมเป็นหมูกันทุกคน
“ เรียกรถพยาบาลมาเร็วเข้า” จ่าตำรวจรีบว. เรียกรถพยาบาลมาทันที แล้วก็รีบเอ่ยกับ ขจรว่า
“ คุณขจร ออกมาได้แล้ว มีคนมาประกันตัวคุณ”
ขจรก็เดินออกไป ไม่สนใจสภาพของผู้กองเชนที่หายใจรวยริน
พอไปถึงข้างล่าง พบผู้กำกับเข้ามาโรงพักพอดี เห็นขจรเดินลงมาก็อดแปลกใจไม่ได้ ขจรก็เดินเข้ามาเผชิญหน้ากับผู้กำกับ แล้วเอ่ยว่า
“ คุณคือผู้กำกับใช่ไหม”
“ ใช่”
“ ผู้กองเชนเล่าเรื่องให้ผมฟังหมดแล้ว ว่าผู้กำกับนั้นรู้สึกดีกับผมแค่ไหน ผมจะตอบแทนท่านอย่างสาสมแน่นอน”
ขจรเดินออกจากโรงพัก เพื่อมุ่งหน้ากลับโรงแรมที่พัก
“ มีรายละเอียดของคนตายหรือไม่”
“ ผู้ตายเป็นพนักงานเพิ่งเข้ามาไม่เกินสามวัน โดยที่ผู้จัดการโรงแรมเป็นคนรับเข้ามา โดยที่ไม่ตรวจสอบเลยว่า เธอใช้บัตรประชาชนปลอมเข้ามา”
“ สามวัน?” ขจรกำลังนึกไปว่า เรื่องนี้เป็นแผนการณ์ที่จะจัดการเล่นงานเขาล่วงหน้าหรือไม่ ซี่งคนที่วางแผนไม่น่าจะรู้ว่า จะมีอุบัติเหตุที่สนามบินมาก่อน แล้ว
จะรู้ได้ยังไงว่าเขาจะมาพักที่โรงแรมแห่งนี้ คงเป็นความบังเอิญมากกว่า
คืนนี้เขาจะไปจัดการกับผู้กำกับคนนี้ จะได้รู้ว่าใครกันเป็นคนที่สั่งการอยู่เบื้องหลัง
“ ช่วยตรวจสอบประวัติของผู้กำกับโรงพักนี้ให้ผมหน่อย ว่าเจ้านายเก่าของเขาเป็นใคร มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับใครที่สุด”
“ ได้ครับ”
“ ตรวจสอบกล้องวงจรปิดของเราได้ไหม ว่าสามวันมานี้มีใครขึ้นมาชั้น วีไอพีบ้าง”
“ มีคนขโมยฮาร์ดดิส ไปหมดเลยครับ”
“ นึกไว้อยู่แล้ว”
“ ผมว่ามีคนภายในโรงแรม น่าจะมีส่วนรู้เห็นด้วยแน่ๆ ครับ”
“ อืม อย่างเพิ่งพูดไป ขอรายชื่อ ผู้ที่ลงทะเบียนเข้าพักย้อนหลังทั้งหมด เจ็ดวันมาให้ผม แล้วก็ประวัติผู้ตายด้วย”
“ ได้ครับ”
ขจรต้องอยู่จัดการปัญหาที่นี่ก่อน จึงโทรไปเล่าเรื่องให้ ท่านชายภาสกรฟัง ท่านก็ให้อยู่ไปก่อน ทางถิงถิง ท่านจะดูแลให้เองไม่มีปัญหาอะไร
ขจรยังต้องโทรไปหา กี๊ฟต่ออีก
“ ข้อหาฆ่าคนตายเลยเหรอ?”
“ อืม ช่วยฝากจดแล็กเชอร์ให้ด้วยนะ”
“ ไม่มีปัญหา แต่ข้อหานี้มันร้ายแรงมากนะ ให้พ่อโทรไปเคลียร์ให้ไหม”
“ ไม่ต้องหรอก เราจัดการเองได้”
พอรถจะเข้าประตูโรงแรม ขจรก็เห็นวิญญาณเด็กสาวที่ตาย ยืนอยู่ตรงทางเข้า มีตาแก่เจ้าที่ ยืนขวางเอาไว้ไม่ให้ เด็กสาวเข้ามาในเขตโรงแรม
ขจรลงจากรถแล้วไปยืนต่อหน้า ตาแก่เจ้าที่ทันที
“ ปล่อยให้เธอเข้ามา ผมอยากคุยกับเธอ”
“ ไม่ได้ ข้าคือเจ้าที่ ข้าไม่อนุญาตให้วิญญาณเร่ร่อนเข้ามาในเขตของข้า”
ขจรหันไปมองหน้า ตาแก่เจ้าที่ แล้วบอกช้าๆ ว่า
“ ท่านเลือกเอา จะเป็นเจ้าที่อยู่ในโรงแรมแห่งนี้ต่อไป หรือ อยากจะให้ผมส่งท่านไปอยู่เฝ้าต้นโพธิที่วัด”
“ นี่เจ้ากล้า?”
“ ก็ลองขัดขวางดูซิ” ขจรหันไปเรียกให้วิญญาณผู้ตายตามเขาเข้ามา โดยที่ชายชราเจ้าที่หันมามองขจรกับวิญญาณหญิงสาวตาเขียวปัด....