***ชายผู้ไม่ยอมแพ้ [โฮป]
หลังจากเถาวัลย์หนามสีแดงอันน่ากลัวหยุดเคลื่อนไหว พวกเราก็รีบเผ่นออกจากป่าแทบจะในทันที
พรุนใช้แขนสองข้างแบกร่างท่วมเลือดของลิลลี่กับเอซ แล้ววิ่งตามพวกเราโดยไม่มีแสดงท่าทีเหน็ดเหนื่อยให้เห็นเลยแม้แต่น้อย
พละกำลังของเผ่ายักษ์สุดยอดชะมัด
ส่วนคนที่วิ่งตามหลังพวกเรามาติด ๆ คือกลุ่มของพวกชนเผ่าท้องถิ่น
น้ำตาจำนวนมากยังคงไหลนองจากใบหน้าของชายผมทองที่ชื่อไพไรต์ไม่หยุด
ภายในอ้อมกอดของเขามีศรีษะของโนอาร์ถูกอุ้มเอาไว้ ราวกับเป็นการโอบอุ้มเด็กทารกที่บอบบาง
เพราะว่าพวกเราไม่มีเวลามากพอจะเก็บกู้ศพได้ เลยทำให้เก็บกู้กลับมาได้เพียงแค่ส่วนหัวเท่านั้น
ดวงตาของแมวน้อยโนอาร์ยังคงเบิกกว้างอยู่ในอ้อมกอดของเขา
มันเป็นแววตาไร้ซึ่งแสงสว่าง เป็นดวงตาของคนตาย
ปิดเปลือกตาให้เธอหน่อยสิเฮ้ย...
ถ้าหากจะถือโทษใคร คงต้องโทษตัวมันเองที่แหกกฏของอาจารย์ แล้วล่อทุกคนออกมานอกเขตปลอดภัย
มันเองก็คงจะรู้ตัว เลยมีท่าทีต่อต้านพวกเราน้อยลงไปมาก
ให้ตายเถอะ ในที่สุดก็มีคนตายจนได้สินะ…
" (งานบุกเบิกมันอันตรายอย่างที่คิดจริง ๆ …) "
เคยคิดว่าเข้าใจดีว่ามันอันตราย แต่พอเห็นกับตา ก็ยิ่งเป็นการตอกย้ำถึงความอันตราย รวมไปถึงตอกย้ำความจริงว่าทำไม่แม่กับพ่อถึงตายในทวีปใหม่ระหว่างทำงานบุกเบิก ทั้งที่พวกเรามีเทคโนโลยีก้าวล้ำมากขนาดนี้แล้วก็ตาม
นี่ขนาดแค่ส่วนหนึ่งของทวีปยังอันตรายขนาดนี้ แล้วในพื้นที่ส่วนลึกจะไม่อันตรายทวีคูณมากไปกว่านี้อีกหรือ?
อย่าป่าเถาวัลย์เมื่อกี้ ต่อให้ขนเอารถหุ้มเกราะมา ผมยังไม่คิดว่าจะรอดกลับมาได้เลยนะ
ถ้าไม่ได้ความชั่งสังเกตุของแฟตช่วยเอาไว้ พวกเราคงตายเป็นปุ๋ยอยู่ในป่าไปแล้ว
ชีวิตบ้าบอชิบหาย เจอโกงสัญญา แล้วยังต้องมาเอาตัวรอดอย่างไม่จำเป็นแบบนี้อีก
กลับออกจากป่านี้แล้ว คงต้องไปเข้าวัดเข้าวาเพิ่มดวงกับเขาหน่อยบ้างแล้วละมั้ง...
"ตรงนั้นปลอดภัยค่ะ"
หนวดแมลงสองเส้นตรงหัวของแฟตขยับไปมาเล็กน้อย พร้อมกับชี้ไปทางทิศตะวันตกของป่า
ที่ตรงนั้น พวกเราได้พบกับสิ่งก่อสร้างประหลาดปรากฏอยู่หลังหนึ่ง
มันเป็นสิ่งก่อสร้างทรงกระบอกกลมสีขาวที่ดูทันสมัยผิดธรรมชาติ
รอบสิ่งก่อสร้างนั้นมีหุบเหวลึกที่ปล่อยไอร้อนมหาศาลออกมาล้อมเอาไว้โดยรอบ
ไอร้อนนั้นทำให้เชิงผาหินที่อยู่ด้านหลังของอาคารเป็นสีแดงฉาน
ส่วนผืนป่าสีแดงที่ปกคลุมหนาทึบนั้น ได้หยุดตัวลงห่างออกมาจากหุบเหวราวสี่เมตรได้
หุบเหวธรรมชาติที่ล้อมกรอบอาคารทรงกระบอกนั้น มีสะพานโปรงใสเชื่อมอยู่เส้นหนึ่ง
สะพานนั้นมีลักษณะเป็นโครงถักเส้นบางด้วยรูปทรงสามเหลี่ยมด้านเท่าจำนวนมาก
มันถูกสร้างจากวัสดุที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต แถมยังลอยอยู่ใจกลางอากาศโดยไม่ต้องพึ่งเสาค้ำหรือสิ่งอื่นใด
พื้น ผนัง และหลังคาของสะพานนั้น ถูกสร้างจากม่านพลังบางอย่างที่โปรงแสง
ม่านพลังนั้นแผ่ออกมาจากโครงถักประหลาดที่ว่า
ผมลองพยายามมองหาวัตถุต่อต้านแรงโน้มถ่วงที่เป็นเทคโนโลยีของเผ่าภูติ หรืออะไรสักอย่างที่อาจเชื่อมต่อกับเทคโนโลยีของพวกเรา แต่ก็ไม่พบอะไรที่มีลักษณะคล้ายกับสิ่งนั้นปรากฏอยู่สักที่
อาจกล่าวได้ว่ามันเป็นเทคโนโลยีที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
“เข้าไปกันก่อนเถอะ”
ถึงจะมีเรื่องน่ากังขามากมาย แต่ผมรู้สึกได้ว่าอาคารตรงหน้าน่าจะเป็นสถานที่เพียงแห่งเดียว ที่ปลอดภัยในบริเวณนี้
อีกอย่าง ป่าที่อยู่ข้างหลังเริ่มทำท่าจะกลับมาขยับตัวเคลื่อนไหวอีกครั้งแล้วด้วย
ดังนั้นพวกเราจึงรีบข้ามสะพานเพื่อเข้าไปข้างในอาคารประหลาดกันในทันที
ผมไม่เคยเจอสัมผัสอะไรเช่นนี้มาก่อน
ทุกครั้งที่เหยียบเท้าลงไปบนแผ่นโปรงแสง ก็จะมีกระแสไฟฟ้าบางอย่างกระจายออกแผ่มาโดยรอบ
ผมรู้สึกได้ถึงแรงต้านบางอย่างตรงฝ่าเท้า ที่กำลังพยายามรั้งตัวผมไม่ให้ร่วงลงไปในหุบเหวข้างล่าง
เป็นความรู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองกำลังเดินอยู่บนแผ่นโฟมที่บางเบา
เทคโนโลยีพวกนี้คืออะไรกัน?
แม้แต่เทคโนโลยีที่เกิดจากเผ่าภูติกับมนุษย์ร่วมมือกันสร้างขึ้นมา ยังไม่มีอะไรที่ใกล้เคียงกับสิ่งนี้เลย
เพราะอย่างเทคโนโลยีที่คล้ายกันอย่าง [บาเรีย] ของพวกเรา ยังมีความต่างของเรื่องความปลอดภัยอยู่
บาเรียของพวกเรานั้นสร้างจากคลื่นรังสีแสง ซึ่งมันรุนแรงและอันตรายจนทุกสิ่งที่สัมผัสมันจะถูกแผดเผาทำลายหายไปจากโลกใบนี้
สรุปคือบาเรียของเรานั้นไม่สามารถสัมผัสได้นั่นเอง
แต่ม่านพลังรอบตัวตรงหน้ามันต่างออกไป
มันมีความเป็นกำแพง เป็นมวลสาร และปลอดภัยจนสัมผัสได้
“เทพเจ้าโนอาร์…”
ผมได้ยินเจ้าคนที่ชื่อว่าไพไรต์พึมพำออกมาเช่นนั้น
ดูเหมือนชนเผ่าท้องถิ่นจะนับถือเทพเจ้าที่ชื่อว่า [โนอาร์] เป็นเทพสูงสุด
เด็กผู้หญิงหูแมวผมสีฟ้าน่ารักที่ตายไปเองก็มีชื่อว่า [โนอาร์] เช่นกัน
พอมาคิดดูแล้ว… ไม่ใช่ว่าสีเลือดของชนเผ่าท้องถิ่นนั้นมีสีฟ้าเช่นนั้นหรอกหรือ?
ทว่าโนอาร์กลับมีเลือดไร้สีผิดจากคนอื่น
ตอนแรกไม่ได้คิดสงสัยอะไร เพราะอย่างเผ่าภูติเองก็มีเลือดไร้สีเหมือนกัน
แต่พอมาคิดดูตอนนี้แล้ว… โนอาร์นั้นดูจะแตกต่างเกินไปจริง ๆ นั่นละ
เธอบินได้ สามารถสร้างพายุได้ และยังสร้างบาเรียได้ผิดกับชนเผ่าท้องถิ่นคนอื่น
ทั้งที่ภายนอกดูเป็นแค่เมดมนุษย์แมวน่ารักตัวเล็ก แต่พวกมันกลับให้ความเคารพเธอเป็นอย่างมาก
“อารยะธรรมที่สาบสูญ… อย่างงั้นหรือ? ”
ผมพึมพำออกมาระหว่างที่เดินข้ามสะพาน
อารยะธรรมที่สาบสูญ บางชนเผ่าอาจมีเทคโนโลยีก้าวล้ำ แต่ด้วยเหตุผลบางอย่าง เลยทำให้สิ่งเหล่านั้นหายสาบสูญไป
เป็นพล็อตยอดนิยมที่มักเจอได้บ่อย ๆ ในนิยาย การ์ตูน และหนัง
ถ้าหากคิดไปในทิศทางนั้น ก็จะให้คำตอบเรื่องที่มีเทคโนโลยีล้ำสมัยปรากฏในทวีปที่ล้าหลังแบบนี้ได้
แถมดีไม่ดี ตัวจริงของโนอาร์อาจจะเป็นตัวตนที่มาจากยุคโบราณซึ่งสาบสูญหายไปของพวกเขา
“คิดเพ้อเจ้อไปไกลแล้วสิเรา…”
ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาคิดอะไรแบบนั้นสักหน่อย
ที่สำคัญในเวลานี้คือการรักษาแผลให้ยัยลี่กับเอซ แล้วหาทางเอาชีวิตรอดไปพร้อมกับทุกคนก่อนต่างหาก
[ยินดีต้อนรับ@! $%^ สู่พื้นที่ %%# ระบาย ### ค่ะ]
ทันทีที่พวกเรามายืนตรงหน้าอะไรบางอย่างที่คล้ายกับประตูบานเลื่อน ก็มีเสียงเช่นนั้นดังขึ้นมา
เนื่องจากเป็นภาษาท้องถิ่น ผมเลยฟังไม่ออก
แต่เข้าใจได้ว่าอาคารตรงหน้ายินดีต้อนรับให้พวกเราเข้าไปใช้งานได้
“ท่านโนอาร์! ”
ดวงตาไพไรต์เบิกโตพร้อมกับวิ่งเข้าไปข้างในอาคารทันทีที่ประตูตรงหน้าเลื่อนเปิดออกมา
“โถงต้อนรับ? มีแสงไฟแถมยังเย็นสบายด้วย...”
ไฮเจนกางปีกสีขาวออกกว้างอย่างผ่อนคลายอยู่บนพื้นหินอ่อนสีขาว
ข้างในนั้นถูกตกแต่งอย่างเรียบง่าย แต่มีความหรูหราอยู่ในความเรียบง่ายนั้น
มีโต๊ะยาวที่ดูคล้ายโต๊ะประชาสัมพันธ์ตัวหนึ่งใจกลางห้อง และยังมีวัตถุทรงกลมสีขาวดูนุ่มนิ่มวางกองอยู่ตรงมุมห้องหลายก้อน
พอลองสัมผัสดู ก็พบว่าพวกมันสามารถเปลี่ยนรูปร่างไปตามความต้องการของผู้สัมผัสได้
เช่นว่าพอผมวาดภาพเตียงในหัว มันจะก่อรูปร่างเป็นเตียงให้ในทันที
“น่าแปลกมาก แต่ตอนนี้รีบมาทำแผลให้ทุกคนก่อนเถอะค่ะ”
“นั่นสินะ”
พรุนรีบนำร่างของลี่กับไฮเจนมาวางลงบนเตียงสีขาวที่ผมพึ่งสร้างขึ้นมา
แฟตคือคนที่มีความรู้ทางการแพทย์มากที่สุดในกลุ่ม ดังนั้นเธอจึงเป็นคนทำหน้าที่รักษาหลัก โดยคนอื่นคอยเป็นลูกมือให้เธอ
ส่วนไพไรต์นั้น เอาแต่พูดว่า “ท่านโนอาร์! ” ใส่ผ้าเพดานซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่มีหยุด จนซุนไกท์ที่เป็นเพื่อนเขาต้องไปลากมันให้เข้ามานั่งสงบใจตรงโต๊ะประชาสัมพันธ์ใจกลางห้องนี้ในเวลาต่อมา
จะตะโกนชื่อคนที่จากไปแล้วใส่เพดานห้องเพื่ออะไรฟะ...
ช่างสงบ…
ทุกอย่างภายในห้องโถงแห่งนี้สงบจนน่าใจหาย ราวกับความวุ่นวายที่ผ่านมาเป็นเรื่องโกหก
ผมหันไปมองดูใบหน้าของลิลลี่ที่กำลังนอนหลับอย่างสงบ
พึ่งเคยเห็นใบหน้าที่ไม่ได้สวมแว่นเอาไว้ของเธอเป็นครั้งแรกเลยแฮะ
พอมองดูให้ดี เธอเองก็นับว่าเป็นคนที่สวยคนหนึ่ง
ดวงตากลมโต แต่มีความคมงดงาม โครงหน้าเองก็ได้รูป แถมยังมีความเยาว์วัยน่ารัก
พอถอนแว่นตาที่หนาเตอะนั้นออก ก็ยิ่งพบความจริงว่าเธอเป็นผู้หญิงที่สวยงามมากคนหนึ่ง
เธอเป็นคนที่ร่าเริง และยังขี้เล่นจนเกินเหตุตามเอกลักษณ์เฉพาะของเผ่าภูติ
บางครั้งก็ขี้เล่นเกินไปจนน่ารำคาญ แต่ยอมรับว่าการกลั่นแกล้งของเธอทำให้ผมอมยิ้มหัวเราะได้แทบทุกครั้ง
แต่ว่า… ลิลลี่ออฟซิเดียน สตรีลูกครึ่งมนุษย์ภูติผมสีเขียวคนนี้… กลับเป็นคนที่ผมไม่เข้าใจเลยว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่
ทำไมถึงต้องยึดติดกับ ผอ. บานา มากขนาดนั้น? และทำไมถึงยึดติดกับการบุกเบิกมากขนาดนี้ด้วย?
แถมเธอยังเป็นคนหนึ่งที่ไม่ยอมเล่าอดีตหรือครอบครัวให้เพื่อนฟังเช่นเดียวกับพรุน
ไม่ยอมพูดเรื่องส่วนตัว เหมือนกับผมคนนี้
หรือว่าความจริงแล้วเธอเองก็เป็นพวกที่มีความหลังยากลำบากเหมือนกันกับผม?
บางทีพ่อหรือแม่ของเธออาจจะเสียชีวิตไปแล้วก็เป็นไปได้เหมือนกัน
ผมมองไปทางปืนรังสีสำหรับฝึกที่เธอพกมาที่นี่ด้วย
ปืนที่โรงเรียนจัดมอบให้เพื่อฝึกซ้อมกระบอกนั้น เธอยังคงเก็บมันเอามาใช้งานถึง ณ ตอนนี้
แถมยังดูเหมือนจะเก็บรักษาเป็นอย่างดีเลยด้วย
ถ้ามีเงิน เธอก็น่าจะสามารถไปหาซื้อกระบอกใหม่มาใช้งานส่วนตัวไปแล้วเหมือนนักเรียนคนอื่น
“... ลิลลี่ หรือว่าความจริงแล้วเธอ”
เธอจะจนและมีชีวิตที่ยากลำบากเหมือนกับผม
ที่ร่าเริงมาตลอดเวลานั้นคือการเสแสร้งหรือเปล่า?
บางทีภายในใจของเธออาจจะกำลังกรีดร้องเพราะความยากจนอยู่ก็ได้
ใบหน้าที่ยิ้มแย้มนั้น กำลังปกปิดความเศร้าเอาไว้อยู่หรือเปล่านะ?
พยายามปกปิดความยากจน แล้วต่อสู้ชีวิตด้วยกำลังของตัวเองโดยไม่บอกเพื่อนเหมือนกับผม
อ๊า… รู้สึกเหมือนกำลังเฝ้ามองดูตัวเองอยู่เลยแฮะ
พอคิดเช่นนั้นแล้วน้ำตาของผมก็ไหลลงมา
หลังจากนี้คงต้องปฏิบัติกับยัยลี่ให้อ่อนโยนมากกว่านี้หน่อยแล้วละ
“จะว่าไปแล้ว… ไฮเจน ทำไมนายถึงกลับมาละ? ”
ผมยิงคำถามใส่ไฮเจนที่กำลังนั่งแปรงขนของตัวเองอยู่ตรงมุมของห้อง
“ค่ะ---ครับ!? ”
ไฮเจนตื่นตกใจหันหน้ามาทางผม
เดียวนะ เมื่อกี้มันขานว่า [ค่ะ] ใช่ไหม?
พวกเผ่ามนุษย์นกนั้นเป็นเผ่าประหลาดที่มีสองเพศในคนเดียวกัน และพวกเขาจะเข้าพิธีตัดอวัยวะเพศที่ไม่ต้องการทิ้งในตอนอายุยี่สิบ เพื่อเป็นการเข้าสู่วัยผู้ใหญ่
เพราะแบบนั้น เวลาเข้าห้องอาบน้ำที่ให้เผ่ามนุษย์นกร่วมอาบน้ำได้ เลยมักเจอปัญหาทางทัศนอุจาดอยู่บ่อยครั้ง
คงไม่ใช่ว่าอยู่ ๆ มันมาเปลี่ยนใจอยากเป็นผู้หญิงตอนนี้หรอกนะเฮ้ย
“เออ… ไม่มีอะไร แค่รู้สึกไม่ดี เหมือนมีลางสังหรณ์อันตรายแผ่ออกมาจากกลุ่มของพวกนาย ผมเลยให้จาวิสไปตามอาจารย์คนเดียว แล้วรีบหันหลังบึ่งกลับมานะ”
“... อย่างงั้นเองนะหรือ”
เป็นผม ผมคงไม่กลับมาหรอกนะ
ทั้งที่ได้กลับไปอย่างปลอดภัยกับจาวิสแล้วแท้ ๆ แต่ก็ยังกลับมาเพื่อช่วยเพื่อนอีก
เหมือนกับครั้งนั้น ในตอนที่ผมถูกเจ้าหุ่นยนต์กอลิล่าไล่ทุบ มันก็เป็นคนที่บินกลับมาช่วยเช่นกัน
ถึงจะเป็นพวกที่ดูขี้เกียจ รักสวยรักงาม แต่กลับยอมแปดเปื้อนลำบากเพื่อช่วยเพื่อน
เป็นคนที่ดีจริง ๆ ผิดกับผมลิบลับเลยละ
“ขอบคุณมาก...”
ผมพูดขอบคุณเขาเบา ๆ
“เมื่อกี้ว่ายังไงนะ? ”
“เปล่า...”
ดันเสือกหูดีได้ยินอีก!
“โฮปซึนละ ปิว~”
“ปากไม่ตรงกับใจแบบนี้ ระวังสาวจะไม่แลนะคะ”
“ใช่ค่ะ”
ผมหันไปทางต้นเสียงนินทานั้น
แฟต เยลโล่ พรุน… เมื่อกี้พวกแกว่าใครเป็นหนุ่มซึนกันฟะ?
“ผมไม่ได้ซึนสักหน่อย! ”
แนะ ยังจะยิ้มเยาะใส่อีก?!
“ก็บอกว่าไม่ได้ซึนเดเระยังไงเล่า! ”
แต่พวกมันก็ยังยิ้มเยาะไม่หยุดอยู่ดี
อ๊ากกก! น่าอายชิบหายเลยว้อย!
หนีไปอยู่ฝั่งตรงข้ามแม่ม!
“ลาขาด! ”
“โฮปซึนหนีไปแล้ว ปิว~”
ผมไม่ฟังเสียงล้อเลียนของเยลโล่ แล้วเดินตัดกลางห้องไปที่ฝั่งขวาของโถง
“...ทำไมมีเซ็นเซอร์ใจกลางห้อง”
ตรงหน้าโต๊ะพนักงานต้อนรับใจกลางห้อง มีแสงสีแดงจี้ลงมาที่พื้นอยู่จุดหนึ่ง
ดูก็รู้ได้ทันทีว่ามันคือเซ็นเซอร์ตรวจจับวัตถุ
ถ้าสัมผัสมันจะมีอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่านะ?
“แสงอะไรละนี่? ”
แสงสีแดงนั้นกำลังตกกระทบลงบนมือที่มีขนสีดำ
ซึ่งไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นเจ้าซุนไกท์นั่นเอง
[ยินดีต้อนรับ@%%%]
ชั่วพริบตานั้นเองที่มีเสียงดังขึ้นมาจากเพดาน พร้อมกับฉายภาพของชนเผ่าท้องถิ่นขึ้นใจกลางอากาศ
ภาพนั้นมีรูปร่างคล้ายโนอาร์ แต่มีหูกระต่ายแทนที่จะเป็นหูแมว
[@! #%^^*** (@#$]
ภาพนั้นชูมือขึ้นไปทางขวา พร้อมกับฉายภาพของแผ่นที่ขนาดใหญ่ขึ้นมา
แผนที่นั้นดูคล้ายกับแผนผังของอะไรบางอย่าง
มันมีเส้นทางที่ซับซ้อนชวนดูวุ่นวายสับสนมาก
เนื่องจากมันมีภาพคล้าย CCTV ฉายคู่กับเส้นทางย่อยเหล่านั้นด้วย เลยทำให้พอจะเข้าใจได้ว่ามันเป็นแผนผังของโรงผลิตอะไรสักอย่างที่มีอุณหภูมิสูง
“นั่นมัน…”
และที่น่าตกใจที่สุดคือพื้นที่ส่วนในสุดของแผนผังนี้
พื้นที่ด้านในสุดนั้นมีภาพของห้อง ๆ หนึ่งซึ่งเต็มไปด้วยเถาวัลย์หนามสีแดงจำนวนมาก
เถาวัลย์เหล่านั้นกำลังจับร่างของคนสามคนที่พวกเราคุ้นหน้าคุ้นตากันดีเอาไว้อยู่
คนที่รอรับการช่วยเหลือนั้น กำลังรอพวกเราอยู่ในส่วนลึกสุดของสถานที่แห่งนี้แล้ว