Pioneer Era

    ตอนที่ี 34 หุบเขาสีชาด (1)

    ***ชายผู้ไม่ยอมแพ้ [โฮป]

    หลังจากเถาวัลย์หนามสีแดงอันน่ากลัวหยุดเคลื่อนไหว พวกเราก็รีบเผ่นออกจากป่าแทบจะในทันที

    พรุนใช้แขนสองข้างแบกร่างท่วมเลือดของลิลลี่กับเอซ แล้ววิ่งตามพวกเราโดยไม่มีแสดงท่าทีเหน็ดเหนื่อยให้เห็นเลยแม้แต่น้อย

    พละกำลังของเผ่ายักษ์สุดยอดชะมัด

    ส่วนคนที่วิ่งตามหลังพวกเรามาติด ๆ คือกลุ่มของพวกชนเผ่าท้องถิ่น

    น้ำตาจำนวนมากยังคงไหลนองจากใบหน้าของชายผมทองที่ชื่อไพไรต์ไม่หยุด

    ภายในอ้อมกอดของเขามีศรีษะของโนอาร์ถูกอุ้มเอาไว้ ราวกับเป็นการโอบอุ้มเด็กทารกที่บอบบาง

    เพราะว่าพวกเราไม่มีเวลามากพอจะเก็บกู้ศพได้ เลยทำให้เก็บกู้กลับมาได้เพียงแค่ส่วนหัวเท่านั้น

    ดวงตาของแมวน้อยโนอาร์ยังคงเบิกกว้างอยู่ในอ้อมกอดของเขา

    มันเป็นแววตาไร้ซึ่งแสงสว่าง เป็นดวงตาของคนตาย

    ปิดเปลือกตาให้เธอหน่อยสิเฮ้ย...

    ถ้าหากจะถือโทษใคร คงต้องโทษตัวมันเองที่แหกกฏของอาจารย์ แล้วล่อทุกคนออกมานอกเขตปลอดภัย

    มันเองก็คงจะรู้ตัว เลยมีท่าทีต่อต้านพวกเราน้อยลงไปมาก

    ให้ตายเถอะ ในที่สุดก็มีคนตายจนได้สินะ…

    " (งานบุกเบิกมันอันตรายอย่างที่คิดจริง ๆ …) "

    เคยคิดว่าเข้าใจดีว่ามันอันตราย แต่พอเห็นกับตา ก็ยิ่งเป็นการตอกย้ำถึงความอันตราย รวมไปถึงตอกย้ำความจริงว่าทำไม่แม่กับพ่อถึงตายในทวีปใหม่ระหว่างทำงานบุกเบิก ทั้งที่พวกเรามีเทคโนโลยีก้าวล้ำมากขนาดนี้แล้วก็ตาม

    นี่ขนาดแค่ส่วนหนึ่งของทวีปยังอันตรายขนาดนี้ แล้วในพื้นที่ส่วนลึกจะไม่อันตรายทวีคูณมากไปกว่านี้อีกหรือ?

    อย่าป่าเถาวัลย์เมื่อกี้ ต่อให้ขนเอารถหุ้มเกราะมา ผมยังไม่คิดว่าจะรอดกลับมาได้เลยนะ

    ถ้าไม่ได้ความชั่งสังเกตุของแฟตช่วยเอาไว้ พวกเราคงตายเป็นปุ๋ยอยู่ในป่าไปแล้ว

    ชีวิตบ้าบอชิบหาย เจอโกงสัญญา แล้วยังต้องมาเอาตัวรอดอย่างไม่จำเป็นแบบนี้อีก

    กลับออกจากป่านี้แล้ว คงต้องไปเข้าวัดเข้าวาเพิ่มดวงกับเขาหน่อยบ้างแล้วละมั้ง...



    "ตรงนั้นปลอดภัยค่ะ"

    หนวดแมลงสองเส้นตรงหัวของแฟตขยับไปมาเล็กน้อย พร้อมกับชี้ไปทางทิศตะวันตกของป่า

    ที่ตรงนั้น พวกเราได้พบกับสิ่งก่อสร้างประหลาดปรากฏอยู่หลังหนึ่ง

    มันเป็นสิ่งก่อสร้างทรงกระบอกกลมสีขาวที่ดูทันสมัยผิดธรรมชาติ

    รอบสิ่งก่อสร้างนั้นมีหุบเหวลึกที่ปล่อยไอร้อนมหาศาลออกมาล้อมเอาไว้โดยรอบ

    ไอร้อนนั้นทำให้เชิงผาหินที่อยู่ด้านหลังของอาคารเป็นสีแดงฉาน

    ส่วนผืนป่าสีแดงที่ปกคลุมหนาทึบนั้น ได้หยุดตัวลงห่างออกมาจากหุบเหวราวสี่เมตรได้

    หุบเหวธรรมชาติที่ล้อมกรอบอาคารทรงกระบอกนั้น มีสะพานโปรงใสเชื่อมอยู่เส้นหนึ่ง

    สะพานนั้นมีลักษณะเป็นโครงถักเส้นบางด้วยรูปทรงสามเหลี่ยมด้านเท่าจำนวนมาก

    มันถูกสร้างจากวัสดุที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต แถมยังลอยอยู่ใจกลางอากาศโดยไม่ต้องพึ่งเสาค้ำหรือสิ่งอื่นใด

    พื้น ผนัง และหลังคาของสะพานนั้น ถูกสร้างจากม่านพลังบางอย่างที่โปรงแสง

    ม่านพลังนั้นแผ่ออกมาจากโครงถักประหลาดที่ว่า

    ผมลองพยายามมองหาวัตถุต่อต้านแรงโน้มถ่วงที่เป็นเทคโนโลยีของเผ่าภูติ หรืออะไรสักอย่างที่อาจเชื่อมต่อกับเทคโนโลยีของพวกเรา แต่ก็ไม่พบอะไรที่มีลักษณะคล้ายกับสิ่งนั้นปรากฏอยู่สักที่

    อาจกล่าวได้ว่ามันเป็นเทคโนโลยีที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง

    “เข้าไปกันก่อนเถอะ”

    ถึงจะมีเรื่องน่ากังขามากมาย แต่ผมรู้สึกได้ว่าอาคารตรงหน้าน่าจะเป็นสถานที่เพียงแห่งเดียว ที่ปลอดภัยในบริเวณนี้

    อีกอย่าง ป่าที่อยู่ข้างหลังเริ่มทำท่าจะกลับมาขยับตัวเคลื่อนไหวอีกครั้งแล้วด้วย

    ดังนั้นพวกเราจึงรีบข้ามสะพานเพื่อเข้าไปข้างในอาคารประหลาดกันในทันที



    ผมไม่เคยเจอสัมผัสอะไรเช่นนี้มาก่อน

    ทุกครั้งที่เหยียบเท้าลงไปบนแผ่นโปรงแสง ก็จะมีกระแสไฟฟ้าบางอย่างกระจายออกแผ่มาโดยรอบ

    ผมรู้สึกได้ถึงแรงต้านบางอย่างตรงฝ่าเท้า ที่กำลังพยายามรั้งตัวผมไม่ให้ร่วงลงไปในหุบเหวข้างล่าง

    เป็นความรู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองกำลังเดินอยู่บนแผ่นโฟมที่บางเบา

    เทคโนโลยีพวกนี้คืออะไรกัน?

    แม้แต่เทคโนโลยีที่เกิดจากเผ่าภูติกับมนุษย์ร่วมมือกันสร้างขึ้นมา ยังไม่มีอะไรที่ใกล้เคียงกับสิ่งนี้เลย

    เพราะอย่างเทคโนโลยีที่คล้ายกันอย่าง [บาเรีย] ของพวกเรา ยังมีความต่างของเรื่องความปลอดภัยอยู่

    บาเรียของพวกเรานั้นสร้างจากคลื่นรังสีแสง ซึ่งมันรุนแรงและอันตรายจนทุกสิ่งที่สัมผัสมันจะถูกแผดเผาทำลายหายไปจากโลกใบนี้

    สรุปคือบาเรียของเรานั้นไม่สามารถสัมผัสได้นั่นเอง

    แต่ม่านพลังรอบตัวตรงหน้ามันต่างออกไป

    มันมีความเป็นกำแพง เป็นมวลสาร และปลอดภัยจนสัมผัสได้

    “เทพเจ้าโนอาร์…”

    ผมได้ยินเจ้าคนที่ชื่อว่าไพไรต์พึมพำออกมาเช่นนั้น

    ดูเหมือนชนเผ่าท้องถิ่นจะนับถือเทพเจ้าที่ชื่อว่า [โนอาร์] เป็นเทพสูงสุด

    เด็กผู้หญิงหูแมวผมสีฟ้าน่ารักที่ตายไปเองก็มีชื่อว่า [โนอาร์] เช่นกัน

    พอมาคิดดูแล้ว… ไม่ใช่ว่าสีเลือดของชนเผ่าท้องถิ่นนั้นมีสีฟ้าเช่นนั้นหรอกหรือ?

    ทว่าโนอาร์กลับมีเลือดไร้สีผิดจากคนอื่น

    ตอนแรกไม่ได้คิดสงสัยอะไร เพราะอย่างเผ่าภูติเองก็มีเลือดไร้สีเหมือนกัน

    แต่พอมาคิดดูตอนนี้แล้ว… โนอาร์นั้นดูจะแตกต่างเกินไปจริง ๆ นั่นละ

    เธอบินได้ สามารถสร้างพายุได้ และยังสร้างบาเรียได้ผิดกับชนเผ่าท้องถิ่นคนอื่น

    ทั้งที่ภายนอกดูเป็นแค่เมดมนุษย์แมวน่ารักตัวเล็ก แต่พวกมันกลับให้ความเคารพเธอเป็นอย่างมาก

    “อารยะธรรมที่สาบสูญ… อย่างงั้นหรือ? ”

    ผมพึมพำออกมาระหว่างที่เดินข้ามสะพาน

    อารยะธรรมที่สาบสูญ บางชนเผ่าอาจมีเทคโนโลยีก้าวล้ำ แต่ด้วยเหตุผลบางอย่าง เลยทำให้สิ่งเหล่านั้นหายสาบสูญไป

    เป็นพล็อตยอดนิยมที่มักเจอได้บ่อย ๆ ในนิยาย การ์ตูน และหนัง

    ถ้าหากคิดไปในทิศทางนั้น ก็จะให้คำตอบเรื่องที่มีเทคโนโลยีล้ำสมัยปรากฏในทวีปที่ล้าหลังแบบนี้ได้

    แถมดีไม่ดี ตัวจริงของโนอาร์อาจจะเป็นตัวตนที่มาจากยุคโบราณซึ่งสาบสูญหายไปของพวกเขา

    “คิดเพ้อเจ้อไปไกลแล้วสิเรา…”

    ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาคิดอะไรแบบนั้นสักหน่อย

    ที่สำคัญในเวลานี้คือการรักษาแผลให้ยัยลี่กับเอซ แล้วหาทางเอาชีวิตรอดไปพร้อมกับทุกคนก่อนต่างหาก



    [ยินดีต้อนรับ@! $%^ สู่พื้นที่ %%# ระบาย ### ค่ะ]

    ทันทีที่พวกเรามายืนตรงหน้าอะไรบางอย่างที่คล้ายกับประตูบานเลื่อน ก็มีเสียงเช่นนั้นดังขึ้นมา

    เนื่องจากเป็นภาษาท้องถิ่น ผมเลยฟังไม่ออก

    แต่เข้าใจได้ว่าอาคารตรงหน้ายินดีต้อนรับให้พวกเราเข้าไปใช้งานได้

    “ท่านโนอาร์! ”

    ดวงตาไพไรต์เบิกโตพร้อมกับวิ่งเข้าไปข้างในอาคารทันทีที่ประตูตรงหน้าเลื่อนเปิดออกมา

    “โถงต้อนรับ? มีแสงไฟแถมยังเย็นสบายด้วย...”

    ไฮเจนกางปีกสีขาวออกกว้างอย่างผ่อนคลายอยู่บนพื้นหินอ่อนสีขาว

    ข้างในนั้นถูกตกแต่งอย่างเรียบง่าย แต่มีความหรูหราอยู่ในความเรียบง่ายนั้น

    มีโต๊ะยาวที่ดูคล้ายโต๊ะประชาสัมพันธ์ตัวหนึ่งใจกลางห้อง และยังมีวัตถุทรงกลมสีขาวดูนุ่มนิ่มวางกองอยู่ตรงมุมห้องหลายก้อน

    พอลองสัมผัสดู ก็พบว่าพวกมันสามารถเปลี่ยนรูปร่างไปตามความต้องการของผู้สัมผัสได้

    เช่นว่าพอผมวาดภาพเตียงในหัว มันจะก่อรูปร่างเป็นเตียงให้ในทันที

    “น่าแปลกมาก แต่ตอนนี้รีบมาทำแผลให้ทุกคนก่อนเถอะค่ะ”

    “นั่นสินะ”

    พรุนรีบนำร่างของลี่กับไฮเจนมาวางลงบนเตียงสีขาวที่ผมพึ่งสร้างขึ้นมา

    แฟตคือคนที่มีความรู้ทางการแพทย์มากที่สุดในกลุ่ม ดังนั้นเธอจึงเป็นคนทำหน้าที่รักษาหลัก โดยคนอื่นคอยเป็นลูกมือให้เธอ

    ส่วนไพไรต์นั้น เอาแต่พูดว่า “ท่านโนอาร์! ” ใส่ผ้าเพดานซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่มีหยุด จนซุนไกท์ที่เป็นเพื่อนเขาต้องไปลากมันให้เข้ามานั่งสงบใจตรงโต๊ะประชาสัมพันธ์ใจกลางห้องนี้ในเวลาต่อมา

    จะตะโกนชื่อคนที่จากไปแล้วใส่เพดานห้องเพื่ออะไรฟะ...



    ช่างสงบ…

    ทุกอย่างภายในห้องโถงแห่งนี้สงบจนน่าใจหาย ราวกับความวุ่นวายที่ผ่านมาเป็นเรื่องโกหก

    ผมหันไปมองดูใบหน้าของลิลลี่ที่กำลังนอนหลับอย่างสงบ

    พึ่งเคยเห็นใบหน้าที่ไม่ได้สวมแว่นเอาไว้ของเธอเป็นครั้งแรกเลยแฮะ

    พอมองดูให้ดี เธอเองก็นับว่าเป็นคนที่สวยคนหนึ่ง

    ดวงตากลมโต แต่มีความคมงดงาม โครงหน้าเองก็ได้รูป แถมยังมีความเยาว์วัยน่ารัก

    พอถอนแว่นตาที่หนาเตอะนั้นออก ก็ยิ่งพบความจริงว่าเธอเป็นผู้หญิงที่สวยงามมากคนหนึ่ง

    เธอเป็นคนที่ร่าเริง และยังขี้เล่นจนเกินเหตุตามเอกลักษณ์เฉพาะของเผ่าภูติ

    บางครั้งก็ขี้เล่นเกินไปจนน่ารำคาญ แต่ยอมรับว่าการกลั่นแกล้งของเธอทำให้ผมอมยิ้มหัวเราะได้แทบทุกครั้ง

    แต่ว่า… ลิลลี่ออฟซิเดียน สตรีลูกครึ่งมนุษย์ภูติผมสีเขียวคนนี้… กลับเป็นคนที่ผมไม่เข้าใจเลยว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่

    ทำไมถึงต้องยึดติดกับ ผอ. บานา มากขนาดนั้น? และทำไมถึงยึดติดกับการบุกเบิกมากขนาดนี้ด้วย?

    แถมเธอยังเป็นคนหนึ่งที่ไม่ยอมเล่าอดีตหรือครอบครัวให้เพื่อนฟังเช่นเดียวกับพรุน

    ไม่ยอมพูดเรื่องส่วนตัว เหมือนกับผมคนนี้

    หรือว่าความจริงแล้วเธอเองก็เป็นพวกที่มีความหลังยากลำบากเหมือนกันกับผม?

    บางทีพ่อหรือแม่ของเธออาจจะเสียชีวิตไปแล้วก็เป็นไปได้เหมือนกัน

    ผมมองไปทางปืนรังสีสำหรับฝึกที่เธอพกมาที่นี่ด้วย

    ปืนที่โรงเรียนจัดมอบให้เพื่อฝึกซ้อมกระบอกนั้น เธอยังคงเก็บมันเอามาใช้งานถึง ณ ตอนนี้

    แถมยังดูเหมือนจะเก็บรักษาเป็นอย่างดีเลยด้วย

    ถ้ามีเงิน เธอก็น่าจะสามารถไปหาซื้อกระบอกใหม่มาใช้งานส่วนตัวไปแล้วเหมือนนักเรียนคนอื่น

    “... ลิลลี่ หรือว่าความจริงแล้วเธอ”

    เธอจะจนและมีชีวิตที่ยากลำบากเหมือนกับผม

    ที่ร่าเริงมาตลอดเวลานั้นคือการเสแสร้งหรือเปล่า?

    บางทีภายในใจของเธออาจจะกำลังกรีดร้องเพราะความยากจนอยู่ก็ได้

    ใบหน้าที่ยิ้มแย้มนั้น กำลังปกปิดความเศร้าเอาไว้อยู่หรือเปล่านะ?

    พยายามปกปิดความยากจน แล้วต่อสู้ชีวิตด้วยกำลังของตัวเองโดยไม่บอกเพื่อนเหมือนกับผม

    อ๊า… รู้สึกเหมือนกำลังเฝ้ามองดูตัวเองอยู่เลยแฮะ

    พอคิดเช่นนั้นแล้วน้ำตาของผมก็ไหลลงมา

    หลังจากนี้คงต้องปฏิบัติกับยัยลี่ให้อ่อนโยนมากกว่านี้หน่อยแล้วละ



    “จะว่าไปแล้ว… ไฮเจน ทำไมนายถึงกลับมาละ? ”

    ผมยิงคำถามใส่ไฮเจนที่กำลังนั่งแปรงขนของตัวเองอยู่ตรงมุมของห้อง

    “ค่ะ---ครับ!? ”

    ไฮเจนตื่นตกใจหันหน้ามาทางผม

    เดียวนะ เมื่อกี้มันขานว่า [ค่ะ] ใช่ไหม?

    พวกเผ่ามนุษย์นกนั้นเป็นเผ่าประหลาดที่มีสองเพศในคนเดียวกัน และพวกเขาจะเข้าพิธีตัดอวัยวะเพศที่ไม่ต้องการทิ้งในตอนอายุยี่สิบ เพื่อเป็นการเข้าสู่วัยผู้ใหญ่

    เพราะแบบนั้น เวลาเข้าห้องอาบน้ำที่ให้เผ่ามนุษย์นกร่วมอาบน้ำได้ เลยมักเจอปัญหาทางทัศนอุจาดอยู่บ่อยครั้ง

    คงไม่ใช่ว่าอยู่ ๆ มันมาเปลี่ยนใจอยากเป็นผู้หญิงตอนนี้หรอกนะเฮ้ย

    “เออ… ไม่มีอะไร แค่รู้สึกไม่ดี เหมือนมีลางสังหรณ์อันตรายแผ่ออกมาจากกลุ่มของพวกนาย ผมเลยให้จาวิสไปตามอาจารย์คนเดียว แล้วรีบหันหลังบึ่งกลับมานะ”

    “... อย่างงั้นเองนะหรือ”

    เป็นผม ผมคงไม่กลับมาหรอกนะ

    ทั้งที่ได้กลับไปอย่างปลอดภัยกับจาวิสแล้วแท้ ๆ แต่ก็ยังกลับมาเพื่อช่วยเพื่อนอีก

    เหมือนกับครั้งนั้น ในตอนที่ผมถูกเจ้าหุ่นยนต์กอลิล่าไล่ทุบ มันก็เป็นคนที่บินกลับมาช่วยเช่นกัน

    ถึงจะเป็นพวกที่ดูขี้เกียจ รักสวยรักงาม แต่กลับยอมแปดเปื้อนลำบากเพื่อช่วยเพื่อน

    เป็นคนที่ดีจริง ๆ ผิดกับผมลิบลับเลยละ

    “ขอบคุณมาก...”

    ผมพูดขอบคุณเขาเบา ๆ

    “เมื่อกี้ว่ายังไงนะ? ”

    “เปล่า...”

    ดันเสือกหูดีได้ยินอีก!

    “โฮปซึนละ ปิว~”

    “ปากไม่ตรงกับใจแบบนี้ ระวังสาวจะไม่แลนะคะ”

    “ใช่ค่ะ”

    ผมหันไปทางต้นเสียงนินทานั้น

    แฟต เยลโล่ พรุน… เมื่อกี้พวกแกว่าใครเป็นหนุ่มซึนกันฟะ?

    “ผมไม่ได้ซึนสักหน่อย! ”

    แนะ ยังจะยิ้มเยาะใส่อีก?!

    “ก็บอกว่าไม่ได้ซึนเดเระยังไงเล่า! ”

    แต่พวกมันก็ยังยิ้มเยาะไม่หยุดอยู่ดี

    อ๊ากกก! น่าอายชิบหายเลยว้อย!

    หนีไปอยู่ฝั่งตรงข้ามแม่ม!

    “ลาขาด! ”

    “โฮปซึนหนีไปแล้ว ปิว~”

    ผมไม่ฟังเสียงล้อเลียนของเยลโล่ แล้วเดินตัดกลางห้องไปที่ฝั่งขวาของโถง

    “...ทำไมมีเซ็นเซอร์ใจกลางห้อง”

    ตรงหน้าโต๊ะพนักงานต้อนรับใจกลางห้อง มีแสงสีแดงจี้ลงมาที่พื้นอยู่จุดหนึ่ง

    ดูก็รู้ได้ทันทีว่ามันคือเซ็นเซอร์ตรวจจับวัตถุ

    ถ้าสัมผัสมันจะมีอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่านะ?

    “แสงอะไรละนี่? ”

    แสงสีแดงนั้นกำลังตกกระทบลงบนมือที่มีขนสีดำ

    ซึ่งไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นเจ้าซุนไกท์นั่นเอง

    [ยินดีต้อนรับ@%%%]

    ชั่วพริบตานั้นเองที่มีเสียงดังขึ้นมาจากเพดาน พร้อมกับฉายภาพของชนเผ่าท้องถิ่นขึ้นใจกลางอากาศ

    ภาพนั้นมีรูปร่างคล้ายโนอาร์ แต่มีหูกระต่ายแทนที่จะเป็นหูแมว

    [@! #%^^*** (@#$]

    ภาพนั้นชูมือขึ้นไปทางขวา พร้อมกับฉายภาพของแผ่นที่ขนาดใหญ่ขึ้นมา

    แผนที่นั้นดูคล้ายกับแผนผังของอะไรบางอย่าง

    มันมีเส้นทางที่ซับซ้อนชวนดูวุ่นวายสับสนมาก

    เนื่องจากมันมีภาพคล้าย CCTV ฉายคู่กับเส้นทางย่อยเหล่านั้นด้วย เลยทำให้พอจะเข้าใจได้ว่ามันเป็นแผนผังของโรงผลิตอะไรสักอย่างที่มีอุณหภูมิสูง

    “นั่นมัน…”

    และที่น่าตกใจที่สุดคือพื้นที่ส่วนในสุดของแผนผังนี้

    พื้นที่ด้านในสุดนั้นมีภาพของห้อง ๆ หนึ่งซึ่งเต็มไปด้วยเถาวัลย์หนามสีแดงจำนวนมาก

    เถาวัลย์เหล่านั้นกำลังจับร่างของคนสามคนที่พวกเราคุ้นหน้าคุ้นตากันดีเอาไว้อยู่

    คนที่รอรับการช่วยเหลือนั้น กำลังรอพวกเราอยู่ในส่วนลึกสุดของสถานที่แห่งนี้แล้ว