สองวันหลังจากนั้น
หลินหยางกำลังปรึกษาหารือเรื่องแผนการรบกับพวกผู่อาหมานเป้ยเค่อ เป็นต้น อยู่
พวกเขาไม่รู้ว่าพวกลัทธิหมื่นวิญญาณจะยังมีลูกไม้อะไรเหลืออยู่บ้างจึงทำได้แค่นำทรัพยากรทั้งหมดที่พวกเขามีออกมาวางแผนเตรียมการให้เหมาะสมที่สุดเท่าที่จะทำได้จากนั้นค่อยพลิกแพลงเอาตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง
และแน่นอนว่า กำลังรบที่สำคัญที่สุดในการปะทะกันครั้งนี้ย่อมต้องเป็นหลินหยางและหั่วเอ๋อร์อยู่แล้ว
มีเพียงแค่สองคน? นี้เท่านั้นที่สามารถต่อกรกับปีศาจซากศพที่มีพลังระดับโพ่ไห่ได้เวลาทั้งหมดที่เหลืออยู่นี้ หลินหยางล้วนใช้มันเพื่อปรับสมดุลพลังในร่างกายและจัดเตรียมไพ่ตายต่างๆ ของเขาให้พร้อมใช้
..................................
สองวันสุดท้ายก่อนวันตัดสิน
พวกของหลินหยางได้เดินทางไปที่ลานชมฟ้าซึ่งตั้งอยู่บริเวณทิศใต้ของภูเขาเมฆมรกต
มันคือไหล่เขาที่มีสภาพเป็นลานกว้างตามธรรมชาติมีพื้นที่กว้างนับหมื่นตารางเมตร ทั้งกว้างขวางและแข็งแรงอีกทั้งยังมีทิวทัศน์ที่งดงามใช้ได้อีกด้วย
งานชุมนุมปราบอสูรจะจัดขึ้นที่นี่ในอีกสองวันให้หลัง เหล่าทหารองครักษ์แห่งราชสำนักของอาณาจักรชูอวิ๋นได้ล่วงหน้ามาสร้างสิ่งก่อสร้างที่จำเป็นไว้ให้ก่อนแล้วส่วนหลินหยางนั้นต้องมาทำการเตรียมการอะไรบางอย่างเพิ่มเข้าไปในที่แห่งนี้
เขาได้ตัดสินใจอย่างเด็ดขาดแล้วว่าพวกลัทธิหมื่นวิญญาณจะต้องถูกกำจัดทิ้งสถานเดียวไอ้พวกอสูรร้ายเหล่านี้มันไม่สมควรมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้
การต่อสู้ครั้งนี้สิ่งที่เขาต้องการนั้นไม่ใช่แค่ชัยชนะเท่านั้น แต่เป็นการฆ่าล้างบางกำจัดพวกชั่วนั่นให้สูญสิ้นไปโดยสมบูรณ์!!
ทั่วทั้งลานชมฟ้านี้กำลังจะกลายเป็นสนามรบครั้งใหญ่ที่ตัดสินความอยู่รอดของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในไม่ช้าซึ่งเขาต้องการจะฝังกลไกกับดักบางอย่างลงไปในพื้นดินแถวนี้เขาจะเปลี่ยนที่นี่ให้กลายเป็นลานประหารที่ชุมโชกไปด้วยเลือดของพวกยักษ์มารพวกนั้นเสีย
หลินหยางใช้เวลาเตรียมการถึงครึ่งวันเต็มๆไม่มีใครรู้เลยว่าเขากำลังเตรียมกับดักสังหารแบบไหนอยู่
พวกเขาเห็นแต่เพียง ตอนขากลับจากที่นี่นั้นสีหน้าของหลินหยางเต็มเปี่ยมไปด้วยจิตสังหารอันเย็นยะเยือกดุจน้ำแข็ง
เมื่ออยู่ต่อหน้าศัตรูแล้ว เด็กหนุ่มคนนี้จะกลายเป็นเทพแห่งความตายที่มีแต่จะโหดเหี้ยมอำมหิตเสียยิ่งกว่าศัตรูของเขาหลายร้อยเท่า...
..................................
เวลาก็ได้ล่วงเลยมาถึงคืนวันสุดท้ายก่อนถึงวันตัดสิน
แสงจันทร์ที่ทอประกายสาดส่องไปทั่วพระราชวังชูอวิ๋นนี้ สีหน้าของเหล่าคนในนั้นแต่ละคนล้วนดูเคร่งเครียดและกดดัน
คืนนี้เป็นค่ำคืนที่ไร้ซึ่งผู้หลับใหล
เพราะวันพรุ่งนี้จะเป็นวันที่ชะตาชีวิตของพวกเขาจะถูกตัดสินว่าเป็นหรือตายจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิดความกังวลจนนอนไม่หลับ
ในที่แห่งหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ฝั่งทิศตะวันตกของพระราชวังนั้นเป็นที่พักอาศัยของกลุ่มคนที่สำคัญมากที่สุดในชีวิตของหลินหยาง
บุคลากรคนสำคัญของตระกูลเวินและตระกูลจ้าวทั้งหมดล้วนถูกรับมาหลบภัยอยู่ในที่แห่งนี้ซึ่งรวมทั้งสวี่เหยา นักการช่างสกุลอี้ทั้งสอง และคนอื่นๆ อีกหลายคนที่ไม่สามารถช่วยอะไรได้ในการต่อสู้ที่กำลังจะเกิดขึ้นล้วนมาอยู่ที่นี่เพื่อรับการปกป้องจากราชสำนัก
บนหลังคาของพระตำหนักหลังหนึ่งนั้นมีเงาร่างสองสายกำลังนั่งชมดาวอยู่บนนั้นพร้อมกับพูดคุยกันด้วยเสียงอันเบาหวิว
เวินชิงชิงที่นั่งพิงไหล่ของหลินหยางเพื่อสัมผัสถึงอุณหภูมิในร่างกายของอีกฝ่ายอยู่ก็กล่าวขึ้นมาว่า
“หลินหยางวันนี้ข้าสามารถทะลวงไปถึงระดับเซียนเทียนขั้นท้ายแล้วนะ”
“เอ๋? ใช้ได้เลยนะนี่!”หลินหยางพยักหน้าเบาๆ
เวลาหนึ่งปี จากที่เพิ่งจะสามารถก้าวข้ามขอบเขตพลังขึ้นมาอยู่ในระดับเซียนเทียนได้จนตอนนี้สามารถขึ้นไปถึงระดับเซียนเทียนขั้นท้ายได้แล้วความรวดเร็วในการพัฒนานั้นมากพอที่จะทำให้ทุกคนต้องตกตะลึง
“น่าเสียดาย...ข้าก็ยังไม่สามารถไปต่อสู้กับพวกลัทธิหมื่นวิญญาณด้วยกันกับเจ้าได้”น้ำเสียงของเวินชิงชิงมีความรู้สึกเศร้าใจแฝงอยู่
“ไม่เป็นไรหรอก ยังมีโอกาสอีกเยอะเดี๋ยวเจ้าก็ไล่ตามข้าทันแล้ว...” ก่อนการต่อสู้ครั้งใหญ่กำลังจะเริ่มต้นขึ้นแบบนี้จิตใจของหลินหยางก็ยังคงนิ่งสงบอยู่ได้
“เอ้อ เจ้ารู้รึเปล่า? ได้ยินมาว่าพี่สาวสวี่เหยาตอนนี้ก็กำลังเก็บตัวฝึกฝนวรยุทธ์ที่ราชอาณาจักรโล่ยื่อเหมือนกันเห็นว่าพรสวรรค์ด้านการฝึกฝนของพี่เขามันสูงมากจนน่าตกใจเลยละ...”
สวี่เหยา?
หลินหยางไม่คิดว่าแม่นางผู้นั้นกลับเริ่มฝึกฝนวรยุทธ์ขึ้นมาแล้ว...สาเหตุของเรื่องนั้น ต่อให้ไม่พูดเขาก็เดาออกได้ไม่ยาก
แต่หลินหยางที่ยังไม่ทันได้ตอบอะไรกลับไปนั้นก็เห็นเวินชิงชิงหยิบขวดเล็กๆ ขวดหนึ่งออกมาจากอ้อมอกของนาง
“แล้วก็นี่...อันนี้พี่สาวเซียวเซียงฝากให้ข้าเอามามอบให้เจ้าบอกว่าถ้านางให้เจ้าด้วยตัวเองเจ้าคงไม่รับไว้แน่แต่เจ้าของสิ่งนี้มันมีประโยชน์กับเจ้ามากๆ”
เซียวเซียง?
หลินหยางรับขวดนั่นมาเปิดดูก็พบว่าข้างในนั้นได้บรรจุของเหลวสีเขียวที่มีพลังฟ้าดินอัดแน่นอยู่แถมมีกลิ่นที่หอมชื่นใจอีกด้วย
“นี่คือ...”
“มันคือโอสถที่พี่สาวเซียวเซียงใช้เวลานานนับหลายเดือนในการปรุงมันขึ้นมาเขาบอกว่าถ้าเจ้าเห็นเจ้าจะรู้เอง”
หลินหยางรับขวดเล็กๆ นั่นมาไว้ในมือพร้อมกับแอบยิ้มแห้งอยู่ในใจ
นี่มันโอสถที่ไหนกันมันคือเลือดของแม่หนูเซียวเซียงนั่นต่างหาก
มันคือเลือดที่ได้จากร่างสถิตธาตุไม้ของเซียวเซียงถึงแม้ว่ามันจะมีอานุภาพไม่เท่ากับเลือดของ “ร่างสถิตผู้สรรค์สร้าง” ก็ตามแต่สำหรับหลินหยางแล้ว มันคือของดีที่หาได้ยากสำหรับหลินหยางจริงๆ
เลือดวิเศษขวดนี้สามารถเพิ่มพลังให้กับร่างสถิตภูตอัคคีของเขาได้ในพริบตาสามารถระเบิดพลังต่อสู้อันมหาศาลจนมิอาจคาดเดาออกมาได้ในเวลาสั้นๆเท่ากับว่าหลินหยางได้ไพ่ตายเพิ่มมาอีกใบหนึ่งแล้ว
เรื่องนี้ย่อมต้องเป็นเรื่องดีมากๆ อย่างแน่นอนแต่พอหลินหยางหันไปหาเวินชิงชิงที่แววตาของนางตอนนี้ดูเศร้าหมองอยู่บ้างแล้วก็รู้ทันทีว่ายายหนูนี่น่าจะเกิดอาการหึงขึ้นมาแล้ว
“เจ้าอย่าคิดมากข้าได้ให้เซียวเซียงยกเลิกการหมั้นไปแล้ว...”
“ไม่ ข้าไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น” เวินชิงชิงพลันโบกมือเป็นพัลวัน นางมองมาที่หลินหยางแล้วกล่าวด้วยประโยคที่ชวนให้รู้สึกเอ็นดูสุดขีดว่า
“ข้ารู้อยู่แล้วว่าคนอย่างเจ้าน่ะจะต้องมีคนชื่นชมและแอบปลื้มเจ้าอยู่ไม่น้อยแน่ ทั้งพี่สาวสวี่เหยาเอยองค์หญิงเซียวเซียงเอย ที่จริงแล้วข้าก็ชอบพวกเขาเหมือนกันนะ...แต่ข้าแค่รู้สึกว่าตัวเองช่วยอะไรเจ้าไม่ได้เลย...”
“ยายบ๊อง!!”
หลินหยางที่ได้ยินคำพูดของแม่สาวน้อยแล้วก็รู้สึกอบอุ่นในหัวใจขึ้นมาอดไม่ได้ที่จะไปบีบจมูกเล็กๆ ของอีกฝ่ายเบาๆ
“เจ้ารู้ไหม คนที่ข้าชอบน่ะ มีแค่เจ้าคนเดียวแล้วก็นะ ฝึกวิชานารีใจพิสุทธิ์ที่ข้าให้เจ้าฝึกน่ะ เจ้าคิดว่าใครๆ ก็สามารถฝึกวิชานั้นได้หรืออย่างไร?ในตัวของเจ้านั้น มีพลังที่แม้แต่ข้ายังต้องอิจฉาอยู่นะ ขอแค่เจ้าสามารถฝึกฝนจนก้าวข้ามไปสู่ระดับอวิ้นหลิงได้เมื่อถึงเวลานั้นผลลัพธ์ทั้งหมดก็จะปรากฏออกมาให้เจ้าเห็นเอง”
“จริงหรือ?”
“ข้าเคยโกหกเจ้าที่ไหน...”
“เจ้าเป็นคนพูดเองนะถ้าอย่างนั้นต่อไปเจ้าชอบข้าได้แค่คนเดียวเท่านั้นด้วย ต่อให้พี่สาวสวี่เหยาองค์หญิงเซียวเซียงจะดีกับเจ้าแค่ไหน เจ้าก็ห้ามเปลี่ยนใจเด็ดขาดเลยนะ!”
ฮ่ะฮ่ะ...
หลินหยางหัวเราะออกมาแล้ว
ในคืนสุดท้ายก่อนการต่อสู้ครั้งใหญ่นี้เวินชิงชิงก็เป็นเหมือนน้ำแร่บริสุทธิ์อันเย็นสบายที่มาปลอบโยนจิตใจที่ไม่ค่อยสงบของเขา
ทั้งสองคนก็นอนอยู่บนหลังคาเงียบๆ ทั้งอย่างนั้นปล่อยท้องนภาอันกว้างใหญ่แทนหลังคา ดวงดาราทั้งหลายเป็นดั่งโคมไฟส่องประกายให้ช่วงเวลาอันหวานซึ้งที่เป็นของพวกเขาเพียงสองคนเท่านั้น
..................................
แต่ภายใต้ท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมู่ดาวส่องประกายผืนเดียวกันนั้นเองณ มุมๆ หนึ่งของพื้นที่ที่อยู่นอกเมืองอวิ๋นเฉิงกลับเกิดเรื่องอันแปลกประหลาดเรื่องหนึ่งขึ้น
ที่แห่งนี้คือป่าช้าผืนหนึ่ง
ภายใต้แสงจันทร์สีขาวอ่อนนี้บรรยากาศของที่นี่ดูมืดหม่นและวังเวงอย่างเห็นได้ชัดมีเพียงเหล่าอีกาดำทั้งหลายที่เกาะอยู่บนต้นไม่เท่านั้นที่กล้าอยู่ในสถานที่อันน่าหวาดผวายามค่ำคืนแบบนี้
ทันใดนั้นเองก็มีอีกาดำหลายตัวที่หันขวับลงไปมองพื้นดินอย่างกะทันหัน
มองเห็นแค่หลุมศพที่ถูกกลบฝังไว้ลวกๆ หลุมหนึ่งอยู่ๆ ก็เกิดรอยแตกขึ้นจากนั้นกองดินที่อยู่ด้านบนก็แตกกระจายออกไป ฝ่ามือข้างหนึ่งที่เปรอะเปื้อนไปด้วยเศษดินพลันยื่นขึ้นมาจากใต้หลุมนั่น
สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอยู่นี้ไม่ว่าใครได้เห็นก็ล้วนต้องรู้สึกขนลุกอย่างหวาดกลัวเป็นแน่
หลังจากนั้นกองดินก็ค่อยๆ สั่นไหวมากขึ้น จากนั้นไม่นานเงาร่างที่ผอมแห้งราวโครงกระดูกสายหนึ่งก็ปีนกลับขึ้นมาจากผืนดินปานผีร้ายที่กลับมาเกิดใหม่
สองมือของมันยันอยู่บนพื้นอยู่ในท่าคุกเข่าสูดหายใจอย่างรุนแรง
เส้นผมอันยาวเหยียดของมันไหลลงมาปกคลุมตรงบริเวณใบหน้าจนมองไม่ออกว่าหน้าตาเป็นอย่างไรแต่รอยยิ้มอันเย็นชาชั่วร้ายนั่นกลับดูคุ้นตาเป็นอย่างมาก
พลังงานอันมืดมัวหม่นหมองสุดสยองขวัญค่อยๆ ปล่อยออกมาจากร่างกายของมันมากขึ้นเรื่อยๆจนกลายเป็นหมอกคควันสีดำที่กระจายไปทั่วทุกทิศ
เรื่องที่น่ากลัวก็เกิดขึ้น
บริเวณที่หมอกดำนั่นไปถึงดอกไม้ต้นหญ้าทั้งหลายที่อยู่บนพื้นด้านล่างนั้นพลันเหี่ยวเฉาในพริบตาพลังชีวิตขนาดเล็กที่บินออกมาก็ถูกเงาร่างของคนผู้นี้ดูดกลืนเข้าไปในร่างกาย
อีกาทั้งหลายที่เกาะบนต้นไม้ก็เริ่มสัมผัสได้ถึงความผิดปกติจึงรีบกระพือปีกกำลังจะบินหนีไป แต่มันก็สายไปเสียแล้ว
เงาดำนั่นยกมือขึ้นชี้นิ้วออกไปจากนั้นก็มีหมอกดำกลุ่มหนึ่งบินไปครอบนกน้อยผู้น่าสงสารเหล่านั้นเอาไว้จากนั้นมันก็บินกลับมาที่บริเวณปากของเงาร่างนั้น
กรุ๊บ
กร๊อบ
คนผู้นี้กัดอีกาเหล่านี้ลงไปทั้งเป็นจนร่างของพวกมันแหลกเละเป็นชิ้นๆจากนั้นก็มีเลือดสดๆไหลออกจากปากของเขาลงไปที่พื้นจากนั้นก็กลืนซากอีกาพวกนั้นลงไป
“ฮ่ะฮ่ะ ในที่สุดข้าก็ฟื้นคืนชีพอีกครั้ง...”
น้ำเสียงของคนผู้นี้ไพเราะน่าฟังเป็นอย่างมากใบหน้าที่อยู่ภายใต้เส้นผมนี้เองก็ดูหล่อเหลาเอาการ ยากที่จะเข้าใจจริงๆ ว่าทำไมจิตใจของเขาถึงได้ชั่วร้ายอำมหิตได้ถึงเพียงนี้
“หลินหยาง...หลินหยาง...”
มันออกสียงเรียกชื่อของหลินหยางซ้ำไปซ้ำมาหลายครั้งทุกครั้งที่เรียกออกมา จิตสังหารบนตัวของเขาก็จะเข้มข้นขึ้นตามไปด้วย
สีหน้าอันอำมหิตของเขาราวกับว่าต้องการจะกัดกินหลินหยางให้แหลกเละเป็นชิ้นๆเหมือนกับเหล่าอีกาเมื่อครู่นี้เลย
“หลินหยาง... ครั้งนี้ข้าจะต้องทำให้เจ้ารู้ซึ้งถึงความเจ็บปวดของข้า คนใกล้ตัวของเจ้า คนรักทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวของเจ้า ข้าจะตามไปทำลายทิ้งทีละอย่างๆ ซะ... ฝากไว้ก่อนเถอะฝากไว้ก่อน หึ...หึหึหึหึ...”
คำพูดของคนผู้นี้ยิ่งพูดยิ่งอำมหิต พลังฟ้าดินที่สีดำอันเข้มข้นของเขานั้นได้เปลี่ยนให้พื้นที่หลายสิบลี้รอบตัวเขากลายเป็นดินแดนแห่งความตายสิ่งมีชีวิตนับไม่ถ้วนล้วนถูกเขากลืนกินเข้าไปในร่างกายจนหมดยกระดับพลังของเขาให้สูงขึ้น
ปีศาจร้ายตนนี้สามารถกลืนกินสิ่งมีชีวิตแล้วแปรเปลี่ยนเป็นพลังงานของตัวเองได้
หลังจากผ่านไปสิบนาทีเต็ม เงาร่างนี้ก็หายไปจากป่าช้าแล้ว
ไม่มีใครที่รู้เรื่องที่เกิดขึ้นนี้เลยแม้แต่คนเดียวยิ่งไม่มีใครรู้ว่า ปีศาจร้ายที่ฟื้นคืนชีพได้กลับมาแล้วมันใช้ดวงตาสีแดงเลือดของมันจ้องมองไปที่พวกของหลินหยางที่ยังไม่รู้เรื่องอะไรเลย