Battling Records of the Chosen One บันทึกศึกผู้กล้าท้าสวรรค์

    ตอนที่ 44 สายรุ้งเหาะเหิน

    BRCO - บันทึกศึกผู้กล้าท้าสวรรค์ โดย MingGuang
    ตอนที่ 44 สายรุ้งเหาะเหิน
    หมูป่าแผงคอเพลิงเป็นสัตว์ปีศาจที่ดุร้ายเหลือประมาณ ขนของมันชูชันเป็นเพลิงทั่วทั้งร่าง อาจจะมองดูแล้วนุ่มสลวย ทว่าความจริงแล้วกลับทนทานอย่างยิ่งยวด ถึงขนาดต้านแรงฟันจากดาบได้มันนิสัยดุร้ายฉุนเฉียว และทรงพลังไม่เป็นสองรองใคร แค่เขี้ยวคู่หนึ่งที่งอกออกมาจากปากขนาดใหญ่น่าครั่นคร้ามนั้น ก็ดูน่าสะพรึงเพียงพอจะทำให้ผู้ฝึกปราณทรงพลังที่บรรลุขั้นที่สี่ของระดับกำลังภายในกลัวจนไม่กล้าเผชิญหน้ากับมันแล้วเมื่อเทียบกับหมูป่าแผงคอเพลิงจอมเกรี้ยวกราดแล้ว แม้แต่เสือดาวลายหิมะกับกิ้งก่านอเดียวก็ดูเป็นสัตว์ที่อ่อนโยนและเชื่องไปในทันทีโฮก!ณ ลานหน้าบ้าน ทันทีที่ซย่าจื้อปลดเชือกหวายที่มัดร่างมันอยู่ เจ้าสัตว์ร้ายส่งเสียงคำรามดุดัน ผุดลุกยืนสี่เท้าเตะดิน ส่งฝุ่นดินฟุ้งกระจายไปทั่ว มันพลันพุ่งเข้าหาหลินสวินด้วยร่างกายที่ใหญ่เท่าวัวกระทิง ไม่ต่างอะไรกับภูเขาเคลื่อนที่ได้เขี้ยวของมันแหลมคมประหนึ่งกระบี่คู่ ทอประกายระยิบระยับด้วยแววกระหายเลือดโครม!เห็นดังนั้น หลินสวินจึงโผหลบ รวบรวมพลังทั้งหมดมาไว้ที่ฝ่ามือและนิ้ว ก่อนปล่อยหมัดเข้าข้างลำคอของมัน กระนั้นเจ้าหมูป่ากลับตอบโต้ด้วยการส่ายศีรษะเฉยๆ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แล้วหันขวับกลับมา สองเขี้ยวปรี่เข้าใส่ท้องของหลินสวิน ไม่ต่างจากกระบี่คมตัดแหวกอากาศหลินสวินหรี่ตาแล้วหลบการโจมตีนั้นอย่างว่องไว กระนั้นมันก็ยังทำให้เขาประหลาดใจมิใช่น้อย เพราะแม้เขาจะปล่อยหมัดด้วยพลังกายธรรมดา แต่หากใช้มันโจมตีใส่ร่างผู้ฝึกปราณขั้นที่สี่ของระดับกำลังภายใน ก็สามารถทำให้อีกฝ่ายรับมือไม่ได้ง่ายๆ แล้วแต่เจ้าหมูป่าแผงคอเพลิงกลับไม่สะเทือนแม้แต่น้อยโฮก!หมูป่าแผงคอเพลิงอวดดีและก้าวร้าวเป็นที่สุด ดวงตาแดงก่ำจับจ้องหลินสวิน วิ่งโร่อย่างบ้าคลั่งไปทั่วทั้งลานเพียงวินาทีเดียวที่หลินสวินใจลอยไป ทำให้เขาไม่อาจหลบหนีและจำต้องปะทะกับมันโดยไม่ทันตั้งตัว ฉับพลันนั้นร่างของเขาก็กระเด็นหวืออย่างควบคุมไม่ได้ โลหิตและลมปราณแปรปรวนไปทั่วทั้งร่าง ราวกับถูกหินก้อนยักษ์กระแทกก็มิปาน ช่างทรงพลังอะไรเยี่ยงนี้!สีหน้าของหลินสวินหม่นขึ้น กล้ามเนื้อทั่วร่างเกร็งแน่นประหนึ่ดเส้นเหล็ก ตอนนั้นเองที่เขาเคลื่อนตัวอย่างรวดเร็วปานเสือดาวโจนทะยาน งอตัวพุ่งไปข้างหน้า ฝ่ามือคว้าหมับที่เขี้ยวข้างหนึ่งของหมูป่า พร้อมออกแรงจากข้อมือ เกร็งกล้ามเนื้อแขน แล้วยกเจ้าสัตว์ตัวนั้นขึ้น!หมูป่าแผงคอเพลิงที่หนักพันชั่งถูกยกลอยขึ้นได้อย่างน่าอัศจรรย์นัก!หลังจากนั้นหลินสวินก็เคลื่อนไหวกล้ามเนื้อแขนอย่างรวดเร็วปานกระแสน้ำอันผันผวน และรวบรวมพลังทั้งหมดไปไว้ที่ข้อมือ ก่อนสั่นข้อมืออย่างแรง ตามมาพร้อมกับเสียงระเบิดในฉับพลันนั้นเองตู้ม!เจ้าหมูป่าตัวสั่นเทาไม่อาจควบคุมตัวเองได้อยู่กลางอากาศนั่นเองกล้ามเนื้อและกระดูกของมันแหลกเละ ก่อนที่มันจะถูกทุ่มลงสู่พื้นดินจนเกิดเป็นหลุมขนาดใหญ่หลินสวินเรียนรู้กระบวนท่านี้มาจากซย่าจื้อ ด้วยแรงหวดเดียว พลังกายจะสั่นกระจายออกไปราวกับกระแสน้ำเชี่ยวกราก รุนแรงพอที่จะสลายพลังทั้งหมดของคู่ต่อสู้ หรือกระทั่งทำลายอวัยวะภายในของอีกฝ่ายจนยับเยินก็ย่อมได้กระนั้น หมูป่าแผงคอเพลิงกลับสะบัดตัวเบาๆ และยืนขึ้นอีกครั้ง นัยน์ตาแดงก่ำดูเกรี้ยวกราดเป็นที่สุด ยังไม่ทันที่หลินสวินจะหายใจได้คล่องคอ มันก็ส่งเสียงโหยหวนแล้วพุ่งตรงมาหาเขาอีกครั้งหลินสวินตกใจจนเบิกตาโพลง สงสัยเหลือเกินว่าเหตุใดสัตว์ปีศาจตัวนี้จึงได้แข็งแกร่งนักเขาลองสังเกตดูระหว่างที่หลบการโจมตีของมันไปด้วย และพบเพียงแค่ว่าแท้จริงแล้วเจ้าหมูป่าแผงคอเพลิงไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรเลย กลับยิ่งก้าวร้าวและดุดันเพิ่มขึ้นอีกเรื่อยๆมันแล่นปรี่ตัดลานบ้านมาด้วยกีบเท้าทั้งสี่ ส่งฝุ่นควันฟุ้งตามหลัง พื้นดินที่มันย่ำเท้าผ่านแตกระแหงหากไม่มีซย่าจื้อควบคุมสถานการณ์อยู่ การที่มันวิ่งพล่านเช่นนี้อาจจะทำกระท่อมของหลินสวินทั้งหลังพังราบเป็นหน้ากลองได้“เดรัจฉาน!”หลินสวินถูกยั่วโมโหจนเลือดในกายเดือดปุด ไม่มีทางที่เขาจะยอมรับว่าตัวเองอ่อนหัดกว่าหมูป่าเป็นแน่ หาไม่แล้ว เขาคงไม่สามารถเชิดหน้าต่อหน้าซย่าจื้อได้โครม!หลินสวินเลิกหลบหนีในบัดดล เขากลับพุ่งไปข้างหน้าเหยียดสองแขนตรง และประสานงาเข้ากับเจ้าหมูป่าแผงคอเพลิง มือของเขาคว้าเขี้ยวมันไว้แน่น ต้านการโจมตีของเจ้าสัตว์ร้ายได้อย่างไม่น่าเชื่อหมูป่าแผงคอเพลิงโหยหวนอย่างบ้าคลั่ง เห็นได้ชัดว่าโกรธจัด มันใช้แรงจากกีบเท้าทั้งสี่และร่างกายบิดตัวอย่างรุนแรง พยายามจะสลัดให้หลุดออกจากการจับกุมของหลินสวินทันใดนั้นเอง หลินสวินก็ใช้พลังแขนของเขาราวกับขมวดเส้นเชือก บิดเขี้ยวของหมูป่าแผงคอเพลิงจนหักเสียงดังเป๊าะ ทำให้มันคำรามอย่างคลุ้มคลั่งพร้อมเลือดที่ทะลักออกมา แรงเสียจนร่างของหลินสวินเกือบกระเด็นตามเขาย่อตัวลงใช้แขนขัดกับข้อต่อขาของเจ้าสัตว์ปีศาจ ก่อนบิดมันอย่างแรงกร๊อก!ข้อต่อขาขวาหน้าด้านของสัตว์ปีศาจหัก ร่างของมันโถมลงกระแทกพื้นอย่างแรงทันทียังไม่จบเพียงเท่านี้ หลินสวินฉวยโอกาสนี้หักข้อต่อขาทั้งสี่ข้างของหมูป่าแผงคอเพลิงด้วยวิธีเดียวกัน ภายในเวลาไม่กี่อึดใจ ทำให้มันสูญเสียการทรงตัวทั้งหมดและลงไปกรีดร้องครวญครางอยู่ที่พื้นเมื่อเสร็จสิ้นหลินสวินก็ลุกขึ้นยืนปัดฝ่ามือ ถอนหายใจเอาอากาศเสียออกมาในคราเดียวครั้นมองไปยังหมูป่าแผงคอเพลิงที่เขาล้มได้สำเร็จเรียบร้อย แม้จะหมดสิ้นเรี่ยวแรง แต่ความภาคภูมิใจก็เบิกบานอยู่ภายในใจของเขาหลายเดือนที่แล้ว เขาเป็นเพียงเด็กชายขี้ก้างอ่อนปวกเปียก ทว่าตอนนี้กลับสามารถล้มสัตว์ปีศาจที่ทรงพลังระดับเดียวกับผู้ฝึกปราณที่บรรลุขั้นที่สี่ของระดับกำลังภายใน โดยใช้เพียงพลังกายแต่อย่างเดียว จะไม่ให้หลินสวินตื่นเต้นกับการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ได้อย่างไร!ความสำเร็จนี้ต้องยกความดีความชอบให้กับการหมั่นเพียรฝึกฝนของเขา และที่สำคัญกว่านั้น ก็คือความช่วยเหลือทั้งหมดที่เขาได้รับจากซย่าจื้อเพราะการประมืออย่างไม่หยุดหย่อนกับซย่าจื้อนั่นเองที่ช่วยเสริมสร้างร่างกายของหลินสวินให้แข็งแกร่งขึ้นวันแล้ววันเล่า จนตอนนี้กล้ามเนื้อและกระดูกของเขาก็กล้าแข็งราวกับโลหะ เปี่ยมไปด้วยพละกำลังที่ปะทุอยู่ภายในขณะเดียวกัน จากการต่อสู้ตลอดหลายวันมานี้ ก็ทำให้หลินสวินเข้าใจเคล็ดการต่อสู้ด้วยพลังกายอย่างกระจ่างแจ้ง และสามารถรวบรวมพลังจากทุกกระเบียดนิ้วในร่างกายมาใช้ได้อย่างง่ายดาย!‘แม้จะไม่มีพลังวิญญาณเข้ามาช่วย ดูท่าว่าข้าก็ยังสามารถประมือกับผู้ฝึกปราณขั้นที่สี่ของระดับกำลังภายในคนอื่นได้ โดยใช้เพียงพลังกายแต่อย่างเดียว’หลินสวินคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนส่ายศีรษะผู้ฝึกปราณไม่เหมือนกับสัตว์ปีศาจ ผู้ฝึกปราณครบครันด้วยเครื่องมือ อาวุธ และวิชายุทธ์ ยิ่งกว่านั้นก็ยังมีกลยุทธ์และประสบการณ์ที่สัตว์ปีศาจไม่อาจเทียบได้ฉะนั้นการล้มผู้ฝึกปราณขั้นที่สี่ของระดับกำลังภายในด้วยพลังกายเพียงอย่างเดียวย่อมยากกว่ามากนักซย่าจื้อเดินเข้ามาหา ตบหัวของเจ้าหมูป่าแผงคอเพลิงเบาๆ ด้วยมือเล็กขาวนวลของนาง เจ้าหมูป่าก็พลันหมดสติไปในทันที ประหนึ่งถูกฟ้าผ่าเปรี้ยงลงเดี๋ยวนั้น“เจ้าดีกว่าหมูป่าอยู่หน่อย” ซย่าจื้อกล่าว หันไปมองหลินสวินความภาคภูมิใจในอกของหลินสวินพลันหายเกลี้ยง เขายักไหล่ฝืนยิ้มแล้วกล่าวตอบ “จะชมข้าบ้างไม่ได้เลยรึ”ซย่าจื้อขมวดคิ้ว คิดทบทวนจริงจังครู่หนึ่งก่อนกล่าว “เจ้ามีจุดที่ควรค่าให้ชมหรือ”หลินสวินเป็นใบ้อึ้งไปทันที...ขณะที่กำลังรับประทานมื้อกลางวันกันอยู่ หลินสวินนึกสงสัยจึงเอ่ยขึ้น “หากเปรียบกับพลังวิญญาณแล้ว พลังกายก็เหมาะสำหรับการต่อสู้ด้วยมือเปล่าเท่านั้น แม้จะเสริมสร้างร่างกายจนถึงขีดสุดแล้ว พละกำลังที่ได้มาก็ดูจะแข็งแกร่งสู้พลังวิญญาณไม่ได้เลยนะ”ได้ยินดังนั้น ซย่าจื้อก็ไม่ตอบอะไร เพียงแต่จรดปลายนิ้วเข้าหากันต่างด้ามมีด แล้วปัดแหวกอากาศเพียงเล็กน้อยมวลอากาศคมกริบพุ่งตัวออกไป ตัดส่วนหนึ่งของกิ่งหลิวที่อยู่ห่างออกไปสิบกว่าจั้งขาดสะบั้นหลินสวินถึงกับตะลึงงันกระนั้นซย่าจื้อก็กลับไปง่วนอยู่กับอาหารของนางต่อเป็นเวลาครู่ใหญ่กว่าที่หลินสวินจะอ้าปากพูดอีกครั้งด้วยความรู้สึกที่ปนเปกัน “เจ้าทำได้อย่างไรน่ะ”เมื่อครู่เขาเห็นอย่างชัดเจนว่าการจู่โจมเมื่อครู่ของซย่าจื้อไม่มีพลังวิญญาณเลย ทั้งหมดเกิดจากการปลดปล่อยพลังที่สั่งสมอยู่ภายในกายของนางเท่านั้น!หรือก็คือสิ่งที่นางกระทำลงไปพิสูจน์แล้วว่า เมื่อพลังกายไปถึงระดับสูงจนน่าหวาดหวั่นแล้ว สามารถทะลุขีดจำกัดของการต่อสู้ระยะประชิดได้อย่างสิ้นเชิงเท่าที่หลินสวินรู้มา ต่อให้เป็นผู้ฝึกปราณก็ต้องบรรลุสู่ระดับจิตผสานวิญญาณแล้วเท่านั้น จึงจะสามารถปล่อยพลังวิญญาณออกมาสังหารศัตรูที่อยู่ห่างออกไปได้ เมื่อเทียบกันแล้ว ซย่าจื้อที่ใช้เพียงพลังกายก็สามารถปล่อยพลังอันรุนแรงข้ามพื้นที่ว่างออกไปได้ ยิ่งเห็นชัดว่าไม่ธรรมดาซย่าจื้อพูดขึ้นอย่างกังขา “ง่ายมากเลยนะ ข้าทำเช่นนั้นได้ตั้งแต่จำความได้แล้ว”คราวนี้หลินสวินไม่ประหลาดใจ แต่กลับเชื่อเอาง่ายๆ ตลอดหลายวันมานี้ เขาได้ค้นพบเรื่องเหลือเชื่อหลายอย่างในตัวซย่าจื้อ ซึ่งแทบจะไม่ต่างอะไรกับผู้กล้าในตำนานที่เกิดมาพร้อมกับพรสวรรค์และความรู้หาไม่แล้ว ใครเล่าจะคาดคิดว่าเด็กผู้หญิงวัยเพียงห้าหกขวบจะมีความสามารถในวิชายุทธ์ที่ชวนอกสั่นขวัญแขวนขนาดนั้นได้ในมุมมองของเขา กระบวนท่าการต่อสู้ด้วยพลังกายเช่นนี้ก็น่าจะนับเป็นวิชายุทธ์อีกแขนงหนึ่งเช่นกัน มันย่อมไม่มีทางเกิดขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยได้...ซย่าจื้อส่ายศีรษะแล้วพูดขึ้น “มันไม่มีชื่อเรียก”หลินสวินฝืนยิ้มขื่นขันแล้วกล่าว “ก็ตั้งชื่อมันเลยสิ”ซย่าจื้อหลุดร้องอ้อออกมาเบาๆ ก่อนใจลอยไปไหนต่อไหนกระนั้นหลินสวินก็ดูจะสนใจและใคร่ครวญถึงข้อนี้อย่างหนัก ก่อนโพล่งขึ้นมาในที่สุด “เรียกตรงๆ ไปว่าวิชาแยกเอ็นหักกระดูกดีไหม”หลายวันมานี้เขาได้เรียนรู้เคล็ดวิชาการต่อสู้ด้วยพลังกายหลายอย่าง อาทิเช่น เคล็ดการสะเทือนที่เกิดหลังการสั่น หรือวิชาที่ใช้สองแขนบิดสังหาร หรือวิชาเกี่ยวรัดกระดูกเป็นต้นเคล็ดวิชาเหล่านี้ไม่มีเคล็ดไหนเลยที่ไม่เรียบง่าย ตรงจุดและฉับไว โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากได้เล็งไปยังจุดสำคัญของคู่ต่อสู้ด้วยแล้วล่ะก็ อย่างเช่นวิชาแยกเอ็นหักกระดูก ซึ่งเห็นชัดว่าให้ผลลัพธ์ที่รุนแรงและโหดร้ายนักซย่าจื้อพยักหน้าอย่างไม่ใส่ใจแม้เพียงนิด กระนั้นก็หาได้โค่นความกระตือรือร้นของหลินสวินลงไม่เขากล่าวต่ออย่างมีความสุข แววตาวาวโรจน์ “วิชานี้ยังต้องพัฒนาต่ออีกเยอะ แต่ข้าเชื่อว่า หากได้ปัญญาของเราสองคนผนวกเข้าด้วยกันแล้ว มันจะต้องสุดยอดขึ้นเรื่อยๆ แน่นอน บางทีมันอาจจะมีชื่อเสียงสะท้านโลก จนชื่อของมันได้รับการจารึกลงในประวัติศาสตร์ก็เป็นได้”ซย่าจื้อยังคงเหมือนไม่ได้ยิน เพียงให้ความสนใจกับการกินเท่านั้นหลินสวินพูดจ้ออยู่อย่างนั้นเป็นเวลานาน ครั้นรู้สึกได้ว่าไม่มีใครฟังอยู่ ก็พลันรู้สึกเซ็งและขัดเขินขึ้นมา เขาส่ายหน้าแล้วกล่าว “ช่างมันเถอะ ไม่ได้ต้องรีบร้อนอะไร ไว้ค่อยคุยเรื่องนี้กันวันหลังก็ได้”ตอนนั้นเองที่ซย่าจื้อพลันเงยหน้าขึ้นจ้องหลินสวิน แล้วถามว่า “เห็นเจ้าบอกว่าจะไปเผ่าอาทิตย์มรกตใช่ไหม”หลินสวินพยักหน้าก่อนตอบ “ใช่ ถ้าทุกอย่างราบรื่นด้วยดี ข้าก็จะออกเดินทางในอีกห้าวันนี่แหละ”ที่เขากล่าวเช่นนั้นเป็นเพราะเขาคำนวณแล้วว่า หากเวลานั้นมาถึง คงจะพ้นระยะของบททดสอบที่สองแห่งโถงมรรคาสวรรค์ที่จะเกิดขึ้นในอีกสามวันข้างหน้าไปแล้ว เป็นการดีกว่าหากเขาจะผ่านบททดสอบก่อนที่จะไปยังเผ่าอาทิตย์มรกตตลอดหลายวันที่หล่อหลอมร่างกายมานี้ หลินสวินก็เกิดความมั่นใจว่าตัวเองพร้อมมากขึ้นสำหรับบททดสอบที่จะมาถึงคิดมาถึงตรงนี้ จู่ๆ หลินสวินก็นึกอะไรบางอย่างออกและถามขึ้น “เจ้าถามข้าทำไมรึ”“ข้าไม่อยากให้เจ้าไปเลย” ซย่าจื้อกล่าว“ไม่เป็นไรหรอก ไม่นานข้าก็กลับมาแล้ว” หลินสวินรู้สึกอบอุ่น แม้แม่นางน้อยจะทำให้เขาอับอายไม่หยุดหย่อนตลอดหลายวันมานี้ นางก็ยังรู้จักเป็นห่วงเป็นใยเขาอยู่ทว่าพูดไม่ทันขาดคำ ซย่าจื้อก็ส่ายหน้าแล้วกล่าวขึ้น “ข้าแค่ห่วงว่าใครจะทำอาหารให้ตอนที่เจ้าไม่อยู่”หลินสวินถึงกับหน้าแตก ที่แท้นางไม่อยากจากกันเพราะเรื่องนี้...เขากัดฟันพูดตอบ “ไม่ต้องห่วง ต่อให้ข้าไม่อยู่ ข้าก็ไม่ปล่อยให้เจ้าอดตายหรอก”ซย่าจื้อหลุดร้องอ้อออกมาอีกครั้ง ท่าทางดูสงบเสงี่ยมลง “เช่นนั้นก็ดี”แล้วนางก็หันกลับไปสวาปามต่อทันที...ขณะเดียวกัน ในหุบเขาพงไพรลึกที่ห่างไปจากหมู่บ้านเฟยราวอวิ๋นสิบกว่าลี้ ปรากฏสายรุ้งเส้นหนึ่งเหินลอยทอแสงเจิดจ้าข้ามฟากฟ้าไป
    TBCเข้าไปพูดคุยกับผมได้ที่ FB Group : Battling Records of the Chosen One แปลไทย by Ming Guang นะครับ

    คล้ายกับเรื่องBattling Records of the Chosen One บันทึกศึกผู้กล้าท้าสวรรค์ ที่คุณอ่าน