ผู้พิทักษ์จากแสงสว่าง : ราชินีแห่งดวงจันทร์

    บทที่ 79 เมตาเรีย

    บทที่ 79เมตาเรีย

    “ฉันไม่เคยผิดสัญญาเธอเองต่างหากล่ะที่จำมันไม่ได้ สัญญาที่ว่าจะอยู่ด้วยกันตลอดไปนั่นน่ะ”

             

            

            เมตาเรียไม่ได้ปรากฏตัวขึ้นมาในร่างของมินามิอันที่จริงแล้วเธอเป็นแค่เงาสะท้อนที่เกิดขึ้นในตัวของเด็กสาว  วิญญาณของหญิงสาวผมยาวหยิกเป็นลอนถึงกลางหลังซ้อนทับอยู่บนเรือนร่างที่ไร้สติของเจ้าหญิงแห่งเอิร์ธมูนทำให้เธอดูเหมือนเป็นวิญญาณอีกดวงหนึ่งที่ถูกผนึกในร่างของเด็กสาวแม้แท้จริงแล้วจะเป็นหนึ่งเดียวกันก็ตาม

            

            ไวโอเลตมองดูเธอด้วยนัยน์ตาที่อ่านความรู้สึกไม่ออก

            

            “ไวโอเลต”

            

            ร่างสีขาวไข่มุกที่ซ้อนทับกับร่างของมินามิเอ่ยเสียงเรียกไวโอเลตด้วยน้ำเสียงของเด็กสาว

            

            “ร่างจริงฉันอยู่ที่ไหน?”

            

            “ไม่ใช่ที่นี่”ไวโอเลตกล่าวอย่างสงบ “ฉันฟื้นคืนชีพให้เธอไม่ได้เพราะกุญแจที่จะใช้ถูกผนึกไว้อยู่ในร่างกายนี้”

            

            “เอิร์ธสตาร์”

            

            น้ำเสียงของเมตาเรียเต็มไปด้วยความเกลียดชังจับใจเมื่อนัยน์ตาคู่นั้นจับจ้องอยู่ที่ร่างของมินามิ

            

            “กับสายเลือดอีกครึ่งหนึ่งของเอิร์ธมูน”

            

            “อย่าทำหน้าแบบนั้นไปหน่อยเลยน่า”ไวโอเลตว่า “ เธอเองก็มีสายเลือดของเอิร์ธมูนไหลวนอยู่เต็มตัวแท้ๆนี่นา”

            

            อะไรบางอย่างพวยพุ่งออกมาจากพื้นดินใต้ฝ่าเท้าของมินามิก่อนที่ร่างของเด็กสาวจะตวัดปลายนิ้วเข้าหาลำคอของไวโอเลต เด็กหนุ่มเอียงคอหลบปัดปลายฝ่ามือนั้นทิ้งก่อนที่คริสตัลที่ปลายเล็บของเด็กสาวจะกรีดคอเขา

            

            “อุตส่าห์ได้อยู่ด้วยกันทั้งทีทำตัวดีๆหน่อยไม่ได้หรือไงนะ”

            

            นัยน์ตาสีม่วงใสเป็นประกายลึกล้ำยามสบตากับเด็กสาวไวโอเลตยกฝ่ามือสองข้างของเมตาเรียในร่างมินามิขึ้นมากุมไว้เฝ้ามองเธอด้วยแววตาหลงใหล

            

            “มาทำให้เรื่องนี้มันจบลงด้วยกันดีกว่า”

            

            เมตาเรียไม่ได้หวั่นไหวไปกับสายตานั้นแต่เธอกลับทอดสายตาลงต่ำก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าด้านบน มุมมองจากเอิร์ธมูนแตกต่างจากโลกที่เธอเคยเห็นราวกับว่ามันผ่านมานานแสนนานมากแล้วที่เธอได้มองท้องฟ้าของเอิร์ธมูนผ่านสายตาของเธอเอง

            

            จู่ๆแววตาของเมตาเรียก็เปลี่ยนไปเมื่อสัมผัสได้ถึงบางอย่างที่กำลังใกล้เข้ามานัยน์ตาสีม่วงใสคู่นั้นลุกวาวก่อนจะตวัดสายตามองไปยังมุมหนึ่งของตัวปราสาทและเช่นเดียวกับไวโอเลตที่สัมผัสได้ถึงความเคลื่อนไหวนั้นทั้งคู่หันไปมองในทิศทางเดียวกัน ที่ซึ่งกำลังมีร่างสองร่างในชุดคลุมสีดำของผู้พิทักษ์ปรากฏอยู่

            

            มาซารุในร่างของผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธมูนวิ่งนำหน้ามินาโยะรอยสักสีน้ำเงินเข้มสว่างไสวลามไปทั่วท่อนแขนของเด็กหนุ่มบนหน้าคมคายนั้นไร้สีเลือดฝาด นัยน์ตาสีเทาเข้มเบิกโพลงกว้างเมื่อเห็นว่าเด็กสาวตรงหน้าที่เขาเคยรู้จักนั้นไม่ใช่เธอคนเดิมอีกต่อไปเด็กหนุ่มสบตามองไวโอเลตมีเพียงรอยยิ้มแห่งชัยชนะปรากฏอยู่บนใบหน้าขาวซีดของนักรบอเวจีหนุ่ม

            

            ที่ด้านหลังมาซารุมินาโยะวิ่งตามมาสมทบกันเขาในสภาพที่เหนื่อยล้าเต็มทนทั้งสภาพอากาศและพลังแปลกประหลาดของเอิร์ธสตาร์ที่อยู่ในตัวเธอทำให้เด็กสาวดูท่าจะรับมือกับมันได้ไม่ดีนักอย่างไรก็ตาม เมื่อเธอเงยหน้าขึ้นและเห็นใบหน้าคุ้นเคยของไวโอเลตยืนอยู่ตรงหน้าพร้อมกับเด็กสาวรูปร่างคุ้นตาที่มักจะปรากฏขึ้นมาเสมอในความฝันจู่ๆน้ำตาก็ไหลซึมออกมาเอ่อล้นขอบตาฝ่าเท้าก้าวออกไปข้างหน้าโดยที่ตัวเธอเองไม่ทันรู้ตัวเลย

            

            “พี่...เบริล...”

            

            คนที่เธอเอ่ยเรียกนั้นได้แต่กระตุกรอยยิ้มเย็นมาให้ร่างโปร่งใสสีขาวขุ่นซ้อนทับอยู่บนร่างของมินามิจนแทบจะกลืนกินเป็นหนึ่งเดียวกันยิ่งตอนที่ร่างนั้นใช้นัยน์ตาของพี่สาวสบตามองเข้ามาในนัยน์ตาของเธอทั้งความรู้สึกคุ้นเคยและโหยหาก็พุ่งเข้าเล่นงานมินาโยะอย่างไม่ทันตั้งตัว

            

            “เบริลน่า...”

            

            เมตาเรียเอ่ยด้วยน้ำเสียงของมินามิ

            

            “พาตัวเองออกมาจากหอคอยนั่นได้แล้วเหรอแม่เด็กน้อย”

            

            ทำไมกันนะ...ทำไมกัน... เด็กสาวคิดในใจราวกับเรื่องราวทุกอย่างที่ขาดหายไปได้กลับคืนเข้ามาในห้วงเวลานี้ตอนที่เธอได้พบกับเมตาเรียและอดีตพี่สาวของเธอเองอีกครั้ง

            

            ใบหน้าสวยหวานได้รูปล้อมกรอบด้วยเส้นผมสีน้ำตาลทองยาวเหยียดตรงราวแพรไหมนัยน์ตาสีม่วงอ่อนเป็นประกายสดใสตัดกับผิวขาวน้ำนมของเด็กสาวเมตาเรียกับมินามินั้นเหมือนกันมากและยังให้ความรู้สึกคล้ายกับใครอีกคนที่เธอเคารพรักมากที่สุดในชีวิตไม่ว่าจะเป็นชาตินี้หรือชาติที่แล้วด้วย

            

            ไวโอเลตดูจะเข้าใจความรู้สึกที่ซับซ้อนของเธอดีเพราะตอนที่เขาหันมาสบตาเธอ เขาส่งรอยยิ้มอ่อนโยนที่หาได้ยากยิ่งมาให้ด้วย

            

            แต่มาซารุที่อยู่ข้างตัวเด็กสาวไม่ยิ้มเลย

            

            ใบหน้าของเขาเคร่งเครียดนัยน์ตาสีเทาเข้มคู่นั้นจับจ้องอยู่แต่ร่างโปร่งแสงของเมตาเรียที่ซ้อนทับกับร่างไร้สติของมินามิราวกับกำลังพิจารณาถึงความเป็นไปได้ของอะไรบางอย่างรอยสักที่แขนของเด็กหนุ่มยังคงส่องแสงสว่างไสวและดูเหมือนจะยิ่งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆเมื่อปล่อยให้เวลาผ่านไป

            

            นั่นไม่ใช่เรื่องดีเลย

            

            มินาโยะรู้ตัวว่าต้องทำอะไรสักอย่างแต่เธอไม่รู้เลยว่าควรจะเริ่มทำยังไงและต้องทำอะไรเด็กสาวไม่คุ้นเคยกับพลังของผู้พิทักษ์ที่มีอยู่ในตัว มิหนำซ้ำยังไม่รู้วิธีการใช้พลังนั้นที่ผ่านมาแม้ทุกคนจะรู้ว่าเธอเป็นผู้พิทักษ์ รวมไปถึงมาโมรุและโทวะแต่ทั้งคู่ไม่เคยสอนให้เธอใช้พลัง ทุกคนรู้ว่าจะเกิดการต่อสู้ขึ้นในสักวันหนึ่งแต่ไม่เคยมีใครเลยที่จะสอนให้พวกเธอเตรียมตัวสู้

            

            ในเวลาแบบนี้เด็กสาวรู้สึกว่าตัวเองไร้ประโยชน์เหลือเกิน

            

            ร่างของเมตาเรียที่ราวกับลอยละล่องอยู่ตรงหน้ากำลังหัวเราะคิกคัก

            

            “กำลังคิดหาวิธีกำจัดฉันอยู่หรือไง?”เมตาเรียถามด้วยน้ำเสียงกังวานใสของมินามิ “เปล่าประโยชน์”

            

            ฝ่ามือของเธอสะบัดออกไปด้านข้างเกิดแรงต้านในอากาศพุ่งเข้าปะทะร่างของมินาโยะและมาซารุ เด็กหนุ่มเอาตัวเข้าบังเธอและสร้างโล่ห์โปร่งแสงขึ้นมา

            

            อาการของเขาดูแย่ลงกว่าตอนที่ได้พบกันมากในทางตรงกันข้ามเมตาเรียดูจะยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆเมื่อเธอได้ครอบงำร่างของมินามิร่างโปร่งแสงของเมตาเรียไม่ได้ดูเลือนรางอีกต่อไปแล้ว หากแต่มันกำลังชัดเจนขึ้นเรื่อยๆเมื่อเวลาผ่านไปยิ่งปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินต่อไปแบบนี้มากเท่าไหร่ยิ่งจะทำให้เมตาเรียดูกลืนเป็นหนึ่งเดียวกันกับมินามิมากขึ้นเท่านั้นและนั่นรวมไปถึงรอยสักที่ท่อนแขนของมาซารุที่ส่องแสงสว่างยิ่งขึ้นเรื่อยๆด้วย

            

            “พี่มาซารุ”มินาโยะเอ่ยเรียกเด็กหนุ่ม อาการของเขาแย่ลงอีกแล้วสวนทางกับรอยสักที่เริ่มลุกลามมากขึ้น

            

            “ขยับถอยออกไปก่อน”มาซารุกระซิบบอกเธอ จ้องมองร่างของมินามิที่ถูกเมตาเรียครอบงำอย่างไม่วางตา

            

            เด็กหนุ่มเรียกดาบเล่มหนึ่งขึ้นมาในมือกระชับมันไว้แน่นก่อนจะพุ่งตัวเข้าหาเมตาเรียอย่างว่องไว

            

            เคร้ง!

            

            เสียงโลหะปะทะกันดังแหวกอากาศเมื่อไวโอเลตเคลื่อนตัวออกมาตรงหน้าเมตาเรียอย่างพลิ้วไหวและใช้ดาบแบบเดียวกันเข้ารับการโจมตีของมาซารุ

            

            เด็กหนุ่มทั้งคู่กระโดดถอยห่างออกจากกันจ้องหน้ากันครั้งหนึ่งก่อนจะพุ่งตัวเข้าใส่กันใหม่ เสียงประดาบดังเสียดสีอยู่ในอากาศมินาโยะไม่เคยเห็นมาซารุต่อสู้มาก่อน ทั้งเขาและไวโอเลตเคลื่อนไหวได้รวดเร็วมากเสียจนเด็กสาวคิดว่าพวกเขาไม่สมควรจะต่อสู้กันด้วยดาบด้วยซ้ำ

            

            “ฝีมือดาบของนายนี่ห่วยเหลือเกินนะแอล”ไวโอเลตกล่าวล้อๆ เห็นได้ชัดว่าทางดาบของมาซารุทำอะไรนักรบอเวจีหนุ่มไม่ได้เลย

            

            “ไม่อยากใช้เวทมนตร์จนถึงกับต้องทำอะไรที่ไม่ถนัดเลยงั้นเหรอ”

            

            “มินาโยะ!”

            

            มาซารุตะโกนเรียกเธอและมินาโยะที่ยืนรอคอยท่าอยู่แล้วก็พุ่งสวนเข้ามาตรงกลางระหว่างเด็กหนุ่มทั้งคู่เด็กสาวนึกถึงมาโมรุ นึกถึงพลังที่เขาเคยใช้และลองทำอะไรที่เหมือนกันกับเขาเด็กสาวสร้างม่านพลังสีฟ้าใสขึ้นมาล้อมร่างของไวโอเลตเอาไว้มันเป็นม่านพลังรูปทรงสี่เหลี่ยมข้างหลามตัดที่ตรงมุมเป็นประกายวิววับคล้ายดวงดาวสะท้อนแสงไวโอเลตดูท่าจะพอใจกับพลังนั้น แต่อย่างไรก็ตาม เขายื่นมือไปแตะส่วนที่เป็นประกายตรงมุมนั้นแล้วม่านพลังที่มินาโยะสร้างก็พังทะลายลงในวินาทีนั้นนั่นเอง

            

            “น่าประทับใจดีนะรูปแบบพลังของเอิร์ธซันอย่างนั้นเหรอ” ไวโอเลตเอ่ยชมแต่เมตาเรียที่อยู่ด้านหลังเขาหรี่ตาวาววับจ้องมองอย่างไม่วางตา“แต่เธอเคลื่อนไหวได้ช้าเกินไปหน่อยนะ เพราะไม่ชินกับพลังของเอิร์ธสตาร์ใช่ไหม?”

            

            ไวโอเลตถามแล้วในวินาทีนั้นเองมินาโยะก็รู้สึกเหมือนกับว่าร่างกายของตัวเองถูกตรึงอยู่กับที่อะไรบางอย่างโผล่ขึ้นมาในอากาศตรงเข้ารัดร่างของเธอไว้ในที่สุดพลังที่มองไม่เห็นนั่นก็ก่อตัวเป็นรูปร่างของเสาคริสตัลสีม่วงใสที่ดูคล้ายกับไม้กางเขนกำลังตรึงร่างของเธอไว้บนนั้น

            

            “เธอยังต้องฝึกอีกเยอะนะถ้าอยากจะใช้พลังของเอิร์ธสตาร์ให้ได้ขนาดนี้”ไวโอเลตบอก “แต่ดูเหมือนแอลจะไม่อยากใช้พลังของเอิร์ธมูนแล้วล่ะสิ”

            

            แล้วเขาก็หันมาหามาซารุรอยสักกัดกินร่างของผู้พิทักษ์หนุ่มลามจากท่อนแขนขึ้นมาจนถึงใบหน้าซีกขวานั่นทำให้เขาดูเหมือนสิ่งมีชีวิตแปลกประหลาดที่ร่างกายซีกหนึ่งเป็นคนส่วนอีกซีกถูกปกคลุมไปด้วยรอยสักสีน้ำเงินเข้ม มาซารุดูทรมานแต่นัยน์ตาสีเทาคมเข้มคู่นั้นยังคงไม่ยอมแพ้

            

            “ทำไมเด็กนั่นถึงได้กลายเป็นผู้พิทักษ์ของเอิร์ธสตาร์?”

            

            เมตาเรียถามเสียงต่ำมาจากทางด้านหลังร่างโปร่งแสงของเธอเริ่มดูชัดเจนขึ้นมาทีละน้อยดูเหมือนเมตาเรียจะไม่ทันสังเกตว่าตราสัญลักษณ์ตรงหน้าอกของมาซารุและมินาโยะสลับกันจนกระทั่งเห็นเด็กสาวใช้พลังของเอิร์ธสตาร์ได้

            

            “เพราะแอลอยากได้พลังของเอิร์ธมูนมาใช้ในการควบคุมเบริลน่ะสิ”ไวโอเลตตอบ“และค่าตอบแทนของการใช้พลังนั่นก็คือรอยสักที่กำลังกัดกินร่างกายเขาไปทีละน้อยนั่นยังไงล่ะ”

            

            “สายเลือดของเอิร์ธสตาร์อย่างงั้นเหรอ...”

            

            เมตเรียเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ข่มความเกลียดชังไว้แน่น

            

            แล้วเธอก็ทำในสิ่งที่ทุกคนประหลาดใจเมตาเรียเดินออกมายืนอยู่ตรงหน้าไวโอเลตนัยน์ตาสีม่วงใสวาวโรจน์คู่นั้นจับจ้องอยู่ที่มาซารุก่อนที่ฝ่ามือเรียวขาวจะยื่นตรงออกไปหามาซารุที่ขยับตัวไม่ได้เพราะพิษของรอยสักที่ลุกลามไปทั่วร่างหญิงสาวใช้ฝ่ามือของมินามิกำแน่นอยู่รอบใบหน้าของมาซารุดึงใบหน้าเขาให้เงยขึ้นมาสบตากับเธอ

            

            “นับตั้งแต่ที่ผู้พิทักษ์ถูกสร้างขึ้นมานี่เป็นครั้งแรกสินะที่ผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธมูนเป็นผู้ชาย” เธอกล่าว “ทั้งๆที่ไม่มีสายเลือดของเอิร์ธมูนไหลวนอยู่ในตัวเลยแท้ๆ”

            

            เมตาเรียพูดกับมาซารุผู้ซึ่งกำลังนั่งคุกเข่าและถูกบังคับให้สบตากับเมตาเรียอยู่ ห่างออกไป ไวโอเลตกำลังเฝ้ามองสถานการณ์อยู่วงนอกขณะที่มินาโยะถูกมัดอยู่บนเสากางเขนที่นักรบอเวจีหนุ่มสร้างขึ้น

            

            “ไม่ว่าจะผ่านมากี่ร้อยปีพวกแกก็ไม่เคยละความพยายามเลยสักครั้ง ปรารถนาในสิ่งที่ตัวเองไม่มีวันได้ครอบครองแกเองก็ไม่ต่างไปจากพวกเอิร์ธสตาร์คนอื่นๆเลย”

            

            ไวโอเลตที่อยู่ด้านหลังเสมองไปอีกทางและกระตุกยิ้ม

            

            “แม้แต่แกเองก็เชื่อในคำพูดของผู้ชายคนนั้นสินะ”เมตาเรียถามมาซารุ “เชื่อมั่นในวิธีการของมันอยู่เคียงข้างอย่างอดทนเพื่อเฝ้ารอผู้พิทักษ์เลือดเย็นอย่างแกรู้อยู่แก่ใจดีสินะว่าสักวันเบริลจะต้องตายแกถึงได้อยู่กับเด็กนั่นจึงถึงวาระสุดท้าย”

            

            ร่างโปร่งแสงของเมตาเรียเคลื่อนไหวไปมาหญิงสาวขยับใบหน้าออกห่างจากร่างของมินามิเพื่อให้มาซารุได้มองเห็นใบหน้าที่ไร้สติของเธอ

            

            “แล้วยังไงต่อนะขอฉันคิดซิ!” เมตาเรียทำท่านึก ก่อนจะหันมามองมินาโยะที่หน้าซีดเผือด “อ้อ...แล้วแกก็กลับไปหาเจ้าหญิงคนน้อง”

            

            เมตาเรียหัวเราะเสียงดังลั่น

            

            “แม่เจ้าหญิงผู้โง่เง่าที่ยอมให้ตัวเองถูกขังอยู่บนหอคอยเพื่อให้พี่สาวเป็นอิสระเฝ้ารอว่าสักวันหนึ่งเจ้าชายแห่งดวงดาวจะมาพาตัวเองออกไปจากยอดหอคอยนั่น ใช่ไหม...เบริลน่า?”

            

            เมตาเรียหันมาถามมินาโยะ

            

            “จำได้รึเปล่า?เรื่องราวเมื่อตอนนั้น”

            

            เธอถาม

            

            หากว่านั่นคือความทรงจำที่เพิ่งเกิดขึ้นล่ะก็มินาโยะก็จำมันได้อย่างแม่นยำอาการของเธอที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่สมัยที่เธอเป็นเบริลน่า เธอพูดจากับตัวของเธอเอง และมีใครอีกคนกำลังเฝ้ามองพวกเธออยู่ลึกลงไปในความทรงจำ

            

            นั่นคือเมตาเรีย

            

            เด็กสาวจดจำได้ในวินาทีนั้นอีกเศษเสี้ยวหนึ่งอยู่อยู่ลึกลงไปในจิตใจและความย้ำเตือนถึงความทรงจำร้ายๆให้แก่เธอเสมอเมตาเรียมองเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับตัวเธอ...เธอที่เป็นทั้งเบริลน่าและมินาโยะ เฝ้ามองดูอย่างเงียบงันเพื่อรอเวลา เธอจำได้แล้ว

            

            “หมอนี่มาหาเธอใช่ไหม? ในตอนสุดท้ายก่อนที่จะเกิดสงครามวันสิ้นโลกเพราะเธอคือกุญแจดอกสุดท้ายของเรื่องราวทั้งหมดที่เฟรย์กับผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธสตาร์พยายามจะเก็บซ่อนไว้แต่ฉันรู้... เพราะฉันเห็นทุกอย่างผ่านตาของเธอมองเห็นเศษเสี้ยวความรักในตัวของเธอที่มีต่อผู้ชายคนนี้ แต่เขาไม่ได้บอกเธอหรือ...เบริลน่า”

            

            “อย่า...”

            

            น้ำเสียงของมาซารุดังลอดออกมาอย่างยากลำบากเมื่อรอยสักนั่นดูจะรุนแรงยิ่งขึ้นเมื่อตอนที่เมตาเรียสัมผัสร่างกายของเขา

            

            “เขาไม่ได้บอกเธอเหรอว่าทำไมเขาถึงกลับมา”เมตาเรียดูจะพึงพอใจกับปฏิกิริยาของมาซารุมากเมื่อเห็นเขาพยายามขัดขืนอย่างสุดกำลังและมินาโยะกำลังรับฟังเรื่องราวทั้งหมดนั้นด้วยความรู้สึกที่ว่างเปล่า

            

            “เพราะเขากลับมาทำภารกิจสุดท้ายให้สำเร็จใช่ไหม? ผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธสตาร์แกกับพวกเอิร์ธสตาร์วางแผนกันเพื่อส่งฉันมาที่โลกสีฟ้าครามนั่นโดยใช้ร่างของหล่อนเป็นทางผ่านพวกแกสังเวยชีวิตของเบริลน่าเพื่อใช้พลังของหล่อนในการเปิดประตู!”

            

            ตู้ม! ตู้ม!ตู้ม!

            

            เสียงระเบิดดังขึ้นต่อกันเป็นชุดอยู่รอบตัวของพวกเขาเสากางเขนที่ไวโอเลตใช้พันธนาการมินาโยะเอาไว้แตกออกเป็นเสี่ยงๆ เด็กสาวผู้ซึ่งพาตัวเองหลุดพ้นจากพันธนาการเผลอใช้พลังที่ตัวเองไม่อาจควบคุมได้ระบายความรู้สึกทั้งหมดที่อัดแน่นอยู่ในใจออกมาเมตาเรียหัวเราะเสียงดังลั่นเธอกำลังสนุกสนานที่ได้เห็นมินาโยะกำลังเสียใจและร้องไห้อยู่ภายใต้ร่างที่ยืนแข็งทื่อมาซารุใช้โอกาสนั้นหลุดพ้นจากเมตาเรีย เขาพุ่งเข้าไปหามินาโยะขณะที่ไวโอเลตพาร่างของเมตาเรียให้ถอยห่างออกมาเพื่อเตรียมรับมือ

            

            “มิ...”

            

            น้ำเสียงของมาซารุถูกกลืนหายเข้าไปในลำคอเมื่อเด็กสาวเงยหน้าขึ้นสบตาเขาด้วยแววตาสีฟ้าใสมีร่องรอยของน้ำตาอยู่บนนัยน์ตาคู่นั้นขณะที่เธอยื่นมือออกมาเพื่อหยุดเขา

            

            “พี่ไม่จำเป็นต้องพูดอะไร”เด็กสาวบอกมาซารุ “ฉันเข้าใจแล้ว... เข้าใจทุกอย่าง”

            

            น้ำเสียงของเธอนั้นราวกับดังมาจากที่ที่ไกลแสนไกล

            

            และนั่นไม่ใช่คำกล่าวอ้างที่เกินเลย

            

            ในตอนที่ได้สบตากับเมตาเรียด้วยนัยน์ตาคู่นี้เด็กสาวก็ตระหนักได้แล้วว่าเพราะเหตุใดเธอถึงต้องตาย และความรู้สึกคุ้นเคยตอนที่ได้เปิดประตูผ่านตาข่ายดักฝันเพื่อมายังเอิร์ธมูนนั้นเกิดขึ้นมาเพราะเหตุใด?

            

            เธอคือประตูบานนั้น

            

            เหตุผลที่ทำให้เธอถูกขังอยู่บนยอดหอคอยและการที่ผู้พิทักษ์กับนักรบอเวจีต้องกลับมาเกิดใหม่อีกครั้งที่โลกนี้เพื่อต่อสู้กันทุกอย่างเริ่มต้นมาจากตัวเธอ ตัวเธอที่แตกต่างและแปลกประหลาดเสียงที่ดังอยู่ในหัวของเธอมาตลอดนั่นคือเสียงของตัวเธอเอง เธอที่คือมินาโยะเด็กสาวจากโลกอนาคตที่ไกลแสนไกล เธอเชื่อมต่อกับตัวของเธอเองได้ยินเสียงเรียกของตัวเอง เธอทำให้พ่อรู้ถึงการมีอยู่ของอีกโลกและเขาปรารถนาที่จะไปยังโลกนั้น โลกที่พลังของเมตาเรียเข้าไปไม่ถึง เขาจึงได้ขังเธอไว้อยู่บนยอดหอคอยนั้นเพื่อไม่ให้ใครรู้ความลับของเธอเขาอาศัยความลับของเธอที่มีแต่เขาคนเดียวเท่านั้นที่รู้เพื่อจัดการเรื่องราวทุกอย่างเขาไม่ได้ตายเพื่อปกป้องพี่สาวอย่างที่เธอเข้าใจจากความทรงจำของพี่ที่เธอเห็นแต่เขาตายเพื่อปกป้องความลับนั้น ไม่ให้ใครรู้เรื่องของเธอจนกว่าจะถึงวินาทีสุดท้ายเขาฝากฝังเรื่องของเธอไว้กับพี่มาซารุ ให้เขาทำมันให้สำเร็จการสังเวยชีวิตเธอเพื่อเปิดประตูไปยังโลกที่อาศัยอยู่ในตอนนี้เป็นภารกิจสุดท้ายของเขาในฐานะเจ้าชายแห่งดวงดาว

            

            เธอเข้าใจและจำได้ทุกอย่างแล้ว

            

            เพราะอย่างนั้นถึงได้เจ็บปวด...

            

            “นี่พี่มาซารุ...” นัยน์ตาสีฟ้าใสคู่นั้นเหลียวมองข้ามไหล่เขาไปที่เมตาเรียผู้ซึ่งกำลังส่งรอยยิ้มชั่วร้ายมาให้เธอโดยใช้ร่างของมินามิเป็นทางผ่านร่างโปร่งแสงของเมตาเรียแทบจะกลืนเป็นหนึ่งเดียวกันกับมินามิอยู่รอมร่อและมินาโยะตัดสินใจว่าจะปล่อยให้เมตาเรียใช้ร่างกายของพี่สาวเธอไปมากกว่านี้ไม่ได้อีกเด็ดขาด

            

            “ทรมานไหมคะ?”

            

            เด็กสาวถามมาซารุด้วยใบหน้าที่เปื้อนหยาดน้ำตา

            

            “ขอบคุณ...ที่อยู่ด้วยกันกับฉัน ในวันนั้นนะคะ...ตอนนี้พี่ไม่จำเป็นต้องแบกรับมันอีกต่อไปแล้ว”

            

            มินาโยะยื่นมือไปสัมผัสตราสัญลักษณ์แห่งเอิร์ธมูนตรงแผ่นอกของมาซารุ

            

            “ขอพลังคืนให้ฉันด้วยเถอะค่ะ”

            

            นี่คงเป็นครั้งแรกที่เด็กสาวอธิษฐานขออะไรสักอย่างเพื่อตัวเองและได้รับการตอบรับมาซารุยื่นมือของตัวเองมากุมฝ่ามือเล็กของเธอที่แตะลงอย่างแผ่วเบาอยู่บนตราสัญลักษณ์ที่แผ่นอกเขาก่อนจะยื่นมืออีกข้างไปสัมผัสตราสัญลักษณ์ของเอิร์ธสตาร์ที่อยู่บนร่างกายของเธอแล้วในวินาทีนั้นเองที่ร่างของทั้งคู่ลอยสูงขึ้นจากพื้นดินมีลำแสงสีม่วงอ่อนและสีน้ำเงินเข้มไหลวนเป็นเกลียวอยู่รอบกายทั้งสองคนลอยค้างอยู่กลางอากาศ เครื่องแบบสีดำสนิทของผู้พิทักษ์เปลี่ยนเป็นชุดเครื่องแบบของราชวงศ์ที่เด็กสาวเคยเห็นเมื่อสมัยที่เธอยังมีชีวิตอยู่ที่เอิร์ธมูนแต่แล้วมันก็หายไปและถูกแทนที่ด้วยเครื่องแบบสีดำสนิทของผู้พิทักษ์อีกครั้งแตกต่างกันที่คราวนี้ตราสัญลักษณ์ที่ตรงหน้าอกของมินาโยะนั้นเป็นสัญลักษณ์ของเอิร์ธมูนอย่างที่มันควรจะเป็น

            

            ภาพในอดีตแล่นผ่านเข้ามาในสมองของเธออีกครั้งเหมือนครั้งสุดท้ายที่เธอเคยสัมผัสลูกแก้วที่ใช้ในพิธีสืบรัชทายาทในคืนที่เธอตายภาพของผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธมูนรุ่นก่อนๆไล่ตั้งแต่ท่านแม่ของเธอไหลผ่านเข้ามาเด็กสาวเห็นอาจารย์มิซากิในชุดองครักษ์หญิงสีขาวยืนอยู่ข้างราชินีคลาวเวียร์ อา...ใกล้ตัวเหลือเกิน ถ้าหากเธอมีความทรงจำทั้งหมดนี่อยู่กับตัวเธอคงจะตระหนักได้ว่าที่ผ่านมามีผู้คนมากมายแค่ไหนที่คอยเฝ้ามองดูเธออยู่

            

            ถัดไปจากภาพของท่านแม่คงเป็นท่านยายที่ยังสาวและสวยสะพรั่งมินาโยะคิดว่าตัวเองโชคร้ายเหลือเกินที่ไม่มีโอกาสได้เกิดมาตอนที่ท่านยายยังมีชีวิตอยู่ไกลออกไปกว่านั้นอีก ย้อนกลับไปหลายชั่วอายุคนผ่านมุมมองทางสายตาของผู้คนในอดีตเหล่านั้นจนในที่สุดเด็กสาวก็ย้อนกลับไปยังผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธมูนคนแรกที่กำลังยืนหันหลังอยู่สุดปลายทางที่ความทรงจำกำลังแล่นพาเธอไปเธอคนนั้นเป็นหญิงสาวที่มีเรือนผมหยิกยาวเป็นลอนถึงกลางหลังสีน้ำตาลอ่อน เธอกำลังยืนอยู่หน้าป้ายหลุมศพสีขาวเป็นประกายที่เห็นตัวอักษรจารึกไว้จางๆอ่านได้เป็นคำว่า‘ฟีนาเล่’ มินาโยะพยายามจะยื่นมือออกไปหาเธอแต่ร่างนั้นกำลังเดินห่างออกไป ภาพทั้งหมดเล่นย้อนกลับไปและผู้หญิงคนนั้นกำลังยืนอยู่บนยอดหอคอยแหงนหน้ามองท้องฟ้ายามค่ำ ราวกับเธอรู้ว่ามินาโยะอยู่ตรงนั้นร่างนั้นหันกลับมาและมีใบหน้าที่ถอดแบบมาจากเมตาเรียอย่างไม่ผิดเพี้ยน

            

            เมตาเรียอยู่ในความทรงจำของผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธมูน!?

            

            มินาโยะเบิกตากว้างกลับสู่ความเป็นจริงด้วยเสียงร้องของเมตาเรียในร่างของมินามิที่ดังแสบแก้วหูมาซารุยืนอยู่ข้างเธอ อาการทุรนทุรายจากคำสาปของรอยสักเจือจางลง แต่ความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับร่างกายของมินามินั้นทำให้เขาดูแย่ยิ่งกว่าตอนที่ถูกคำสาปของรอยสักกัดกินยิ่งนัก

            

            ไวโอเลตมองดูร่างของเมตาเรียที่กำลังทุกข์ทรมานจากการต่อต้านของมินามิภายในตัวเธอด้วยแววตาที่อ่านความรู้สึกไม่ออกก่อนที่นัยน์ตาสีม่วงใสคู่นั้นจะหันกลับมาสบตามองมินาโยะเป็นครั้งที่สองแล้วที่เด็กสาวสัมผัสได้ถึงความน่ากลัวจากคนตรงหน้า

            

            “จำได้แล้วสินะ”ไวโอเลตเอ่ยถามเธอ “ความทรงจำแรกเริ่มของผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธมูน”

    คล้ายกับเรื่องผู้พิทักษ์จากแสงสว่าง : ราชินีแห่งดวงจันทร์ ที่คุณอ่าน