นักลวงจิต

    บทที่ 13 มัจจุราช (3)

    “ที่หนูประหลาดใจอีกอย่างคือ ทำไมเขารู้ว่าหนูชอบสปาเกตตีเพรสโต้ แล้วรู้ว่าธาราชอบลาบคั่วเมืองกับไข่ดาวล่ะคะ”

    ทิชายิ้มกว้าง ทำท่าประนมมือ “พี่ถือวิสาสะอ่านความทรงจำพวกเธอน่ะ จะได้ให้พี่ขาลทำอาหารมาเซอร์ไพรส์ ขอโทษนะ แต่พี่พยายามไม่แตะต้องความทรงจำส่วนตัวอื่นๆ เลยนะ”

    “แหม แค่นี้เอง ไม่เป็นไรหรอกค่ะ” ธันยาตอบ

    ธารารับฟังอย่างเงียบๆ คิดในใจว่ารอยยิ้มและคำพูดของอีกฝ่ายใช่ว่าจะเชื่อได้เสมอไป นักอ่านความทรงจำอย่างน้าทอฝันก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ถ้าฝีมือดีก็สามารถแอบอ่านเรื่องส่วนตัวโดยไม่ให้อีกฝ่ายรู้ตัวได้ ไม่ต้องพูดถึงการที่ทั้งสองคนถูกพลังหลอนประสาทของอลิสาจัดการให้เกิดภาพตัดเช่นนี้ อีกฝ่ายจะอ่านความทรงจำยันตอนแรกเกิดก็อาจจะทำได้ และสิ่งที่ธาราได้เรียนรู้อีกประการก็คือ แม้แต่นักอ่านความทรงจำก็มีความถนัดกันคนละด้าน น้าทอฝันฉายาไร้ตะเข็บมีถนัดในการจับผิดผู้ปลอมแปลงความทรงจำ เหมาะสำหรับงานสืบสวนสอบสวน ขณะที่ทิชาถนัดการทำความรู้จักตัวตนของอีกฝ่าย เหมาะแก่การวางแผนจัดการอื่นๆ กับอีกฝ่ายต่อไปเช่นการล่อลวง

    เมื่อตักข้าวคำแรกเข้าปาก ธาราเพิ่งได้รู้ซึ้งว่าแม้แต่อาหารพื้นฐานที่ไม่ได้ซับซ้อนก็ยังสามารถสอดแทรกรายละเอียดความอร่อยลงไปได้ขนาดนี้ รสมือพื้นฐานมีความคล้ายคลึงกับร้านที่โรงอาหารของโรงเรียน (ซึ่งเป็นรสมือที่ธาราติดที่สุด) แต่นำส่วนนั้นมาต่อยอดความละเอียดอ่อนรสชาติที่ยากจะบรรยาย ส่วนธันยาร้องครางหืมออกมาระหว่างคำเคี้ยว เธอกลืนลงคออย่างช้าๆ ใช้ทิชชูเช็ดซอสเพรสโต้ที่เลอะมุมปากก่อนจะชมว่า “หนูไม่เคยกินที่ไหนอร่อยขนาดนี้มาก่อนเลยค่ะ เส้นกับซอสและองค์ประกอบอื่นๆ รู้สึกได้ถึงความพิถีพิถัน แล้วที่หนูรู้สึกคือเหมือนจานนี้ดึงเอารสชาติที่อร่อยที่สุดในความทรงจำของหนูออกมา รสชาติที่หนูเองก็ยังจำไม่ได้เลยว่ากินมาจากที่ไหน”

    ทิชาหัวเราะหึๆ อย่างสบอารมณ์ “บอกแล้วว่าฝีมือของพี่ขาลร้ายมาก แล้วน้องธาราล่ะ อร่อยมั้ย”

    “อร่อยครับ” ธาราตอบ

    “ตอบแค่นี้เหรอ เหมือนฝืนใจตอบเลย” ธันยาเซ้าซี้แฟนหนุ่ม

    “อืมม์ อร่อยเกินบรรยายเลย” ธาราเกาหัว ในความรู้สึกของเขาคืออร่อยมาก แต่เขาไม่ถนัดพูดมันออกมาแบบธันยา

    “ธาราคงอร่อยมากแหละค่ะ แค่ดูหน้าตอนกินหนูก็รู้แล้ว” ธันยาหัวเราะคิกคัก “พี่ทิชาคะ ถึงจะฝีมือดีแค่ไหน หนูก็ไม่คิดว่าจะทำออกมาได้รสชาติตรงกับในใจได้ขนาดนี้ พี่ขาลทำได้ยังไงคะ”

    ทิชาเอานี้ชี้แตะที่ปากส่งเสียง จุ๊ๆ ด้วยท่าทีสนุกสนานเหมือนเด็กมีเรื่องซุบซิบ “ความลับอยู่ที่พี่ด้วย พี่ถือวิสาสะอ่านความทรงจำเรื่องอาหารจานโปรด ดึงรสชาติในใจนั้นออกมาด้วย แล้วก็ส่งความทรงจำต่อให้พี่ขาล ฝ่ายนั้นก็จะวิเคราะห์จากรสชาติในใจว่าควรใส่อะไรยังไงบ้าง เหมือนพี่เป็นเด็กเสิร์ฟจดออร์เดอร์ยังไงล่ะ”

    “นี่สินะคงเป็นที่มาของคำว่า รสมือแม่” ธันยาออกความเห็น “ถ้าเปิดร้านอาหารแล้วมีเด็กเสิร์ฟแบบพี่ รวยแน่เลยค่ะ เรียกราคาจานละเท่าไหร่ก็ได้”

    ทิชาหัวเราะก๊าก “บ้าเหรอ สิ่งสำคัญคือพ่อครัวต่างหาก”

    ขาลหิ้วเอาชุดเครื่องปรุงสี่ช่องที่นิยมใช้ตามร้านอาหารมาให้ ธันยาบอกอีกฝ่ายตามที่บรรยายให้ทิชาฟังไปเมื่อครู่ และบอกด้วยว่าไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องปรุงเลย ธาราคิดคำวิจารณ์ไม่ออกได้แต่ชูนิ้วโป้งให้กล่าวว่า “อร่อยเกินบรรยาย” ซึ่งขาลเองก็ยิ้มแก้มปริ ฉายแววยินดีปรีดาอย่างหยุดไม่อยู่ ค้อมศีรษะขอบคุณอย่างเชฟมืออาชีพในภัตตาคารที่เพิ่งรับคำติชมจากลูกค้าวีไอพี ซึ่งภาพที่เห็นสร้างความขัดแย้งในใจของธาราอย่างรุนแรง รอยยิ้มแก้มปริกับคำชมเพียงเท่านี้จะมาจากชายผู้ฆ่าคนอย่างไร้ความรู้สึกผิดได้อย่างไรกัน

    “อยากกินอะไรเพิ่ม บอกได้เลยนะ” ก่อนจะถอยจากโต๊ะแล้วเดินกลับไปในครัวตามเดิม

    ธาราแทรกตัวผ่านธันยาเพื่อไปเอาน้ำเปล่าใส่น้ำแข็งมาสามแก้ว ขณะนั้นธันยาก็พูดถึงเรื่องการอ่านความทรงจำกับทิชา

    “ของพี่ทิชาดูจับรายละเอียดความรู้สึกได้ดีมากเลยนะคะ ของน้าทอฝันจับได้แต่รายละเอียดเหตุการณ์ แต่เรื่องรายละเอียดอย่างรสชาตินี้บอดไปเลยค่ะ เป็นอะไรที่วิเศษมากเลย”

    “กลับกันนะจ๊ะ พี่ว่าในงานภาคสนาม ความสามารถจับความรู้สึกแทบไม่มีประโยชน์เลย ความถนัดแบบพี่ไร้ตะเข็บสิที่ใครๆ ก็อยากได้ เอาไว้จับผิด เอาไว้สอบสวน ยิ่งช่วงเวลาวิกฤติแบบนี้ ความถนัดแบบพี่นี่แค่ตัวประกอบคั่นเวลาเลย”

    “ม่ายย” ธันยาบอก เอื้อมมือไปกุมมืออีกฝ่ายเหมือนเพื่อนสาวที่กำลังปรับทุกข์กัน “ความถนัดของแต่ละคนก็มีช่วงเวลาเฉิดฉายที่ต่างกันอยู่แล้วค่ะ พี่รู้มั้ยว่า พี่ทำให้หนูรู้สึกดีแค่ไหนทั้งๆ ที่เพิ่งผ่านเรื่องร้ายๆ มา”

    ทิชายิ้ม มองตอบธันยาด้วยสายตาที่ซาบซึ้ง “น้องน่าจะมาเป็นน้องสาวของพี่จริงๆ เลย”

    “หนูถือว่าพี่ทิชาเป็นพี่สาวของหนูไปก่อนนะคะ” ธันยาพูดพลางหัวเราะ

    ธาราถือแก้วในมือข้างละใบ หนีบกับแขนขวามาอีกหนึ่งใบ วางบนโต๊ะหน้าแต่ละคน ก่อนจะกล่าวขึ้นอย่างสงสัยว่า “ถ้าวันนี้เราถือว่าเป็นพี่น้องกัน วันหน้าต้องฆ่ากัน จะไม่เป็นไรเหรอครับ”

    “ธารา!” ธันยาร้องปรามแฟนหนุ่มเอาไว้

    “นี่คือธรรมชาติของสงครามค่ะ” ทันใดนั้นเสียงเย็นเยียบก็ดังแทรกขึ้นมา เป็นอีกคราวที่ทั้งคู่ไม่รู้ว่าอลิสามาอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ เธอยืนค้ำหัวทิชาอยู่ จากนั้นก็อธิบายต่ออย่างจริงจัง “ยกตัวอย่างเหตุการณ์ การพักรบช่วงคริสต์มาส ในปี 1914 ช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เหตุการณ์นี้เป็นตัวอย่างที่ดีมาก วันนั้นฝั่งอังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมันหยุดยิงเพื่อมาฉลองร่วมกัน ทั้งร้องเพลง ทั้งเตะฟุตบอล แต่พอหมดวันก็มีการยิงปืนขึ้นฟ้าสองนัด เป็นสัญญาณว่าการพักรบสิ้นสุดลงแล้ว ทั้งสองฝ่ายต้องทิ้งมิตรภาพใหม่กลับฝั่งของตนเพื่อยิงกันต่อ ธรรมชาติสงครามมันก็เป็นแบบนี้ค่ะ เรามีสิทธิจะรัก เผื่อแผ่มิตรภาพในบางช่วงเวลา แต่พอถึงเวลาหนึ่ง เราก็ต้องเป็นเครื่องจักรสงครามตามหน้าที่เรา ขอโทษนะคะน้องๆ พี่ทิชา พอมีช่องให้พูดหนูชอบเล็คเชอร์อยู่เรื่อย”

    “ไม่เป็นไรจ้า ก็ได้ความรู้ด้วยแหละ” ทิชาหัวเราะ

    ธาราพอจะรู้แล้วว่าหนังสือปรัชญาสองเล่มในรถมิตซูบิชีแต่งท่อสีน้ำเงินคันนั้นน่าจะเป็นของอลิสาเอง ธันยามีท่าทีเกร็งขึ้นเล็กน้อยด้วยความรู้สึกกลัวๆ อีกฝ่าย ทิชาสัมผัสความรู้สึกอีกฝ่ายได้ จึงออกปากเตือนว่า “อลิสาจ๊ะ อย่าใช้พลังในฐานทัพโดยไม่จำเป็นดีกว่า ยกเว้นพลังเพื่อสันทนาการอย่างของพี่”

    “ขอโทษค่ะพี่ ด้วยความเคยชินจริงๆ ค่ะ” อลิสาค้อมศีรษะ กล่าวรับด้วยสีหน้านิ่งๆ

    “แล้วเราพอจะอารยะขัดขืนต่อสงครามหน้าได้มั้ยครับ ในฐานะนักลวงจิต” ธาราถาม

    อลิสาหันมามองหน้า ยิ้มให้อย่างสุภาพ ก่อนจะตอบว่า “เราเป็นฟันเฟืองเล็กที่ต้องหมุนตามฟันเฟืองใหญ่อีกต่อ การที่เราขัดขืน อาจจะก่อให้เกิดการสะดุดที่ไม่ได้สลักสำคัญ แต่เรานั่นแหละที่จะแหลกไม่มีชิ้นดีและถูกเปลี่ยนเป็นชิ้นใหม่ที่ใช้การได้แทน แต่ส่วนใหญ่แล้วเราหมุนตามระบบโดยไม่รู้ตัว ทุกวงการ ทุกเผ่าพันธุ์มีดีเอ็นเอสงครามฝังอยู่ในตัวเอง คนนอกมีสงครามของเขา นักลวงจิตก็มีสงครามระหว่างกลุ่มตัวเอง แม้แต่ในสัตว์กินพืชรักสงบอย่าง วัว กวาง ช้าง ก็ยังมีสงครามแข่งขันแก่งแย่งในหมู่ของมัน”

    “สงครามระหว่างพวกเรา ถึงจะเลี่ยงไม่ได้ แต่ก็ปล่อยเป็นเรื่องของวันหน้าแล้วกันเนาะ” ทิชาพยายามเรียกคืนบรรยากาศดีๆ

    “พี่ทิชาพูดถูกค่ะ” อลิสาเห็นด้วย “ตอนนี้ที่เรายังรักกันได้ ก็รักกันให้เต็มที่ แต่ถึงวันหนึ่งต้องตัดใจก็ตัดซะ อย่าเสียเวลาให้กับความรู้สึกที่ไม่สำคัญ อย่างเช่นความรู้สึกผิดต่อไอ้พวกที่ทรมานแฟนสาวของน้อง ไม่ต้องมีหรอก พวกนี้ฆ่าไปแผ่นดินมีแต่จะสูงขึ้น ส่วนระหว่างเรานั้นหากวันหน้าต้องฆ่ากัน ก็เรื่องของวันหน้า”

    “ทำไมพี่อลิสาถึงตัดใจได้ง่ายขนาดนั้นคะ” ธันยาถามเสียงสั่นเครือ กล้าๆ กลัวๆ

    อลิสาหันมายิ้มให้อีกฝ่าย ก่อนจะตอบ “การตัดใจไม่ง่ายหรอกค่ะ แต่เมื่อถึงเวลาต้องทำก็ทำให้มีประสิทธิภาพที่สุดเท่าที่จะทำได้ วิธีหนึ่งที่ช่วยได้คือการเปลี่ยนแนวคิด เราคิดถึงตัวเองให้น้อยลง แล้วคิดถึงองค์กรหรือระบบให้มากขึ้น ความรู้สึกส่วนตัวของเรามันจะกลายเป็นเรื่องเล็กลง … ที่พี่คิดแบบนี้คงเพราะบทบาทของพี่ที่ต้องอยู่แนวหน้ามันหล่อหลอมให้เป็น.. อย่างของน้องธันยากับพี่ทิชาไม่เป็นไรหรอก ยังไงก็เป็นฝ่ายสนับสนุนแนวหลัง ไม่ได้ปะทะกันอยู่แล้ว แต่อย่างของพี่ก็ต้องเผื่อใจไว้”