พลิกฟ้าครองดารา

    ตอนที่ 48 คู่หมั้นใต้ม่านเมฆ

    ยามบ่ายของสำนักเมฆาครามมิได้ร้อนนัก

    เมฆสีเทาเงินลอยต่ำเหนือยอดเขา
    ลมภูเขาพัดเอากลิ่นสนและไอชื้นของธารสายเล็กไหลเวียนอยู่ระหว่างเรือนรับรองแขกชั้นใน
    เงาไม้ทอดยาวบนพื้นศิลา
    ทุกอย่างดูสงบ เรียบร้อย และสูงส่งสมเป็นสถานที่รับรองแขกจากตระกูลใหญ่ภายนอก

    ทว่ายิ่งจวนรับแขกสงบนิ่งเพียงใด
    คลื่นใต้เงาสงบนั้นก็ยิ่งหนักหนาเพียงนั้น

    อี้ซินยืนอยู่บนชานหินต่ำด้านนอก
    อาภรณ์ชั้นในสีดำเข้มเรียบง่ายต้องลมบางไสว
    แหวนมิติเทวะซ่อนสงบอยู่บนปลายนิ้ว
    หยกดาราในกายแผ่ม่านบางกลบทุกความผิดปกติไว้เบื้องลึกสุด
    ทำให้ปราณรอบกายเขาในเวลานี้ แม้ยังหนักแน่นเกินศิษย์รุ่นเดียวกันอยู่มาก
    แต่ก็มิได้เปิดเผยร่องรอยแปลกพิสดารเกินควรแก่สายตาผู้อื่น

    นิลกาฬกลืนดารามิได้อยู่บนบ่าเขาในวันนี้

    หากผู้ใดเห็นเช่นนี้ ย่อมคิดว่าอี้ซินเลือกมาพบแขกสำคัญโดยไม่พกอาวุธ
    ทว่าไม่มีผู้ใดรู้ว่า ดาบยักษ์นิลกาฬซึ่งแม้แต่ผู้ฝึกยุทธ์ระดับสูงยังต้องตื่นตะลึง บัดนี้กำลังนอนสงบนิ่งอยู่ในโลกใบเล็กภายในแหวนมิติเทวะ
    ที่พร้อมจะให้เขาเรียกใช้ได้ทุกเวลา


    ด้านหน้าจวนรับแขก
    มีศิษย์ชั้นในรับใช้กับคนของตระกูลภายนอกยืนอยู่เป็นระยะ
    คนเหล่านั้นเมื่อเห็นอี้ซินเดินมาถึง ต่างพากันกวาดตามองโดยพร้อมเพรียงกัน

    ชื่อของเขาในเมฆาครามเวลานี้
    มิใช่ชื่อที่ผู้ใดทำเมินเฉยได้อีกแล้ว

    โดยเฉพาะเมื่อทุกคนรู้ว่า คนผู้นี้เพิ่งปีนขึ้นไปอยู่บนป้ายเทพยุทธ์
    เพิ่งบดขยี้ศิษย์ชั้นในจนหมดสภาพไป
    และยังเกี่ยวพันกับข่าวลือมากมายจากแดนทดสอบบรรพกาล

    ศิษย์รับใช้คนหนึ่งรีบก้าวมาคำนับ


    “ศิษย์พี่อี้”


    เขากล่าวด้วยน้ำเสียงสำรวมชัดเจน “แขกจากตระกูลมู่กำลังรออยู่ภายในแล้ว”


    อี้ซินพยักหน้าเพียงน้อย
    ไม่กล่าวสิ่งใดมากกว่านั้น
    ก่อนก้าวผ่านธรณีจวนเข้าไป

    ภายในโถงรับแขกกว้างขวางกว่าที่มองจากภายนอก
    พื้นปูด้วยแผ่นศิลาเรียบสีเทาอ่อน
    สองข้างผนังแขวนภาพเขียนภูผาและเมฆหมอก
    เตากำยานหยกขาวส่งกลิ่นหอมเย็นจาง ๆ
    เสียงลมลอดผ่านม่านแพรโปร่งดังแผ่วเบาราวกระซิบ

    บนตำแหน่งรับรองแขกเบื้องหน้า
    มีคนอยู่แล้วสามคน

    คนแรกเป็นชายวัยกลางคนในอาภรณ์สีครามปักลายเมฆเงิน
    ใบหน้าเรียว ดวงตาแคบ คิ้วเรียวเข้ม
    เพียงนั่งนิ่งก็แผ่กลิ่นอายกดดันอย่างผู้คุ้นเคยกับฐานะสูงส่งมาช้านาน
    แม้มิได้ถึงระดับที่ทำให้อี้ซินหวาดเกรง
    แต่ก็เห็นได้ชัดว่าเป็นผู้มากประสบการณ์และไม่ง่ายที่จะรับมือ

    คนที่สองเป็นหญิงวัยกลางคนในชุดม่วงอ่อน
    สีหน้าเย็นสงบ
    ทว่าดวงตาคมกริบจนน่าจะรู้ว่าเป็นคนระวังตัวสูง
    การขยับมือขยับนิ้วของนางล้วนสำรวมและมีชั้นเชิง

    ส่วนคนที่สาม…

    เพียงก้าวเข้าโถงมองเห็นนางเต็มตา
    แม้เตรียมใจไว้ก่อนแล้ว
    ลมหายใจของอี้ซินก็ยังชะงักไปเสี้ยวหนึ่งอย่างห้ามไม่อยู่


    ..มู่ชิงหลาน..


    นางนั่งอยู่ทางขวาของที่นั่งแขก
    อาภรณ์ยาวสีฟ้าอมเขียวอ่อนห่มแนบเรือนกายอย่างเรียบสง่า
    ชายแขนเสื้อและชายกระโปรงปักลายเมฆน้ำค้างสีเงินละเอียดอ่อน
    ยิ่งขับให้เรือนกายอรชรของนางดูละมุนและสูงศักดิ์ไปพร้อมกัน

    วันนี้นางมิได้อยู่หลังม่านหรืออยู่ไกลดังเมื่อก่อน
    แต่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าอย่างชัดเจนเต็มสายตา

    ใบหน้าของนางงดงามจนทำให้สิ่งสวยงามรอบโถงล้วนหม่นหมองลงในทันที
    คิ้วเรียวรับกับดวงตาคู่งามลึกดุจสายน้ำสงบในราตรี
    ขนตายาวทอดเงาเบาบนพวงแก้มขาวเนียน
    จมูกโด่งพอดี
    ริมฝีปากบางสีอ่อนนั้นหาใช่เย้ายวนไม่
    หากงดงามอย่างเย็น ละเมียด และยากคาดเดา

    มู่ชิงหลานมิใช่หญิงงามประเภทที่เผาใจคนด้วยความเร่าร้อนฉับพลัน
    แต่งามแบบที่ยิ่งมอง ยิ่งลึกซึ้ง
    ยิ่งเงียบ ยิ่งสะกดใจ
    ยิ่งสงบ ยิ่งดึงดูดให้ผู้คนอยากรู้ว่าส่วนลึกในดวงตานั้นกำลังเก็บสิ่งใดไว้กันแน่

    ยามนางเงยหน้ามองเขา
    โลกทั้งโถงกลับดูเหมือนถูกตัดให้เงียบลงทันใด

    อี้ซินมองนาง
    นางก็มองเขา

    เพียงเสี้ยวเวลานั้น
    ทั้งโถงเหมือนไม่มีผู้ใดอื่นอยู่อีก

    ภาพวัยเยาว์ใต้ต้นท้อท้ายหมู่บ้าน
    คำพูดสั้น ๆ ที่ไม่เคยต้องอธิบาย
    วันเวลาที่เขาเคยถูกโลกดูแคลน
    และเงาความเงียบอันยาวนานหลังจากนั้น
    ล้วนไหลผ่านใจทั้งสองคนในชั่วขณะเดียว

    แต่เสี้ยวขณะนั้นอยู่ได้ไม่นาน

    ชายวัยกลางคนในอาภรณ์ครามจึงเอ่ยขึ้นก่อนด้วยน้ำเสียงราบเรียบ


    “เจ้าก็คืออี้ซิน”


    คำถามนั้นดูเหมือนเพียงยืนยันตัว
    ทว่าแฝงแรงกดดันและการชั่งน้ำหนักอยู่เต็มที่

    อี้ซินละสายตาจากมู่ชิงหลานในที่สุด
    แล้วประสานมือเล็กน้อยตามธรรมเนียม


    “ข้าคืออี้ซิน”


    ชายวัยกลางคนกวาดตามองเขาตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าอย่างไม่ปิดบัง
    คล้ายประเมินม้าตัวหนึ่งก่อนตัดสินราคา
    แววตานั้นไม่ได้ดูหมิ่นหยาบ ๆ
    แต่ก็ไม่มีความเคารพแม้แต่น้อย


    “ได้ยินมามาก”


    เขากล่าว “เพิ่งขึ้นป้ายเทพยุทธ์ของเมฆาครามได้ไม่นาน”
    “ดูแล้ว…ก็นับว่ามีฝีมืออยู่บ้าง”


    ประโยคนี้ฟังดูเป็นคำชมครึ่งหนึ่ง
    แต่ความหมายแท้จริงกลับไม่ต่างจากบอกว่า
    ต่อให้เจ้าโดดเด่นในสำนักเล็กแห่งนี้ ก็ยังไม่พอให้คนอย่างข้าต้องเห็นเป็นเรื่องใหญ่

    อี้ซินสีหน้าไม่เปลี่ยน
    เพียงกล่าวเรียบ


    “ผู้ใดได้ยินมาก ย่อมมีสิทธิ์เชื่อเพียงครึ่งเดียว”


    ชายวัยกลางคนเลิกคิ้วนิดหนึ่ง
    คล้ายไม่คิดว่าเขาจะตอบเช่นนี้โดยไม่ยำเกรงเลยแม้แต่เสี้ยว

    หญิงวัยกลางคนข้างกันจึงเอ่ยขึ้นบ้าง


    “นามของข้าคือ มู่ซูอวิ๋น”


    นางกล่าวเสียงเรียบ “ผู้นี้คือ มู่เจิ้งอวิ๋น”
    “พวกข้าติดตามคุณหนูชิงหลานมาที่เมฆาคราม”


    อี้ซินพยักหน้า


    “ข้ารับทราบแล้ว”


    คำตอบสั้น กระชับ และไม่เกินความจำเป็นนั้น
    ทำให้ดวงตาของมู่ชิงหลานไหวเบา ๆ เสี้ยวหนึ่ง

    เมื่อก่อนอี้ซินต่อหน้าผู้ใหญ่ของตระกูลใหญ่ ย่อมไม่มีวันยืนสงบเช่นนี้ได้
    แต่บัดนี้เขากลับไม่อ่อนข้อ ไม่ต่ำต้อย และไม่ปล่อยให้ตนถูกกดลงแม้ครึ่งส่วน

    มู่เจิ้งอวิ๋นเห็นดังนั้น
    น้ำเสียงจึงเย็นลงอีกระดับ


    “เจ้าไม่ถามหรือว่าพวกเรามาทำอะไร”

    อี้ซินมองเขานิ่ง ๆ


    “หากอยากบอก”


    เขาตอบ “ย่อมไม่ต้องรอให้ข้าถาม”


    ลมในโถงเหมือนเย็นลงฉับพลัน

    แม้แต่มู่ซูอวิ๋นยังหรี่ตา
    เพราะประโยคนี้ฟังสุภาพอยู่ครึ่งหนึ่ง
    แต่ในอีกครึ่งกลับแฝงคมไว้ชัดเจนอย่างยากมองข้าม

    มู่เจิ้งอวิ๋นหัวเราะหึเบา ๆ
    ทว่ารอยยิ้มนั้นไม่แตะดวงตาเลยแม้แต่น้อย


    “ดี”


    เขาว่า “เช่นนั้นข้าจะพูดตรง ๆ”


    “ตระกูลมู่มีพันธะเก่ากับเจ้า”
    “เรื่องนี้เจ้าย่อมรู้”


    อี้ซินไม่ตอบ
    เพียงยืนฟัง


    “แต่พันธะก็คือพันธะ”


    มู่เจิ้งอวิ๋นกล่าวต่อ “ใช่ว่าผูกไว้แล้วจะคงอยู่ตลอดไปโดยไม่ต้องดูความเหมาะสม”


    คำว่า “ความเหมาะสม” ถูกกล่าวออกมาช้า ๆ
    แต่หนักแน่นจงใจยิ่ง

    ศิษย์รับใช้สองคนที่ยืนอยู่ไกลออกไปถึงกับหลุบตาลงทันที
    เพราะต่อให้โง่เพียงใดก็ฟังออกว่า
    ผู้แทนจากตระกูลมู่กำลังใช้ถ้อยคำที่มีคมกว่าดาบกดใส่อี้ซินตรง ๆ แล้ว

    มู่ชิงหลานนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง
    ก่อนจะเอ่ยขึ้นเป็นครั้งแรกหลังจากเขาเข้ามา

    “ลุงเจิ้ง”

    เสียงของนางไม่ดัง
    แต่เย็น สงบ และคมพอจะทำให้บรรยากาศหยุดชะงักในพริบตา

    มู่เจิ้งอวิ๋นหันมามองนาง
    นางกลับไม่ได้มองเขา
    หากยังคงมองอี้ซินอยู่


    “ข้ามาที่นี่”


    นางกล่าวช้า ๆ “เพื่อพูดบางเรื่องให้ชัดเจน มิใช่เพื่อให้ผู้ใดใช้คำไม่งามแทนข้า”


    ประโยคนั้นทำให้มู่เจิ้งอวิ๋นสีหน้าแข็งไปเล็กน้อย
    มู่ซูอวิ๋นเองก็ดวงตาไหววาบ

    อี้ซินมองมู่ชิงหลานตรง ๆ
    หัวใจของเขาหนักแน่นขึ้นอย่างบอกไม่ถูก

    แม้ถ้อยคำนี้จะไม่ได้อ่อนโยน
    แต่มันก็ชัดแล้วว่า นางยังไม่ยอมให้ผู้อื่นเหยียบศักดิ์ศรีเขาตรงหน้าโดยง่าย

    มู่ชิงหลานจึงลุกขึ้นยืนช้า ๆ

    เพียงการยืนขึ้นอย่างเงียบงัน
    ความงามและศักดิ์ศรีของนางกลับยิ่งกดทั้งโถงให้เงียบลงอีกชั้นหนึ่ง
    ชายแขนเสื้อสีฟ้าอ่อนพลิ้วเพียงน้อย
    ดวงตาคู่งามยังนิ่งดุจผิวน้ำเย็น แต่ในส่วนลึกกลับคล้ายเก็บคลื่นไว้หลายชั้น


    “อี้ซิน”


    นางเอ่ยนามเขาเป็นครั้งแรกหลังจากพบกันในวันนี้

    สองพยางค์นั้นทำให้ในอกของเขาไหวขึ้นเพียงเล็กน้อย
    เพราะน้ำเสียงของนางยังคงเหมือนในอดีตอยู่บางส่วน
    แม้จะเย็นขึ้น นิ่งขึ้น และไกลขึ้นกว่าเดิมมากก็ตาม


    “ข้าได้รับข่าวของเจ้ามานานแล้ว”


    นางกล่าว “ทั้งเรื่องป้ายเทพยุทธ์ เรื่องแดนทดสอบ และเรื่องศึกเมื่อวาน”


    อี้ซินตอบเพียงว่า


    “เช่นนั้นหรือ”


    มู่ชิงหลานจ้องเขานิ่งอยู่ครู่หนึ่ง
    เหมือนจะอ่านบางสิ่งในแววตานั้นให้ลึกกว่าเปลือกนอก


    “เจ้าต่างจากเมื่อก่อนมาก”


    นางกล่าว

    คำพูดธรรมดาเพียงประโยคเดียว
    แต่เมื่อออกจากปากนางกลับมีน้ำหนักแปลกประหลาด
    คล้ายบอกถึงทั้งความตกใจ ความรับรู้ และเงาของความชื่นชมบางส่วนที่นางกดไว้ไม่ให้เล็ดลอดเกินไป

    อี้ซินมุมปากขยับน้อยยิ่ง


    “คนเราหากไม่เปลี่ยน”


    เขาตอบเรียบ “ก็คงมีแต่ถูกโลกเหยียบจนจมลงดิน”


    มู่ชิงหลานเงียบไปชั่วอึดใจ

    ประโยคนั้นไม่ได้กล่าวโทษนาง
    ไม่ได้กล่าวโทษตระกูลมู่โดยตรง
    แต่กลับเจ็บยิ่งกว่าคำตำหนิใด

    เพราะมันจริง

    ในวันที่ทั้งโลกมองเขาเป็นสวะ
    นางเอง...แม้ไม่เคยเหยียบย่ำเขาด้วยตนเอง
    แต่ก็ไม่อาจยืนต้านเสียงทั้งโลกได้

    มู่ซูอวิ๋นเห็นบรรยากาศเริ่มลึกจนเกินไป
    จึงเอ่ยแทรกอย่างระวัง


    “คุณหนู”


    นางกล่าว “เวลาของเรามีจำกัด”


    มู่ชิงหลานไม่ได้หันไปมอง
    เพียงถามอี้ซินตรง ๆ


    “เจ้ายังจำต้นท้อท้ายหมู่บ้านได้หรือไม่”


    คำถามนั้นทำให้หัวใจของอี้ซินกระตุกแรง

    เขาไม่คิดว่านางจะถามต่อหน้าคนทั้งโถงเช่นนี้

    อี้ซินนิ่งไปเพียงเสี้ยวเดียว
    ก่อนตอบช้า ๆ


    “ข้าจำได้”


    “ทั้งต้นท้อ ทั้งลำธาร ทั้งก้อนหินแบนที่เจ้าชอบนั่งอ่านหนังสือ”

    “และทั้งผ้าเช็ดหน้าผืนนั้น”


    ประโยคสุดท้ายทำให้ขนตาของมู่ชิงหลานสั่นแผ่ว
    มู่เจิ้งอวิ๋นกับมู่ซูอวิ๋นต่างหันมามองนางพร้อมกัน
    เห็นได้ชัดว่าไม่คิดว่าอี้ซินจะตอบลึกถึงเพียงนั้น

    มู่ชิงหลานจึงค่อย ๆ สูดลมหายใจเข้า
    ก่อนกล่าวเสียงต่ำลง


    “เช่นนั้นก็ดี”
    “อย่างน้อยเจ้ายังไม่ลืมทั้งหมด”


    อี้ซินจ้องนาง
    สายตาคมของเขาหนักแน่นขึ้นอีกชั้น


    “แต่ดูเหมือนจะมีคนบางพวกอยากให้ข้าลืม”
    เขาว่า “และอยากให้ข้าตัดทุกอย่างทิ้ง”


    มู่เจิ้งอวิ๋นสีหน้าเปลี่ยนในทันที


    “เจ้า..!!”


    แต่ยังไม่ทันกล่าวจบ
    มู่ชิงหลานก็เอ่ยขึ้นก่อนอีกครา


    “ใช่”


    นางกล่าวชัด “มีคนเช่นนั้นจริง”


    ทั่วโถงพลันเงียบสนิท

    แม้แต่มู่เจิ้งอวิ๋นยังนิ่งงันไปครู่หนึ่ง
    เพราะไม่คิดว่านางจะเปิดคำนี้ออกมาตรง ๆ

    อี้ซินดวงตาวูบ
    ทว่าไม่ได้พูดแทรก
    เพียงปล่อยให้นางกล่าวต่อ

    มู่ชิงหลานยืนอยู่ท่ามกลางแสงบ่ายอ่อน
    สีหน้าของนางยังคงสงบเย็น
    แต่ถ้อยคำที่ออกมาครานี้กลับหนักแน่นกว่าก่อนชัดเจน


    “โลกภายนอกกล่าวว่าตระกูลมู่ตีตัวออกห่างจากเจ้า”
    “คำนี้...ไม่ผิดทั้งหมด”


    นางหยุดเพียงน้อย


    “แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด”


    คำพูดนั้นทำให้ลมหายใจในอกของอี้ซินชะงักวูบ

    มู่ซูอวิ๋นขมวดคิ้ว


    “คุณหนูชิงหลาน เรื่องบางเรื่องไม่ควรกล่าวในที่นี้...”


    “หากไม่กล่าวที่นี่”


    นางตัดบทอย่างเย็นสงบ “วันหน้าก็จะยิ่งมีแต่คำโกหกทับถมมากกว่าเดิม”


    จากนั้นนางจึงมองอี้ซินตรง ๆ อีกครา
    ดวงตาคู่งามของนางในเวลานี้ไม่เพียงเย็น
    แต่ลึก และหนักเสียจนผู้ที่จ้องอยู่อาจรู้สึกเหมือนถูกดึงให้ตกลงไปในสิ่งที่นางกดซ่อนไว้มานาน


    “ข้าไม่เคยยื่นคำขอตัดพันธะด้วยตนเอง”


    นางกล่าวช้า ๆ ทีละคำ “และข้าก็ไม่เคยเอ่ยดูหมิ่นเจ้าแม้แต่ครั้งเดียว”



    ประโยคนั้นตกลงกลางโถงดุจสายฟ้าเงียบ

    ศิษย์รับใช้สองคนด้านไกลถึงกับหน้าเปลี่ยน
    มู่เจิ้งอวิ๋นกับมู่ซูอวิ๋นเองก็ตึงขึ้นพร้อมกัน

    อี้ซินยืนนิ่งไม่ไหวแม้แต่น้อย
    แต่ในใจกลับมีคลื่นหนักซัดขึ้นอย่างรุนแรง

    เขาเคยเดา
    เคยสงสัย
    เคยคิดว่าบางอย่างอาจไม่ใช่เพียงสิ่งที่โลกพูด

    แต่การได้ยินจากปากนางตรง ๆ เช่นนี้
    กลับทำให้ความรู้สึกทั้งหมดในอดีตถูกปลุกขึ้นมาพร้อมกันอย่างยากระงับ


    “เช่นนั้นผู้ใดยื่น”


    เขาถามในที่สุด

    มู่ชิงหลานนิ่งอยู่เพียงครู่
    ก่อนตอบเสียงต่ำ


    “ไม่ใช่เรื่องที่ข้าจะพูดได้ทั้งหมดในตอนนี้”


    มู่เจิ้งอวิ๋นจึงฉวยโอกาสกล่าวแทรกทันที
    น้ำเสียงเย็นลงกว่าก่อน


    “พอได้แล้ว”


    เขากล่าว “เรื่องเก่าเป็นเรื่องเก่า”


    “ต่อให้มีผู้ใดเคยพูดหรือไม่พูดอะไร ยามนี้โลกก็เปลี่ยนไปแล้ว”
    “ตระกูลมู่มิใช่ที่ที่ผู้ใดจะก้าวขึ้นมาแตะต้องได้เพียงเพราะชนะคนไม่กี่คนในสำนักเล็ก”


    ครานี้อี้ซินจึงหันไปมองเขาเต็ม ๆ

    ดวงตาคมของเขาเย็นจนมู่เจิ้งอวิ๋นต้องรู้สึกแปลบกลางอกอย่างประหลาด
    แม้จะอยู่สูงกว่าฝ่ายตรงข้ามหลายส่วนก็ตาม


    “สำนักเล็ก?”


    อี้ซินทวนคำอย่างแผ่วช้า


    “หากท่านดูแคลนเมฆาครามเพียงนั้น เหตุใดจึงยังต้องเข้ามาเหยียบธรณีของที่นี่ด้วยตนเอง”


    คำถามนั้นคมราวเข็มพิษ

    มู่เจิ้งอวิ๋นสีหน้าแข็ง
    มู่ซูอวิ๋นเองก็เงียบไปชั่วอึดใจ

    เพราะมันจริง

    หากเมฆาครามไร้ค่าโดยสิ้นเชิง
    เหตุใดคนของตระกูลมู่ต้องมาเอง
    เหตุใดมู่ชิงหลานต้องเดินทางมาถึงที่นี่ด้วยตนเอง
    และเหตุใดหลายฝ่ายจึงเริ่มจับตาสำนักเล็กแห่งนี้พร้อมกัน

    มู่ชิงหลานเห็นสถานการณ์กำลังพุ่งชน
    จึงค่อยก้าวออกมาครึ่งก้าว

    เพียงครึ่งก้าวนั้น
    กลับทำให้มู่เจิ้งอวิ๋นต้องกลืนคำพูดที่ค้างอยู่ลงไป

    นางหันมามองอี้ซินอีกครั้ง
    ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงที่นุ่มลงเพียงเสี้ยวเดียว ทว่าเสี้ยวนั้นกลับชัดเจนนัก


    “ข้ามาในวันนี้”


    นางว่า “มิใช่เพื่อตัดอะไรให้ขาด”


    “แต่เพื่อให้เจ้ารู้ว่า มีบางเรื่องยังไม่จบ”


    อี้ซินมองนางไม่ละสายตา


    “แล้วเจ้าต้องการสิ่งใดจากข้า”


    มู่ชิงหลานเงียบไปหนึ่งลมหายใจเต็ม
    แสงบ่ายตกต้องใบหน้าอันงดงามของนางจนผิวขาวนั้นแทบเรืองขึ้นอ่อน ๆ
    ขนตายาวสั่นเพียงน้อยก่อนนางจะตอบ


    “ข้าต้องการให้เจ้ามีชีวิตอยู่จนถึงวันที่สามารถพูดทุกอย่างให้จบได้”


    คำตอบนี้หาใช่คำหวานไม่
    กลับเรียบ เย็น และสั้น

    แต่ผู้ใดได้ยินย่อมเข้าใจทันทีว่า
    นางกำลังเตือนเขา
    และกำลังห่วงเขา
    โดยไม่ยอมลดศักดิ์ศรีของตนลงแม้ครึ่งส่วน

    อี้ซินดวงตาไหววูบ

    สือเหยียนที่แอบยืนอยู่ไกลลิบแทบไม่กล้าหายใจเสียงดัง
    เพราะรู้ดีว่าถ้อยคำเช่นนี้ออกจากปากหญิงอย่างมู่ชิงหลาน ย่อมหาใช่เรื่องเบาไม่

    มู่เจิ้งอวิ๋นกลับสีหน้าหนักลงอีกหลายส่วน


    “คุณหนู”


    เขากล่าวเสียงเข้ม “พูดพอแล้ว”


    “สถานะของท่าน..!!”


    “สถานะของข้า”


    มู่ชิงหลานเอ่ยตัดอย่างสงบนิ่ง


    “ข้าย่อมรู้ดีว่าคือสิ่งใด”


    จากนั้นนางจึงหันกลับมามองอี้ซินเป็นครั้งสุดท้ายในวันนี้


    “อีกไม่กี่วัน”


    นางกล่าว “จะมีงานเลี้ยงรับรองแขกภายในสำนัก”


    “วันนั้น…หากเจ้ากล้ายืนหยัดต่อหน้าคนทั้งหลาย”


    นางหยุดเพียงเสี้ยว


    “ข้าก็จะไม่หลบอยู่หลังม่านอีก”


    ประโยคนั้นมิใช่เพียงคำเชื้อเชิญ
    แต่เป็นการประกาศกลาย ๆ ว่า
    นางจะไม่ยอมปล่อยให้เรื่องนี้ถูกคนอื่นบิดเบือนไปตามใจอีกต่อไป

    อี้ซินตอบช้า ๆ
    น้ำเสียงของเขาหนักแน่นยิ่งกว่าเดิม


    “ข้าย่อมต้องไป”


    ดวงตาของมู่ชิงหลานจึงอ่อนลงเพียงเล็กน้อย
    น้อยยิ่งกว่าผู้ใดในโถงจะจับได้ชัด
    แต่มันมีอยู่จริง

    แล้วนางก็หันกายกลับไปยังตำแหน่งเดิม

    บทสนทนาในวันนี้ดูเผิน ๆ แล้วไม่ได้มีอะไรมากมาย
    แต่สิ่งที่ถูกเปิดออกกลับหนักยิ่งกว่าศึกประลองหลายครา

    อี้ซินไม่ได้รั้งอยู่ต่อ
    เขาเพียงประสานมือให้ตามธรรมเนียมครั้งหนึ่ง
    ก่อนหมุนกายจากโถงรับแขกอย่างสงบ

    เขาเดินออกจากจวนท่ามกลางสายตาหลายคู่
    แต่ทุกก้าวกลับมั่นคงยิ่งกว่าเดิม
    เพราะอย่างน้อยในวันนี้
    สิ่งหนึ่งที่เคยเป็นหนามลึกอยู่ในใจ
    ได้ถูกดึงออกมาให้เห็นแสงแล้ว

    มันยังไม่หลุดพ้นทั้งหมด
    แต่มันมิได้จมอยู่ในความมืดอีกต่อไป

    เมื่อพ้นแนวประตูจวน
    สือเหยียนก็รีบเดินตามมาทันที
    สีหน้าของเขาในครานี้ซับซ้อนยิ่งกว่าครั้งใด


    “ข้าว่า...”


    เขาหยุดไปอึดใจก่อนจะกล่าวต่อ


    “วันนี้เจ้าไม่ได้มาพบคู่หมั้นเก่าเพียงอย่างเดียว”
    “แต่เหมือนเปิดศึกกับทั้งตระกูลไปพร้อมกันแล้ว”


    อี้ซินมองไปยังยอดสนไกล
    สายตานิ่งลึกดุจขอบฟ้ายามอัสดง


    “ศึกนี้”


    เขากล่าวเรียบ “มันเปิดมานานแล้ว”


    “เพียงวันนี้...ข้าเพิ่งได้ยินจากปากนางว่า มันยังไม่จบเท่านั้น”


    ลมบ่ายพัดผ่านแนวสนแรงขึ้น
    เงาเมฆเหนือยอดเขาค่อย ๆ เคลื่อนต่ำ

    ในขณะเดียวกัน
    ลานหินแห่งหนึ่งทางทิศเหนือของจวนรับแขก
    ชายสองคนในชุดศิษย์ชั้นในสายเรือนเมฆาดำกำลังยืนอยู่ใต้เงาผา
    หนึ่งในนั้นคือชายหน้าซีดตาเรียวที่เคยปะทะคารมกับอี้ซินกลางลานเทพยุทธ์เมื่อครู่

    เขามองเงาหลังของอี้ซินจากระยะไกล
    รอยยิ้มเย็น ๆ ค่อย ๆ คลี่ขึ้นที่มุมปาก


    “ดูท่า”


    มันกล่าวแผ่วเบา “เรื่องตระกูลมู่คงจะเล่นได้ง่ายกว่าที่คิด”


    อีกคนถามเสียงต่ำ


    “จะรายงานศิษย์พี่ใหญ่เลยหรือไม่”


    ชายตาเรียวส่ายหน้า


    “ไม่”
    “ปล่อยให้ไฟลามไปก่อน”
    “ยิ่งผูกพันกันลึกเท่าใด...ยามตัดขาดจึงยิ่งเจ็บเท่านั้น”


    มันหัวเราะหึเบา ๆ
    ดวงตาเย็นจัด


    “และคนที่เจ็บที่สุดในครั้งนั้น”


    มันกล่าว


    “อาจไม่ใช่เพียงอี้ซินผู้เดียว”


    ลมเย็นพัดผ่านเงาผา
    กลิ่นอายอันตรายจึงยิ่งข้นขึ้นอย่างเงียบงัน

    ตกเย็นวันเดียวกัน
    อี้ซินกลับถึงเรือนศิษย์ชั้นในของตน

    เขาไม่ได้เรียกใคร
    ไม่รับแขก
    ไม่ออกจากเรือนอีก

    ทันทีที่ประตูปิด
    จิตเขาก็แตะเข้าสู่แหวนมิติเทวะในชั่วพริบตา

    โลกภายในแหวนเปิดรับเขาอีกครั้งอย่างสงบ
    ท้องฟ้าครามลึก
    ลมพัดเอื่อย
    พลังปราณหนาแน่นกว่านอกโลกถึงสามเท่าโอบล้อมกายทันที

    อี้ซินก้าวไปกลางลานศิลาดำ
    นิลกาฬกลืนดาราปรากฏขึ้นในมือพร้อมเสียงครางต่ำหนักแน่น

    วันนี้ใจเขาไม่สงบ
    และเมื่อใจไม่สงบ เขายิ่งต้องใช้คมจากดาบตัดสิ่งฟุ้งซ่านออก

    เขายกดาบขึ้น

    กระแสปราณหนาแน่นในโลกเล็กพลันตอบรับ
    พลังสิบห้วงดาราเปิดเพียงเสี้ยว
    ท่าเท้าสิบดารากลืนฟ้าพลันแผ่เงาออกหลายชั้น


    ก้าวแรก—เงาหนึ่งค้าง
    ก้าวที่สอง—ร่างจริงข้ามไปอีกฟาก
    ก้าวที่สาม—คมดาบกรีดอากาศเกิดคลื่นสีดำเงินเสี้ยวหนึ่ง
    ก้าวที่สี่—แรงกดจากนิลกาฬกลืนดาราทับลงบนศิลาดำจนเกิดรอยลึก


    เขาฝึกซ้ำแล้วซ้ำเล่า
    จนวันภายนอกยังไม่ทันมืดเต็มที่
    ภายในแหวนกลับผ่านไปหลายวันแล้ว

    ทุกก้าวที่เขาเหยียบลงบนพื้นโลกเล็ก
    ทุกคลื่นดาบที่แหวกอากาศ
    ทุกจังหวะเปิดชีพจรดารา
    ล้วนยิ่งทำให้กาย ปราณ และวิชาของเขากลมกลืนกันแน่นขึ้นทีละส่วน

    และในที่สุด เมื่อเขาหยุดลงหลังฝึกอยู่นานหลายวันภายในแหวน

    อี้ซินจึงรับรู้ได้อย่างชัดเจนว่า
    หลังจากพบมู่ชิงหลานในวันนี้
    สิ่งที่สั่นไหวในใจกลับไม่ได้ทำให้คมกล้าของเขาทื่อลง
    หากกลับถูกขัดเกลาให้คมยิ่งกว่าเดิมเสียอีก

    เพราะจากนี้ไป
    เขาไม่ได้กำลังสู้เพื่อเอาชนะศิษย์ในสำนักเพียงไม่กี่คนแล้ว

    หากกำลังจะก้าวเข้าไปในศึกของ
    ตระกูล
    พันธะ
    อำนาจ
    และเงามืดที่ซ่อนอยู่ลึกกว่าที่ผู้คนในเมฆาครามจะคาดคิด

    อี้ซินจึงกดปลายดาบลงบนพื้นศิลาเบื้องหน้า
    แววตาคมลึกนิ่งดุจห้วงน้ำใต้ฟ้ายามราตรี


    “ไม่ว่าผู้ใดอยากตัดสิ่งนี้ให้ขาด”


    เขาพึมพำแผ่วเบา


    “ก็จงมาลองดู”


    ลมในโลกเล็กพัดผ่าน
    พลังปราณโดยรอบไหวเป็นวงกว้าง

    และในความเงียบอันหนาแน่นนั้น
    คลื่นลูกใหม่ของเมฆาคราม…ก็กำลังรวมตัวเข้าหากันอีกขั้นแล้ว

    คล้ายกับเรื่องพลิกฟ้าครองดารา ที่คุณอ่าน

    นี่ข้าเป็นเพียงตัวประกอบงั้นรึ

    นี่ข้าเป็นเพียงตัวประกอบงั้นรึ

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    215K 948
    สดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว]

    สดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว]

    นิยาย แฟนตาซี
    9.93M 1273
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    คัมภีร์ลับแห่งฉางอัน [แปลจบแล้ว]

    คัมภีร์ลับแห่งฉางอัน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    388K 744
    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    นิยาย แฟนตาซี
    161K 179
    หนิงเทียน จักรพรรดิเซียนพฤกษา (จบ)

    หนิงเทียน จักรพรรดิเซียนพฤกษา (จบ)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    449K 1017
    ยอดคุณพ่อขั้นเทพ

    ยอดคุณพ่อขั้นเทพ

    นิยาย แฟนตาซี
    235K 400
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    355K 668
    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    3.72M 1271