เมฆสีเทาเงินลอยต่ำเหนือยอดเขา
ลมภูเขาพัดเอากลิ่นสนและไอชื้นของธารสายเล็กไหลเวียนอยู่ระหว่างเรือนรับรองแขกชั้นใน
เงาไม้ทอดยาวบนพื้นศิลา
ทุกอย่างดูสงบ เรียบร้อย และสูงส่งสมเป็นสถานที่รับรองแขกจากตระกูลใหญ่ภายนอก
ทว่ายิ่งจวนรับแขกสงบนิ่งเพียงใด
คลื่นใต้เงาสงบนั้นก็ยิ่งหนักหนาเพียงนั้น
อี้ซินยืนอยู่บนชานหินต่ำด้านนอก
อาภรณ์ชั้นในสีดำเข้มเรียบง่ายต้องลมบางไสว
แหวนมิติเทวะซ่อนสงบอยู่บนปลายนิ้ว
หยกดาราในกายแผ่ม่านบางกลบทุกความผิดปกติไว้เบื้องลึกสุด
ทำให้ปราณรอบกายเขาในเวลานี้ แม้ยังหนักแน่นเกินศิษย์รุ่นเดียวกันอยู่มาก
แต่ก็มิได้เปิดเผยร่องรอยแปลกพิสดารเกินควรแก่สายตาผู้อื่น
นิลกาฬกลืนดารามิได้อยู่บนบ่าเขาในวันนี้
หากผู้ใดเห็นเช่นนี้ ย่อมคิดว่าอี้ซินเลือกมาพบแขกสำคัญโดยไม่พกอาวุธ
ทว่าไม่มีผู้ใดรู้ว่า ดาบยักษ์นิลกาฬซึ่งแม้แต่ผู้ฝึกยุทธ์ระดับสูงยังต้องตื่นตะลึง บัดนี้กำลังนอนสงบนิ่งอยู่ในโลกใบเล็กภายในแหวนมิติเทวะ
ที่พร้อมจะให้เขาเรียกใช้ได้ทุกเวลา
ด้านหน้าจวนรับแขก
มีศิษย์ชั้นในรับใช้กับคนของตระกูลภายนอกยืนอยู่เป็นระยะ
คนเหล่านั้นเมื่อเห็นอี้ซินเดินมาถึง ต่างพากันกวาดตามองโดยพร้อมเพรียงกัน
ชื่อของเขาในเมฆาครามเวลานี้
มิใช่ชื่อที่ผู้ใดทำเมินเฉยได้อีกแล้ว
โดยเฉพาะเมื่อทุกคนรู้ว่า คนผู้นี้เพิ่งปีนขึ้นไปอยู่บนป้ายเทพยุทธ์
เพิ่งบดขยี้ศิษย์ชั้นในจนหมดสภาพไป
และยังเกี่ยวพันกับข่าวลือมากมายจากแดนทดสอบบรรพกาล
ศิษย์รับใช้คนหนึ่งรีบก้าวมาคำนับ
“ศิษย์พี่อี้”
เขากล่าวด้วยน้ำเสียงสำรวมชัดเจน “แขกจากตระกูลมู่กำลังรออยู่ภายในแล้ว”
อี้ซินพยักหน้าเพียงน้อย
ไม่กล่าวสิ่งใดมากกว่านั้น
ก่อนก้าวผ่านธรณีจวนเข้าไป
ภายในโถงรับแขกกว้างขวางกว่าที่มองจากภายนอก
พื้นปูด้วยแผ่นศิลาเรียบสีเทาอ่อน
สองข้างผนังแขวนภาพเขียนภูผาและเมฆหมอก
เตากำยานหยกขาวส่งกลิ่นหอมเย็นจาง ๆ
เสียงลมลอดผ่านม่านแพรโปร่งดังแผ่วเบาราวกระซิบ
บนตำแหน่งรับรองแขกเบื้องหน้า
มีคนอยู่แล้วสามคน
คนแรกเป็นชายวัยกลางคนในอาภรณ์สีครามปักลายเมฆเงิน
ใบหน้าเรียว ดวงตาแคบ คิ้วเรียวเข้ม
เพียงนั่งนิ่งก็แผ่กลิ่นอายกดดันอย่างผู้คุ้นเคยกับฐานะสูงส่งมาช้านาน
แม้มิได้ถึงระดับที่ทำให้อี้ซินหวาดเกรง
แต่ก็เห็นได้ชัดว่าเป็นผู้มากประสบการณ์และไม่ง่ายที่จะรับมือ
คนที่สองเป็นหญิงวัยกลางคนในชุดม่วงอ่อน
สีหน้าเย็นสงบ
ทว่าดวงตาคมกริบจนน่าจะรู้ว่าเป็นคนระวังตัวสูง
การขยับมือขยับนิ้วของนางล้วนสำรวมและมีชั้นเชิง
ส่วนคนที่สาม…
เพียงก้าวเข้าโถงมองเห็นนางเต็มตา
แม้เตรียมใจไว้ก่อนแล้ว
ลมหายใจของอี้ซินก็ยังชะงักไปเสี้ยวหนึ่งอย่างห้ามไม่อยู่
..มู่ชิงหลาน..
นางนั่งอยู่ทางขวาของที่นั่งแขก
อาภรณ์ยาวสีฟ้าอมเขียวอ่อนห่มแนบเรือนกายอย่างเรียบสง่า
ชายแขนเสื้อและชายกระโปรงปักลายเมฆน้ำค้างสีเงินละเอียดอ่อน
ยิ่งขับให้เรือนกายอรชรของนางดูละมุนและสูงศักดิ์ไปพร้อมกัน
วันนี้นางมิได้อยู่หลังม่านหรืออยู่ไกลดังเมื่อก่อน
แต่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าอย่างชัดเจนเต็มสายตา
ใบหน้าของนางงดงามจนทำให้สิ่งสวยงามรอบโถงล้วนหม่นหมองลงในทันที
คิ้วเรียวรับกับดวงตาคู่งามลึกดุจสายน้ำสงบในราตรี
ขนตายาวทอดเงาเบาบนพวงแก้มขาวเนียน
จมูกโด่งพอดี
ริมฝีปากบางสีอ่อนนั้นหาใช่เย้ายวนไม่
หากงดงามอย่างเย็น ละเมียด และยากคาดเดา
มู่ชิงหลานมิใช่หญิงงามประเภทที่เผาใจคนด้วยความเร่าร้อนฉับพลัน
แต่งามแบบที่ยิ่งมอง ยิ่งลึกซึ้ง
ยิ่งเงียบ ยิ่งสะกดใจ
ยิ่งสงบ ยิ่งดึงดูดให้ผู้คนอยากรู้ว่าส่วนลึกในดวงตานั้นกำลังเก็บสิ่งใดไว้กันแน่
ยามนางเงยหน้ามองเขา
โลกทั้งโถงกลับดูเหมือนถูกตัดให้เงียบลงทันใด
อี้ซินมองนาง
นางก็มองเขา
เพียงเสี้ยวเวลานั้น
ทั้งโถงเหมือนไม่มีผู้ใดอื่นอยู่อีก
ภาพวัยเยาว์ใต้ต้นท้อท้ายหมู่บ้าน
คำพูดสั้น ๆ ที่ไม่เคยต้องอธิบาย
วันเวลาที่เขาเคยถูกโลกดูแคลน
และเงาความเงียบอันยาวนานหลังจากนั้น
ล้วนไหลผ่านใจทั้งสองคนในชั่วขณะเดียว
แต่เสี้ยวขณะนั้นอยู่ได้ไม่นาน
ชายวัยกลางคนในอาภรณ์ครามจึงเอ่ยขึ้นก่อนด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“เจ้าก็คืออี้ซิน”
คำถามนั้นดูเหมือนเพียงยืนยันตัว
ทว่าแฝงแรงกดดันและการชั่งน้ำหนักอยู่เต็มที่
อี้ซินละสายตาจากมู่ชิงหลานในที่สุด
แล้วประสานมือเล็กน้อยตามธรรมเนียม
“ข้าคืออี้ซิน”
ชายวัยกลางคนกวาดตามองเขาตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าอย่างไม่ปิดบัง
คล้ายประเมินม้าตัวหนึ่งก่อนตัดสินราคา
แววตานั้นไม่ได้ดูหมิ่นหยาบ ๆ
แต่ก็ไม่มีความเคารพแม้แต่น้อย
“ได้ยินมามาก”
เขากล่าว “เพิ่งขึ้นป้ายเทพยุทธ์ของเมฆาครามได้ไม่นาน”
“ดูแล้ว…ก็นับว่ามีฝีมืออยู่บ้าง”
ประโยคนี้ฟังดูเป็นคำชมครึ่งหนึ่ง
แต่ความหมายแท้จริงกลับไม่ต่างจากบอกว่า
ต่อให้เจ้าโดดเด่นในสำนักเล็กแห่งนี้ ก็ยังไม่พอให้คนอย่างข้าต้องเห็นเป็นเรื่องใหญ่
อี้ซินสีหน้าไม่เปลี่ยน
เพียงกล่าวเรียบ
“ผู้ใดได้ยินมาก ย่อมมีสิทธิ์เชื่อเพียงครึ่งเดียว”
ชายวัยกลางคนเลิกคิ้วนิดหนึ่ง
คล้ายไม่คิดว่าเขาจะตอบเช่นนี้โดยไม่ยำเกรงเลยแม้แต่เสี้ยว
หญิงวัยกลางคนข้างกันจึงเอ่ยขึ้นบ้าง
“นามของข้าคือ มู่ซูอวิ๋น”
นางกล่าวเสียงเรียบ “ผู้นี้คือ มู่เจิ้งอวิ๋น”
“พวกข้าติดตามคุณหนูชิงหลานมาที่เมฆาคราม”
อี้ซินพยักหน้า
“ข้ารับทราบแล้ว”
คำตอบสั้น กระชับ และไม่เกินความจำเป็นนั้น
ทำให้ดวงตาของมู่ชิงหลานไหวเบา ๆ เสี้ยวหนึ่ง
เมื่อก่อนอี้ซินต่อหน้าผู้ใหญ่ของตระกูลใหญ่ ย่อมไม่มีวันยืนสงบเช่นนี้ได้
แต่บัดนี้เขากลับไม่อ่อนข้อ ไม่ต่ำต้อย และไม่ปล่อยให้ตนถูกกดลงแม้ครึ่งส่วน
มู่เจิ้งอวิ๋นเห็นดังนั้น
น้ำเสียงจึงเย็นลงอีกระดับ
“เจ้าไม่ถามหรือว่าพวกเรามาทำอะไร”
อี้ซินมองเขานิ่ง ๆ
“หากอยากบอก”
เขาตอบ “ย่อมไม่ต้องรอให้ข้าถาม”
ลมในโถงเหมือนเย็นลงฉับพลัน
แม้แต่มู่ซูอวิ๋นยังหรี่ตา
เพราะประโยคนี้ฟังสุภาพอยู่ครึ่งหนึ่ง
แต่ในอีกครึ่งกลับแฝงคมไว้ชัดเจนอย่างยากมองข้าม
มู่เจิ้งอวิ๋นหัวเราะหึเบา ๆ
ทว่ารอยยิ้มนั้นไม่แตะดวงตาเลยแม้แต่น้อย
“ดี”
เขาว่า “เช่นนั้นข้าจะพูดตรง ๆ”
“ตระกูลมู่มีพันธะเก่ากับเจ้า”
“เรื่องนี้เจ้าย่อมรู้”
อี้ซินไม่ตอบ
เพียงยืนฟัง
“แต่พันธะก็คือพันธะ”
มู่เจิ้งอวิ๋นกล่าวต่อ “ใช่ว่าผูกไว้แล้วจะคงอยู่ตลอดไปโดยไม่ต้องดูความเหมาะสม”
คำว่า “ความเหมาะสม” ถูกกล่าวออกมาช้า ๆ
แต่หนักแน่นจงใจยิ่ง
ศิษย์รับใช้สองคนที่ยืนอยู่ไกลออกไปถึงกับหลุบตาลงทันที
เพราะต่อให้โง่เพียงใดก็ฟังออกว่า
ผู้แทนจากตระกูลมู่กำลังใช้ถ้อยคำที่มีคมกว่าดาบกดใส่อี้ซินตรง ๆ แล้ว
มู่ชิงหลานนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนจะเอ่ยขึ้นเป็นครั้งแรกหลังจากเขาเข้ามา
“ลุงเจิ้ง”
เสียงของนางไม่ดัง
แต่เย็น สงบ และคมพอจะทำให้บรรยากาศหยุดชะงักในพริบตา
มู่เจิ้งอวิ๋นหันมามองนาง
นางกลับไม่ได้มองเขา
หากยังคงมองอี้ซินอยู่
“ข้ามาที่นี่”
นางกล่าวช้า ๆ “เพื่อพูดบางเรื่องให้ชัดเจน มิใช่เพื่อให้ผู้ใดใช้คำไม่งามแทนข้า”
ประโยคนั้นทำให้มู่เจิ้งอวิ๋นสีหน้าแข็งไปเล็กน้อย
มู่ซูอวิ๋นเองก็ดวงตาไหววาบ
อี้ซินมองมู่ชิงหลานตรง ๆ
หัวใจของเขาหนักแน่นขึ้นอย่างบอกไม่ถูก
แม้ถ้อยคำนี้จะไม่ได้อ่อนโยน
แต่มันก็ชัดแล้วว่า นางยังไม่ยอมให้ผู้อื่นเหยียบศักดิ์ศรีเขาตรงหน้าโดยง่าย
มู่ชิงหลานจึงลุกขึ้นยืนช้า ๆ
เพียงการยืนขึ้นอย่างเงียบงัน
ความงามและศักดิ์ศรีของนางกลับยิ่งกดทั้งโถงให้เงียบลงอีกชั้นหนึ่ง
ชายแขนเสื้อสีฟ้าอ่อนพลิ้วเพียงน้อย
ดวงตาคู่งามยังนิ่งดุจผิวน้ำเย็น แต่ในส่วนลึกกลับคล้ายเก็บคลื่นไว้หลายชั้น
“อี้ซิน”
นางเอ่ยนามเขาเป็นครั้งแรกหลังจากพบกันในวันนี้
สองพยางค์นั้นทำให้ในอกของเขาไหวขึ้นเพียงเล็กน้อย
เพราะน้ำเสียงของนางยังคงเหมือนในอดีตอยู่บางส่วน
แม้จะเย็นขึ้น นิ่งขึ้น และไกลขึ้นกว่าเดิมมากก็ตาม
“ข้าได้รับข่าวของเจ้ามานานแล้ว”
นางกล่าว “ทั้งเรื่องป้ายเทพยุทธ์ เรื่องแดนทดสอบ และเรื่องศึกเมื่อวาน”
อี้ซินตอบเพียงว่า
“เช่นนั้นหรือ”
มู่ชิงหลานจ้องเขานิ่งอยู่ครู่หนึ่ง
เหมือนจะอ่านบางสิ่งในแววตานั้นให้ลึกกว่าเปลือกนอก
“เจ้าต่างจากเมื่อก่อนมาก”
นางกล่าว
คำพูดธรรมดาเพียงประโยคเดียว
แต่เมื่อออกจากปากนางกลับมีน้ำหนักแปลกประหลาด
คล้ายบอกถึงทั้งความตกใจ ความรับรู้ และเงาของความชื่นชมบางส่วนที่นางกดไว้ไม่ให้เล็ดลอดเกินไป
อี้ซินมุมปากขยับน้อยยิ่ง
“คนเราหากไม่เปลี่ยน”
เขาตอบเรียบ “ก็คงมีแต่ถูกโลกเหยียบจนจมลงดิน”
มู่ชิงหลานเงียบไปชั่วอึดใจ
ประโยคนั้นไม่ได้กล่าวโทษนาง
ไม่ได้กล่าวโทษตระกูลมู่โดยตรง
แต่กลับเจ็บยิ่งกว่าคำตำหนิใด
เพราะมันจริง
ในวันที่ทั้งโลกมองเขาเป็นสวะ
นางเอง...แม้ไม่เคยเหยียบย่ำเขาด้วยตนเอง
แต่ก็ไม่อาจยืนต้านเสียงทั้งโลกได้
มู่ซูอวิ๋นเห็นบรรยากาศเริ่มลึกจนเกินไป
จึงเอ่ยแทรกอย่างระวัง
“คุณหนู”
นางกล่าว “เวลาของเรามีจำกัด”
มู่ชิงหลานไม่ได้หันไปมอง
เพียงถามอี้ซินตรง ๆ
“เจ้ายังจำต้นท้อท้ายหมู่บ้านได้หรือไม่”
คำถามนั้นทำให้หัวใจของอี้ซินกระตุกแรง
เขาไม่คิดว่านางจะถามต่อหน้าคนทั้งโถงเช่นนี้
อี้ซินนิ่งไปเพียงเสี้ยวเดียว
ก่อนตอบช้า ๆ
“ข้าจำได้”
“ทั้งต้นท้อ ทั้งลำธาร ทั้งก้อนหินแบนที่เจ้าชอบนั่งอ่านหนังสือ”
“และทั้งผ้าเช็ดหน้าผืนนั้น”
ประโยคสุดท้ายทำให้ขนตาของมู่ชิงหลานสั่นแผ่ว
มู่เจิ้งอวิ๋นกับมู่ซูอวิ๋นต่างหันมามองนางพร้อมกัน
เห็นได้ชัดว่าไม่คิดว่าอี้ซินจะตอบลึกถึงเพียงนั้น
มู่ชิงหลานจึงค่อย ๆ สูดลมหายใจเข้า
ก่อนกล่าวเสียงต่ำลง
“เช่นนั้นก็ดี”
“อย่างน้อยเจ้ายังไม่ลืมทั้งหมด”
อี้ซินจ้องนาง
สายตาคมของเขาหนักแน่นขึ้นอีกชั้น
“แต่ดูเหมือนจะมีคนบางพวกอยากให้ข้าลืม”
เขาว่า “และอยากให้ข้าตัดทุกอย่างทิ้ง”
มู่เจิ้งอวิ๋นสีหน้าเปลี่ยนในทันที
“เจ้า..!!”
แต่ยังไม่ทันกล่าวจบ
มู่ชิงหลานก็เอ่ยขึ้นก่อนอีกครา
“ใช่”
นางกล่าวชัด “มีคนเช่นนั้นจริง”
ทั่วโถงพลันเงียบสนิท
แม้แต่มู่เจิ้งอวิ๋นยังนิ่งงันไปครู่หนึ่ง
เพราะไม่คิดว่านางจะเปิดคำนี้ออกมาตรง ๆ
อี้ซินดวงตาวูบ
ทว่าไม่ได้พูดแทรก
เพียงปล่อยให้นางกล่าวต่อ
มู่ชิงหลานยืนอยู่ท่ามกลางแสงบ่ายอ่อน
สีหน้าของนางยังคงสงบเย็น
แต่ถ้อยคำที่ออกมาครานี้กลับหนักแน่นกว่าก่อนชัดเจน
“โลกภายนอกกล่าวว่าตระกูลมู่ตีตัวออกห่างจากเจ้า”
“คำนี้...ไม่ผิดทั้งหมด”
นางหยุดเพียงน้อย
“แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด”
คำพูดนั้นทำให้ลมหายใจในอกของอี้ซินชะงักวูบ
มู่ซูอวิ๋นขมวดคิ้ว
“คุณหนูชิงหลาน เรื่องบางเรื่องไม่ควรกล่าวในที่นี้...”
“หากไม่กล่าวที่นี่”
นางตัดบทอย่างเย็นสงบ “วันหน้าก็จะยิ่งมีแต่คำโกหกทับถมมากกว่าเดิม”
จากนั้นนางจึงมองอี้ซินตรง ๆ อีกครา
ดวงตาคู่งามของนางในเวลานี้ไม่เพียงเย็น
แต่ลึก และหนักเสียจนผู้ที่จ้องอยู่อาจรู้สึกเหมือนถูกดึงให้ตกลงไปในสิ่งที่นางกดซ่อนไว้มานาน
“ข้าไม่เคยยื่นคำขอตัดพันธะด้วยตนเอง”
นางกล่าวช้า ๆ ทีละคำ “และข้าก็ไม่เคยเอ่ยดูหมิ่นเจ้าแม้แต่ครั้งเดียว”
ประโยคนั้นตกลงกลางโถงดุจสายฟ้าเงียบ
ศิษย์รับใช้สองคนด้านไกลถึงกับหน้าเปลี่ยน
มู่เจิ้งอวิ๋นกับมู่ซูอวิ๋นเองก็ตึงขึ้นพร้อมกัน
อี้ซินยืนนิ่งไม่ไหวแม้แต่น้อย
แต่ในใจกลับมีคลื่นหนักซัดขึ้นอย่างรุนแรง
เขาเคยเดา
เคยสงสัย
เคยคิดว่าบางอย่างอาจไม่ใช่เพียงสิ่งที่โลกพูด
แต่การได้ยินจากปากนางตรง ๆ เช่นนี้
กลับทำให้ความรู้สึกทั้งหมดในอดีตถูกปลุกขึ้นมาพร้อมกันอย่างยากระงับ
“เช่นนั้นผู้ใดยื่น”
เขาถามในที่สุด
มู่ชิงหลานนิ่งอยู่เพียงครู่
ก่อนตอบเสียงต่ำ
“ไม่ใช่เรื่องที่ข้าจะพูดได้ทั้งหมดในตอนนี้”
มู่เจิ้งอวิ๋นจึงฉวยโอกาสกล่าวแทรกทันที
น้ำเสียงเย็นลงกว่าก่อน
“พอได้แล้ว”
เขากล่าว “เรื่องเก่าเป็นเรื่องเก่า”
“ต่อให้มีผู้ใดเคยพูดหรือไม่พูดอะไร ยามนี้โลกก็เปลี่ยนไปแล้ว”
“ตระกูลมู่มิใช่ที่ที่ผู้ใดจะก้าวขึ้นมาแตะต้องได้เพียงเพราะชนะคนไม่กี่คนในสำนักเล็ก”
ครานี้อี้ซินจึงหันไปมองเขาเต็ม ๆ
ดวงตาคมของเขาเย็นจนมู่เจิ้งอวิ๋นต้องรู้สึกแปลบกลางอกอย่างประหลาด
แม้จะอยู่สูงกว่าฝ่ายตรงข้ามหลายส่วนก็ตาม
“สำนักเล็ก?”
อี้ซินทวนคำอย่างแผ่วช้า
“หากท่านดูแคลนเมฆาครามเพียงนั้น เหตุใดจึงยังต้องเข้ามาเหยียบธรณีของที่นี่ด้วยตนเอง”
คำถามนั้นคมราวเข็มพิษ
มู่เจิ้งอวิ๋นสีหน้าแข็ง
มู่ซูอวิ๋นเองก็เงียบไปชั่วอึดใจ
เพราะมันจริง
หากเมฆาครามไร้ค่าโดยสิ้นเชิง
เหตุใดคนของตระกูลมู่ต้องมาเอง
เหตุใดมู่ชิงหลานต้องเดินทางมาถึงที่นี่ด้วยตนเอง
และเหตุใดหลายฝ่ายจึงเริ่มจับตาสำนักเล็กแห่งนี้พร้อมกัน
มู่ชิงหลานเห็นสถานการณ์กำลังพุ่งชน
จึงค่อยก้าวออกมาครึ่งก้าว
เพียงครึ่งก้าวนั้น
กลับทำให้มู่เจิ้งอวิ๋นต้องกลืนคำพูดที่ค้างอยู่ลงไป
นางหันมามองอี้ซินอีกครั้ง
ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงที่นุ่มลงเพียงเสี้ยวเดียว ทว่าเสี้ยวนั้นกลับชัดเจนนัก
“ข้ามาในวันนี้”
นางว่า “มิใช่เพื่อตัดอะไรให้ขาด”
“แต่เพื่อให้เจ้ารู้ว่า มีบางเรื่องยังไม่จบ”
อี้ซินมองนางไม่ละสายตา
“แล้วเจ้าต้องการสิ่งใดจากข้า”
มู่ชิงหลานเงียบไปหนึ่งลมหายใจเต็ม
แสงบ่ายตกต้องใบหน้าอันงดงามของนางจนผิวขาวนั้นแทบเรืองขึ้นอ่อน ๆ
ขนตายาวสั่นเพียงน้อยก่อนนางจะตอบ
“ข้าต้องการให้เจ้ามีชีวิตอยู่จนถึงวันที่สามารถพูดทุกอย่างให้จบได้”
คำตอบนี้หาใช่คำหวานไม่
กลับเรียบ เย็น และสั้น
แต่ผู้ใดได้ยินย่อมเข้าใจทันทีว่า
นางกำลังเตือนเขา
และกำลังห่วงเขา
โดยไม่ยอมลดศักดิ์ศรีของตนลงแม้ครึ่งส่วน
อี้ซินดวงตาไหววูบ
สือเหยียนที่แอบยืนอยู่ไกลลิบแทบไม่กล้าหายใจเสียงดัง
เพราะรู้ดีว่าถ้อยคำเช่นนี้ออกจากปากหญิงอย่างมู่ชิงหลาน ย่อมหาใช่เรื่องเบาไม่
มู่เจิ้งอวิ๋นกลับสีหน้าหนักลงอีกหลายส่วน
“คุณหนู”
เขากล่าวเสียงเข้ม “พูดพอแล้ว”
“สถานะของท่าน..!!”
“สถานะของข้า”
มู่ชิงหลานเอ่ยตัดอย่างสงบนิ่ง
“ข้าย่อมรู้ดีว่าคือสิ่งใด”
จากนั้นนางจึงหันกลับมามองอี้ซินเป็นครั้งสุดท้ายในวันนี้
“อีกไม่กี่วัน”
นางกล่าว “จะมีงานเลี้ยงรับรองแขกภายในสำนัก”
“วันนั้น…หากเจ้ากล้ายืนหยัดต่อหน้าคนทั้งหลาย”
นางหยุดเพียงเสี้ยว
“ข้าก็จะไม่หลบอยู่หลังม่านอีก”
ประโยคนั้นมิใช่เพียงคำเชื้อเชิญ
แต่เป็นการประกาศกลาย ๆ ว่า
นางจะไม่ยอมปล่อยให้เรื่องนี้ถูกคนอื่นบิดเบือนไปตามใจอีกต่อไป
อี้ซินตอบช้า ๆ
น้ำเสียงของเขาหนักแน่นยิ่งกว่าเดิม
“ข้าย่อมต้องไป”
ดวงตาของมู่ชิงหลานจึงอ่อนลงเพียงเล็กน้อย
น้อยยิ่งกว่าผู้ใดในโถงจะจับได้ชัด
แต่มันมีอยู่จริง
แล้วนางก็หันกายกลับไปยังตำแหน่งเดิม
บทสนทนาในวันนี้ดูเผิน ๆ แล้วไม่ได้มีอะไรมากมาย
แต่สิ่งที่ถูกเปิดออกกลับหนักยิ่งกว่าศึกประลองหลายครา
อี้ซินไม่ได้รั้งอยู่ต่อ
เขาเพียงประสานมือให้ตามธรรมเนียมครั้งหนึ่ง
ก่อนหมุนกายจากโถงรับแขกอย่างสงบ
เขาเดินออกจากจวนท่ามกลางสายตาหลายคู่
แต่ทุกก้าวกลับมั่นคงยิ่งกว่าเดิม
เพราะอย่างน้อยในวันนี้
สิ่งหนึ่งที่เคยเป็นหนามลึกอยู่ในใจ
ได้ถูกดึงออกมาให้เห็นแสงแล้ว
มันยังไม่หลุดพ้นทั้งหมด
แต่มันมิได้จมอยู่ในความมืดอีกต่อไป
เมื่อพ้นแนวประตูจวน
สือเหยียนก็รีบเดินตามมาทันที
สีหน้าของเขาในครานี้ซับซ้อนยิ่งกว่าครั้งใด
“ข้าว่า...”
เขาหยุดไปอึดใจก่อนจะกล่าวต่อ
“วันนี้เจ้าไม่ได้มาพบคู่หมั้นเก่าเพียงอย่างเดียว”
“แต่เหมือนเปิดศึกกับทั้งตระกูลไปพร้อมกันแล้ว”
อี้ซินมองไปยังยอดสนไกล
สายตานิ่งลึกดุจขอบฟ้ายามอัสดง
“ศึกนี้”
เขากล่าวเรียบ “มันเปิดมานานแล้ว”
“เพียงวันนี้...ข้าเพิ่งได้ยินจากปากนางว่า มันยังไม่จบเท่านั้น”
ลมบ่ายพัดผ่านแนวสนแรงขึ้น
เงาเมฆเหนือยอดเขาค่อย ๆ เคลื่อนต่ำ
ในขณะเดียวกัน
ลานหินแห่งหนึ่งทางทิศเหนือของจวนรับแขก
ชายสองคนในชุดศิษย์ชั้นในสายเรือนเมฆาดำกำลังยืนอยู่ใต้เงาผา
หนึ่งในนั้นคือชายหน้าซีดตาเรียวที่เคยปะทะคารมกับอี้ซินกลางลานเทพยุทธ์เมื่อครู่
เขามองเงาหลังของอี้ซินจากระยะไกล
รอยยิ้มเย็น ๆ ค่อย ๆ คลี่ขึ้นที่มุมปาก
“ดูท่า”
มันกล่าวแผ่วเบา “เรื่องตระกูลมู่คงจะเล่นได้ง่ายกว่าที่คิด”
อีกคนถามเสียงต่ำ
“จะรายงานศิษย์พี่ใหญ่เลยหรือไม่”
ชายตาเรียวส่ายหน้า
“ไม่”
“ปล่อยให้ไฟลามไปก่อน”
“ยิ่งผูกพันกันลึกเท่าใด...ยามตัดขาดจึงยิ่งเจ็บเท่านั้น”
มันหัวเราะหึเบา ๆ
ดวงตาเย็นจัด
“และคนที่เจ็บที่สุดในครั้งนั้น”
มันกล่าว
“อาจไม่ใช่เพียงอี้ซินผู้เดียว”
ลมเย็นพัดผ่านเงาผา
กลิ่นอายอันตรายจึงยิ่งข้นขึ้นอย่างเงียบงัน
ตกเย็นวันเดียวกัน
อี้ซินกลับถึงเรือนศิษย์ชั้นในของตน
เขาไม่ได้เรียกใคร
ไม่รับแขก
ไม่ออกจากเรือนอีก
ทันทีที่ประตูปิด
จิตเขาก็แตะเข้าสู่แหวนมิติเทวะในชั่วพริบตา
โลกภายในแหวนเปิดรับเขาอีกครั้งอย่างสงบ
ท้องฟ้าครามลึก
ลมพัดเอื่อย
พลังปราณหนาแน่นกว่านอกโลกถึงสามเท่าโอบล้อมกายทันที
อี้ซินก้าวไปกลางลานศิลาดำ
นิลกาฬกลืนดาราปรากฏขึ้นในมือพร้อมเสียงครางต่ำหนักแน่น
วันนี้ใจเขาไม่สงบ
และเมื่อใจไม่สงบ เขายิ่งต้องใช้คมจากดาบตัดสิ่งฟุ้งซ่านออก
เขายกดาบขึ้น
กระแสปราณหนาแน่นในโลกเล็กพลันตอบรับ
พลังสิบห้วงดาราเปิดเพียงเสี้ยว
ท่าเท้าสิบดารากลืนฟ้าพลันแผ่เงาออกหลายชั้น
ก้าวแรก—เงาหนึ่งค้าง
ก้าวที่สอง—ร่างจริงข้ามไปอีกฟาก
ก้าวที่สาม—คมดาบกรีดอากาศเกิดคลื่นสีดำเงินเสี้ยวหนึ่ง
ก้าวที่สี่—แรงกดจากนิลกาฬกลืนดาราทับลงบนศิลาดำจนเกิดรอยลึก
เขาฝึกซ้ำแล้วซ้ำเล่า
จนวันภายนอกยังไม่ทันมืดเต็มที่
ภายในแหวนกลับผ่านไปหลายวันแล้ว
ทุกก้าวที่เขาเหยียบลงบนพื้นโลกเล็ก
ทุกคลื่นดาบที่แหวกอากาศ
ทุกจังหวะเปิดชีพจรดารา
ล้วนยิ่งทำให้กาย ปราณ และวิชาของเขากลมกลืนกันแน่นขึ้นทีละส่วน
และในที่สุด เมื่อเขาหยุดลงหลังฝึกอยู่นานหลายวันภายในแหวน
อี้ซินจึงรับรู้ได้อย่างชัดเจนว่า
หลังจากพบมู่ชิงหลานในวันนี้
สิ่งที่สั่นไหวในใจกลับไม่ได้ทำให้คมกล้าของเขาทื่อลง
หากกลับถูกขัดเกลาให้คมยิ่งกว่าเดิมเสียอีก
เพราะจากนี้ไป
เขาไม่ได้กำลังสู้เพื่อเอาชนะศิษย์ในสำนักเพียงไม่กี่คนแล้ว
หากกำลังจะก้าวเข้าไปในศึกของ
ตระกูล
พันธะ
อำนาจ
และเงามืดที่ซ่อนอยู่ลึกกว่าที่ผู้คนในเมฆาครามจะคาดคิด
อี้ซินจึงกดปลายดาบลงบนพื้นศิลาเบื้องหน้า
แววตาคมลึกนิ่งดุจห้วงน้ำใต้ฟ้ายามราตรี
“ไม่ว่าผู้ใดอยากตัดสิ่งนี้ให้ขาด”
เขาพึมพำแผ่วเบา
“ก็จงมาลองดู”
ลมในโลกเล็กพัดผ่าน
พลังปราณโดยรอบไหวเป็นวงกว้าง
และในความเงียบอันหนาแน่นนั้น
คลื่นลูกใหม่ของเมฆาคราม…ก็กำลังรวมตัวเข้าหากันอีกขั้นแล้ว