จ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 5 ตอนที่ 127 ตระกูลจ้าว และ... สำนักเจ้าอสูรอีกครั้ง?

                หลังจากอสรพิษจู่โจมครั้งแรกพลาดเป้ามันก็บังคับตัววกกลับมาม้วนรัดใส่เทียนหมิง!

                อสรพิษรวดเร็วจนเทียนหมิงไม่อาจหลบเลี่ยงได้อีกครั้งแต่กระนั้นไป๋หยุนเฟยก็ติดตามมาถึง มันยื่นมือซ้ายกระชากคอเสื้อดึงเทียนหมิงถอยหลังขณะเดียวกันก็เหวี่ยงหมัดขวาชกใส่หัวอสรพิษเสียงดัง‘ผัวะ’

                ทันทีที่ไป๋หยุนเฟยดึงเทียนหมิงไปด้านหลังมันกับจิ้งหมิงเฟิงก็สำรวจรอบด้านอย่างละเอียดด้วยสายตาตื่นตัว

                ระหว่างที่ช่วยเหลือเทียนหมิงออกมาได้ยินเสียงอุทานด้วยความประหลาดใจดังมาจากป่าด้านซ้ายซึ่งอสรพิษจู่โจมออกมาจากนั้นได้ยินเสียงจากรอบข้างอย่างต่อเนื่องก่อนจะปรากฏร่างคนห้าคนเดินออกมาหนึ่งในห้าเป็นชายวัยกลางคนสวมใส่ชุดยาวสีม่วงเลิศหรูส่วนที่เหลือสวมชุดยาวสีเทาที่ข้างกายพวกมันเป็นอสูรวิญญาณที่ดวงตาเหม่อลอยว่างเปล่า

                “สำนักเจ้าอสูร!!”

                ไป๋หยุนเฟยใจเต้นรัวยามที่ความชิงชังต่อสำนักเจ้าอสูรจากเหตุการณ์ของปักษาไร้เงาหวนกลับคืนมา

                “พ่อบ้านจ้าว!!”

                เสียงร้องแตกตื่นดังขึ้นขัดจังหวะความคิดของไป๋หยุนเฟยเมื่อเทียนหมิงจดจำผู้ลอบจู่โจมพวกตนออก

                “เทียนหมิง เจ้ารู้จักพวกมัน?”ไป๋หยุนเฟยมองดูชายในชุดเลิศหรูที่ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้ม‘เมตตา’จากกลิ่นอายที่คนผู้นี้แผ่ออกมามันต้องเป็นผู้บรรลุด่านภูตวิญญาณอย่างไม่ต้องสงสัย

                “มันเป็นพ่อบ้านของหนึ่งในตระกูลใหญ่แห่งเมืองเกายี่นามว่าจ้าวฉวน! แม้จะเป็นเพียงพ่อบ้านแต่ก็ถือเป็นผู้นำหมายเลขสองในบ้านตระกูลจ้าว --- แม้แต่ประมุขตระกูลจ้าว จ้าวหลิงก็ยังฝีมือเหนือว่ามันเพียงเล็กน้อย! เรื่องราวน้อยใหญ่ภายในตระกูลล้วนอยู่ภายใต้การดูแลของมันข้าทราบเพียงว่ามันเป็นภูตวิญญาณระดับกลางซึ่งใช้พลังธาตุอัสนีเท่านั้น”

                “บ้านตระกูลจ้าว...หรือตระกูลของมันกับของเจ้ามีเรื่องบาดหมางอันใดต่อกัน?”จิ้งหมิงเฟิงมองดูกลุ่มคนเบื้องหน้าอย่างตื่นตัวยามเอ่ยปากถามเทียนหมิง

                “แน่นอนว่ามีความโกรธแค้นกันอยู่บ้างแต่ก็ไม่เคยลงมือทำร้ายกันเช่นนี้มาก่อน เหตุการณ์เช่นนี้... นับว่าเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก!” เทียนหมิงเอ่ยปากตอบ มันทราบกระจ่างถึงแผนการของฝ่ายตรงข้ามแต่ก็ยังอดตั้งคำถามกับตนเองไม่ได้ “หรือ...หรือว่ามีเรื่องอันใดเกิดขึ้นในช่วงไม่กี่เดือนที่ข้าไม่อยู่?”

                ความหวาดหวั่นครอบคลุมใบหน้าของเทียนหมิงเห็นได้ชัดว่ามันเป็นกังวลต่อตระกูลของตน

                “ข้าพอจะเข้าใจเรื่องที่ตระกูลจ้าวลงมือต่อเจ้าแต่ไฉนสำนักเจ้าอสูรก็ยื่นมือเข้ามาด้วยเช่นกัน?”สายตาจิ้งหมิงเฟิงจับจ้องไปยังอสูรวิญญาณตรงเบื้องหน้าด้วยความสับสน

                เทียนหมิงก็ส่ายหน้าด้วยความสับสนเช่นกัน“ข้า... ข้าก็ไม่ทราบเช่นกัน นอกจากบ้านตระกูลหลิวที่มีความสัมพันธ์กับสำนักธาตุไม้แล้วตระกูลเย่กับตระกูลจ้าวก็ไม่มีความเกี่ยวข้องกับสำนักใดๆอีก”

                “หึ หึนายน้อยเทียนหมิงต่อให้ท่านคาดเดาเพียงใดก็ไม่เดาถูกได้หรอกไม่คิดเลยว่าสหายท่านจะฝีมือร้ายกาจปานนี้ ถือว่าข้าพลาดเองแต่ทว่ายังคงไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์อันใดที่ข้ามาวันนี้ก็เพื่อรอต้อนรับและเชิญท่านกลับไปยังตระกูลจ้าวสักหลายวัน คงมิอาจไม่อาจกล่าวไว้ก่อนว่าข้าไม่คิดจะทำร้ายท่านหากท่านให้ความร่วมมือแต่โดยดี ท่านกับสหายก็จะไม่ต้องรับความเจ็บปวด”พ่อบ้านจ้าวยิ้มแย้มพลางยกมือห้ามปรามชายสองคนที่ข้างกาย

                ไป๋หยุนเฟยไม่เอ่ยปากอันใดระหว่างที่ทั้งสองฝ่ายโต้ตอบกันมันกำลังใคร่ครวญสถานการณ์อย่างละเอียดผ่านไปชั่วครู่เทียนหมิงจึงเอ่ยปากบอกความคิดของตน “หรือกล่าวอีกอย่างก็คือยามนี้ทั้งสองตระกูลฉีกหน้าเป็นศัตรูกันอย่างเปิดเผยแล้วและเจ้าคิดจะใช้ข้าเป็นตัวประกันเพื่อข่มขู่ตระกูลเย่? หากพวกเราไม่ให้ความร่วมมือเช่นนั้นเจ้าก็จะ แน่นอนว่าจะลงมือหนักขึ้นจนอาจทำร้ายหรือแม้กระทั่งสังหารสหายข้า?”

                เทียนหมิงยังอายุน้อยแต่ก็ไม่ได้โง่เขลา เหตุผันแปรที่เกิดขึ้นกะทันหันนี้ต้องอาศัยวิจารณญาณอันเฉียบคมจึงสามารถตระหนักถึงความเป็นจริงที่เกิดขึ้นได้เทียนหมิงเพ่งมองพ่อบ้านจ้าวพร้อมกับเอ่ยปากถาม“หรือเจ้าไม่เกรงกลัวว่าความพิโรธของเจ้าเมืองเกายี่จะครอบใส่ศีรษะเจ้าจึงลงมืออย่างครึกโครมเช่นนี้?หรือเจ้าไม่เกรงกลัวว่าท่านเจ้าเมืองจะลงมือ? เกิดอะไรขึ้นกับตระกูลเย่กันแน่?”

                “นายน้อยเทียนหมิงเกรงว่าท่านจากบ้านนานเกินไปแล้วจึงไม่ทราบระแคะระคายถึงเรื่องที่เกิดขึ้นภายในเมืองเกายี่รอจนกลับถึงบ้านตระกูลจ้าวแล้วข้ายินดีจะบอกเล่าทุกรายละเอียดแม้เพียงเล็กน้อยที่ท่านต้องการทราบให้ฟัง... สำหรับตอนนี้ท่านว่าอย่างไร พวกเราสมควรกลับไปพร้อมกันได้แล้วกระมัง นายน้อยเทียนหมิง?”พ่อบ้านจ้าวยังคงเจรจาด้วยน้ำเสียงเป็นมิตรพร้อมกับรอยยิ้ม

                กระทั่งยามนี้ไป๋หยุนเฟยก็ยังคงวิเคราะห์สถานการณ์อย่างเงียบงัน“พ่อบ้านผู้นี้บรรลุด่านภูตวิญญาณระดับกลางและสามคนด้านข้างบรรลุด่านวีรชนวิญญาณระดับปลาย แต่ที่สำคัญที่สุดคือชายวัยกลางคนที่ยืนข้างกายพ่อบ้านจ้าวมันเป็นภูตวิญญาณระดับกลางแต่ยังฝีมือร้ายกาจกว่าพ่อบ้านจ้าวอีก! อสูรวิญญาณพยัคฆ์สองตัว อสูรวิญญาณสุนัขป่าหนึ่งตัวและอสูรวิญญาณอสรพิษอีกหนึ่งตัว และจากที่เห็นไม่มีทางที่อสูรวิญญาณอสรพิษตัวนี้จะอ่อนแอไปได้...สำนักเจ้าอสูร ไฉนไม่ว่าจะไปที่ใดก็ต้องพบพานพวกมันทุกครั้งไป? ดังกับวิญญาณร้ายตามทวงชีวิต...”

                “เฮอะ อย่าได้เพ้อฝันไป ---”เทียนหมิงแค่นเสียง แล้วไป๋หยุนเฟยก็พลันพบว่าสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปจึงรีบฉุดลากเทียนหมิงกระโดดไปด้านหลังพร้อมกันนั้นวัตถุรูปร่างคล้ายรากไม้สี่เส้นก็พลันพุ่งเข้ามายังที่ซึ่งพวกมันยืนอยู่หมายจะรัดพันขาของทั้งคู่

                เมื่อเห็นว่าลอบจู่โจมล้มเหลวอีกครั้งคนจากสำนักเจ้าอสูรก็โบกมือต่อจ้าวฉวนไม่ให้มันกล่าวต่อ “เลิกพร่ำไร้สาระถึงเวลาลงมือแล้ว!”

                เสียงของมันเป็นสัญญาณให้วีรชนวิญญาณทั้งสามทะยานร่างถอยกลับกะทันหันพวกมันสีหน้าไร้ความรู้สึกส่งเสียงสั่นระรัวแผ่วเบาออกจากปากจากนั้นทั้งสามก็โบกมือขวาสั่งการ อสูรวิญญาณข้างกายก็คำรามเสียงต่ำก่อนจะกระโจนข้ามอากาศไล่ตามไป๋หยุนเฟยและพวก

                แม้แต่จ้าวฉวนก็หรี่ตาพลางร้องขึ้น“ประเสริฐ! จับตัวเด็กน้อยนั้น ส่วนอีกสองคน ฆ่า!”

                แสงเรืองรองสีม่วงห่อหุ้มรอบกายมันขณะกล่าววาจาเพียงขยับขาชายวัยกลางคนก็สาบสูญไปจากสายตาด้วยความเร็วที่เหนือล้ำยิ่งกว่าอสูรวิญญาณทั้งสามพริบตาต่อมามันก็ปรากฏตัวขึ้นที่เบื้องหน้าเทียนหมิงพร้อมกับยื่นมือคว้าใส่ลำคอ

                “รวดเร็วนัก!!”ไป๋หยุนเฟยตื่นตระหนกต่อความเร็วของอีกฝ่ายยิ่งนี่เป็นครั้งแรกที่มันได้มีโอกาสเผชิญหน้ากับผู้ใช้พลังธาตุอัสนีผู้ฝึกปรือวิญญาณที่ใช้พลังธาตุนี้จะสามารถเร่งความเร็วขึ้นในพริบตามิหนำซ้ำยังสามารถจู่โจมได้อย่างรุนแรงนอกจากข้อได้เปรียบเช่นนี้แล้ว กับผู้ฝึกปรือวิญญาณธาตุน้ำ ธาตุน้ำแข็งหรือธาตุทองก็ไม่อาจต้านทานต่อผู้ใช้พลังธาตุอัสนีได้

                แม้จะตื่นตะลึงต่อความเร็วของศัตรูแต่ไป๋หยุนเฟยไม่กล้าจะล่าถอย มันบิดพลิกสองเท้าทะยานไปเบื้องหน้าเทียนหมิงเช่นกันไป๋หยุนเฟยกวาดแขนซ้ายใส่เทียนหมิง ส่วนมือขวารวบหมัดชกใส่ทรวงอกของจ้าวฉวน

                จ้าวฉวนคาดเดาไว้แล้วว่าไป๋หยุนเฟยต้องเคลื่อนไหวเช่นนี้จึงยกแขนขวาขึ้นต้านรับ พริบตาต่อมามือขวามันถูกกระแทกออก พร้อมกับเสียง‘ปัง’ทั้งสองจึงแยกออกจากกัน

                ได้ยินเสียงลมหวีดหวิวจากการเคลื่อนไหวดังกระชั้นยามสุนัขป่าและพยัคฆ์ทั้งสองตะครุบใส่จิ้งหมิงเฟิงฉุดดึงเทียนหมิงไปด้านซ้ายขณะเดียวกันไป๋หยุนเฟยก็ถูกลูกเตะของจ้าวฉวนบีบให้ไปด้านขวา

                ทันทีที่อสูรวิญญาณทั้งสามถึงพื้นก็ยืมแรงสะท้อนพุ่งเข้าหาจิ้งหมิงเฟิงในบัดดลอสูรวิญญาณทั้งสามนั้นเป็นอสูรวิญญาณระดับสามลำพังจิ้งหมิงเฟิงก็สามารถสยบพวกมันลงแล้วจัดการเจ้าของทั้งสามได้ไม่ยากแต่เมื่อต้องปกป้องเทียนหมิงไปด้วยความยากลำบากก็แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

                ไป๋หยุนเฟยคิดจะไปช่วยทั้งคู่แต่ชั่วขณะที่วอกแวกนั้นจ้าวฉวนก็ฟาดฝ่ามือใส่ไหล่ซ้ายของไป๋หยุนเฟยคลื่นพลังสายฟ้าไหลพล่านสู่ร่างจนชาด้านจากนั้นทรวงอกไป๋หยุนเฟยก็ถูกชกใส่อีกหมัดกระนั้นเพราะอาศัยเกราะวิญญาณไหมทองจึงไม่ได้รับบาดเจ็บอันใดจากท่าจู่โจมของศัตรูเมื่อความรู้สึกชาด้านสลายออกไปมันค่อยยืนขึ้นมาได้

                ขณะที่ไป๋หยุนเฟยคิดหาทางจะไปช่วยปกป้องเทียนหมิงอยู่นั้นเสียงร้องตื่นตระหนกจากอีกฝ่ายก็ดังขึ้น มันรีบหันไปมองว่าเกิดอะไรขึ้น ก็พบว่าจิ้งหมิงเฟิงและเทียนหมิงถูกบีบให้แยกออกจากันจิ้งหมิงเฟิงเตะใส่สุนัขป่าสีเทาหมายจะเปิดทางเพื่อเข้าไปหาเทียนหมิงแต่จู่ๆก็มีเส้นสีดำพุ่งออกจากพุ่มไม้เข้าใส่ ที่แท้เป็นอสรพิษตัวเดียวกับก่อนหน้า! มันม้วนพันรอบขาก่อนจะเลื้อยขึ้นมาฝังคมเขี้ยวบนแขนเทียนหมิงในบัดดล!

                ร่างเทียนหมิงแข็งทื่อราวไม้กระดานขณะที่ใบหน้าเปลี่ยนเป็นแดงฉานมันอ้าปากราวคิดจะกล่าวอันใดแต่ก็ไม่มีเสียงออกมาสุดท้ายเทียนหมิงก็ตาหรี่ปรือจากนั้นจึงล้มลมราวกับหุ่นเชิดถูกตัดสายอสูรวิญญาณอสรพิษยังคงพันอยู่รอบกายเทียนหมิงพร้อมกับลากร่างของมันออกไปอีกด้าน

                “เทียนหมิง!!”

                ไป๋หยุนเฟยและจิ้งหมิงเฟิงร้องอย่างแตกตื่นต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันชั่วขณะที่ไป๋หยุนเฟยนำเชือกสารพัดนึกออกมา ก็ปรากฏแสงสีม่วงโถมเข้าใส่จากด้านข้างจ้าวฉวนที่ราวกับปรากฏกายจากที่ใดไม่ทราบก็เข้ามาด้วยกับประกายตาดุร้ายพร้อมกับมีดโค้งขนาดเล็กกว้างราวสามนิ้วมือรูปทรงคล้ายมีดผ่าแตงขณะที่ไป๋หยุนเฟยกำลังว้าวุ่นใจมันก็ฉวยโอกาสจู่โจมใส่

                ด้วยความแตกตื่นไป๋หยุนเฟยได้แต่ยกแขนซ้ายหลบมีดโค้งจึงกรีดใส่หว่างเอวเสื้อผ้าที่ใส่อยู่ปรากฏรอยถูกกรีดขาดแต่เพราะมีเกราะวิญญาณไหมทองอยู่ด้านในจึงสามารถต้านรับเอาไว้ได้เพียงปรากฏประกายแลบปลาบที่เกิดขึ้นยามปะทะเท่านั้น

                “เหล่าไป๋!”จิ้งหมิงเฟิงซัดใส่พยัคฆ์ทั้งสองในกระบวนท่าเดียวก่อนจะทะยานขึ้นหลบเลี่ยงรากไม้สองรากที่เลื้อยพัวพันสองเท้า จิ้งหมิงเฟิงเบิ่งตามองเทียนหมิงถูกลากเข้าในป่าก็ร้องบอกไป๋หยุนเฟยราวกับพยายามจะถามว่าทำอย่างไรดี

                ดวงตาไป๋หยุนเฟยสาดประกายเย็นเยียบขณะที่ความเดือดดาลของมันพลุ่งขึ้น“ฆ่า!!”

                ไป๋หยุนเฟยไม่ใช่ผู้ที่ชื่นชอบการฆ่าคนแล้วอย่างไร คิดจะหลบหนียังมีโอกาสหรือสถานการณ์ยามนี้ไม่เอื้ออำนวยให้วางแผนอะไรอีกแล้วเนื่องเพราะเทียนหมิงถูกคร่ากุมตัวไปมิหนำซ้ำเห็นได้ชัดว่าศัตรูเหล่านี้พยายามจะสังหารไป๋หยุนเฟยและจิ้งหมิงเฟิงยามนี้ระหว่างสองฝ่ายไม่อาจหาข้อสรุปที่ดีได้อีกแล้ว ไป๋หยุนเฟยเองก็ไม่มีโอกาสจะแสดงความเมตตาดังที่ผ่านมาอีกคงทำได้เพียงละทิ้งอารมณ์ความรู้สึกแล้วลงมือเข่นฆ่าศัตรูเท่านั้น

                คนจากตระกูลจ้าวและสำนักเจ้าอสูรมีแต่ต้องตายเท่านั้น! หากทั้งหมดไม่ถูกสังหารวันหน้าไป๋หยุนเฟยและจิ้งหมิงเฟิงคงต้องเป็นฝ่ายถูกสังหารแทน! นี่คือทั้งหมดที่จะต้องเป็นไป!

                ดวงตาจิ้งหมิงเฟิงทอประกายวูบหลังจากเข้าใจความหมายในวาจาของไป๋หยุนเฟยมันถีบเท้าขวากับพื้นพุ่งเข้าใส่หนึ่งในสองพยัคฆ์ อาศัยหัวของมันเป็นแท่นรองเท้าทะยานขึ้นในอากาศร่วมสองวาพร้อมกับแสงสีครามทะลักออกรอบกายมือขวามันพร่าเลือนในอากาศจากนั้นมีดสั้นสีดำก็ปรากฏอยู่ในมือแขนขวาจิ้งหมิงเฟิงสะบัดกลางอากาศเกิดเป็นเส้นสายยามวาดลงก็บังเกิดคมมีดสายลมยาวหนึ่งวากรีดฝ่าอากาศเบื้องหน้าเข้าหาศิษย์สำนักเจ้าอสูรผู้หนึ่ง

                ศิษย์สำนักเจ้าอสูรที่ควบคุมสุนัขป่ายักษ์ยิ้มหยันเมื่อเห็นจิ้งหมิงเฟิงไม่อาจรับมือพวกตนได้กระนั้นเมื่อเห็นจิ้งหมิงเฟิงทะยานขึ้นสู่อากาศแล้วจู่โจมสวนกลับอย่างดุดันมันก็ร้องอุทานพร้อมกับสั่งให้อสูรวิญญาณกลับมาปกป้องตนเองสุนัขป่าขู่คำรามพร้อมกับทะยานฝ่าอากาศมาจากด้านข้างเพื่อรับมีดสายลมแทนผู้เป็นนาย

                ระหว่างนั้นศิษย์สำนักเจ้าอสูรลอบยินดีที่ตนเองมีปฏิกิริยารวดเร็วแต่กระนั้นดวงตาจิ้งหมิงเฟิงก็แข็งกร้าวขึ้นอีกครั้งก่อนจะซัดคมมีดสายลมออกจากมีดสั้นอีกครั้ง“แยก!” จิ้งหมิงเฟิงร้องขึ้น

                ระหว่างการต่อสู้เพื่อช่วยเหลือปักษาไร้เงาของจิ้งหมิงเฟิงมีดสายลมของมันแปรสภาพให้เหมาะสมกับการต่อสู้ได้ ในยามนี้คมมีดสายลมของมันไม่ได้แปรเปลี่ยนเป็นตาข่ายแต่คมมีดสายลมขนาดใหญ่พลันแตกออกเป็นพายุคมมีดสายลมขนาดย่อส่วน!!

                ศิษย์สำนักเจ้าอสูรไม่ทันได้หลบคมมีดของจิ้งหมิงเฟิงที่กระจายออกได้ยินเสียงเชือดเฉือนดังถี่ยิบร่างของมันก็ถูกคมมีดตัดเฉือนไปทุกมุมทั่วร่าง แววตายินดีเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นแตกตื่นแต่จากนั้นแม้แต่แววตาแตกตื่นก็ค่อยๆแตกซ่านจนว่างเปล่า ร่างมันล้มลงกับพื้นดัง‘พลั่ก’แล้วก็ไม่ไหวติงอีกสุนัขป่าที่ถูกมันควบคุมอยู่ก็หยุดเสียงร้องลงเช่นกันดูไปคล้ายหุ่นเชิดที่จู่ๆก็ถูกตัดขาดจากคนเชิดหุ่นที่ควบคุมอยู่

                จิ้งหมิงเฟิงสังหารอีกฝ่ายในพริบตาเช่นนี้และอีกด้านสถานการณ์ที่สุดจะคาดคิดก็กำลังเกิดขึ้นพร้อมกัน!

    คล้ายกับเรื่องจ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน