“ใครจะบ้ามาอ่านพวกนี้ให้เข้าใจได้ภายในสามวัน”
เขาโยนเอกสารลงบนโต๊ะอารมณ์เดือดดาลเมื่อไม่สามารถเลี่ยงคำสั่งของพ่อได้แลกกับบัตรเครดิตการ์ดและรถยนต์คันหรูซึ่งเป็เหมือนลมหายใจสุดท้าย
ที่สำคัญยัยลูกหยีได้เข้ามานั่งข้างๆคอยควบคุมอย่างใกล้ชิดมันน่ารำคาญและอึดอัดไปพร้อมกัน
เสียงระรัวบนแป้นพิมพ์อย่างต่อเนื่องทำให้เขาทนไม่ไหวมองหน้าจ้องหน้าก็แล้ว เธอยังไม่มีทีท่าจะหยุดพิมพ์
“นี่ หยุดพิมพ์ซะทีได้ไหม รำคาญจะตายแล้ว”
“ไม่ได้ค่ะนี่เป็งานด่วนที่พี่ได้รับมอบหมายให้ทำเสร็จก่อนเที่ยง”
เธอแทนตัวเองว่าพี่เพราะท่านประธานได้สั่งไว้ก็ไม่เข้าใจท่านทีเดียวที่จะให้เรียกสนิทสนมกันไปทำไมไม่กี่เดือนครามก็จะกลับไปเรียนต่อแล้ว แถมยังได้นั่งอยู่ข้างๆให้เขามองอย่างรำคาญใจไม่ใช่ว่าเขาจะอึดอัดเธอก็อึดอัดไม่แพ้กัน การทำงานเท่านั้นที่จะทำให้หลุดพ้นจากความเครียดได้
“เขาสั่งอะไรเธอก็ต้องทำใช่ไหม ไม่มีสมองคิดเองบ้างเหรอว่าอะไรควรไม่ควร”
หยีเงยหน้าจากแป้นพิมพ์คิ้วขมวดท่าทางลูกชายท่านประธานคงจะสมองกลับ ถึงไม่รู้ว่าอะไรควรพูดอะไรไม่ควรพูด สิ่งที่เธอทำลงไปเพื่อประโยชน์ของบริษัททั้งนั้นมิน่าท่านประธานจึงกำชับนักหนาว่าให้อยู่กับเขาตลอดเวลาไมให้ไปไหน
“พี่ทำงานตามหน้าที่ไม่เกี่ยวกับมีสมองหรือเปล่า มันเป็หน้าที่ความรับผิดชอบที่พี่ต้องทำให้แล้วเสร็จ” เธอตอบโต้แค่นั้นและก้มหน้าพิมพ์งานต่อโดยไม่สนว่าเขาจะทำเสียงดังยังไง
“นี่ นี่” เขาสะกิดแขน ลูกหยีจึงเงยหน้าจากคอมพิวเตอร์รอว่าเขาจะพูดอะไรแต่เขาแค่ยักคิ้วและไม่ได้พูดอะไร
“มีอะไรคะ”
“เปล่านี่ เรียกเฉยๆ”ครามทำหน้ากวนประสาทใส่ ลูกหยีต้องท่องไว้ในใจว่าครามอายุแค่สิบเก้าไม่มีวุฒิภาวะมากพออย่าเก็บมาใส่ใจ
พิมพ์งานไปได้แค่หน่อยเดียวครามก็สะกิดเธออีกลูกหยีเงยหน้ามามองก็กลายเป็ว่าเขาชี้ให้เธอดูข่าวไร้สาระ ดาราวัยรุ่นชื่อดังอวดกระเป๋าแบรนด์เนมใบใหม่
ลูกหยีซ่อนอารมณ์ไว้ในใจที่ลุกเป็ไฟภายใต้สีหน้าเรียบเฉยเธอไม่รู้หรอกว่าเรียกความสนใจของครามได้ยิ่งแกล้งแล้วไม่รู้สึกมันเป็ความสนุกที่เขาได้ทำ
เขาชอบควบคุมกำกับคนอื่นยิ่งคนที่ไม่มีท่าสู้เขายิ่งอยากทำเหมือนคนโรคจิต และนี่คือสาเหตุหลักที่ทำให้เขามีเื่ชกต่อยกับคนอื่นไปทั่วเพราะเขาคิดว่าโลกทั้งใบอยู่ในมือตนเอง เหมือนที่พ่อกำลังควบคุมเขาอยู่ในตอนนี้
“เธอว่ายัยนี่สวยไหม” ครามชี้ให้ดูดาราคนเดิม เธออดกลั้นความรู้สึกไว้ในใจและตอบเขาไปอย่างสุภาพไม่อยากให้ยืดยาวกว่านี้
“ก็สวยดีค่ะ” ครามจ้องหน้าเธอประเมินในใจรอยยิ้มเ้าเล่ห์มุมปาก
“สวยดียังไง สวยมาก หรือสวยมากๆ หรือสวยมากกว่า”
เขาพูดไปยิ้มไปอย่างมีความสุขดวงตาคมเข้มเปล่งประกาย และถ้าเธอไม่หลอกตัวเองเกินไปยอมรับว่าเขาหล่อมากในมุมนี้
“ว่ายังไง”ครามขยับตัวเข้าใกล้จ้องหน้าเธอห่างกันแค่คืบสั่งให้เธอตอบ
“ก็สวยมากๆค่ะ”เธอรีบตอบอย่างตะกุกตะกักเพราะเขามาใกล้ชิดมากเกินไป ครามยิ้มอย่างเป็ต่อ
“เธอสวยมากกว่านี้อีก”
คำพูดสั้นมีความหมายของมันคนพูดไม่ได้รู้สึกอะไรแต่ทิ้งบางอย่างเอาไว้ลูกหยีแอบหายใจโล่งอกที่ตอนนี้เขาไม่ได้กวนเธออีก แต่เดินเลี่ยงไปนอนที่โซฟารับแขกชุดใหญ่อย่างสบายใจไม่นานเสียงลมหายใจดังสม่ำเสมอก็ลอดมาให้ได้ยิน
การทำงานวันนี้กว่าจะผ่านพ้นไปได้ถึงเวลาเลิกงานเธอแทบจะหมดแรง เหนื่อยอย่างที่ไม่เคยเป็ การต้องคอยรับมือกับครามมันเป็อะไรที่เหนือความคาดหมายภาวนาขอให้วันพรุ่งนี้เขาไม่มาทำงานทีเถอะ
แล้วการภาวนาก็แทบไร้ผลเมื่อวันต่อมาครามปรากฏตัวพร้อมท่านประธาน
“หยี รายงานประชุมเมื่อวานทำได้ละเอียดครบถ้วน”
ได้รับคำชมมาชุดใหญ่จากบอร์ดบริหารท่านประธานเอ่ยปากชมรายงานด้วยตัวเองแบบนี้ แสดงว่าต้องเป็เื่ที่ดีจริงๆ
“ขอบคุณค่ะ”ลูกหยียิ้มตอบกำลังใจล้นหลามจากที่ห่อเหี่ยวเมื่อเห็นหน้าครามในตอนแรกเธอกลับมีแรงสู้ต่อไป
“แขเอาเอกสารไปให้ลูกค้าเซ็นคงไม่ได้เข้าสำนักงาน ถ้าครามไม่เข้าใจตรงไหนก็ถามลูกหยีเอา”
ครามทำสีหน้าเรียบเฉยเมื่อได้ยินคำสั่งเขากำลังต่อต้านทุกอย่างที่คนเป็พ่อทำนั่งเซ็นเอกสารอีกนิดหน่อยพ่อก็ออกไปข้างนอก แต่ก่อนออกไปเขาสั่งให้หยีจับตามองครามไม่ให้คลาดสายตากลายเป็ความหนักอึ้งที่หญิงสาวได้รับ
“จะไปไหนคะ”หยีเดินมาขวางเมื่อเห็นว่าเขากำลังออกไปเธอได้ยินว่าเขานัดกับเพื่อนไว้
“ทำไมต้องรายงานเธอด้วย หรืออยากเป็แม่ฉันอีกคน”
พูดไปก็คอยมองกิริยาคนตรงหน้าในสายตาของครามเธอเป็ยัยซื่อบื้อที่ไม่มีอะไรน่าสนใจในตัวแต่งตัวก็เชยปิดมิดชิดอย่างกับแม่ชี ทั้งๆที่คาดคะเนจากประสบการณ์อันมากล้น เธอมีหุ่นที่สอดรับอย่างเหมาะเจาะโดยเฉพาะหน้าอกอวบที่รับกับสะโพกผายกลมกลึง
“คุณครามจะล้อพี่ไปถึงไหน พี่ทำตามคำสั่งท่านประธานไม่ได้อยากก้าวก่ายความเป็ส่วนตัวของคุณสักหน่อย”น้ำเสียงนอยด์นิดๆมาจากริมฝีปากเล็ก เขามองเธอนิ่งๆคิดอะไรบางอย่าง
“งั้นก็ไปด้วยกันนี่แหละ”เขาคว้าข้อมือเล็กให้ตามเขามาลูกหยีพยายามบิดมือหนีเท่าไหร่ก็ไม่เป็ผล
“ขึ้นไปอยากรู้นักไม่ใช่เหรอว่าฉันไปไหน”ครามพาเธอมาที่รถหรูของเขาแล้วสั่งให้เธอขึ้นไป ลูกหยีส่ายหน้า
“ไม่ไป คุณครามจะพาพี่ไปไหน”
“อย่าพูดมากน่า บอกให้ขึ้นก็ขึ้น”
เขาเปิดประตูยัดเธอเข้าไปข้างในส่วนตัวเขาอ้อมมานั่งฝั่งคนขับสตาร์ทรถและขับพุ่งออกไปอย่างรวดเร็ว
เขาขับรถบนถนนอย่างใจร้อนปาดซ้ายปาดขวามาจนสุดสายลูกหยีลุ้นทุกวินาทีแทบใจจะขาดใจให้ได้ ในชีวิตไม่เคยทำอะไรผาดโผนเช่นวันนี้มาก่อนกว่าจะถึงที่หมายลูกหยีแข้งขาสั่นแทบจะเป็ลม
“ลงมาเร็วดิ ผมรีบ”
เขากระชากประตูเรียกให้เธอลงมานาฬิกาบนข้อมือเล็กบอกเวลาเที่ยงสิบนาทีเขาพาเธอมาทำไมที่มหาลัยแห่งนี้เธอมองซ้ายขวาอย่างคิดหนัก
“มาเร็วดิวะ”
สีหน้าแววตาของครามหงุดหงิดเพราะความเฉิ่มของลูกหยีจะลงไม่ลงทำหน้าเลิกลักมองซ้ายขวาอย่างระแวดระวังทั้งๆที่ตอนนี้นักศึกษาในมหาวิทยาลัยเดินกันขวักไขว่ จะกลัวบ้าอะไรกันนักหนา
“ตามใจอยากนั่งเฝ้ารถกลางแดดร้อนๆก็ตามสบาย”เขาพูดอย่างเหลืออดเดินดุ่มๆเข้าในโรงอาหารกลมกลืนกับนักศึกษาจนมองไม่เห็น
ลูกหยีออกมายืนข้างรถเกือบสิบนาทีครามก็ไม่มีทีท่าว่าจะกลับมาซักที ท้องเริ่มร้องประท้วงเพราะความหิวเธอตัดสินใจโทรหาใครบางคน
“ธัน ว่างไหมมาหาหยีหน่อย”
“มีอะไร หยีอยู่ไหนตอนนี้”
“อยู่หน้าตึกที่ธันสอน ตรงซุ้มการะเวก ”
“โอเค เดี๋ยวธันลงไปรอสักครู่นะครับ”
ธันวาวางสายแล้วรีบเก็บของอย่างรวดเร็วไม่ใช่เื่ง่ายที่ลูกหยีจะมาหาเขา ทั้งสองคนเป็เพื่อนเรียนด้วยกันถ้านับถึงตอนนี้ก็เป็เวลาหกปีพอดี
“หยีจริงด้วย ไม่อยากจะเชื่อเลยว่ามาหาเรา”
“ไม่ได้ตั้งใจมา บังเอิญนะ”
“มาหาเราทั้งทีพูดความจริงครึ่งเดียวก็ได้ไหมละ ไม่เห็นต้องพูดตรงๆเลย”น้ำเสียงตัดพ้อกลายๆไม่เหลือมาดชายหนุ่มเ้าเสน่ห์อารมณ์ดีที่นักศึกษาสาวๆตั้งฉายาให้
“ก็ถ้าพูดว่าตั้งใจ แล้วไม่ได้ตั้งใจเหมือนที่พูดก็จะงอนหยีอีก”
กับคนอื่นเขาไม่เคยงอนทำตัวแมนๆแต่พออยู่กับหยีเขาจะกลายเป็คนงี่เง่าไม่ค่อยรู้เื่ทุกครั้งทั้งๆที่ห้ามใจแล้วแต่ก็ทำไม่สำเร็จสักที
ความเป็เพื่อนที่เขาพยายามรักษาไว้สุดชีวิตเพื่อจะทำให้เธอได้อยู่กับเขาไปตลอดคราใดที่ได้รับเชิญไปงานแต่งนั่นหมายถึงจำนวนคนโสดในรุ่นลดน้อยลงไปทุกทีและเขาก็กลัววันนั้นจะมาถึงวันที่เธอมาพร้อมกับการ์ดสีชมพูยื่นให้เขา
“หยีหิวพาไปกินข้าวหน่อย ไม่ได้กินที่นี่มาหลายปี คิดถึง”
หยีทำตาลอยคิดถึงกับข้าวอร่อยในมหาลัยที่แทบจะเลือกไม่ถูกว่าจะกินอันไหนดีทั้งถูกและอร่อยไปหมด พูดเสร็จเธอก็คล้องแขนเขาไว้หยีคงไม่รู้ว่าหัวใจเขาเต้นแรงแทบจะทะลุออกมา การกระทำที่ไม่คิดของเธอได้ปลูกความกล้าที่เขากดไว้มานานหลายปีให้ลุกโชนอีกครั้งเพื่อนที่แสนดีจะเป็ทำไมถ้าต้องเสียเธอไปตลอดกาล
เกือบสามปีที่ไม่ได้มาเยือนถิ่นเก่า ทำให้ลูกหยีแปลกใจกับตึกใหม่ที่เพิ่มขึ้นโรงอาหารก็ดูใหญ่สะอาดตา โต๊ะเก้าอี้ถูกเปลี่ยนใหม่หมดรวมทั้งซุ้มอาหารที่มีหลายหลายมีให้เลือกกินหลายอย่างธันวาพาเธอเลือกชมอาหารก่อนเธอจะตัดสินใจเลือกข้าวขาหมูเ้าเก่าที่เคยกินซ้ำๆบ่อยๆ
“ยังอร่อยเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน จำได้ไหมร้านนี้ที่เราให้ธันมาต่อคิวให้เป็ประจำ”
“ใครมันจะลืมได้อาจารย์ยังไม่ทันได้ออกห้องเราต้องวิ่งเสี่ยงตายไปต่อคิดข้าวขาหมูให้หยี”
“นึกว่าธันจะลืมไปแล้ว หยีรักธันก็ตรงนี้แหละไม่มีใครเป็เพื่อนที่แสนดีเท่าธันเลย”
เขาเจ็บแปลบในหัวใจกับคำว่ารักที่ให้แค่เพื่อนในใจกลับเรียกร้องไม่ได้อยากเป็แค่เพื่อนหลายปีที่เขาพยายามตัดใจและมองไม่เห็นว่ามันจะเป็ไปได้เพราะเขาเอาแต่แอบมองทั้งเฟสและไอจีของเธออยู่เสมอ
“อ้าวพูดแค่นี้ทำเป็ซึ้ง มีแฟนได้แล้วนะธัญเพื่อนๆในรุ่นเขาทยอยแต่งกันหมดแล้ว”
“ธัญไม่รีบ”เพราะคนที่ธัญอยากแต่งด้วยอยู่ตรงหน้าธัญแล้วเขาร่ำร้องในใจคนเดียว
“เหรอจ๊ะ งั้นก็อยู่เป็เพื่อนกันนี่แหละ”
ลูกหยีหัวเราะอารมณ์ดีและเขาก็อยากให้เป็แบบนี้ไปนานๆอย่าเพิ่งมีใครเลยนะลูกหยี ตอนนี้เขาไม่พร้อมจะเสียไปให้ใครทั้งนั้น
เขาแอบมองเครื่องหน้ากระจุ๋มกระจิ๋มปากนิดจมูกหน่อยอย่างเงียบๆผิวพรรณขาวละเอียดรับจากเชื้อสายทางเหนือ แม้ในสมัยเรียนลูกหยีจะใช้ชีวิตเรียบๆแต่งตัวง่ายๆเสื้อยืดกางเกงยีนส์ไม่พยายามเป็จุดเด่นแต่เธอก็ยังได้รับความสนใจจากผู้ชายทั้งในคณะและต่างคณะมากล้น
ท่ากินลูกหยียังเหมือนเดิมก้มหน้าก้มตาสนใจแต่จานของตัวเองโดยไม่ได้เงยหน้ามองว่าใครจะเป็อย่างไร ธันวายิ้มมุมปากกับนิสัยที่ไม่เคยเปลี่ยนเขาไม่ชอบข้าวขาหมูยังกลายเป็เมนูโปรดเลย
“เด็กโง่เอ้ย เดี๋ยวก็ติดคอหรอก”
แล้วก็เป็อย่างที่คิดสายไหมสำลักหน้าแดงหน้าดำธันวาต้องขยับมาใกล้แล้วลูบหลังให้เธออย่างอ่อนโยนสายตาของนักศึกษาผู้หญิงที่มองมายังทั้งคู่เต็มไปด้วยความอิจฉาผู้หญิงท่าทางธรรมดาแต่ได้รับความสนใจจากอาจารย์มากล้นขนาดลูบหลังให้กันอย่างอ่อนโยนกระทำทั้งหมดได้ตกอยู่ในสายตาของครามเช่นกัน
“เห็นมองอยู่นานแล้ว รู้จักเหรอสองคนนั่น”ถ้าคาดคะเนอาจารย์ธันวากับผู้หญิงคนนั้นน่าจะรุ่นราวคราวเดียวกัน แปลกใจทำไมฟ้าครามถึงเอาแต่มองทั้งๆที่เพื่อนเขาเพิ่งกลับจากต่างประเทศไม่น่าจะรู้จักได้
“ก็อือรู้จักสิ ยัยผู้ช่วยหน้าห้องที่คอยกันไม่ให้ไปไหน ยุ่งชิบ”
“อ้าวที่บอกพาขึ้นรถมาด้วยเหรอ แล้วทำไมมานั่งกับอาจารย์ธันได้”ต้นกล้าชำเลืองมองเพื่อนได้แต่สงสัย
“จะไปรู้เหรอ บอกให้ลงมาก็ไม่ยอมลงนั่งบื้ออยู่ในรถผู้หญิงอะไรน่ารำคาญที่สุด”
“ระวังเถอะรำคาญอะไรจะได้อย่างนั้น” ต้นกล้าแซวเล่นๆแต่เขาได้รับสายตาคมเข้มกลับ
“ล้อเล่นน่า อะไรเดี๋ยวนี้พูดผิดหูไม่ได้เลยหรือไง”
“เล่นได้แต่ช่วยพูดเื่ที่มันเป็ไปได้ด้วย”น้ำเสียงไม่พอใจอย่างหนัก
“ขอบคุณธันมากที่มาเป็เพื่อนกินข้าวแถมยังเลี้ยงอีกต่างหาก”
ลูกหยียิ้มจนตาหยีให้ธันวาการได้คุยกับเพื่อนสนิททำให้เหมือนได้เข้าสู่วัยมหาลัยเื่ราวเก่าๆที่เล่าสู่กันฟังทำให้ยิ้มหัวเราะได้อย่างมีความสุขวัยเรียนเป็อะไรที่สั้นนัก ไม่มีภาระให้รับผิดชอบมีแต่เื่ราวที่ผูกพันไว้กับเพื่อนทุกอย่างคงเป็ความทรงจำที่มีค่าในชีวิต
“ว่าแต่เ้านายหยีอยู่ไหน ไม่เห็นจะมาเลย”ธันวามองดูนาฬิกาข้อมือเหลือห้านาทีจะถึงเวลาสอน
“ธันไปเถอะเดี๋ยวจะสอนไม่ทัน ไม่ต้องห่วงหยี”เธอรู้ว่าเื่ตรงต่อเวลาสำคัญที่สุดของคนเป็อาจารย์มันแสดงถึงความรับผิดชอบและวุฒิภาวะ
“งั้นเดี๋ยวเราโทรหาหยีตอนเย็น”ลูกหยีพยักหน้าให้และรุนหลังให้เขาเดินธันวายิ้มอ่อนโยนให้เธอ
ลูกหยีหยิบโทรศัพท์มากดเล่นระหว่างรอด้วยความกระวนกระวายใจแต่ไม่อยากโทรไปหาเขาสองโมงครึ่งเขาก็ยังไม่มา จนความอดทนเริ่มจะสิ้นสุดจึงกดโทรศัพท์ไปหาฟ้าครามเสียงโทรศัพท์ดังหลายครั้งมาก ครั้งแรกตัดไปเธอก็โทรใหม่รอจนเหนื่อยเกือบจะวางสายแล้ว เขาก็กดรับพอดี
“อยู่ไหนคุณคราม พี่รอคุณอยู่ที่รถนานแล้ว”
“ใครบอกให้รอไม่รู้จักกลับก่อนหรือไงวะ”น้ำเสียงเขาเริ่มหงุดหงิด
“กลับไม่ได้หรอก ท่านประธานบอกให้พี่อยู่กับคุณครามจนเลิกงาน”
“เป็พ่อเธอหรือไงถึงต้องเชื่อฟัง ขนาดฉันเป็ลูกยังไม่ฟังเลย”
โดยเขากระทบเต็มๆแต่ลูกหยีไม่พยายามเก็บมาใส่ใจเขาแค่ปั่นให้เธอโมโหเพื่อจะให้ทนไม่ไหว อย่าไปหลงกลเขาเด็ดขาดลูกหยีปลอบใจตัวเองทั้งๆที่ไม่เข้มแข็งพอจะฟังคำพวกนี้ไม่เคยมีใครด่าหรือพูดหยาบคายกับเธอมาก่อน
“ไม่รู้ถ้าคุณครามไม่กลับมาภายในบ่ายสาม พี่จะโทรหาท่านประธาน”เธอขู่ด้วยน้ำเสียงจริงจังที่สุดในชีวิต ถึงจะกลัวเขามากแต่ความกลัวจะโดนให้ออกจากงานก็มีไม่น้อยกว่า
เวลาผ่านไปช้าๆแดดก็เริ่มร้อนขึ้นใต้ต้นไม้ที่ใช้นั่งรอก็โดนแสงอาทิตย์สาดส่องทั้งร้อนทั้งเหนื่อยใจปะปนกันไปเหงื่อไหลรินเต็มหน้าผากพอเงยหน้าขึ้นมาคนที่รอหลายชั่วโมงก็ปรากฎตัว
“ขึ้นรถสิ” มาถึงเขาก็เปิดประตูรถขึ้นไปนั่งสตาร์ทรถพร้อมจะออกไปตอนนี้โดยไม่สนกิริยาเง้างอด ทั้งสองไม่ได้พูดกันอีกเลยในรถแอร์ที่เย็นฉ่ำประกอบกับข้าวขาหมูที่กินไปสองจานทำให้เธอเผลอหลับไม่รู้ตัว