แสงอรุณส่องผ่านม่านแพรผืนบางเข้ามาภายในห้องนอนอันโอ่โถง ลวดลายสลักงามวิจิตรบนเตียงไม้หลังงามสะท้อนประกายล้อเล่นแสงตะวันอยู่อย่างเงียบงันที่มุมหนึ่งของห้องตั้งไว้ด้วยฉากไม้ประดับมุกเป็นลวดลายนกกระเรียนฝูงใหญ่ เบื้องหลังฉากกั้นมีม่านขาวบางเบาขึงคั่นเอาไว้อีกชั้นหนึ่งม่านขาวพลิ้วไหวไปตามสายลม ส่งผลให้เงาร่างที่ทาบทับอยู่บนม่านผืนนั้นขยับไหวราวกับกำลังร่ายรำ
ระหว่างฉากกั้นและม่านขาวยืนไว้ด้วยร่างแน่งน้อยของสตรีนางหนึ่งนางสวมใส่ชุดสีชมพูเรียบง่ายคาดเอวด้วยแถบผ้าสีครามที่เข้าคู่กัน เรือนผมสีดำถูกรวบเป็นมวยเอาไว้สองข้างศีรษะรัดประดับด้วยแถบผ้าสีชมพูแต่พองาม ใบหน้าเกลี้ยงเกลาแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางบางเบาแลดูงดงามเรียบร้อยราวกับคุณหนูในห้องหอผู้หนึ่ง ทว่าแท้ที่จริงแล้วนางเป็นสาวใช้ตัวเล็กๆในวังอ๋องเท่านั้นตำแหน่งของนางนั้นไม่ใหญ่โตทว่าท่านหญิงรองก็ไว้ใจนางเป็นอย่างมาก นางจึงมักจะได้รับมอบหมายให้ทำงานสำคัญหลายอย่างส่วนมากแล้วจะเป็นงานที่ท่านหญิงและสาวรับใช้ประจำกายไม่อาจลงมือกระทำได้เอง งานสืบข่าวที่นางเพิ่งจะได้ความกลับมารายงานในครานี้ก็เช่นกัน
เงาแขนเรียวงามกรีดกรายออกจากเรือนร่างอันอวบอัดที่ยืนอยู่หลังม่านเงาร่างแน่งน้อยอีกสองเงาขยับกายเข้ามาช่วยสวมใส่อาภรณ์ให้แก่ผู้เป็นเจ้านายอย่างคล่องแคล่วทว่าก็อ่อนช้อยงดงามอยู่ในที
“ทางเยว่หลิงเป็นเช่นไรบ้าง?”
ในที่สุดคำถามแผ่วเบาก็หลุดรอดออกมาจากริมฝีปากแดงดุจผลอิงเถา[1]นั้น สาวใช้ตัวน้อยประสานมือไว้บนหน้าท้องนางค้อมศีรษะลงและกล่าวรายงานด้วยน้ำเสียงที่ไม่ดังไม่เบาจนเกินไป มันดังพอที่ผู้ฟังซึ่งอยู่อีกด้านหนึ่งของม่านผืนบางจะได้ยินแต่ก็เบาพอที่จะไม่เล็ดลอดออกไปจากห้องแห่งนี้
“เรียนท่านหญิง ภายในเมืองเยว่หลิงตอนนี้มีประชาชนอยู่ราวหนึ่งพันคน และมีทหารอยู่สองพันห้าร้อยสามสิบเก้านายหลังจากได้รับสาส์นของท่าน เจ้าเมืองเยว่หลิงก็ปิดประตูเมืองห้ามคนเข้าออก ใครฝ่าฝืนมีโทษถึงตายส่วนแม่ทัพมู่ก็เคลื่อนพลอ้อมเขาไปทางตะวันตก และสั่งให้ตั้งค่ายขึ้นใกล้กับเมืองเยว่หลิงเยื้องไปทางตะวันตกเฉียงใต้ ใช้แนวเทือกเขาเป็นกำแพงป้องกันด้านหลัง และหันหน้าทัพออกไปทางแม่น้ำประชันหน้ากับทัพไท่หยางทัพหนึ่งเพคะ”
คิ้วเรียวงามของท่านหญิงรองยกขึ้นเล็กน้อยประกายแสงชนิดหนึ่งสว่างวาบขึ้นในดวงตาสีเงินของนาง แต่เพียงครู่เดียวก็เลือนหายไปริมฝีปากอวบอิ่มสีแดงสดเอ่ยถามต่อไปว่า
“แม่ทัพมู่ผู้นั้นได้ทำอะไรอีกหรือไม่?”
“เรียนท่านหญิง หลังจากทราบว่าเยว่หลิงไม่ยอมเปิดประตูเมือง เขาก็ส่งหน่วยลาดตระเวนออกไปสองหน่วยหนึ่งหน่วยลอบสำรวจและสืบข่าวรอบเมืองเยว่หลิง และอีกหน่วยนั้นออกสอดแนมข้าศึกตามปกติเพคะนอกจากนี้หลังจากตั้งทัพแล้วเขาก็ให้ทหารกองหนึ่งขึ้นเขาไปเก็บสมุนไพรทุกวัน เชื่อว่าเขาต้องการที่จะปรุงยาเพิ่มเติมจากที่ได้รับมอบจากคลังยาหลวงและหลังจากที่การปะทะแรกเกิดขึ้น แม่ทัพมู่ก็ไม่ได้ส่งทหารออกไปหาสมุนไพรอีกเลยเพคะเขาเพียงแค่ส่งทหารออกต้านทัพของศัตรูเท่านั้น ไม่รุก ไม่ถอย ข้าคิดว่าหากเป็นเช่นนี้ต่อไปทัพของแม่ทัพหยวนไฉ่คงได้เปรียบเข้าสักวันเนื่องจากจำนวนต่างกันมากเหลือเกินเพคะ”
สาวใช้ตอบตามรายงานที่ได้รับมาและอดที่จะเป็นกังวลต่อแนวทางการสู้ศึกของแม่ทัพมู่เฟิงเทียนไม่ได้ สายข่าวของนางที่เยว่หลิงนั้นแม้จะมีฝีมือแต่ก็ไม่อาจแฝงตัวเข้าไปในกองทัพของแม่ทัพผู้นั้นได้ เนื่องจากการป้องกันการแทรกซึมของมู่เฟิงเทียนนั้นพิสดารเกินไปดังนั้นนอกจากภาพการศึกที่เห็นจากภายนอกแล้ว ก็ไม่อาจหาข้อมูลใดๆ ได้อีก เมืองเยว่หลิงเป็นเมืองในครอบครองของวังหลินที่ได้รับพระราชทานมาจากฮ่องเต้พระองค์ก่อน ในตอนนี้แม้ผู้ปกครองจะมิใช่คนในวังอ๋องแต่ภาษีทั้งหมดที่เก็บได้นั้นตกแก่วังหลินทั้งสิ้น ดังนั้นในฐานะสาวใช้ผู้ภักดี นางจึงต้องเป็นกังวลต่อความอยู่รอดของเมืองเยว่หลิงเป็นธรรมดา
“เขาไม่ได้แสดงราชโองการหรือ?”
ท่านหญิงรองยังคงซักถามต่อไปในขณะที่สาวใช้ช่วยกันสวมใส่เครื่องประดับขนนกกระเต็น[2]ลงบนเรือนผมสีดำสนิทของนางสีฟ้าสดใสของขนนกช่วยขับให้พลอยแดงและมุกเม็ดงามเปล่งประกายจรัสขึ้น และสีฟ้านี้ก็ยังเข้ากันกับชุดสีขาวของนางอีกด้วยชุดสีขาวที่ท่านหญิงรองหลินอวี้เหมยสวมใส่นี้แม้จะเป็นสีที่เรียบง่าย ทว่าก็ตัดจากผ้าไหมเนื้อดีความมันวาวของเนื้อผ้าช่วยขับเน้นเรือนร่างอวบอัดที่ได้รับสืบทอดมาจากมารดาของนางได้อย่างพอดีดูไม่เย้ายวนเกินไป ไม่จืดชืดเกินไป กลายเป็นสาวงามที่น่าค้นหาอย่างยิ่ง ครั้นเมื่อสวมใส่เครื่องประดับครบแล้วผ้าคลุมสีฟ้าเบาบางก็ถูกนำมาคลุมทับไหล่มน ทิ้งชายยาวลงระพื้น แต่งเติมสีสันให้แก่ท่านหญิงผู้งดงามอีกเล็กน้อยก็เป็นอันเสร็จ
“เรียนท่านหญิง เขาไม่ได้แสดงราชโองการเพคะ และนอกจากม้าเร็วที่ถูกส่งไปแจ้งข่าวในคราแรกแล้วเขาก็ไม่ได้ส่งใครไปเจรจากับเยว่หลิงอีกเลยเพคะ”
“อืม...ดูเหมือนว่าหลานชายของแม่สามจะพอมีปัญญาอยู่บ้าง”
‘อย่างน้อยเขาก็รู้ว่าเมื่อใดควรรุก เมื่อใดควรถอย และฉลาดพอที่จะกระตุ้นศัตรูในเงามืดให้เริ่มเคลื่อนไหวมากขึ้น’
หลินอวี้เหมยกล่าวต่อในใจนัยน์ตาสีเงินที่ได้รับตกทอดมาจากมารดาทอประกายเคร่งขรึม สองมือกุมกันอยู่กลางลำตัวใบหน้างดงามแปลกตาอันเป็นส่วนผสมระหว่างคนแคว้นหลงกับสาวงามต่างชาติเชิดขึ้นเล็กน้อยดวงตากลมโตหรี่แคบลงแลดูเย็นชาและทรงอำนาจเป็นอย่างยิ่ง สาวใช้ทั้งสองแหวกม่านเปิดออกอย่างแช่มช้าเปิดทางให้เจ้านายของพวกตนได้เดินออกไปโดยสะดวก
คำพูดของท่านหญิงรองสร้างความฉงนให้แก่ผู้ฟังทั้งหมดทว่าพวกนางก็มิหาญกล้าที่จะถามออกไป พวกนางเป็นเพียงบ่าวไพร่ มีหน้าที่ทำตามคำสั่งมิใช่ตั้งคำถาม
“ยังมีเรื่องอันใดอีกหรือไม่?”
ท่านหญิงรองเอ่ยถามก่อนที่จะเดินผ่านสาวใช้คนนั้นไปครั้นเมื่อได้ยินคำถาม สาวใช้ในชุดสีชมพูก็รีบเร่งรายงานด้วยน้ำเสียงที่ดังกว่าเดิมคล้ายจงใจพูดให้ผู้อื่นนอกจากนายของตนได้ยินว่า
“เรียนท่านหญิง หม่อมฉันสืบทราบมาว่า คุณหนูสกุลเทียนผู้นั้นหาใช่กุลสตรีที่เพียบพร้อมไม่เพคะนางทั้งดื้อรั้น เอาแต่ใจ ไม่ฝักใฝ่การเรียน จิตใจหยาบช้าชอบทุบตีบ่าวไพร่ อีกทั้งยังแอบคบหากับผู้คุ้มกันของบิดาอย่างลับๆด้วยเพคะ สตรีเช่นนี้ไม่เหมาะสมกับท่านอ๋องน้อยเลยเพคะ”
ฟังแล้วหลินอวี้เหมยก็ถอนหายใจอย่างปลงตกกล่าวด้วยน้ำเสียงไม่ดังไม่เบาว่า
“เหมาะสมแล้วเช่นไร ไม่เหมาะสมแล้วจะกระทำเช่นไรได้ สัญญาครานี้เป็นท่านปู่ที่ได้ให้คำมั่นไว้เราจะทำให้ท่านปู่เสื่อมเสียเกียรติด้วยการตระบัดสัตย์เช่นนั้นหรือ?”
กล่าวแล้วนางก็ทอดถอนหายใจอีกคราและพูดต่อไปว่า
“จริงอยู่ว่าสตรีผู้นั้นไม่มีคุณสมบัติที่จะให้กำเนิดสายเลือดสกุลหลินอันทรงเกียรติทว่าสัญญาย่อมเป็นสัญญา ข้าจะให้น้องแปดรับนางเป็นภรรยาเอก ตามคำสัญญาของท่านปู่ ทว่านางจะมิมีโอกาสได้ตั้งครรภ์บุตรแห่งตระกูลหลินไม่ว่าหญิงหรือชายก็ไม่ได้ทั้งนั้น!”
นัยน์ตาสีเงินทอประกายเด็ดขาดยามที่กล่าวย้ำประโยคสุดท้ายท่านหญิงรองแห่งวังหลินอ๋องหันไปสบตากับสาวใช้คนสำคัญของนาง สั่งว่า
“ทันทีที่คุณหนูสกุลเทียนก้าวเข้าสู่วังอ๋องแห่งนี้นางจะต้องได้รับยาห้ามครรภ์และภายในหนึ่งปีนางจะต้องไม่สามารถตั้งครรภ์ได้อีกตลอดชีวิต!”
“ทราบแล้วเพคะ หม่อมฉันจะรีบดำเนินการให้เร็วที่สุด”
นั่นคือคำสั่งที่สาวใช้ในชุดสีชมพูทราบดีว่าหมายความเช่นไรหญิงสาวจึงน้อมรับคำสั่งเสียงดังฉะฉาน
ที่นอกหน้าต่างดวงตาคู่หนึ่งเบิกกว้างขึ้นด้วยความตื่นตระหนก ริมฝีปากอ้าค้างอย่างไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยินมันเป็นที่ทราบกันดีว่าท่านหญิงรองผู้นี้เป็นสตรีที่เคร่งครัดในกฎระเบียบ และเด็ดขาดเป็นอย่างยิ่งทว่าคงไม่มีผู้ใดคิดฝันว่าสตรีงามล่มเมืองผู้นี้จะกล่าววาจาชั่วร้ายเช่นนั้นออกมาได้
‘ข่าวใหญ่! ข่าวใหญ่จริงๆ ข้าต้องรีบไปบอกพวกเขา!”
คิดแล้วร่างนั้นก็รีบย่องหลบออกไปโดยมิได้รู้เลยว่าในขณะที่นางรีบร้อนวิ่งออกไปนั้น สตรีในชุดขาวก็คลี่ยิ้มบางอย่างพึงพอใจ
“นกน้อยคาบข่าวไปแล้ว เจ้าอย่าลืมให้คนไปสืบดูเล่า”
หลินอวี้เหมยหันไปกำชับสาวใช้ในชุดสีชมพูเสียงเบานางยอบกายรับคำอย่างอ่อนช้อย ก่อนจะพลิ้วกายออกไปด้วยวิทยายุทธ์ขั้นสูง เพียงพริบตาเดียวภายในห้องอันโอ่โถงแห่งนั้นก็ไร้ซึ่งเงาของนาง
ข้างฝ่ายนกน้อยผู้นั้นหลังจากลัดเลาะผ่านสวนและหมู่เรือนอันสลับซับซ้อน นางก็มาถึงประตูเข้าออกสำหรับคนรับใช้ซึ่งซ่อนอยู่ในมุมอับสายตาแห่งหนึ่งครั้นเมื่อเหลียวมองซ้ายขวาแล้วไม่เห็นใคร นางก็ผลักประตูเปิดออกและแทรกตัวผ่านช่องว่างเล็กๆนั่นไปอย่างเงียบกริบโดยไม่ลืมที่จะปิดประตูตามหลัง เหลียวซ้ายมองขวาอีกรอบหนึ่งเพื่อความมั่นใจจากนั้นนกน้อยก็รีบคาบข่าวไปบอกนายจ้างของตนทันที นางเกรงว่าหากไม่รีบไปตอนนี้ คงไม่มีโอกาสแอบออกไปได้ง่ายนักเนื่องจากสถานที่แห่งนั้นอยู่ไกลจากวังหลินเป็นอย่างมาก
ในเมืองหลวงอันโอฬารแห่งแคว้นหลงมีบ้านเรือนอยู่มากกว่าหนึ่งหมื่นหลังคาเรือน เขตการปกครองถูกแบ่งออกเป็นเขตๆ อย่างมีระบบวังหลินอ๋องตั้งอยู่ในเขตรุ่งเรืองที่สุดทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ไกลจากเขตพระราชฐานและวังอ๋องอื่นๆอยู่บ้าง ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า หลินอ๋องคนแรกมิใช่อ๋องที่สืบสายเลือดราชวงศ์ แต่เป็นอ๋องที่ได้รับการแต่งตั้งจากคุณงามความดีที่ได้ทำให้แก่แคว้นแต่ถึงจะเป็นตำแหน่งอ๋องที่ได้รับพระราชทานมา วังหลินอ๋องแห่งนี้ก็เรืองอำนาจอย่างยิ่งอำนาจของพวกเขายังนับได้ว่ามากกว่าอ๋องที่สืบสายเลือดราชวงศ์บางคนเสียอีก
วังอ๋องที่ยิ่งใหญ่มั่งคั่งเช่นนี้หากครอบครัวใดได้เกี่ยวดองด้วยย่อมนับว่าเป็นลาภอันประเสริฐเป็นหนทางแห่งความเจริญรุ่งเรืองของตระกูลเลยก็ว่าได้ ทว่าในยามนี้ท่านหญิงรองผู้กุมอำนาจเกือบทั้งหมดในวังหลินกลับคิดวางแผนตัดอนาคตของว่าที่พระชายาอ๋องน้อยแห่งวังหลินเช่นนี้แล้วฮูหยินเทียนผู้เป็นมารดาของว่าที่พระชายาผู้นั้นจะทนนิ่งเฉยได้เช่นไร
“เจ้าว่าอะไรนะ! นางนะหรือจะคิดแผนชั่วร้ายเช่นนั้นได้?”
“ข้าได้ยินมากับหูเลยเจ้าค่ะ ท่านหญิงกล่าวว่าคุณหนูสกุลเทียนไม่มีคุณสมบัติที่จะตั้งครรภ์สายเลือดสกุลหลินและสั่งให้สาวใช้เตรียมยาห้ามครรภ์สำหรับคุณหนูเอาไว้เสียแต่เนิ่นๆ เจ้าค่ะ”
บ่าวรับใช้แห่งวังหลินอ๋องกล่าวยืนยันนางเองก็ไม่อยากเชื่อหูตัวเองเช่นกันว่าท่านหญิงผู้งดงามท่านนั้นจะสามารถวางแผนการเหี้ยมโหดเช่นนี้ได้นางมิแปลกใจเลยว่าเหตุใดท่านอ๋องจึงฝากฝังธุระแทบทุกอย่างในวังอ๋องให้ท่านหญิงรองเป็นผู้ดูแลที่แท้นางก็มิใช่เพียงคุณหนูในห้องหอที่งดงามเรียบร้อย และเคร่งครัดในกฎระเบียบอย่างที่เห็นภายนอกแต่เป็นสตรีที่ซุกซ่อนความร้ายกาจเอาไว้ภายใต้ฉากหน้าอันงดงาม
“เช่นนี้เราจะทำอย่างไรดีเจ้าคะฮูหยินใหญ่?”
แม่นมเลี่ยงอันเป็นคนสนิทของฮูหยินใหญ่ตระกูลเทียนถามขึ้นอย่างร้อนรนวังหลินอ๋องกับตระกูลเทียนมีสัญญาจะเกี่ยวดองกันมาตั้งแต่รุ่นก่อนแล้ว แต่โชคชะตาก็เล่นตลกเมื่อบุตรชายหญิงแห่งทั้งสองตระกูลต่างมิได้มีใจให้แก่กันและผู้นำตระกูลทั้งสองก็ไม่อยากฝืนใจบุตรธิดา จนในที่สุดสัญญานี้ตกมาสู่รุ่นหลาน และแน่นอนว่าตำแหน่ง“พระชายา” ในอ๋องน้อยท่านหนึ่งนั้นเป็นที่ต้องการของบรรดาฮูหยินน้อยใหญ่ในสกุลเทียนพวกนางต้องการให้บุตรสาวของตนได้รับตำแหน่งนี้ เกิดเป็นการแย่งชิงใหญ่โต และฮูหยินใหญ่แห่งตระกูลสายหลักก็สามารถเขี่ยคุณหนูคนอื่นๆออกไปพ้นทางได้สำเร็จ ทว่าโชคชะตาก็เล่นตลกร้ายอีกครั้งเมื่อบุตรสาวของนางไม่เป็นที่ถูกใจของวังหลินจนอีกฝ่ายคิดที่จะทำลายนาง มิให้สามารถมีบุตรได้
หากปราศจากซึ่งเด็กที่สืบสายเลือดของสองตระกูลแล้วไซร้ก็ยากยิ่งที่สกุลเทียนจะเป็นที่โปรดปรานของวังหลิน การกอบโกยผลประโยชน์และความมั่งคั่งที่นางวาดฝันเอาไว้ก็คงไม่มีทางเกิดขึ้นครั้นจะจับลูกสาวใส่ตะกร้าล้างน้ำเช่นไรก็คงไม่เป็นผล ในเมื่อผู้คนทั้งเมืองหลวงต่างทราบดีว่าบุตรสาวของนางนั้นเหลวแหลกเพียงใด
ฮูหยินใหญ่รู้สึกผิดยิ่งนักที่ปล่อยปละละเลยตามใจบุตรสาวจนเสียคนเช่นนี้ นี่ดีแค่ไหนแล้วที่นางยังรู้จักรักนวลสงวนตัวอยู่บ้างหาไม่แล้วนางคงต้องถูกจับแต่งงานล้างอายให้กับบุรุษสักผู้หนึ่งไปแล้ว
“ขอข้าคิดก่อน”
ฮูหยินใหญ่บอกปัดพลางโบกมือไล่แม่นมเลี่ยงค้อมศีรษะรับคำอย่างรู้หน้าที่ หญิงชราหยิบถุงเงินออกมาจากพกเสื้อ และยัดใส่มือบ่าวรับใช้จากวังหลินหญิงสาวแย้มยิ้ม ลูบคลำถุงเงินอย่างชอบอกชอบใจ และรีบกลับออกไป เหลือไว้แต่เพียงสองนายบ่าวที่กำลังจมจ่อมอยู่ในกระแสแห่งความเครียดและความกังวล
ฮูหยินใหญ่กำลังครุ่นคิดว่าหากลูกสาวของนางไม่อาจทำให้วังหลินถูกใจได้เช่นนั้นแล้วนางควรจะทำเช่นไร? ไม่ว่าอย่างไรตระกูลเทียนก็จะต้องเกี่ยวดองเป็นทองแผ่นเดียวกันกับวังหลินให้ได้
‘ข้าควรจะทำเช่นไร? ข้าควรจะทำเช่นไรดี?’
ไกลออกไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือไฟสงครามกำลังปะทุขึ้นอย่างดุเดือด เสียงลั่นกลองรบดังกึกก้อง เสียงคำรามโห่ร้องของทหารหาญสั่นสะเทือนแผ่นดินอย่างทรงพลังขบวนทัพม้ารูปหัวลูกศรพุ่งเข้าใส่ขบวนทัพรูปปีกกาอย่างไม่กลัวเกรงว่าจะถูกล้อม มันเป็นการรบที่คาดเดาผลแพ้ชนะได้ยากยิ่งหากมองเพียงรูปของกระบวนทัพ ฝ่ายรับก็ดูจะได้เปรียบอยู่ไม่น้อยเนื่องจากสามารถโอบล้อมโจมตีศัตรูได้จากทุกทิศทางทว่าในความเป็นจริงแล้วมันซับซ้อนยิ่งกว่านั้น ทหารม้าฝ่ายบุกทุกนายถือง้าวที่เคลือบไว้ด้วยพลังปราณอันแข็งแกร่งกลายเป็นอาวุธประหัตประหารที่น่าสะพรึงกลัว ข้างฝ่ายรับเองแม้จะกระจายกำลังออกเป็นรูปปีกกาแต่แถวหน้าของทัพกลับเป็นพลธนูที่ไม่อาจเทียบชั้นความแข็งแกร่งของทหารม้าได้
ดังนั้นจึงกลายเป็นว่าตัวแปรที่จะกำหนดความได้เปรียบเสียเปรียบของศึกครั้งนี้มิใช่รูปแบบขบวนทัพแต่เป็นความสามารถในการป้องกันของฝ่ายรุก และความสามารถในการโจมตีของฝ่ายรับ หากพลธนูสามารถสร้างความเสียหายแก่ข้าศึกได้มากพอก่อนที่อีกฝ่ายจะเข้าประชิดตัวฝ่ายรับก็จะได้เปรียบ แต่หากทำไม่ได้ ฝ่ายรุกก็จะมีเปรียบอย่างยิ่ง แม้ว่ารูปแบบกระบวนทัพจะเป็นรองก็ตาม
“ยิง!”
นายกองผู้คุมพลเกาทัณฑ์ตะเบ็งเสียงสั่งการทันทีที่ทัพม้าของศัตรูเคลื่อนเข้ามาในระยะยังไม่ทันที่จะสิ้นเสียงกังวานนั้น ลูกธนูนับพันก็พุ่งออกไปราวกับห่าฝน ฝูงลูกศรเหล่านั้นพุ่งทะยานขึ้นสู่ฟ้าก่อนจะตกลงเป็นวิถีโค้งพุ่งตรงสู่เป้าหมาย ลูกธนูเหล่านั้นห่อหุ้มไว้ด้วยพลังปราณของผู้ยิงทำให้มันสามารถเจาะทะลุม่านพลังปราณที่พลม้าของฝ่ายศัตรูสร้างขึ้นปกป้องตนเองได้ ทว่าลูกศรจะสามารถสร้างความเสียหายแก่เป้าหมายได้หรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับพลังปราณของผู้ยิงและผู้ตกเป็นเป้า
ลูกธนูหลายดอกถูกม่านพลังปราณปัดกระเด็นไปในขณะที่อีกหลายดอกได้ลิ้มรสเลือดของศัตรู อย่างไรก็ตามเพียงธนูปักร่างไม่กี่ดอกก็ไม่สามารถหยุดทหารที่กำลังฮึกเหิมได้
“ยิง!”
ขณะที่พลธนูชุดแรกคุกเข่าลงขึ้นศรลูกใหม่พลธนูชุดที่สองก็ปล่อยธนูออกจากแล่ง เสร็จแล้วก็คุกเข่าลงเปิดทางให้พลธนูชุดที่สามยิงลูกศรตามไปติดๆกันอีกชุดหนึ่ง
ฝนลูกธนูที่ตกลงมาระลอกแล้วระลอกเล่าสร้างความเสียหายแก่ทัพศัตรูอย่างยุ่งเหยิง บ้างถูกทหารเจ็บไป และบ้างปักเข้าที่จุดตายทหารหลายนายตกลงจากหลังม้า และม้าหลายตัวก็ต้องศรเข้าจุดสำคัญจนล้มคว่ำลง ที่ไม่ล้มแต่ถูกยิงก็ตื่นตระหนกยกขาสะบัดร่างจนผู้ที่ควบขี่มันอยู่กระเด็นตกลงพื้น คนที่พอมีฝีมืออยู่บ้างก็สามารถลงสู่พื้นได้อย่างปลอดภัยแต่บางคนก็ตกลงพื้นอย่างผิดท่า คอหักพับไปอย่างไม่อาจลุกขึ้นมาร่วมสงครามได้อีก
เสียงโห่ร้องของทหารหาญยังคงดังสะเทือนฟ้าดินม้าแผดเสียงร้องแทรกขึ้นมาเป็นระยะ เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดของคนและม้าดังแทรกขึ้นมาเป็นระยะช่วยเติมเต็มท่วงทำนองแห่งสงครามให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น
มู่เฟิงเทียนนั่งนิ่งอยู่บนหลังม้าที่แนวหลังของกองทัพมิใช่ว่าเขาขลาดกลัวต่อความตาย แต่ชายหนุ่มต้องการที่จะอ่านความคิดของศัตรูให้ออกเสียก่อนจึงค่อยลงมือกุนซือฝ่ายไท่หยางนั้นมีความคิดที่ลึกล้ำและซับซ้อนยิ่ง เขาไม่อาจประมาทได้ และนับว่าโชคยังดีอยู่บ้างที่อีกฝ่ายปฏิบัติตามธรรมเนียมสงครามนั่นคือหยุดรบเมื่อตะวันแตะเส้นขอบฟ้า เปิดทางให้ทหารทั้งสองฝ่ายเก็บกู้ซากศพของสหายที่ตกตายลงเพื่อนำไปทำพิธีอย่างถูกต้องแม้ว่าสุดท้ายแล้วร่างของพวกเขาจะต้องถูกเผาเพื่อป้องกันโรคระบาดก็ตาม
ทัพม้าเคลื่อนเข้ามาใกล้เรื่อยๆมู่เฟิงเทียนกะระยะด้วยสายตาแล้วก็ส่งสัญญาณมือให้แก่นายทหารประจำกลองทั้งสอง พลันเสียงทุ้มต่ำแต่กังวานไกลของกลองก็ดังขึ้นนายทหารประจำกลองทั้งสองทุ่มเทเรี่ยวแรงทั้งหมดฟาดกระบองลงบนแผ่นหนังที่ถูกขึงจนตึงเสียงกลองดังเป็นจังหวะ เร็วช้าปะปนกันไร้ซึ่งความไพเราะ ทว่ามันกลับทำให้ท่วงทำนองแห่งสงครามเข้มข้นขึ้น
เสียงกลองเหล่านั้นเป็นชุดรหัสเสียงที่บอกให้บรรดาทหารในกองทัพทราบว่าจะต้องแปรรูปขบวนไปเช่นไร
พลธนูยิงศรชุดสุดท้ายออกไปแล้วก็รีบถอยไปอยู่แนวหลังปล่อยให้พลทหารราบที่อยู่เบื้องหลังรับหน้าที่แทน
แนวปีกของทัพฝ่ายรับค่อยๆโอบล้อมศัตรู ทหารราบแถวหน้านั้นถือไม้พลองที่ติดเกออันเป็นมีดที่มีลักษณะคล้ายขอเกี่ยวมีปลายถ่วงน้ำหนักไปทางด้านหลังคล้ายขวานมันเป็นอาวุธที่เมื่อใช้กับทหารม้าแล้วจะได้เปรียบพอสมควร หรือต่อให้ใช้กับทหารราบด้วยกันมันก็ยังคงความได้เปรียบอยู่ดี
ทหารม้าของไท่หยางนั้นมีพลังปราณแกร่งกล้าแม้ว่าจะเป็นผู้ฝึกยุทธ์ขั้นต่ำก็ตาม ง้าวที่หุ้มด้วยพลังปราณเมื่อกวัดแกว่งไปทางใดก็สามารถเอาชีวิตทหารแคว้นหลงได้อย่างง่ายดายทว่าทหารแคว้นหลงเองก็มิได้โง่เขลา พวกเขาพยายามหลบให้พ้นรัศมีง้าวแล้วเหวี่ยงเกอเกี่ยวร่างศัตรูลงจากหลังม้าการถูกใบมีดปักและลากลงสู่พื้นนั้นอาจทำให้บาดเจ็บไม่มากนัก แต่ทันทีที่เห็นศัตรูร่วงลงสู่พื้นทหารแคว้นหลงก็จะกรูเข้ามาโจมตีซ้ำจนถึงแก่ความตาย
ลำตัวคือเป้าหมายจู่โจมเมื่อต้องการฉุดลากศัตรูลงจากอานและลำคอคือเป้าหมายเดียวสำหรับศัตรูที่นอนอยู่บนพื้น เหล่าทหารแคว้นหลงต่างท่องจำแนวทางปฏิบัตินี้จนขึ้นใจฝ่ายทหารแห่งทัพไท่หยางเองก็มุ่งมั่นฟาดฟันทวนยาวในมือ ประหัตประหารทหารราบฝ่ายตรงข้ามอย่างดุดัน
การรบชุลมุนขึ้นไปอีกขั้นเมื่อทหารราบฝ่ายไท่หยางตามเข้ามาถึงแนวปะทะเสียงร้อง เสียงคำรามของผู้คน ดังปะปนไปกับเสียงกระทบกันของโลหะ กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งเช่นเดียวกับฝุ่นดินที่ฟุ้งตลบขึ้น
สรรพเสียงแห่งสงครามดังกึกก้องไปไกลลิบ เทียนหมิงชูที่กำลังวิ่งวุ่นอยู่ในกระโจมพยาบาลรู้สึกราวกับว่าตัวเขากำลังยืนอยู่ในสนามรบเสียเองเด็กหนุ่มสะบัดศีรษะไล่ความคิดฟุ้งซ่านออกไปแล้วรีบเร่งรักษาคนเจ็บตรงหน้า ตั้งแต่ที่หมอเซี่ยตัดสินใจว่าจะสั่งสอนวิชาแพทย์แก่เขาหมิงชูก็วุ่นวายอยู่กับยาและตำราแพทย์มาตลอด และเมื่อการรบเปิดฉากขึ้น หน้าที่แพทย์ประจำกระโจมพยาบาลก็มาสู่หมิงชูอย่างยากที่จะหลีกเลี่ยงหมอเทวดาให้เหตุผลว่านี่เป็นการทดสอบความสามารถ ทว่าหมิงชูกลับคิดเห็นต่างออกไป เขาคิดว่าชายชราเพียงแค่ขี้เกียจลงมือรักษาเองเท่านั้น
‘อา...นี่ข้าคิดผิดหรือเปล่าที่แสดงละครหลอกล่อให้เขาสอนวิชาแพทย์ให้?’
เด็กหนุ่มคิดพลางทอดถอนหายใจเขาไม่น่าอยากเรียนวิชาแพทย์ จนแสดงละครหาเรื่องให้หมอเทวดานึกเห็นใจจนรับเป็นศิษย์เลยยิ่งคิดหมิงชูก็ยิ่งรู้สึกหดหู่จนต้องถอนหายใจออกมาอีกครา สองมือยังคงขยับพันผ้าพันแผลอย่างคล่องแคล่วเมื่อเสร็จแล้วก็รีบรุดไปตรวจดูอาการของคนเจ็บรายต่อไป วันนี้ยังไม่มีคนเจ็บชุดใหม่เข้ามาดังนั้นที่อยู่ในกระโจมแห่งนี้จึงเป็นคนเจ็บที่ได้รับการรักษาแล้วตั้งแต่วันก่อนหมิงชูเพียงแค่ตรวจสอบอาการและเปลี่ยนผ้าพันแผลให้เท่านั้น นอกจากนี้เขายังมีผู้ช่วยอีกหลายคนส่วนใหญ่เป็นทหารที่บาดแผลใกล้หายดีแล้ว และบางส่วนก็เป็นพลทหารอายุน้อยที่นายกองประเมินแล้วว่าไม่น่าจะเป็นประโยชน์ต่อกองทัพ
เมื่ออยู่ต่อหน้าคนเจ็บหมิงชูคิดแต่เพียงว่าเขาจะต้องรีบรักษาให้เร็วและดีที่สุดเขาเป็นคนประเภทที่ว่าหากได้รับผิดชอบสิ่งใดแล้วจะต้องทำให้เต็มที่ เด็กหนุ่มไม่สนใจว่าใครจะฆ่ากันอย่างไรแต่เมื่อชีวิตของคนผู้หนึ่งตกอยู่ในความรับผิดชอบของเขาแล้ว เด็กหนุ่มก็จะทุ่มเทรักษาคนผู้นั้นอย่างเต็มที่และความตั้งใจอันแน่วแน่นี้เองที่ทำให้หมิงชูเปล่งประกายออกมาอย่างไม่ได้ตั้งใจ
ความรวดเร็วและเชี่ยวชาญในการตรวจรักษาของเด็กหนุ่มทำให้หลายคนประหลาดใจอันที่จริงแล้วผู้คนในกองทัพต่างก็นึกฉงนตั้งแต่ตอนที่หมอเทวดาปล่อยให้หมิงชูทำหน้าที่รักษาคนเจ็บส่วนตัวเขาก็เอาแต่นั่งมองเฉยอยู่ที่มุมหนึ่งของกระโจมแล้ว แต่ยิ่งได้มาเห็นความเร็วที่น่าเหลือเชื่อของเด็กหนุ่มพวกเขาก็อดที่จะตั้งคำถามไม่ได้ว่า เทียนหมิงชูผู้นี้เป็นใครกันแน่
“เสี่ยวปาหยิบยาสมานแผลมาเพิ่มที”
หมิงชูตะโกนสั่งเพื่อนร่วมทัพที่มีอายุอ่อนกว่าสองปีขณะที่สองมือก็ทำความสะอาดแผลของนายทหารรุ่นพี่อย่างคล่องแคล่ว กลิ่นสุราที่ใช้ล้างแผลนั่นทำให้เขารู้สึกมึนงงไม่น้อยดังนั้นเด็กหนุ่มจึงใช้ผ้าชุบน้ำหมาดๆ ผูกปิดจมูกและปากไว้ กลายเป็นภาพที่แปลกตาอย่างยิ่งทว่าก็ไม่มีใครคิดที่จะเอ่ยล้อเลียนผู้ช่วยแพทย์ที่ช่วยชีวิตพวกเขา
“ทำไมเป็นข้าอีกแล้วล่ะ?”
เสี่ยวปาบ่นพลางวิ่งออกไปหยิบยาสมานแผลท่าวิ่งของเขาดูประหลาดไปบ้างเพราะแผลที่ขายังไม่หายดี แต่มันก็ไม่ร้ายแรงมากนัก ที่ร้ายแรงจริงๆคือบาดแผลใหญ่ที่แขนขวาของเขา ตอนนี้มันดีขึ้นมากแล้วแต่ก็ยังคล้องผ้าเอาไว้ไม่ให้เคลื่อนไหวมากเกินไปจนแผลฉีกเด็กหนุ่มที่ใช้ได้เพียงแขนซ้ายจึงอดไม่ได้ที่จะบ่นออกมาเมื่อถูกใช้ให้ไปหยิบของในสภาพกึ่งพิการเช่นนี้
“ยาสมานแผลได้แล้ว”
ไม่นานนักเสี่ยวปาก็กลับมาพร้อมยากระสอบใหญ่และผ้าพันแผลอีกหลายม้วน เขาคะเนจากตำแหน่งของดวงตะวันก็พอจะรู้ว่าการรบในวันนี้ใกล้จะสิ้นสุดลงแล้วดังนั้นเขาจึงหยิบผ้าพันแผลและยาอื่นๆ นอกเหนือจากที่หมิงชูสั่งติดมาด้วย เสี่ยวปาคงจะคิดไปไม่ถึงว่านี่เองที่เป็นเหตุผลที่ทำให้หมิงชูเรียกใช้เขาบ่อยกว่าผู้อื่น
“ขอบใจ”
หมิงชูเอ่ยขอบคุณสั้นๆแล้วก็หยิบยาสมานแผลมาใช้ ปากก็สั่งให้เสี่ยวปาและทหารคนอื่นช่วยจัดเรียงข้าวของให้เป็นระเบียบพร้อมใช้เขายังสั่งไม่ทันจบดีก็ทำแผลให้ทหารคนนั้นเสร็จเรียบร้อย เด็กหนุ่มจึงขยับไปยังเตียงถัดไปตรวจและเปลี่ยนผ้าพันแผลให้ พร้อมกันนั้นก็สั่งการต่อไปจนจบ
การกระทำของเขาทำให้หลายคนอดทึ่งไม่ได้แต่พวกเขาก็ไม่มีเวลาจับกลุ่มวิจารณ์กัน ต่างคนต่างสบตากันอย่างมีความนัย ก่อนจะแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตน
พอตะวันเลื่อนลับเหลี่ยมเขาแผ่นฟ้าแปรเปลี่ยนเป็นสีโลหิต คนเจ็บกลุ่มใหม่ก็ถูกส่งตัวเข้ามา คนที่อาการหนักต้องรีบรักษาถูกส่งให้แก่หมิงชูในขณะที่ผู้ที่มีบาดแผลไม่รุนแรงมากนักก็จะได้เพื่อนทหารด้วยกันช่วยทำความสะอาด ใส่ยาและพันแผลให้
หมิงชูวิ่งวุ่นอยู่ในกระโจมคนเจ็บจนดึกดื่นหลังจากตรวจสอบจนแน่ใจแล้วว่าไม่มีอาการของใครที่น่าเป็นห่วง หมิงชูก็ออกมาจากกระโจมพยาบาลเขาแวะไปล้างหน้าล้างตาที่ริมลำธาร ซึ่งทหารหลายคนกำลังตักน้ำไปเตรียมไว้ใช้อุปโภคบริโภคในกองทัพพวกเขาทักทายกันพอเป็นพิธี จากนั้นหมิงชูก็กลับเข้ามาพักผ่อนในกระโจมของท่านหมอเทวดา
แรกทีเดียวเด็กหนุ่มคิดว่าจะพักผ่อนให้หายเหนื่อยหาได้คาดคิดไม่ว่าท่านอาจารย์จะกลั่นแกล้งตนด้วยการบังคับให้เขาท่องจำตำราแพทย์เล่มใหม่
‘อา...ข้าคิดผิดจริงๆนั่นแหละ ที่ล่อหลอกเขาให้ยอมรับข้าเป็นศิษย์”
หมิงชูได้แต่นึกโอดครวญอยู่ในใจอย่างสิ้นหวังความฝันที่จะได้นอนเต็มอิ่มหลุดลอยไปกับสายลมยามราตรีเสียแล้ว
[1]ผลเชอร์รี่
[2]เครื่องประดับที่ตกแต่งด้วยขนสีฟ้าสดใสของนกกระเต็นและเนื่องจากการได้มาซึ่งขนนก กระบวนการทำและการขนส่งนั้นทำได้ยากจึงมีราคาแพงมากเครื่องประดับประเภทนี้จะส่วนใหญ่จะเน้นสีฟ้าของขนนกเป็นหลักแต่ก็มีบางชิ้นที่เน้นสีสันและลวดลายของโลหะปัจจุบันจะใช้ผ้าไหมสีฟ้าหรือขนนกชนิดอื่นย้อมสีมาทำเครื่องประดับชนิดนี้แทนขนนกกระเต็นของจริง