ลำนำจักรพรรดิยุทธ์ สะท้านฟ้า

    บทที่41 พี่น้องตระกูลไช่

    บทที่41พี่น้องตระกูลไช่


              “เป็นจอมยุทธ์ขั้นหนึ่งทุกคน!แล้วอย่างนี้จ้าวเฟยหลงจะมีทางรอดหรือ” อิงชิงหรูกล่าว


              ชุ่ยเอ๋อขยับตัวเข้ามาใกล้พร้อมกับกระซิบกระซาบ


            “จ้าวเฟยหลงคนนั้นไม่เพียงไม่ต้องหาทางรอดแต่กลับสังหารคนพวกนั้นจนหมด เจ้าค่ะ”


              อิงชิงหรูถึงกับนิ่งอึ้งไปชั่วขณะข้อมูลที่ชุ่ยเอ๋อบอกมานั้นเหนือกว่าที่นางคิดเอาไว้มากเกินไป


              “เขาทำได้ยังไงมันน่าเหลือชื่อเกินไปแล้ว” อิงชิงหรูเริ่มสนใจมากขึ้น


              “ตามข่าวบอกว่าจ้าวเฟยหลงสามารถเอาชนะจอมยุทธ์ขั้นหนึ่งห้าคนด้วยกิ่งไม้ที่ตกอยู่บนพื้นดินแถวนั้นเจ้าค่ะ”


            ชุ่ยเอ๋อกระซิบบอก สายตาบ่งบอกว่าแม้แต่ตัวเองก็ยังไม่อาจเชื่อได้


              “ตรวจสอบข่าวของเจ้าอีกครั้ง”


            อิงชิงหรูยังไม่อาจเชื่อในสิ่งที่ตนเองได้ยินเพราะมันเรียกได้ว่าพลิกฟ้าเกินไปที่นักยุทธ์ขั้นเก้าผู้หนึ่งจะเอาชนะจอมยุทธ์ขั้นหนึ่งได้ถึงห้าคนพร้อมกันแต่กระนั้นจ้าวเฟยหลงได้รับความสนใจจากอิงชิงหรูอย่างเต็มที่แล้วในตอนนี้


              อีกด้านหนึ่ง กระโจมตระกูลจื่อจื่อโม่ได้รับรายงานข่าวจ้าวเฟยหลงแล้ว ก็พึมพำกับตนเองไม่หยุด
            


            “น่าสนใจจริงๆ”

              หลังจากที่ออกจากตลาดน้อยเขาก็สั่งให้ผู้ติดตามออกสืบหาข่าวของจ้าวเฟยหลงและก็ได้รับข่าวที่น่าตกใจนี้มาอยู่ในมือสายตาแห่งความมุ่งมั่นของเขาส่องสว่างราวกับได้พบเจอสิ่งของมีค่าที่เขาปรารถนาเพราะเขาถือเป็นอัจฉริยะรุ่นเยาว์แห่งแคว้นซูโจวไร้คู่ต่อกรมานานในการมาสมัครคัดเลือกเป็นศิษย์สำนักตงหยางในครั้งนี้ก็เพื่อหาคู่ต่อสู้ที่เหมาะสมให้แก่ตนเอง

              “หวังว่าจะไม่ทำให้ข้าผิดหวังนะจ้าวเฟยหลง”


              กระโจมตระกูลเหยาและตระกูลโหย่วต่างก็ได้รับข่าวการตายของกลุ่มหลูไท่เช่นกันเรื่องนี้ทั้งสองตระกูลหาได้เกี่ยวข้องโดยตรงจึงเพียงทำการเฝ้ามองเหตุการณ์อยู่ห่างๆ ว่าตระกูลเซี่ยจะจัดการเรื่องนี้อย่างไรแต่ว่ายังไงก็ตามชื่อของจ้าวเฟยหลง คนไร้ชื่อเสียงและกลุ่มอิทธิพลหนุนหลังก็ได้รับการสนใจจากพวกเขาเรียบร้อยแล้ว


              “ฮ่าๆๆ...น่าขำยิ่งนักเจ้าพวกตระกูลเซี่ยทำเรื่องน่าขายหน้าให้คนได้หัวเราะตัวเองแล้ว”

              คังจ้านหัวเราะลั่นแสดงความอิ่มเอิมใจที่ได้รับข่าวที่น่าอับอายของตระกูลเซี่ยต้องรู้ว่าตระกูลใหญ่ย่อมต้องมีการแข่งขันชิงดีชิงเด่นและมีการกระทบกระทั่งกันในเบื้องหลังอยู่แล้วแต่ว่าเบื้องหน้าต่างมีไมตรีจิตต่อกันเป็นอันดี


              กระโจมตระกูลเซี่ย เซี่ยหลี่เฉียงได้รับรายงานการตายของหลูไท่และลูกน้อง สีหน้าของเขาเขียวคล้ำ ความโกรธกำลังพุ่งสูงขึ้นบรรดาลูกน้องและคนรับใช้ต่างไม่มีใครกล้าเอ่ยอะไรออกมาทุกคนรู้ว่าคุณชายเซี่ยคนนี้หากโกรธขึ้นมาเขาพร้อมจะทำลายทุกสิ่งที่ขวางหูขวางตาตนเองทันที


              “ไม่ว่ามันจะเป็นใครก็ตามกล้าฆ่าคนของข้าในถิ่นของข้า แบบนี้ปล่อยเอาไว้ไม่ได้”

              เซี่ยหลี่เฉียงที่กำลังโกรธเต็มที่พูดขึ้น


              “คุณชายรอง
    ! ข้าหลูอีปั๋วขออาสาเป็นผู้ที่ไปลากคอไอ้เลวนั่นมาให้ท่านได้ลงโทษให้จงได้ขอรับ”


              ชายหนุ่มชื่อหลูอีปั๋วอาสาเป็นคนสะสางปัญหานี้ให้แก่เซี่ยหลี่เฉียงคือคุณชายตระกูลหลูตระกูลอันดับสองของแคว้นหมิงโจว


              “อีปั๋ว
    !! อืมหากเป็นเจ้าข้าก็ไว้ใจและมั่นใจมากเดิมทีหลูไท่ก็เป็นลูกพี่ลูกน้องของเจ้าให้เจ้าเป็นคนไปจัดการก็นับว่าเหมาะสม”


             เซี่ยหลี่เฉียงเห็นคนอาสาก็อารมณ์ดีขึ้นมาด้วยความเป็นญาติหลูอีปั๋วย่อมต้องทำสุดความสามารถ


              “ขอบคุณ คุณชายเซี่ยข้าจะไม่ทำให้ท่านผิดหวัง”


            หลูอีปั๋วรับคำหนักแน่นแล้วหันหลังเดินออกจากกระโจมไปทันที รอยยิ้มที่ไม่อาจซ่อนเร้นเผยออกมาบนใบหน้า


              “หลูไท่มันจะตายหรือไม่ตายข้าไม่สนใจแต่การที่ได้แสดงผลงานให้เซี่ยหลี่เฉียงเห็นนั้นสำคัญกว่า หากข้าได้ใกล้ชิดกับเขา ตัวข้าและตระกูลหลูก็ไม่ต้องกลัวว่าจะลำบากแล้ว”


              จากนั้นหลูอีปั๋วก็เรียกคนของตระกูลเซี่ยอีกหกคนไปด้วยการที่นำคนไปถึงหกคนแสดงให้เห็นว่าเขาก็ไม่ได้ประมาทจ้าวเฟยหลงแต่อย่างใด เพราะการตายของพวกหลูไท่ก็เป็นสิ่งที่ยืนยันได้ว่าจ้าวเฟยหลงคือศัตรูที่ไม่ธรรมดาแต่จะอย่างไรก็ตามหลูอีปั๋วก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก การที่นักยุทธ์ขั้นเก้าสามารถสังหารจอมยุทธ์ขึ้นหนึ่งห้าคนได้ย่อมหมายถึงการใช้ลูกเล่นต่างๆนานาแน่นอนหาไม่แล้วจะสังหารพวกหลูไท่ได้อย่างไร


              วันรุ่งขึ้น


              เสียงร้องดีใจของไช่ฉีก็ดังขึ้นทำให้ทุกคนต้องตื่นขึ้นมาอย่างไม่เต็มใจนัก


              “ท่านพี่
    !! ท่านพี่ฟื้นแล้ว!!”


              จ้าวเฟยหลงและหยุนฟู่เดินสลึมสลือมายืนข้างหลังไช่ฉีตอนนี้หน้าตาของทั้งสองคนต้องบอกว่าน่าหวาดหวั่นยิ่งนักเพราะสภาพคล้ายคนธาตุไปเข้าแทรก ผมเผ้ายิ่งเหยิงเสื้อผ้าหลุดลุ่ย หน้าตายับยู่ยี่


              เมื่อพี่สาวของไช่ฉีเห็นสภาพของทั้งสองคนบวกกับเพิ่งพื้นขึ้นมาทำให้นางตกใจสุดขีดการป้องกันตัวของนางจึงเริ่มขึ้นอย่างฉับไวมือขาวเนียนคว้าตัวของไช่ฉีมาใกล้ตัว อีกมือหาของที่พอหยิบจับทำอาวุธได้ขึ้นมาเตรียมต่อสู้แต่พอสายตามองเห็นสิ่งที่ตนเองจับได้นางก็แทบหมดอาลัย เพราะสิ่งที่อยู่ในมือคือกาน้ำที่ทำจากดินเผามันไม่อาจสร้างความเกรงขามใดๆให้นางได้เลย


              “พวกคนเลวข้าจะขอแลกชีวิตกับพวกเจ้าเอง” พี่สาวของไช่ฉีเตรียมเข้าต่อสู่กับพวกของจ้าวเฟยหลง


              “ท่านพี่
    ! ช้าก่อน!พวกเขาคือคนที่ช่วยท่านเอาไว้ไม่ใช่คนร้ายพวกนั้น”ไช่ฉีร้องห้ามพี่สาวของตนเอง


              เมื่อได้ฟังเสียงของน้องชายตนเองหญิงสาวจึงค่อยๆผ่อนคลายลงมองดูจ้าวเฟยหลงกับหยุนฟู่ที่กำลังสาละวนกับการจัดการตนเองให้ดูเรียบร้อยสังเกตุสภาพแวดล้อมรอบตัวสุดท้ายนางจึงสงบสติของตนเองลงได้และคอยรับฟังเรื่องราวต่างๆตอนที่นางสลบไปจากไช่ฉี


              เมื่อได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดหญิงสาวจึงได้ลุกขึ้นแล้วเดินไปที่ด้านหน้าของจ้าวเฟยหลงประสานมือโค้งคำนับ


             “ไช่ลู่ ขอบคุณคุณชายจ้าวที่ช่วยชีวิตและดูแลน้องชายของข้าภายหน้าข้าจะตอบแทนท่านให้สมกับที่ท่านได้ช่วยเหลืออย่างแน่นอน”


              “แม่นางไช่
    ! ไม่ต้องคิดมาก ช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ย่อมเป็นหน้าที่ของวีรชนอย่าได้เกรงใจๆ”


              จ้าวเฟยหลงรีบบอกให้ไช่ฉีพยุงพี่สาวของเขากลับไปที่นอนเพื่อพักผ่อน


              “คุณชายจ้าวข้าทราบซึ้งใจมากที่ท่านยื่นมือช่วยเหลือ แต่ว่า...ท่านไม่กลัวว่าจะสร้างปัญหาให้ตัวท่านเองภายหลังหรือ”


              ไช่ลู่กลัวจ้าวเฟยหลงเข้าใจผิดจึงกล่าวต่อทันที


              “อย่าเข้าใจข้าผิดว่าข้าดูถูกท่านแต่พวกที่ตามล่าตัวข้าและน้องชาย เป็นกลุ่มอิทธิพลที่ไม่ธรรมดาข้าเกรงว่าจะสร้างปัญหาใหญ่หลวงให้แก่ท่าน”


            น้ำตารื้นที่ดวงตาของไช่ลู่แต่นางก็หยุดแล้วบังคับให้มันหายไปทันที


              “พวกนั้นไม่ใช่ปัญหาของข้าหรอกวางใจได้มันทำอะไรแม่นางและน้องของเจ้าไม่ได้แน่นอน”


            จ้าวเฟยหลงตบลงที่อกตนเองแสดงท่าทางขึงขังเพื่อให้หญิงสาวสบายใจ


              “ขอบคุณ คุณชายจ้าวที่มีน้ำใจแต่คนที่ข้าหมายถึงไม่ใช่พวกคนตระกูลเหยา”


              ไช่ลู่พูดเสียงเบาๆแต่น้ำเสียงแสดงถึงความเกลียดชังอย่างชัดเจน


              “เรียกข้าว่าเฟยหลงเถอะคุณชายจ้าวฟังแล้วมันไม่เข้ากับข้าเท่าไหร่” จ้าวเฟยหลงเอ่ยขึ้นมา


              “ได้
    ! ต่อไปข้าจะขอเรียกท่านว่าเฟยหลงก็แล้วกันเช่นนั้นท่านเรียกข้าว่า ลู่ หรือไช่ลู่ ก็ได้”


            ไช่ลู่เอ่ยด้วยความเขินอายนางไม่เคยให้ชายหนุ่มเรียกนางแบบนั้นเลยแต่ในเมื่อจ้าวเฟยหลงไม่ถือตัวเช่นนั้นนางก็ไม่อาจหยิ่งผยองได้


              “เอาล่ะ ไช่ลู่ เจ้าเล่าเรื่องราวของพวกคนที่ตามล่าพวกเจ้าให้พวกเราฟังหน่อยเถอะเผื่อจะได้หาวิธีป้องกันได้ทัน”


            จ้าวเฟยหลงเอ่ยถามออกมา


              ไช่ลู่นั่งลงเงียบไปครูหนึ่งจากนั้นจึงเล่าเรื่องราวของนางให้จ้าวเฟยหลงและหยุนฟู่ฟังน้ำเสียงของนางหดหู่เกินกว่าจะบรรยาย บางช่วงบางตอนขณะที่เล่าก็มีน้ำตาๆไหลออกมาจากดวงตาที่ดำขลับราวน้ำหมึกน่าหลงไหลอาบลงผ่านแก้มขาวของนาง


              เดิมทีไช่ลู่และไช่ฉีคือทายาทของตระกูลไช่ ตระกูลอันดับหนึ่งแห่งแคว้นหลัวโจว แม้ไม่อาจเทียบห้าแคว้นใหญ่แต่ก็นับได้ว่าเป็นแคว้นที่แข็งแกร่งแคว้นหนึ่งเช่นกัน เมื่อหนึ่งเดือนก่อนเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงที่แคว้นหลัวโจว


            เดิมที่ตระกูลอันดับหนึ่งมีสองตระกูลคือตระกูลไช่และตระกูลนิ่งทั้งสองตระกูลต่างแบ่งปันผลประโยชน์ในแคว้นหลัวเป็นสองส่วนเท่ากันแม้มีกระทบกระทั่งกันบ้างแต่ก็เป็นเรื่องเล็กน้อย


              แต่หนึ่งเดือนที่แล้วจู่ๆตระกูลนิ่งบุกเข้าโจมตีตระกูลไช่อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยทำให้ตระกูลไช่ที่ไร้การเตรียมตัวของเสียท่าพ่ายแพ้ คนตระกูลถูกฆ่าตายอย่างอนาถลูกหลานตระกูลไช่ถูกตามฆ่า ด้วยเหตุนี้ท่านพ่อของนางผู้ที่เป็นเจ้าตระกูลจึงแอบส่งนางกับน้องชายออกมาตามเส้นทางลับของตระกูลทำให้สามารถหลบหนีจากการฆ่าล้างตระกูลได้


            แต่ไม่นานราวกับมีตาทิพย์ส่องหาคนของตระกูลนิ่งก็ไล่ติดตามพวกนางมาอย่างกระชั้นชิด


              “เมื่อไม่มีทางให้เดินข้าจึงบุกป่าฝ่าดงพาฉีเอ๋อเข้ามายังแคว้นหมิงโจวรับป้ายสมัครเป็นศิษย์ของสำนักตงหยาง หากได้เข้าเป็นศิษย์ข้าจะได้ฝึกวิชาขั้นสูงและภายหน้าข้าจะกลับไปแก้แค้นพวกคนเลวพวกนั้น”


              สายตาที่แน่วแน่ในตอนท้ายทำให้จ้าวเฟยหลงรู้สึกถึงความมุ่งมั่นในใจของนาง แต่จ้าวเฟยหลงเองก็ไม่อาจเชื่อได้ว่าเรื่องราวของนางจะมีเพียงเท่านี้ในเมื่อนางยังไม่อยากพูดถึงเขาก็ไม่อยากขุดคุ้ยเช่นกัน


              “แต่หลังจากที่เจ้าได้เป็นศิษย์ของสำนักตงหยางน้องชายของเจ้าจะทำเช่นไรเพราะสำนักตงหยางไม่อนุญาตให้คนภายนอกเข้าไปพักอาศัยภายในสำนัก” หยุนฟู่ผู้ที่เงียบฟังอยู่นานพูดขึ้น


              “เรื่องนี้....” ไช่ลู่ก้มหน้าเงียบ บ่งบอกว่านางเองก็ยังมืดแปดด้าน


              “ท่านพี่ไม่ต้องห่วงข้า ข้าจะหางานทำที่ตลาดน้อยเลี้ยงตัวเองรอท่านฝึกสำเร็จแล้วกลับไปแก้แค้น”


              เสียงดังหนักแน่นของไช่ฉีทำให้พี่สาวอย่างนางถึงกับอึ้งจนพูดไม่ออก


              จ้าวเฟยหลงเห็นแล้วก็รู้ได้ว่านางยังไม่มีวิธีการแก้ปัญหานี้ ไช่ฉียังเด็กอยู่หากปล่อยให้อยู่ข้างนอกไม่มีผู้ดูแลนับว่าอันตรายอย่างมากทั้งพวกตามล่าจากแคว้นหลัวโจวแล้วก็ยังมีคนตระกูลเหยาอีกแต่จะให้เข้าไปอยู่ในสำนักตงหยางก็ไม่ได้อีก


              “ไช่ฉี
    !! เจ้าอย่าเหลวไหลอยู่ข้างนอกคนเดียวเจ้าไม่รอดแน่” ไช่ลู่ ดุน้องชายของนาง


              “นั่นก็ไม่ได้นี่ก็ไม่ได้จะทำอย่างไรกันดี”หยุนฟู่เอามือกุมหัวแล้วร้องคร่ำครวญ


              “เรื่องนี้ข้าจะจัดการให้เองไม่ต้องกังวล”


              จ้าวเฟยหลงพูดขึ้นสายตาสามคู่จับจ้องมาที่เขาราวกับมองหาคำตอบในตัวของจ้าวเฟยหลง


              “ไช่ลู่หากข้าหาสถานที่ให้ไช่ฉีอาศัยได้อย่างปลอดภัยและสามารถฝึกบ่มเพาะพลังไปด้วยเจ้าจะว่าอย่างไร” จ้าวเฟยหลงมองที่ไช่ลู่ รอคำตอบของนาง


              ถึงแม้จะรู้จักกันไม่นานแต่ไช่ลู่ก็สามารถรู้สึกได้ว่าจ้าวเฟยหลงเป็นคนที่รักษาคำพูดเชื่อถือได้


              “หากสามารถเป็นอย่างที่เจ้าว่ามาข้ายินดีที่จะให้ไช่ฉีไปอยู่”


              “ท่านพี่ข้าจะตั้งใจฝึกเต็มที่ไม่ทำให้ท่านต้องผิดหวังและไม่ทำให้พี่เฟยหลงขายหน้า”


              ไช่ฉียืดหลังตรงกล่าวอย่างองอาจ


              “อย่างนั้นแล้วข้าจะออกไปติดต่อคนผู้หนึ่งก่อน”


              จ้าวเฟยหลงกับหยุนฟู่เดินออกมาจากกระโจมแล้วเดินทางต่อไปยังตลาดน้อยทันที


              “นี่เฟยหลงเจ้าจะให้ไช่ฉีไปอยู่ไหน เจ้าเองก็มาจากเมืองตงเฟิงที่แสนห่างไกลเด็กนั่นคงเดินทางไปไม่ถึง”


            หยุนฟู่ถามจ้าวเฟยหลงทันทีที่ออกมาจากกระโจมเพราะเขามองไม่เห็นทางที่จ้าวเฟยหลงจะหาที่พักที่ปลอดภัยอย่างที่ว่าได้เลย


              “เอาน่าๆ เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็รู้”จ้าวเฟยหลงพูดแบบไม่ใส่ใจแล้วเดินไปที่ตลาดน้อยทิ้งให้คนข้างๆงงต่อไป


              เมื่อมาถึงตลาดน้อยจ้าวเฟยหลงมอบเงินให้หยุนฟู่ไปซื้อของกินของใช้เพราะหยุนฟู่บ่นมาตลอดเรื่องเงินทองที่ลดลงไปอย่ามากของเขาในช่วงที่รู้จักเจ้าเฟยหลงมาทำให้อารมณ์ของหยุนฟู่ดีขึ้นมาทันตาเห็น


              จากนั้นเมื่อแยกกันแล้วจ้าวเฟยหลงออกวิ่งด้วยความเร็วทันทีทำให้กลุ่มคนที่สะกดรอยตามตกใจ เพราะเห็นว่าจู่ๆจ้าวเฟยหลงก็ออกวิ่งหลบหนีการติดตามของพวกเขา


              จ้าวเฟยหลงมีพลังจิตที่เข้มแข็งสามารถตรวจจับทุกสิ่งในระยะสิบจั้งรอบๆตัวของเขาได้อย่างละเอียดแม่นยำทำให้เขารู้ว่ามีคนกำลังสะกดรอยของเขาอยู่ดังนั้นจึงออกวิ่งโดยไม่มีปี่มีขลุ่ยใดทำให้คนที่กำลังสะกดรอยตกตะลึงไปตามกัน


              “ไปเร็ว
    ! มันรู้ตัวแล้ว”หลูอีปั๋วตะโกนสั่งเสียงดัง พวกเขาพบจ้าวเฟยหลงระหว่างทางที่มาตลาดน้อยจากนั้นจึงสะกดรอยตามมาเพื่อหาโอกาสจัดการเป้าหมายของพวกเขา


              เมื่อวิ่งตามราวหนึ่งเค่อหลูอีปั๋วและลูกน้องก็คลาดกันกับจ้าวเฟยหลงโดยไม่เหลือแม้แต่รอยให้ติดตาม


            “อ๊าก...มันหายหัวไปไหนของมันนะ! ไอ้ขยะบ้านนอก”หลูอีปั๋วตะโกนออกมาแสดงความกริ้วโกรธ


              จ้าวเฟยหลงที่สลัดกลุ่มของหลูอีปั๋วสำเร็จก็ตรงเข้าไปที่หอสารอัสนีที่นี่คือที่รับส่งข่าวสารต่างๆทั่วทั้งอาณาจักรต้าตงที่รวดเร็วที่สุดว่ากันว่าหอสารอัสนีมีอิทธิพลไปทั่วทั้งทวีปบูรพาข่าวของพวกเขาน่าเชื่อถือที่สุดมีกองกำลังที่มิอาจมองข้ามได้รักษาความปลอดภัยให้แก่พวกเขาทำให้การค้าของพวกเขาเจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างมาก


              เมื่อเดินเข้ามาถึงโต๊ะกลางห้องโถงซึ่งมีเพียงโต๊ะนี้เพียงโต๊ะเดียวมีเพียงชายชรานั่งรอให้บริการอยู่นอกนั้นก็ไม่มีอะไร แต่ในความเรียบร้อยและโล่งแจ้งนี้จ้าวเฟยหลงรู้เต็มอกว่าหาได้เรียบง่ายดังเช่นที่มองเห็นไม่


              “เป็นการตกแต่งที่โล่งสบายยิ่งนัก”จ้าวเฟยหลงคิดในใจ


              “เถ้าแก่ ข้าต้องการส่งข่าว”


              เถ้าแก่หอสารอัสนี เมื่อได้ยินจ้าวเฟยหลงก็หยิบกระดาษพู่กันและหมึกออกมาส่งให้เขา จ้าวเฟยหลงรับของมาแล้วทำการเขียนข้อความทันหลังจากเสร็จแล้วจ้าวเฟยหลงพูดกับเถ้าแก่คนนั้น


              “ข้าต้องการส่งข่าวนี้ไปยังจวนหมิงโจวอ๋องให้เร็วที่สุด”จ้าวเฟยหลงยื่นกระดาษที่พับแล้วให้นั้น


              “หนึ่งพันหินปราณระดับต่ำ”ชายชรากล่าวด้วยเสียงทุ้มต่ำ


              จ้าวเฟยหลงวางหินปราณระดับต่ำหนึ่งพันก้อนให้แก่ชายชราแล้วเดินจากไปในทันทีสร้างความตกตะลึงอย่างมากแก่ชายชรา


              “เด็กคนนี้เป็นแค่นักยุทธ์ขั้นเก้าเหตุใดจึงร่ำรวยขนาดนี้ อันตรายจริงๆ”


            จากนั้นจึงวางจดหมายของจ้าวเฟยหลงลงในกล่องไม้ด้านข้างเสียงหวีดหวิวดูดอากาศดังขึ้นแล้วจดหมายก็หายไปเพื่อนำสู่ผู้รับในทันที


              จ้าวเฟยหลงออกมาจากหอสารอัสนีก็ตามหาหยุนฟู่ เพื่อชวนกันกลับกระโจม หยุนฟู่เองก็ซื้อของเรียบร้อยแล้ว ทั้งสองจึงเดินทางกลับแต่ทันทีที่ออกมาจากตลาดน้อยเสียงทุ้มหนักแน่นก็ดังกระทบโสตประสาทของพวกเขา


              “จ้าวเฟยหลง ตอนนี้ถึงเวลาตายแล้วของเจ้าแล้ว”
             

    คล้ายกับเรื่องลำนำจักรพรรดิยุทธ์ สะท้านฟ้า ที่คุณอ่าน