"สวัสดีค่ะทุกคนนี่ลูกแพร์ไม่ได้มาช้าไปใช่มั้ยคะเนี่ย"
ลูกแพร์ หรือลัลลภัส ผู้ที่เพิ่งปรากฏตัวขึ้น แน่นอนว่าต่อให้จะส่งเสียงหรือแต่งตัวด้วยชุดที่โดดเด่นขนาดไหน แต่ก็ถูกกลบไปด้วยรัศมีของเพนนีอยู่ดี
"คุณลัลลภัสนี่ก็อีกคน ชอบทำตัวโดดเด่นไม่แพ้คุณพนิตพรเลยนะคะ เหมาะสมกับที่คุณสองคนดูท่าแล้วคงจะเป็เพื่อนรักเพื่อนยากกันแท้ๆ"
คุณหญิงเฟื่องทองกล่าวขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่เบื่อหน่าย ก็แน่ล่ะต้องมาเตรียมพร้อมรบฝีมือกับแม่พนิตพรคนเดียวก็เหนื่อยยิ่งกว่าไปวิ่งรอบโลกแล้ว นี่ยังเจอมาเจอแม่ลัลลภัสอีกคนซะด้วย ความวุ่นวายคงปรากฏหนักขึ้นกว่าเดิม อันที่จริงแล้วคุณหญิงเฟื่องทองนั้นไม่ได้ชอบหญิงสาวทั้งสองคนที่เกาะแกะลูกชายเลยแม้แต่คนเดียว เพราะตาธนายังหนุ่มแท้ๆ ยังไม่ถึงเวลาสร้างครอบครัว ก็หลวงพ่อท่านว่าตาธนาเหมาะที่จะแต่งงานตอนอายุ 35 นี่เพิ่งจะ 30 เอง เหลือเวลาอีกตั้งหลายปีเธอน่ะเชื่อเื่ดวงเอามากๆ แล้วเธอก็ยังอยากเห็นลูกชาย ซึ่งยังคงเป็ลูกชายที่น่ารักกับเธอเหมือนเดิม ยังไม่อยากหาพวกลูกสะใภ้มากวนใจ น่ารำคาญ
"คุณแม่ขา เพนนีกับคุณลูกแพร์เธอเนี่ย เราไม่ได้สนิทสนมกันหรอกนะคะ ถ้าเป็ละคร เพนนีว่าคุณลูกแพร์เธอเนี่ยจริงๆเป็เหมือนกับนางร้ายในคราบนางเอกเลยเชียวล่ะค่ะ ก็ดูแต่ละเื่ที่เธอเล่นสิคะ ไม่รู้ว่าเอามาจากตัวตนจริงๆหรือเปล่า ล่าสุดคุณลูกแพร์เธอได้รับบทอะไรนะนายพงษ์"
ภาสพงษ์ที่ได้ยินเพนนีถามจึงรีบตอบขึ้นมาทันที
"นางร้ายใจแตกครับ เห็นพระเอกรวยก็เลยปล่อยท้อง แล้วทำทีเหมือนจะเลี้ยงลูกเองแต่จริงๆแล้วก็้าให้พระเอกมาเลี้ยงดู เอาลูกเป็ข้อผูกมัด"
ลัลลภัสได้ยินแล้วจึงรีบขัดขึ้นมาทันที
"ลูกแพร์ได้รับบทเป็นางเอกต่างหากค่ะคุณภาส"
แต่เพนนีเมื่อได้ยินภาสพงษ์พูดแบบนั้นแล้วจึงยิ้ม
"แหม่! นายพงษ์ นายนี่รู้เยอะจริงๆ ฉันถึงบอกละครมันก็สะท้อนชีวิตจริง แต่คุณลูกแพร์เล่นละครเก่งจริงๆนะคะ ไม่รู้ว่าติดมายันปัจจุบันรึเปล่า เห็นชอบเล่นละครเรียกร้องความสนใจ"
ลัลลภัสที่ได้ยินก็หน้าเจื่อนลงแต่ยังคงเชิดหน้าตอบ
"นั่นสิคะ ลูกแพร์น่ะได้รับบทเป็นางเอก แต่บางคนน่ะชีวิตจริงอย่างกับนางร้ายแหน่ะ อุ๊ย! ลูกแพร์ไม่ได้ว่าคุณเพนนีนะคะ ลูกแพร์น่ะหมายถึงพวกเพื่อนในวงการต่างหาก"
เพนนีได้ยินแล้วจึงเลียนแบบท่าทางลัลลภัส แล้วเอามือปิดปาก
"อุ๊ยตาย! คุณลูกแพร์มีเพื่อนกับเขาด้วยหรอคะเนี่ย นึกว่า เป็พวกโดดเดี่ยว เป็สัมภเวสีผีไม่มีญาติ เพนนีพูดลอยๆนะคะ ไม่ได้หมายถึงคุณลูกแพร์เลยจริงจริ้งงงง"
ก็อยากจะบอกเลยนะยัยลูกแพร์ เธอน่าชอบทำท่าเหมือนรู้จักฉันน้อยไป ไอ้เื่ต่อปากต่อคำนี่มันงานถนัดของฉันจ้า
คุณหญิงเฟื่องทองที่ได้ฟังก็ทนไม่ไหว แม่สองคนนี้ชอบต่อปากต่อคำกันดีนัก เจอหน้าเป็กัดกันไม่ต่างจากพวกหมาหมู่ แต่ถ้าให้คุณหญิงเลือก ลึกๆแล้วในใจก็ไม่ได้อยากได้ทั้งสองคนนี้เป็ลูกสะใภ้ เธออยากได้ลูกสะใภ้ที่น่ารัก เก่งงานบ้านงานเรือน อ่อนหวาน ไม่ต่อปากต่อคำ ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่ตรงกับเพนนีสักอย่าง
แต่ด้วยความเป็คุณหญิงเฟื่องทอง เธอไม่ชอบเพนนี เมื่อลัลลภัสทำท่าเหมือนจะแพ้จากศึกน้ำลายนี้ เธอจึงต้องรีบหยุดก่อนที่พนิตพรจะได้ใจ เธอจึงพูดขัดขึ้นมาด้วยความรำคาญใจ
"ตาธนา ตาธัน ถ้าคุณสองคนนี้เขาอยากจะทะเลาะ ลูกลองพาเธอทั้งคู่ไปหลังโรงแรมสิจ๊ะ อยู่ตรงนี้ทะเลาะกันไปอายแเื่เปล่าๆ อย่างน้อยวันนี้ก็มีแต่ผู้บริหารระดับสูง ใครไม่รู้จักสงบปากสงบคำ หรือใครรู้จักเก็บอารมณ์แล้วยังไม่เก็บไม่ได้ ก็ลองเอาไปโยนไว้ข้างหลังโรงแรมจะดีกว่า ไปเถอะตาธนาพาแม่เข้าไปในงานดีกว่า มีแต่มลพิษทางเสียง"
"แหม่ คุณแม่ขา เพนนีเองก็ไม่ลงไปทะเลาะตบตีกับใครให้เสียเวลาหรอกค่ะ ผู้หญิงสมัยใหม่ เขาไม่ตบตีกันแล้วค่ะ เขาไปฟาดฟันกันด้วยความสามารถมากกว่า แต่เพนนีก็ว่าคุณลูกแพร์เธอนี่ก็น่ารำคาญนะคะ เราเข้าไปข้างในกันดีกว่าเถอะค่ะ"
เพนนีหันไปพูดกับธนาวินทร์
"คุณธนาคะ รีบพาคุณแม่เดินไปเถอะค่ะ เดี๋ยวเพนนีเดินตามไปค่ะ"
เพนนีว่าแล้วก็ดันหลังธนาวินทร์ให้รีบพาคุณหญิงเฟื่องทองเข้าไป
เมื่อเพนนีเห็นแบบนั้นจึงหันไปกระซิบพูดคุยกับลัลลภัส
"นี่คุณลูกแพร์ เคยได้ยินมั้ย แข่งเรือแข่งพายน่ะแข่งได้ แต่แข่งบุญแข่งวาสนามันแข่งกันไม่ได้หรอกนะ คุณก็เห็นว่าแฟนฉันเขาเลือกฉัน ต่อไปเราก็ต้องแต่งงานกัน คุณยังสาวยังแส้ แถมสวยอีก อาจจะน้อยกว่าฉัน แต่คุณก็ต้องเจอคนดีๆเข้ามา จะมาแย่งกันเป็หมาแย่งกระดูกไปทำไม"
"ก็ฉันหมั่นไส้เธอนี่ย่ะ ยัยเพนนี"
"แค่หมั่นไส้น่ะ ทำให้คุณต้องยอมโดดคุณหญิงแม่เขาด่ากระทบเลยหรอ ตัวฉันน่ะยอมได้เพราะฉันรักคุณธนาวินทร์จริงๆ แต่ตัวคุณน่ะไม่ได้รักเขา แล้วคุณจะมาทนไปทำไม ฉันล่ะไม่เข้าใจ"
"เธอดูไม่ออกหรอ นี่ฉันก็รักคุณธนาวินทร์จริงๆเหมือนเธอนั่นแหล่ะ"
"อะไรกันคิดว่าฉันตาบอดจนดูไม่ออกรึไง ยัยลูกแพร์เธอฟังนะ ฉันเป็ผู้หญิงฉันดูออก เธอไม่ได้รักเขา เธอแค่หมั่นไส้ และอยากเอาชนะฉัน ฉันว่าเธอยอมถอยไปซะั้แ่ตอนนี้ดีกว่า ก่อนที่มันจะสายไป"
"นี่ ยัยเพนนี เธอจะมารู้ดีไปกว่าตัวฉันได้ยังไง ฉันรักคุณธนาวินทร์"
"ฉันจะบอกอะไรให้นะ แววตาเวลาเธอมองเขาน่ะ ไม่เคยมีความรักออกมาสักครั้ง มันมีแต่ความอยากเอาชนะ ฉันเห็นอยู่เต็มตา คุณจะรู้มั้ยว่าฉันเนี่ยรู้จักตัวคุณมากกว่าที่ตัวคุณรู้จักเองซะอีก"
ลัลลภัสเหมือนโดนพูดแทงใจดำ เธอจึงสะบัดหน้าหนี แล้วเดินเข้าไปในงาน ธนินทร์ที่อยู่ตรงหน้าประตูห้ามไว้แล้วบอกกับหญิงสาวว่า
"เดี๋ยวก่อนครับคุณลูกแพร์ ผมขอดูบัตรเชิญงานนี้ด้วยครับ พี่ธนาเขาตั้งกฏไว้ครับ รบกวนด้วย"
"นี่ค่ะคุณธัน"
"โอเคครับผ่านได้ เชิญเข้างานได้เลยครับ"
ลัลลภัสที่ผ่านกฏดังกล่าวแล้วกำลังจะเข้าไปในงาน แต่ได้ยินเสียงเพนนีพูดขึ้นด้วยความร้อนใจว่า
"แย่แล้วน้องธัน พี่ลืมเอามาบัตรเชิญมา"
"นายพงษ์กลับบ้านไปเอาบัตรเชิญให้หน่อย"
เพนนีหันไปพูดกับภาสพงษ์
"คุณเพนนีครับงานจะเริ่มแล้วผมกลับไปเอาบัตรไม่ทันแน่"
ธนินทร์ที่เห็นว่าเพนนีร้อนใจ ก็หันไปบอกว่า
"ไม่เป็ไรหรอกครับคุณพี่เพนนี คุณพี่ก็รู้นี่ครับว่าคุณพี่น่ะเป็กรณีพิเศษ พี่ธนาน่ะตอนเขาอยู่ข้างๆเขาก็เห็นแล้วว่าพี่ลืมบัตรเชิญ เขาเลยบอกผมไว้"
ซึ่งก็เป็จริงตามที่ธนินทร์พูด เพราะเหตุการณ์ก่อนหน้านั้น่ที่ด้วยความเอาใจใส่คนรักของธนาวินทร์ เมื่อเขาเห็นว่าเพนนีเดินเข้ามา เธอเข้ามาพร้อมกับกระเป๋าใบสวยสีขาว แต่ในมือเธอไม่มีบัตรเชิญ แน่นอนว่าเธอคงลืม เขาส่ายหน้าด้วยความเอ็นดูในความขี้ลืมของหญิงสาว จึงรีบกันไปไลน์บอกธนินทร์ว่าเพื่อป้องกันกฎที่เขาตั้งไว้ เื่บัตรเชิญ ยังไงก็จะหาทางกันคุณแม่และคนอื่นออกก่อน จะได้ไม่มาหาเื่ว่า ว่าเพนนีลืมบัตรเชิญให้หญิงสาวเสียใจ เขายกเว้นเื่กฎนี้ให้หญิงสาวคนรักเป็กรณีพิเศษ
"ขอบคุณมากนะคะน้องธัน"
"ไม่เป็ไรหรอกครับ ก็พี่ธนาเขารักและเอาใจใส่คุณพี่เพนนีมากนี่หน่า ใครเห็นว่าเขาไม่รักเรา ถ้าเป็ผู้ที่รู้ว่าตัวเองมีค่า ก็ต้องรีบถอยออกไปได้แล้ว อุ๊ย! คุณลูกแพร์ ผมไม่ได้ว่าคุณนะครับ เผอิญ่นี้ชอบมีสาวๆมาเกาะแกะพี่ธนาบ่อยๆ ผมต้องพูดดักไว้ก่อน"
ธนินทร์ที่ถือหางเพนนีเต็มที่ เพราะเขารู้สึกชอบใจ สนิทสนม และเข้าข้างหญิงสาวเป็อย่างมากรู้สึกเหมือนสนิทกับเพนนีมานาน เผลอๆเข้าข้างเพนนีมากกว่าคุณแม่เฟื่องซะด้วยซ้ำ
เพราะอีกใจธนินทร์ก็รู้สึกสงสารที่เพนนีไม่มีพ่อและแม่ อีกทั้งยังต้องต่อสู้ฝ่าฟันอุปสรรคในความรักกับพี่ธนา ดังนั้นเขาเลยตั้งใจว่า ยังไงก็จะอยู่ข้างคุณพี่เพนนีให้ถึงที่สุด ถึงใครจะว่าเธอร้ายกาจยังไงก็ตาม แต่สำหรับเขาเธอเป็แค่ผู้หญิงที่ต้องสู้เท่านั้นเอง
แต่ลัลลภัสที่ได้ยินก็ไม่พอใจ
"ได้ยังไงกันคะน้องธัน ไหนว่าคุณธนาบอกตั้งกฎเอาไว้ ทำไมกฎถึงยกเว้นได้ งั้นก็ไม่ต้องตั้งเอาไว้จะดีกว่ามั้ยล่ะคะ"
"แหม่ คุณลูกแพร์นี่ก็ปากคอร้ายกาจนะคะ กฎต้องเป็กฎก็จริงค่ะ แต่สำหรับคนพิเศษกฎมันก็ยกเว้นได้ คนไม่พิเศษต้องทำใจนะคะ เพราะต่อให้ทำตามกฎยังไง ถ้าเขาจะรัก เขาก็เพิ่มคะแนนพิเศษให้อยู่ดี"
ธนินทร์มองเพนนีด้วยความชอบใจ นี่แหล่ะที่ทำให้เขาชอบคุณพี่เพนนีและเอาใจเชียร์เธอเต็มที่ ถ้าหากว่าเธอเป็คนรักของพี่ธนาแล้วเอาแต่อ่อนแอ ร้องไห้ ใครด่าใครว่าก็เอาแต่เก็บปากเก็บคำ ทั้งที่ควรจะตอบโต้กลับไป เขาก็คงรู้สึกว่า ผู้หญิงแบบนั้นไม่เหมาะกับพี่ธนาแน่ๆ ชีวิตพี่ธนาน่าเบื่อเกินไปวันๆมีแต่งานและคุณแม่เฟื่อง สีสันและความจัดจ้านของเพนนีจึงสามารถทำให้ชีวิตของธนาวินทร์มีความสุข และความสนุกขึ้นมาได้
ลัลลภัสที่ได้ยินจึงสะบัดหน้าด้วยความไม่พอใจและรู้สึกเสียหน้า
"ฉันไม่พูดด้วยแล้วล่ะกับคนพวกนี้ เอาแต่รังแกกัน แต่ยังไงก็เถอะยัยเพนนีฉันขอบอกไว้เลย เธอไม่มีทางมีความสุขในชีวิตคู่แน่ ฉันขอพูดตรงนี้"
เพนนีที่ได้ยินก็ปรี๊ดแตกแต่ก็ทะเลาะกลับด้วยเสียงเบา
"นี่ยัยลูกแพร์ ชีวิตเธอคงมีความสุขมากตายล่ะ ไปรักคนที่เขาไม่รัก ก็หน้าด้านหน้าทนฝืนอยู่ได้ ระวังเถอะ ยุ่งกับชีวิตคนอื่นมากๆชีวิตตัวเองมันจะพังไปไม่รอด ในฐานะที่ฉันสวยกว่า รวยกว่า เริ่ดกว่า ฉันขอบอกเลยว่าเธอน่ะเอาเวลาที่จะมาแย่งคุณธนาของฉันไปพัฒนาคุณภาพชีวิตตัวเองให้ดีก่อนเถอะ ได้ข่าวว่ามัวแต่ไปเหวี่ยงวีนผู้กำกับหนิ ระวังจะไม่มีงาน หายหน้าไปจากวงการบันเทิงแน่ บ้านที่เธอสร้างไม่เสร็จก็จะหายวับไปกับตา ถึงจะอยู่คนละวงการกันฉันที่อยู่ในวงการดนตรี แต่ฉันก็มีอิทธิพลที่กระจายไปถึงวงการของเธอได้นะจ๊ะ อย่าหาว่าฉันไม่เตือน ยุ่งแต่เื่ของตัวเองพอ ไม่ชอบให้ฉันเป็นางเอก เธอนี่ชอบให้ฉันเป็นางร้ายนักนะ น่ารำคาญ"
เพนนีพูดกับลัลลภัสในประโยคสุดท้ายด้วยท่าทางที่เหมือนกับคุณหญิงเฟื่องทองตอนแยกพวกเธอที่เทะเลาะกันอยู่ไม่มีผิด เมื่อลลัสภัสได้ฟังก็หน้าถอดสี แต่ก็เดินเชิดหน้าเข้าไปในงานเลี้ยงทันที
"ฝากไว้ก่อนเถอะย่ะ เดี๋ยวฉันรีบมาเอาคืนแน่"
"ไร้สาระ เอาเวลาไปดูแลตัวเองเถอะจ่ะ ดูสิ เซลลูไลท์ข้างแขนเธอน่ะ เอาเวลาไปดูก่อนนะก่อนจะมายุ่งกับคนอื่น"
ลัลลภัสที่ได้ยินก็หันกลับมามองแขนตัวเอง
"ไหนย่ะ ฉันไม่เห็นมี ฉันดูแลตลอดเองตลอดเวลา ไม่คุยด้วยแล้ว ฉันเหม็นขี้หน้า"
หลังจากที่ลัลลภัสเดินเข้าไปในงาน ภาสพงษ์ก็หันมาพูดกับธนินทร์
"โอ้โห! ไอ้คำว่าน่ารำคาญตอนท้ายนี่ ผมนึกว่าคุณหญิงเฟื่องทองมาเองซะอีกครับคุณธัน"
"นั่นสิครับ ผมก็เห็นเค้าลางความวุ่นวายที่มันปรากฏชัดขึ้นเรื่อยๆละ แต่ผมเชื่อครับว่าคุณพี่เพนนีเธอเอาคุณแม่อยู่"
"สาธุ ขออย่าให้มีเื่มีราวอะไรมากมายเลยวันนี้ นี่ขนาดยังไม่เริ่มงาน ไอ้พงษ์ยังปวดหัวจะแย่" พงษ์ยกมือไหว้ขึ้นหัว
เพนนีเห็นภาสพงษ์ทำท่าแบบนั้นจึงเดินเข้ามาเอากระเป๋าตี
"อะไรเนี่ยนายพงษ์ ยกมือไหว้อะไร เห็นเทพเห็นผีหรืออะไรห้ะะะะ ไร้สาระ ไปเข้างาน ไปดูสิว่าคุณหญิงแม่จะมีแผนอะไรให้ฉันเตรียมรับมือหรือเปล่า"
หญิงสาวว่าแล้วก็เดินนำหน้าเข้างานไป
"ผมน่ะไม่ได้กลัวคุณหญิงแผลงฤทธิ์เลย ผมกลัวคุณเพนนีมากกว่าอีกนะครับเนี่ยว่ามั้ยคุณธัน ฮ่าๆๆๆๆๆ"
"ผมก็เชื่อว่าคุณพี่เพนนีเธอมีฤทธิ์เดชพอตัวแน่ แต่ผมก็เชียร์เธออยู่ดี เอาเื่นั้นไว้ก่อนเถอะครับพี่ภาส งานวันนี้ไม่น่าจะมีอะไรแล้วล่ะ เดี๋ยวเราเตรียมตัวเข้างานกันดีกว่า"
จากนั้นทั้งธนินทร์และภาสพงษ์จึงเดินเปิดประตูเข้าไปในงานเลี้ยงเพื่อรอดูว่าวันนี้จะมีฉากเด็ดอะไรให้พวกแเื่ต้องได้จดจำ