หนีความวุ่นวายมาเป็นผู้ใหญ่บ้านในต่างโลก แต่ลูกบ้านดันมีตั้งแต่มอนสเตอร์ยันมังกรบรรพกาล ภาค 1

    บทที่ 55: สัญญาณเตือนภัยสีขาว

    บทที่ 55: สัญญาณเตือนภัยสีขาว

            ความเงียบที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดในธรรมชาติไม่ใช่ความเงียบที่ไร้ซึ่งผู้คน...แต่มันคือความเงียบงันที่เกิดจากการที่สรรพสิ่งถูกบังคับให้ ‘หยุดหายใจ’

            เช้าตรู่วันต่อมาหลังจากที่เผ่าปักษาผู้เร่ร่อนได้เข้าพักพิงในโดมกระจกเวทมนตร์ลอยฟ้ารัฐอิสระแห่งเฮเซลบรุคก็ตื่นขึ้นมาพบกับภาพลักษณ์ของโลกที่เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ท้องฟ้าที่เคยเป็นสีครามสดใสบัดนี้ถูกฉาบทับด้วยเมฆสีเทาตะกั่วที่ลอยต่ำจนแทบจะกลืนกินยอดต้นโอ๊กเหล็กอากาศรอบตัวไม่ได้แค่เย็นเยียบแต่มันหนักอึ้งและกรีดแทงผิวหนังประดุจมีเข็มนับพันเล่มทิ่มแทงทุกครั้งที่ขยับตัว

            เสียงคำรามกึกก้องของน้ำตกม่านไพลินที่เคยเป็นเสมือนจังหวะการเต้นของหัวใจประจำหมู่บ้านบัดนี้กลับแปรเปลี่ยนเป็นเพียงเสียง ‘เปรี๊ยะ... ปะ...’ อย่างแผ่วเบาสายน้ำที่เคยทิ้งตัวลงมาอย่างเกรี้ยวกราดจากหน้าผาสูงสามสิบเมตรเริ่มถูกพันธนาการด้วยความหนาวเหน็บ แท่งน้ำแข็งสีฟ้าใสขนาดมหึมา ก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็วลามจากขอบหน้าผาด้านบนย้อยลงสู่เบื้องล่างราวกับมีศิลปินยักษ์มาแกะสลักประติมากรรมแก้วที่หยุดเวลาของสายน้ำเอาไว้กลางอากาศ

            แม้แต่ ต้นบลิสโอ๊ค ต้นไม้แห่งความสุขขนาดมหึมาที่เคยแผ่เรือนยอดสีชมพูทองอาบแสงรุ่งอรุณอย่างสง่างามก็ไม่อาจหลีกหนีอำนาจของฤดูหนาวครั้งนี้ได้ใบไม้เรืองแสงที่เคยพลิ้วไหวอย่างอ่อนโยนถูกเคลือบด้วยผลึกน้ำแข็งสีขาวบางๆจนดูราวกับทำจากแก้วเปราะบางกิ่งก้านขนาดมหึมาที่เคยเป็นบ้านของนกน้อยเงียบสนิทไร้เสียงชีวิตใดๆและสิ่งที่ทำให้หัวใจของชาวเฮเซลบรุคเย็นวาบยิ่งกว่าอากาศ คือออร่าอ่อนๆที่ช่วยเพิ่มความสุขให้แก่คนรอบข้าง ... บัดนี้กำลังริบหรี่ลงอย่างช้าๆราวกับต้นไม้โบราณกำลังพยายามเอาชีวิตรอดจากภัยพิบัติครั้งนี้เช่นเดียวกับทุกคน

            อีไลอัสในร่างเด็กชายวัยสิบสองปีผลักประตูไม้บานหนาของบ้านหินแกนกลางความร้อนออกไปแสงสว่างจ้าของเกล็ดน้ำแข็งสะท้อนเข้าตาจนเขาต้องหรี่ลงแผ่นดินที่เคยนุ่มและชุ่มชื้นไปด้วยหญ้าพฤกษาบัดนี้กลับแข็งกระด้างดุจแผ่นเหล็กกล้าทุกย่างก้าวของเขามีเสียงกรอบแกรบของการแตกหักเมื่อเขาพยายามจะใช้กิ่งไม้ขีดลงบนพื้นเพื่อวาดผังงานอย่างที่เคยทำเป็นประจำกิ่งไม้นั้นกลับหักสะบั้นเป็นสองท่อนทันทีที่ออกแรงกด

            "หนาวขนาดนี้... โครงสร้างใต้ดินจะเป็นยังไงบ้างเนี่ย"สถาปนิกน้อยขมวดคิ้ว ก่อนจะเรียกใช้งานสกิลใหม่ล่าสุดทันที " [ดวงตาแห่งวัสดุ] "

            วูบ!

            ม่านตาของเขาเปล่งประกายสีเงินวาววับโลกเบื้องหน้าถูกแทนที่ด้วยเลเยอร์ของอุณหภูมิ ภาพที่ปรากฏทำให้หัวใจของเขาหล่นวูบผิวหน้าดินไม่ได้แค่ถูกแช่แข็งธรรมดาแต่แสงสีน้ำเงินเข้มข้นที่แสดงถึงอุณหภูมิติดลบได้แทรกซึมลึกลงไปใต้ดินกว่าหนึ่งเมตร!มวลน้ำที่แทรกตัวอยู่ในช่องว่างของดินแข็งตัวเป็นผลึกเข็ม บีบอัดและทำลายโครงสร้างความร่วนซุยของดินจนหมดสิ้น

            นี่ไม่ใช่แค่ลมหนาว แต่มันคือการก่อตัวของ "ชั้นดินเยือกแข็ง" อย่างสมบูรณ์แบบสัญญาณเตือนภัยสีขาวที่ประกาศก้องว่า ‘พายุฤดูหนาวของจริง’กำลังจะมาเยือนในอีกไม่กี่อึดใจ!

            "ฟินน์! ไพเพอร์!"อีไลอัสตะโกนก้องเสียงของเขาสะท้อนไปตามแนวกำแพงปราการดาวที่บัดนี้มีเกล็ดหิมะบางๆ เริ่มเกาะตัว "เปิดสัญญาณเตือนภัยระดับสีแดง!เรียกพลเมืองทุกเผ่าพันธุ์มารวมตัวกันที่ลานกลางเดี๋ยวนี้!เราไม่มีเวลาแล้ว!"

            เพียงไม่กี่นาทีต่อมาลานกว้างหน้าบ้านหินก็คลาคล่ำไปด้วยประชากรกว่าร้อยชีวิต สภาพของทุกคนดูย่ำแย่เอลฟ์ช่างทอและนักรบต่างยืนกอดอกสั่นสะท้าน ริมฝีปากของพวกเขาซีดเผือดขณะที่เผ่าเงือกที่ต้องอยู่ในน้ำยิ่งดูอ่อนแรงจนแทบจะพยุงตัวไม่อยู่

            อีไลอัสก้าวขึ้นไปยืนบนแท่นหินเตี้ยๆกวาดสายตามองลูกบ้านทุกคนด้วยแววตาที่เด็ดเดี่ยวและทรงพลังท่ามกลางลมหายใจที่กลายเป็นไอสีขาวขุ่น

            "ทุกคนฟังฉัน!" เสียงเล็กๆ แต่กังวานของเขาสะกดทุกความตื่นตระหนก"เราไม่ได้แค่จะหาที่ซุกหัวนอนหรือก่อกองไฟเพื่อรอให้ความหนาวนี้ผ่านพ้นไป...เพราะธรรมชาติไม่ได้ปรานีผู้ที่อ่อนแอ! ตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไปฉันขอประกาศเริ่มปฏิบัติการ 'Winterization Project' (โครงการเตรียมความพร้อมรับมือเหมันต์) เราจะปรับจูนทุกโครงสร้างในเฮเซลบรุคให้กลายเป็นปราการที่มีชีวิตซึ่งสามารถต่อกรกับหิมะและอุณหภูมิติดลบได้อย่างสมบูรณ์แบบ!"

            เป้าหมายแรกและเร่งด่วนที่สุดของโครงการคือ "โซนที่พักอาศัยของเอลฟ์" อีไลอัสพา เดซี่ บาร์นีย์และกลุ่มช่างปั้นเอลฟ์มุ่งหน้าไปยังทิศตะวันออกอย่างรวดเร็วเมื่อเขาใช้ดวงตาแห่งวัสดุสแกนมองบ้านของพวกเอลฟ์ เขาก็พบจุดอ่อนที่ร้ายแรงที่สุดบ้านของเอลฟ์ถูกออกแบบมาด้วยศิลปะที่เน้นความโปร่งสบายและช่องลมเพื่อให้เป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ ซึ่งในฤดูร้อน... มันคือสวรรค์บนดินแต่ในสภาวะที่อากาศติดลบแบบนี้... ช่องว่างระหว่างท่อนซุงและแผ่นกระดานเหล่านั้นทำให้บ้านไม่ต่างอะไรกับ "ตู้แช่แข็ง" ที่มีลมพายุพัดโกรกตลอดเวลา

            "เราต้องทำกระบวนการที่เรียกว่า 'Chinking' (การอุดรอยรั่วทางสถาปัตยกรรม) ด่วนที่สุด!" อีไลอัสสั่งการเสียงเฉียบขาด เขาหันไปหาเดซี่"เดซี่! นำกระต่ายป่าของเธอไปโกย 'ฟางข้าวสาลี' ที่เหลือจากการเก็บเกี่ยวในโกดังมาให้หมด! คีแลน! นำคนของนายไปขูด 'มอสส์แห้ง' ตามโคนต้นไม้ใหญ่มาให้เยอะที่สุด!"

            เมื่อวัตถุดิบมากองรวมกันสถาปนิกน้อยสั่งให้เอลฟ์ช่างปั้นนำ 'ดินเหนียวชั้นดี' มาย่ำผสมคลุกเคล้ากับฟางและมอสส์แห้ง

            "ฟังนะทุกคน"อีไลอัสอธิบายหลักการทางวิศวกรรมขณะลงมือปั้นก้อนดินเหนียว"ดินเหนียวจะเป็นตัวประสานหลัก ส่วนฟางข้าวสาลีจะมีรูพรุนข้างในมันจะทำหน้าที่เป็น 'ฉนวนกักเก็บฟองอากาศ' ป้องกันไม่ให้ความร้อนไหลออก และมอสส์แห้งจะช่วยเพิ่ม 'ความยืดหยุ่น' เพื่อไม่ให้รอยอุดเหล่านี้แตกร้าวเวลาที่อุณหภูมิเปลี่ยนแปลงกะทันหัน!"

            อีไลอัสไม่รอช้า เขาเรียกใช้สกิล [สถาปนิกแห่งพงไพร] ประทับฝ่ามือลงบนผนังบ้านไม้ของคีแลนพลังมานาสีเขียวเรืองรองแผ่ซ่านออกไป ดึงดูดก้อนดินเหนียวผสมฟางที่อยู่ในถังให้พุ่งเข้าไปอุดตามรอยแยก ช่องโหว่ และรอยต่อของท่อนซุงทุกตารางนิ้วอย่างแม่นยำระดับมิลลิเมตรพลังเวทมนตร์ช่วยเร่งกระบวนการแห้งตัวและผสานดินเหนียวเข้ากับเนื้อไม้ในระดับโมเลกุล

            หลังรอยรั่วสุดท้ายถูกอุดจนสนิทเสียงลมหวีดหวิวภายในบ้านค่อยๆ เงียบลง เหล่าเอลฟ์หลายคนถอนหายใจอย่างโล่งอกแต่สายตาของอีไลอัสยังคงจับจ้องไปยังโครงสร้างด้านบนอย่างเคร่งเครียด

            "ยังไม่พอ"

            เด็กชายเงยหน้ามองหน้าต่างกระจกสีทรงใบไม้ที่ประดับอยู่ทั่วหมู่บ้านเอลฟ์แสงสะท้อนจากผลึกน้ำแข็งเริ่มเกาะตัวตามขอบกระจกอย่างน่ากังวล

            "กระจกพวกนี้สวยมาก...แต่รับแรงกระแทกจากลูกเห็บน้ำแข็งไม่ได้"

            เขาหันไปสั่งทันที "เดซี่! ขอเส้นใยปุยนุ่นเมฆา! เอลดริน!ให้ช่างทอช่วยกันทำม่านฉนวนสองชั้นเดี๋ยวนี้!"

            เหล่าเอลฟ์ช่างทอรีบทำงานทันทีผ้าม่านหนาพิเศษถูกติดตั้งด้านในเพื่อกักเก็บอุณหภูมิพร้อมติดตั้งบานไม้พับด้านนอกสำหรับป้องกันลูกเห็บและลมกระแทก อีไลอัสยังไม่หยุดเขาก้มมองพื้นบ้านที่ยกสูงเหนือพื้นดิน

            ลมเย็นกำลังไหลลอดใต้พื้นเหมือนแม่น้ำแห่งความตาย"บาร์นีย์!ดัสตี้! ขนหินกับดินมา!"

            เขาสั่งสร้างกำแพงกันลมเตี้ยๆรอบฐานบ้านยกพื้นทุกหลัง พร้อมอัดมอสส์แห้งใต้พื้นไม้เพื่อลดการสูญเสียความร้อน

            จากนั้นสายตาของเขาหันไปยังสะพานไม้แขวนที่เชื่อมบ้านแต่ละหลังพื้นสะพานเริ่มมีเกล็ดน้ำแข็งบางๆ เกาะตัว

            "ถ้าใครลื่นตกลงไปตอนพายุเข้าเราเสียคนทันที" เขาสั่งให้สปินเนอร์พ่นเส้นใยหยาบเคลือบบนพื้นสะพานเพิ่มแรงเสียดทาน พร้อมติดตั้งราวจับเสริมตลอดแนวทางเดิน

            สุดท้ายอีไลอัสเงยหน้ามองโครงเถาวัลย์ที่โอบรัดตัวบ้านน้ำแข็งเริ่มเกาะตัวตามเส้นเถาวัลย์ทีละน้อย

            เขาประสาน [สถาปนิกแห่งพงไพร]ปล่อยพลังมานาแทรกซึมเข้าไปในเส้นใยพฤกษา เปลี่ยนเถาวัลย์ธรรมดาให้กลายเป็น"เถาวัลย์ยืดหยุ่นทนเยือกแข็ง"

            แม้ถูกแช่แข็ง พวกมันจะไม่เปราะแตกเมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้น หมู่บ้านเอลฟ์ที่เคยงดงามราวบทกวีแห่งธรรมชาติ

            บัดนี้ได้กลายเป็นป้อมปราการฤดูหนาวที่ยังคงความงดงามเช่นเดิม...เพียงแต่แข็งแกร่งขึ้นพอจะต่อกรกับหายนะที่กำลังมาเยือนได้

            เป้าหมายต่อมาที่วิกฤตไม่แพ้กันคือ "เผ่าเงือกน้ำจืด"

            อีไลอัสวิ่งฝ่าลมหนาวกลับมาที่ริมแอ่งน้ำตกม่านไพลิน'ไลรา' ผู้นำเผ่าเงือกและพรรคพวกกำลังเกาะกลุ่มกันอยู่ที่ขอบสระผิวหนังสีมุกของพวกเธอที่เคยเปล่งปลั่งบัดนี้ซีดเซียวและมีเกล็ดน้ำแข็งบางๆเกาะตามครีบ

            "ท่านผู้ใหญ่บ้าน..."ไลราเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "พวกเราเป็นสิ่งมีชีวิตที่ต้องพึ่งพาอุณหภูมิน้ำ...ตอนนี้ผิวน้ำเริ่มแข็งตัวแล้ว หากแผ่นน้ำแข็งหนากว่านี้พวกเราจะถูกขังอยู่ใต้น้ำและขาดอากาศหายใจตายในที่สุดเพคะ"

            "ฉันจะไม่ยอมให้พลเมืองของฉันต้องตายเพราะเรื่องแค่นี้หรอกไลรา"อีไลอัสคุกเข่าลงริมสระ "ย้ายประชากรเงือกทั้ง 29 ชีวิตดำน้ำผ่านอุโมงค์เข้าไปใน 'ถ้ำลับ'ที่อยู่ลึกลงไปเบื้องหลังม่านน้ำตกเดี๋ยวนี้!"

            "แต่ในถ้ำนั้นมันมืดและปิดทึบนะขอรับเจ้านาย"ฟินน์แย้ง "น้ำอาจจะอุ่น แต่ถ้าพวกเขาจำศีลอยู่ในนั้นหลายเดือนอากาศหายใจต้องหมดแน่ๆ!"

            "นั่นแหละคือสิ่งที่ดัสตี้ต้องออกโรง"อีไลอัสกระตุกยิ้มเขามองขึ้นไปที่ยอดเนินเขาหินแกรนิตที่ตั้งตระหง่านอยู่เหนือถ้ำลับ

            แอ่งน้ำลึกภายในถ้ำลับนั้นทำหน้าที่เป็น 'มวลเก็บความร้อน' ขนาดยักษ์ความร้อนจากรอยแยกของแกนโลกเบื้องล่างจะทำให้อุณหภูมิของน้ำในส่วนลึกสุดไม่มีวันแข็งตัวมันคือหลุมหลบภัยที่เพอร์เฟกต์ที่สุด แต่ปัญหาเรื่อง 'ออกซิเจน'คือโจทย์วิศวกรรมที่เขาต้องแก้

            "ดัสตี้! นำทีมตุ่นอสูรของนายขึ้นไปบนยอดเนินเขานั่น!"อีไลอัสใช้ดวงตาแห่งวัสดุสแกนโครงสร้างหินเพื่อหาจุดที่บางที่สุดและไม่กระทบเสาหลักของถ้ำ"ใช้กรงเล็บและสว่านของนาย ขุดเจาะทะลวงหินลงมาเป็นแนวตั้งฉาก สร้าง 'ปล่องระบายอากาศ' ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางหนึ่งเมตรจำนวนสามปล่อง ให้ทะลุลงมาจนถึงเพดานถ้ำลับเลย!"

            ตุ่นอสูรดัสตี้รับคำสั่งเขาสวมหมวกเซฟตี้แน่นและมุดดินขึ้นไปบนยอดเขา ทันใดนั้นเสียงครืดคราดของการบดขยี้หินก็ดังสนั่น เศษหินร่วงหล่นลงมาในน้ำเป็นระยะก่อนที่แสงสว่างจากท้องฟ้าด้านบนจะสาดส่องลอดรูปล่องระบายอากาศทะลุลงมาถึงภายในถ้ำ

            "ยอดเยี่ยม! แต่อย่าเพิ่งจบแค่นั้น"อีไลอัสปีนบันไดลิงตามขึ้นไปบนยอดเขา เขาใช้ดินเหนียวผสมหินแกรนิตสร้างโครงสร้างรูปทรงกรวยคว่ำครอบทับปากปล่องเอาไว้ "นี่เรียกว่า 'หมวกครอบปล่อง' มันไม่ได้มีไว้แค่กันไม่ให้หิมะตกไปถมรูระบายอากาศเท่านั้นนะ"

            สถาปนิกน้อยอธิบายให้เหล่าตุ่นที่กำลังมึนงงฟัง"เมื่อลมพายุหน้าหนาวพัดมาปะทะกับหมวกครอบนี้โครงสร้างโค้งของมันจะบีบให้กระแสลมพัดเร็วขึ้นเกิดเป็นความดันต่ำที่บริเวณปากปล่อง ความดันต่ำนี้จะทำหน้าที่เหมือน 'เครื่องดูดฝุ่น' มันจะดูดเอาอากาศเสียและคาร์บอนไดออกไซด์ที่ลอยอยู่ด้านบนของถ้ำออกไปสู่ภายนอกและดึงเอาอากาศบริสุทธิ์จากรอยแตกด้านล่างเข้ามาแทนที่!นี่คือระบบถ่ายเทอากาศแบบธรรมชาติ ที่จะทำให้เงือกทุกตัวมีอากาศบริสุทธิ์หายใจตลอดการจำศีลอันยาวนาน!"

            เป้าหมายสุดท้ายในปฏิบัติการนี้คือกลุ่มแรงงานตัวจิ๋วที่สำคัญที่สุดในการรักษาระบบนิเวศ..."เหล่าสไลม์และพุดดิ้ง"

            ในช่วงฤดูหนาวที่พืชผักหยุดการเจริญเติบโตและกิจกรรมการบริโภคอาหารสดของประชากรลดลงอย่างฮวบฮาบ ปริมาณ 'ขยะชีวภาพ' ซึ่งเป็นแหล่งอาหารและพลังงานหลักของกองทัพสไลม์ก็ลดน้อยลงตามไปด้วยหากปล่อยสไลม์ไว้ในบ่อหมักขยะกลางแจ้งที่หนาวเหน็บพวกมันอาจจะขาดสารอาหารและร่างกายหดตัวจนแข็งตายได้

            "พุดดิ้งพาลูกน้องของนายทั้งหมดตามฉันมา" อีไลอัสกวักมือเรียกสไลม์สีรุ้งตัวอ้วนกลม

            เขาเดินนำขบวนสไลม์สีสันสดใสกว่าสิบชีวิต ฝ่าหิมะที่เริ่มโปรยปรายมุ่งหน้าไปยังอาคารที่ตั้งอยู่ริมลำธาร... "โรงสีกังหันน้ำ"

            "ในช่วงฤดูหนาวที่ไม่มีขยะสดให้ย่อยสลายพวกนายจะย้ายออฟฟิศชั่วคราวมาประจำการที่ชั้นใต้ดินของโรงสีแห่งนี้" อีไลอัสเปิดประตูโรงสีที่อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของแป้งสาลี"ที่ชั้นใต้ดินนี้มีอุณหภูมิที่อุ่นและคงที่เพราะมันอยู่ติดกับเพลาและแกนหมุนของกังหันน้ำที่มีการเสียดสีตลอดเวลา"

            "ดึ๋ง?" พุดดิ้งเอียงตัวเป็นเชิงถามว่าแล้วพวกเขาจะกินอะไร

            "งานของพวกนายคือสิ่งนี้" อีไลอัสใช้นิ้วปาดไปที่คานไม้ ซึ่งมี 'ฝุ่นผงแป้งสาลี' สีขาวละเอียดเกาะอยู่อย่างหนาแน่น"ในโลกที่ฉันจากมา โรงสีที่ปิดทึบในหน้าหนาวคือระเบิดเวลาดีๆ นี่เองหากฝุ่นแป้งพวกนี้ลอยคละคลุ้งในอากาศจนมีความหนาแน่นถึงจุดหนึ่งและเกิดประกายไฟจากการเสียดสีของเฟืองไม้เพียงนิดเดียว... มันจะเกิดปรากฏการณ์ 'การระเบิดของฝุ่น' ที่รุนแรงพอจะเป่าโรงสีนี้ให้กระจุยเป็นจุลได้เลย!"

            ประชากรที่ตามมาฟังถึงกับตาโตด้วยความหวาดเสียว

            "ดังนั้น พุดดิ้ง...หน้าที่ของกองทัพสไลม์ในฤดูหนาวนี้ คือการไถลตัวไปตามพื้น ผนังและซอกหลืบของฟันเฟือง เพื่อ 'กลืนกินและทำความสะอาด'ฝุ่นแป้งสาลีที่ตกค้างเหล่านี้ให้เกลี้ยงแป้งพวกนี้คือคาร์โบไฮเดรตชั้นเลิศที่จะเป็นพลังงานให้พวกนายอิ่มท้องและในขณะเดียวกัน พวกนายก็คือระบบรักษาความปลอดภัยป้องกันอัคคีภัยให้โรงสีแห่งนี้ไปในตัว! วิน-วิน ทั้งสองฝ่าย!"

            "ดึ๋ง! ดึ๋งงงงงง!" พุดดิ้งและกองทัพสไลม์กระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจที่ได้บุฟเฟต์แป้งฟรีพวกมันรีบกระจายกำลังเข้าไปทำความสะอาดทุกซอกทุกมุมของโรงสีทันที

            เมื่อแสงสุดท้ายของพระอาทิตย์ถูกกลืนหายไปในดงเมฆพายุลมหนาวก็ทวีความรุนแรงจนกลายเป็นเสียงหวีดหวิวที่โหยหวนราวกับเสียงร้องของปีศาจพายุหิมะลูกแรกเริ่มกระหน่ำซัดสาดเข้าใส่กำแพงเมืองอย่างบ้าคลั่ง

            ทว่าอีไลอัสที่บัดนี้เนื้อตัวมอมแมมไปด้วยรอยเปื้อนของดินเหนียว เศษฟาง และฝุ่นแป้งกลับยืนกอดอกมองดู ‘รัฐอิสระแห่งเฮเซลบรุค’ ที่ถูกอัปเกรดใหม่ด้วยรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ

            บ้านเอลฟ์ทุกหลังถูกอุดรอยรั่วจนมิดชิดเผ่าปักษาหลับสบายในโดมลอยฟ้าที่อุ่นด้วยระบบ Thermosiphonเผ่าเงือกว่ายวนเวียนในถ้ำลับที่มีระบบระบายอากาศชั้นยอดและโรงสีก็ปลอดภัยจากการระเบิดด้วยกองทัพสไลม์ทำความสะอาด

            "คืนนี้อาจจะเป็นคืนที่ธรรมชาติโหดร้ายที่สุด..."อีไลอัสพึมพำกับตัวเองขณะหมุนตัวเดินกลับเข้าสู่ความอบอุ่นของบ้านหินแกรนิต"แต่รับรองได้เลยว่า... พลเมืองของฉันทุกคนจะเป็นคนที่ได้หลับสบายที่สุดในทวีปโซลาริสแห่งนี้อย่างแน่นอน"

            บัดนี้เฮเซลบรุคไม่ได้เป็นเพียงแค่หมู่บ้านผู้ลี้ภัยอีกต่อไป แต่มันได้ถูกวิวัฒนาการให้กลายเป็น"ปราการชีวภาพและเครื่องจักรกลแห่งการเอาชีวิตรอด"ที่ถูกคำนวณมาอย่างแม่นยำ พร้อมจะเผชิญหน้าและท้าชนกับมหาภัยพิบัติสีขาว...ไม่ว่าฤดูหนาวนี้จะยาวนานแค่ไหนก็ตาม!

    คล้ายกับเรื่องหนีความวุ่นวายมาเป็นผู้ใหญ่บ้านในต่างโลก แต่ลูกบ้านดันมีตั้งแต่มอนสเตอร์ยันมังกรบรรพกาล ภาค 1 ที่คุณอ่าน