สาบคน

    บทที่ 32 ผู้มาเยือน

         บทที่ 32 ผู้มาเยือน

            กองคาราวานเดินเท้ากว่าร้อยชีวิต ประกอบด้วยผู้คนชายหญิงทุกช่วงอายุ ตั้งแต่เด็กห้าขวบขึ้นไปจนถึงเฒ่าชรา คนส่วนใหญ่มีลักษณะกร้าวแกร่งแข็งแรง แต่ก็มีบางคนที่ได้รับบาดเจ็บและป่วยไข้ พวกเขาทุกคนล้วนผ่านการกลายพันธุ์ กลายเป็นผู้คนที่สามารถดำรงอยู่ในโลกที่เหน็บหนาวไร้แสงแดดโดยยังคงรักษาสติและสำนึกของมนุษย์ไว้ได้

            ฮ่าวจาง ผู้นำของกลุ่ม เป็นชายหนุ่มอายุ 28 ปี ร่างกายสูงใหญ่แข็งแรงบึกบึน ผิวพรรณหยาบกร้านเพราะการผจญกับโลก ที่เย็นชาต่อความเป็นตายของผู้คน 

            ฮ่าวจาง และกลุ่มคนของเขาเกิดที่กุ้ยโจว ดินแดนที่เต็มไปด้วยภูเขาและถ้ำหินปูน เมื่อเกิดสงครามครั้งใหญ่ แผ่นฟ้าปกคลุมด้วยหมอกควันนิวเคลียร์ โลกเปลี่ยนเป็นสีเทาที่หนาวเหน็บ พวกเขาสามารถเอาชีวิตรอดมาได้จากฝนกรดและฝุ่นนิวเคลียร์ เพราะใช้ถ้ำหินปูนเหล่านั้นเป็นที่อาศัย แต่เมื่อถึงฤดูที่ความหนาวเย็นจาก ทางเหนือแผ่ลามลงมา เขาและชาวบ้านซึ่งรวมกันได้กว่าสามร้อยชีวิต ได้อพยพลงใต้ ท่ามกลางความทุรกันดาร เผชิญกับสภาพอากาศที่โหดร้าย ความอดอยาก การทรยศหักหลัง การถูกโจมตีจากพวกตัวสั่น และกลุ่มกลายพันธุ์กลุ่มอื่น พวกเขาจึงเหลือรอด และผ่านวิวัฒนาการเพียงร้อยกว่าชีวิตเท่านั้น

            พวกเขาเดินเท้าจากกุ้ยโจว ดิ้นรนออกมาจากภูเขาหินปูน มุ่งหน้าสู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ผ่านคุนหมิง ซึ่งเป็นชุมทางใหญ่ของจีนตอนใต้ เพื่อตัดเข้าสู่ประเทศลาว โดยใช้เส้นทางขนานกับแนวทางรถไฟจีน-ลาว เพราะเป็นช่องเขาที่เดินเท้าตัดผ่านง่ายที่สุด เข้าหลวงพระบางและลัดเลาะตามแม่น้ำโขงลงมาผ่านเวียงจันทน์ เข้าอุดร และมาตามเส้นทางผ่านป่าใหญ่จากนครราชสีมา ทับลาน ทะลุมาถึงปราจีนบุรี และลงใต้เรื่อยมา

            เนื่องจากไม่คุ้นเคยกับภูมิประเทศและสภาพแวดล้อม จึงทำให้พวกเขาคลาดเคลื่อนจากเส้นทางเดิมที่มุ่งเข้ากรุงเทพ แล้วลงทางทิศใต้ต่อไปจุดหมายคือสิงคโปร์ ซึ่งเป็นดินแดนใกล้เส้นศูนย์สูตรมากที่สุดแห่งหนึ่งของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่เขาสามารถไปถึงได้โดยไม่ต้องข้ามมหาสมุทร

            แผ่นดินอื่นที่มีตำแหน่งใกล้เส้นศูนย์สูตรสำหรับการอยู่รอดในยุคหนาวนิวเคลียร์ นอกเหนือจากนี้คืออเมริกาใต้ และแถบแอฟริกากลาง ซึ่งพวกเขาไม่มีหวังที่จะไปถึง 

            จากการคาดคะเนของ โจวต้าซาน หรือนายช่างโจว พวกเขากำลังอยู่ในพื้นที่หนึ่ง ในจังหวัดฉะเชิงเทราของประเทศไทย พวกเขาก็เหมือนชาวโลกคนอื่น เมื่อเทคโนโลยีถูกทำลาย ไม่มีข้อมูลจากดาวเทียมที่กลายเป็นขยะอวกาศปกคลุมโลกไปแล้ว น้อยคนนักที่จะเคยศึกษาเรื่องราวของโลกที่อยู่ห่างไกลออกไป พวกเขาอาศัยแผนที่โลกที่พอหาได้ และเก็บรักษาทะนุถนอมไว้ยิ่งกว่าชีวิต แม้มันไม่สามารถซูมขยายภาพ ดูรายละเอียดเหมือนสมัยที่ใช้คอมพิวเตอร์ แต่มันก็ช่วยให้พวกเขาเดินทาง เข้ามาสู่เขตอบอุ่นแถบนี้ได้

            “พี่ใหญ่ ที่นี่มันผิดปกติเกินไป อากาศที่นี่ดีเกินกว่าที่เราคิด ต้นไม้เขียวขจีที่เห็นตั้งแต่ไกล พอเข้ามาใกล้มันดูอุดมสมบูรณ์เหมือนป่าไม้ก่อนวันสิ้นโลก เพียงแต่สีของใบมันดูเข้มกว่าเท่านั้น” ฮ่าวจิงจิงพูดขึ้น เธอเป็นน้องสาวของฮ่าวจางและมีฝาแฝดอีกคนชื่อฮ่าวเหม่ยจิง 

            “มันไม่น่าเป็นไปได้เลย ที่ป่าอุดมสมบูรณ์เหมือนในฝันนี้จะไม่มีใครครอบครอง นานแค่ไหนแล้ว ที่เราไม่ได้เห็นใบไม้ที่มีชีวิตชีวาแบบนี้” ฮ่าวเหม่ยจิงกล่าว 

            ฮ่าวเหม่ยจิง กับฮ่าวจิงจิง ไม่มีใครทราบแน่ชัดว่าใครเกิดก่อนกัน ทั้งสองเกิดมาก็หน้าตาเหมือนกัน เริ่มแรกก็จำได้ว่าใครเกิดก่อน แต่พอชื่อที่ติดข้อมือถูกถอด ก็เลยไม่รู้ว่าใครเป็นใครแล้ว ยังไม่แน่ด้วยซ้ำไปว่า ชื่อของทั้งสอง อาจสลับกันไปตั้งแต่เกิดแล้วก็เป็นได้

    ขบวนผู้อพยพทั้งหมดค่อยๆเคลื่อนที่ไปบนถนนลาดยาง ที่ปกคลุมด้วยผงเถ้าธุลีของนิวเคลียร์ เข้าสู่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง ทุกบ้านถูกปิดสนิทไร้ร่องรอยและการเคลื่อนไหวของสิ่งมีชีวิต

    เฉินกวางหมิง หรือที่คนในคณะเดินทางเรียกเขาว่า ด็อกเตอร์เฉิน แหงนหน้ามองต้นยางนายักษ์ ที่พุ่งสูงตระหง่าน แตกใบเป็นร่มคลุมครึ้มอยู่

    “ออกซิเจนที่นี่หนาแน่นมากๆ นี่เรากำลังฝัน หรือเราตายแล้วมาเดินอยู่ในสวรรค์กันแน่”

    ฮ่าวจางส่งสัญญาณให้ขบวนหยุด สิ่งที่เขาเห็นเบื้องหน้าไม่ไกล เป็นผู้คนราวสิบกว่าคน นั่งรวมกลุ่มกันที่โต๊ะยาว ใต้ต้นมะขามใหญ่ ซึ่งตอนนี้ใบของมันเขียวชะอุ่ม ดูเปี่ยมไปด้วยสง่าราศี

    คนพวกนั้น นั่งคุยกันด้วยภาษาที่เขาไม่เข้าใจ และดูเหมือนไม่รู้สึกถึงการมาของพวกเขาเลย  แต่ตอนนี้ เขาเองก็เริ่มรู้สึกผิดปกติเช่นกัน ด้วยสัญชาตญาณของเขาย่อมรู้สึกตัวเมื่อใกล้สิ่งมีชีวิตในระยะหลายร้อยเมตร ทว่าเขาเดินมาแทบจะชิดกลุ่มคนแล้วกลับเพิ่งรู้สึกตัว กลิ่นหอมของดอกไม้ หรือพืชบางอย่างลอยอ้อยอิ่งอยู่ในอากาศ ทำให้เขารู้สึกสดชื่นอย่างบอกไม่ถูก

    ฮ่าวจาง โบกมือให้ขบวนเคลื่อนหน้า ส่งสัญญาณให้คนของเขา โอบล้อมชาวบ้านกลุ่มนี้ไว้

    “ใครคือหัวหน้า” ฮ่าวจางถามผ่านกระแสจิต ซึ่งเป็นวิธีการติดต่อแบบสากลของเขา มันไม่ใช่ภาษาของมนุษย์ แต่มันคือความเข้าใจระดับจิตสำนึกร่วม ซึ่งพวกกลายพันธุ์ที่มีสติปัญญาส่วนใหญ่จะใช้สื่อสารกัน

    คนในกลุ่มนั้น มองหน้ากันไปมา เริ่มแรกพวกเขาพยักหน้าไปทางชายวัยกลางคน รูปร่างสันทัดท่าทางแข็งแรงปราดเปรียว

    “ไม่ใช่…ไม่เป็น” ชายคนนั้นปฏิเสธด้วยเสียงแหบพร่า ขาดช่วง เป็นภาษาที่ฮ่าวจางฟังไม่ออก

            ทุกคนพลันหันมามองที่ชายชราร่างใหญ่ หนวดเคราขาวโพลน ที่นั่งแยกเขี้ยวยิงฟันอย่างอารมณ์ดี

    “ไม่ใช่กู!” เสียงเขาดังสนั่น ฮ่าวจางและพรรคพวกของเขาที่ยืนล้อมอยู่ถึงกับสะดุ้ง ฮ่าวจิงจิง และฮ่าวเหม่ยจิง เริ่มรู้สึกผิดปกติมากขึ้นเรื่อยๆ 

            คนเพียงสิบกว่าคน ถูกรายล้อมจากคนนับร้อย แล้วยังไม่แสดงอาการวิตกกังวลอะไรเลย มันจะเป็นเรื่องธรรมดาไปได้อย่างไร แต่เธอก็ไม่พบเบาะแสอื่นใด นอกจากกลิ่นหอมคล้ายดอกกล้วยไม้ที่ฟุ้งสดชื่นอบอวลอยู่นั้น

    “อาตมาเอง!” เสียงแผดสนั่นมาจากชายผมเกรียนผู้หนึ่ง เขาแต่งกายประหลาดห่มจีวรสีส้มเหลืองเหมือนนักบวช แต่เขาใส่กางเกงขาสามส่วน ใส่ถุงเท้าสีดำและสวมรองเท้าแตะ เขายกมือขึ้นแสดงตัว แต่โดนหลายคนที่นั่นกดหัวให้เขาต้องนั่งกลับลงไป ยังตามมาด้วยเสียงตบหัวเพี๊ยะๆ อีกหลายที

    “หัวหน้าเราไม่ว่าง มีธุระอะไรหรือ” ชายร่างสันทัดที่เสียงแหบขาดห้วง ส่งข้อความทางจิตถึงฮ่าวจาง พร้อมทั้งบอกว่า การสื่อสารแบบนี้ ที่นี่เรียกว่าจิตสำนึกร่วม

    “เราจะยึดที่นี่” ฮ่าวจางไม่อ้อมค้อม ตอบอย่างตรงไปตรงมา

    เสียงหัวเราะครืน ดังจากคนกลุ่มนั้น ชายร่างใหญ่ไว้ผมหางม้าตะโกนลั่นในภาษาที่ ฮ่าวจางไม่เข้าใจ

    “ไอ้นี่มันห้าวจังวะ”

    ฮ่าวจางและทุกคนในคณะของเขา อยู่ในอาการตกตะลึง คำอื่นพวกเขาฟังไม่เข้าใจ แต่คนคนนั้น เพิ่งเอ่ยเรียกชื่อเขาชัดเจนว่า ฮ่าวจาง

    “เออ ห้าวจริงๆ ด้วย !” ชายชราหนวดเคราขาวโพลนนั้นพยักหน้าเห็นด้วย  

            ฮ่าวจิงจิงตัวสะท้านขนลุกเกรียว นี่มันเกิดอะไรขึ้น คนพวกนี้รู้จักชื่อของเธอและพี่ชาย ทั้งที่บ้านเกิดของเธอ อยู่ห่างไกลจากที่นี่หลายพันกิโลเมตร

    “กลัวแต่จะห้าวไม่จริงน่ะซิ” ชายผิวคล้ำผมหงอกแซมดำกล่าวพลางยิ้มยิงฟันขาว  

    คราวนี้ ฮ่าวเหม่ยจิงยืนตัวแข็ง เหงื่อเย็นเยียบหลั่งทั่วแผ่นหลัง ทั้งที่อากาศไม่ร้อนเลย พวกเธอฟังไม่ผิด คนพวกนี้รู้จักชื่อ ฮ่าวจาง ฮ่าวจิงจิง และฮ่าวเหม่ยจิง ทั้งสามพี่น้องอย่างแน่นอน ทั้งคณะผู้มาใหม่ร้อยกว่าคนเงียบกริบ มือที่ถืออาวุธซึ่งส่วนใหญ่เป็นมีดไม้จอบเสียม สั่นสะท้านแทบหมดแรงถือกุมไว้

    ชายร่างสันทัดคนนั้น คล้ายสังเกตอะไรบางอย่างจึงส่งคำถามผ่านจิตร่วมสำนึก “ไหนๆก็จะยึดหมู่บ้านกันทั้งที จะไม่แนะนำตัวซักหน่อยเหรอ”

    ฮ่าวจางก้าวออกไปข้างหน้า ถึงขั้นนี้แล้ว ก็ต้องลุยให้สุดทาง ไม่ว่าจะเป็นซินแส เทพเซียนหยั่งรู้ฟ้าดินจากที่ใด เขาก็ไม่มีทางถอยหลังแล้ว

    “ผมชื่อฮ่าวจาง เป็นหัวหน้ากลุ่มนี้ เราออกเดินทางมาจากกุ้ยโจว”

    คนในกลุ่มนั้นหันมองหน้ากันนิ่ง แล้วหัวเราะครืนออกมาอีก

            “อ้อ.. หมอนี่ชื่อห้าวจัง กูก็ว่าทำไมมันฟังเราพูดกัน แล้วทำหน้าตกใจ นึกว่าฟังภาษาไทยออก โถ…ไอ้ห้าวจัง” 

            “ดูจากท่าทางพวกเขาที่ฟังเราพูด คงไม่ใช่ว่ามีคนชื่อ ห้าวจริงจริง กับห้าวไม่จริงอยู่ด้วยหรอกนะครับ”เด็กหนุ่มร่างกำยำผิวคล้ำในกลุ่มพูดขึ้น

            สองสาวฝาแฝดฟังไม่ออก แต่เข้าใจว่ามีคนพูดถึงตนจึงเดินออกมา

            “ฉันคือฮ่าวจิงจิง”

            “ฉันคือฮ่าวเหม่ยจิง”

            คนกลุ่มนั้นทำตาโต อ้าปากค้าง หันมองหน้ากัน ส่งเสียงแปลกใจระคนหัวเราะเฮฮา

            ฮ่าวจางส่งจิตสำนึกร่วม ด้วยท่าทีที่ไม่พอใจ

            “ผมไม่รู้ว่าพวกคุณขบขันเรื่องอะไรกัน แต่ผมขอยืนยันว่า เราจะยึดหมู่บ้านนี้เป็นของเรา ถ้าพวกคุณไม่ยินยอม เราก็ต้องต่อสู้กัน แต่พวกคุณน่าจะรู้ผลลัพธ์ จำนวนคนทั้งสองฝ่ายต่างกันเกินไป ถ้าเป็นไปได้ เราก็ไม่อยากสังหารใคร ผมเสียดายที่มนุษย์เหลือไม่เยอะแล้ว ถ้าผมมีทางเลือกที่ดีกว่านี้ ผมก็ไม่อยากทำแบบนี้เช่นกัน”

            “แล้วถ้านายยึดที่นี่ นายจะทำยังไงกับเรา ขับไล่เราออกไปใช่มั้ย” ชายคนเดิมถามอีกครั้ง

            ฮ่าวจางคิดแล้วส่ายหน้า “ไม่จำเป็น พวกคุณมีคนไม่มาก เราแค่เข้ามาอยู่ คุณก็อยู่ส่วนของคุณกันต่อไป”

            “แล้วถ้าพวกเราสู้ล่ะ จะฆ่าเราหมดเลยมั้ย ”ชายคนนั้นถามต่อด้วยท่าทางสงสัย

            ฮ่าวจางส่ายหน้าอีก “ถ้าเป็นไปได้ เราจะไม่สังหารใครเลย เราเข้าใจว่าทุกคนย่อมหวงแหนถิ่นของตน เราก็แค่ต้องการอยู่รอดเช่นกัน”

            “แต่นายรู้ไหม ต้นไม้ พืชพลังงาน พืชอาหารที่นี่ พวกเราเป็นคนปลูกขึ้นมาทั้งนั้นนะ นายจะแย่งไปแบบนี้มันถูกแล้วเหรอ”

            ฮ่าวจางและทุกคนในคณะของเขามีสีหน้าละอาย 

            “แน่นอนว่ามันไม่ถูกต้อง แต่ตอนนี้ผมไม่สนใจว่าถูกหรือผิด ผมต้องพาคนของผมให้อยู่รอดให้ได้” ฮ่าวจางกล่าวอย่างแน่วแน่

            ชายร่างสันทัดคนนั้นพยักหน้า

            “อย่างน้อยคำพูดของนายก็ไม่แย่นัก แต่ถ้าคุยกันไม่รู้เรื่อง มันก็อาจเจ็บตัวกันบ้าง” ชายคนนั้นชี้ไปที่มีดสั้นในมือของฮ่าวจิงจิง 

            “ยัยหนู ลองยกมีดเล่มนั้นขึ้นมาสิ ชูสูงๆหน่อย มันจะได้ไม่กระเด็นใส่ตัว”

            ฮ่าวจิงจิงมองอย่างไม่เข้าใจเช่นเดียวกับทุกคนในคณะ แต่ฮ่าวจางก็พยักหน้าให้เธอทำตาม

            ทันใดนั้น

            เฟี้ยวว! เคร้งงงง!!

    คล้ายกับเรื่องสาบคน ที่คุณอ่าน

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    (จบ) Guardian and Demon ข้านี่แหละราชาปีศาจ

    (จบ) Guardian and Demon ข้านี่แหละราชาปีศาจ

    นิยาย แฟนตาซี
    146K 134
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    นิยาย แฟนตาซี
    1K 34
    ระบบเจ้าสำนัก **จบแล้ว**

    ระบบเจ้าสำนัก **จบแล้ว**

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    873K 2049
    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    207K 185
    เกิดใหม่ครั้งนี้ จะสร้างประเทศที่ดีได้ไหมนะ ?

    เกิดใหม่ครั้งนี้ จะสร้างประเทศที่ดีได้ไหมนะ ?

    นิยาย แฟนตาซี
    106K 139
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    ความโกรธแค้นของชูร่า

    ความโกรธแค้นของชูร่า

    นิยาย เกมออนไลน์
    2.39M 852