ราชันย์สิบโลก

    ตอนที่ 95 เขาหงส์เพลิง

            เฟิ่งหยูมองไปยังกษัตริย์ผิงลู่ และองค์ชายผิงอาน พร้อมกับเอ่ย

            “คนของข้าได้ข่าวมาว่า องค์ชายสี่จะทำการก่อกบฏเร็ว ๆ นี้”

            ทุกคนที่ร่วมโต๊ะอาหารต่างพากันเงียบสนิทด้วยความตกใจ

            “เรื่องนี้พวกเราเคยสืบมาแล้ว แต่ก็หาเบาะแสอะไรไม่เจอ ทั้งๆที่ทั่วอาณาจักรของข้าต่างมีคนของข้าคอยเฝ้าสังเกตมาโดยตลอด” องค์ชายผิงอานมีสีหน้าละอายใจ

            “แหล่งข่าวของข้าเชื่อถือได้ แต่พวกท่านก็อย่าพึ่งตื่นตระหนกหากมันเป็นจริง พวกเราก็ยังมีเวลาในการหาทางแก้ไขได้อยู่ แต่หากเป็นเรื่องเท็จพวกเราเตรียมตัวรับมือไว้ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอันใด”

             “หากเรื่องนี้เป็นเรื่องจริงก็ถือเป็นเรื่องใหญ่อย่างยิ่งและมันก็อาจจะเป็นไปได้ และมันก็อาจจะเป็นข่าวเท็จดังนั้นเพื่อความไม่ประมาทพวกเราต้องกันไว้ก่อน” กษัตริย์เหวินฉิงเอ่ย

            “ข้าเองก็ไม่อยากจะเชื่อข่าวนี้ แต่หากมันเป็นจริงขึ้นมาแล้วเราไม่หาทางแก้ก็คงตกอยู่ในแผนการของพวกมันมันก็จริงอยู่ แต่พวกเราทำอะไรต้องรอบคอบ และต้องทำทุกอย่างให้เงียบมากที่สุด”กษัตริย์ผิงลู่ตอบด้วยสีหน้าที่กังวล

            “พวกท่านไม่จำเป็นต้องกังวลไป องค์ชายผิงอานท่านมีกองกำลังอยู่กี่เมืองที่มีความสัมพันธ์ที่ดีและเชื่อใจได้บ้าง”

            “หลัก ๆ ก็เป็นเมืองของท่านแม่ข้า และอีกไม่กี่เมืองที่อยู่รอบ ๆ”

            “องค์กษัตริย์หากว่าต้องยึดอำนาจจากท่านท่านคิดว่าคงต้องใช้กองกำลังเท่าไหร่และมีโอกาสใดบ้างที่พวกเขาจะใช้เป็นข้ออ้างในการย้ายกำลังพลเพื่อไม่ให้เป็นที่สงสัย”

            “กองกำลังของเมืองหลวงมีทั้งหมดประมาณห้าล้านนายหากจะบุกยึดก็ต้องระดมพลจากหลายเมืองและโอกาสที่จะเคลื่อนย้ายกำลังพลก็มีเพียงงานเคารพบรรพบุรุษที่หุบเขาบรรพชนที่จะจัดขึ้นทุกๆ ห้าปี ซึ่งปีนี้ก็ครบกำหนดที่จะจัดงานในเดือนหน้านี้”

            “พวกเราคงต้องวางแผนให้รัดกุม หากเกิดเรื่องนี้ขึ้นจริงๆข้าเองก็คงลำบากใจไม่น้อย” กษัตริย์ผิงลู่เอ่ย

            “พวกเราคงได้แต่หวังว่าเรื่องนี้จะเป็นข่าวเท็จแต่ก็มิอาจจะปล่อยให้ผ่านเลยไปง่ายๆ ก็ไม่ได้”

            “ยังไงพวกเราก็ต้องป้องกันไว้ก่อนจึงจะดีที่สุด ตอนนี้อย่าพึ่งเครียดกันเลยไว้ค่อยๆคิดหาหนทางกันอีกทีเพราะยังเหลือเวลาอีกหลายวันอยู่”

            “หากเจ้าต้องการความช่วยเหลือก็บอกข้าได้เลยผิงลู่เจ้าเองก็เปรียบเหมือนสหายสนิทของข้า อย่าได้เกรงใจ” กษัตริย์เหวินฉิงเอ่ย

            “เฟิ่งหยูช่วงนี้ก็อยู่ช่วยอาณาจักรหงส์เพลิงให้ผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปก่อนเจ้าต้องการความช่วยเหลืออะไรก็บอกข้าได้นะ”

            “ขอบใจพวกท่านมาก แต่ปัญหาของอาณาจักรข้ายังไงข้าก็ต้องพยายามแก้ไขเองก่อนหากเหลือบ่ากว่าแรงยังไงค่อยขอความช่วยเหลือจากพวกท่าน”กษัตริย์ผิงลู่พูดด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง

            “เอาหละ เอาหละ พักเรื่องนี้เอาไว้ก่อนเฟิ่งหยูเจ้านำโอสถหวนคืนติดตัวมาด้วยหรือเปล่า มอบให้กษัตริย์ผิงลู่สองเม็ดได้ไหม”

            เฟิ่งหยูหยิบโอสถหวนคืนออกมาสองเม็ดพร้อมกับยื่นให้กับกษัตริย์เหวินฉิง

            “เจ้าลองทานโอสถเม็ดนี้ดู”

            “ตอนนี้เลยหรือ?”กษัตริย์เหวินชิงไม่ตอบเพียงแค่พยักหน้าเท่านั้น

            “ก็ได้ข้าเองก็อยากจะรู้ว่าเจ้าจะให้ข้ากินโอสถอะไรกัน”

            กษัตริย์ผิงลู่จับเม็ดยานั้นโยนเข้าปาก พร้อมกับกลืนลงไปอย่างไม่ลังเล

            “ไม่เห็นมีอะไรเปลี่ยนแปลง กำลังวังชาของข้าก็ยังเหมือนเดิมเจ้าหลอกให้ข้าทานอะไรไปกันแน่”

            เพียงไม่นาน หลังจากโอสถออกฤทธิ์ผิงอานพลันเอ่ยออกมาด้วยเสียงสั่นครืน

            “ท่านน พ่ออ ใบหน้าท่านนน....”

            “มีอะไรเกิดขึ้นกับใบหน้าของข้าอย่างนั้นหรือกษัตริย์ผิงลู่สังเกตรอบๆ ตัวของเขาพลันตกตะลึงเป็นอย่างยิ่งผิวหนังที่เคยเหี่ยวย่น กลับฟื้นคืนสภาพเต่งตึงเขาถาดผลไม้ที่ทำจากทองเหลืองขึ้นมา มองดูเงาของผ่านถาดผลไม้ใบนั้นถึงแม้จะดูไม่ค่อยชัดเจนแต่ก็พอดูออกว่าตัวเขานั้นกลับมาเป็นหนุ่มอีกครั้งหนึ่ง”

            “ฮ่า ฮ่า ฮ่า อีกเม็ดหนึ่งเจ้าก็ให้ภรรยาของเจ้าฝากบอกภรรยาของเจ้าด้วยว่าเป็นน้ำใจเล็กน้อยของข้า” กษัตริย์เหวินฉิงกล่าวพร้อมกับหัวเราะออกมา

            “พวกท่านมีนักหลอมโอสถที่มีความสามารถมากขนาดนี้เลยอย่างนั้นหรือ?”

            “นักหลอมโอสถหรือ? ที่อาณาจักรของข้าก็มีอยู่หลายร้อยคนอยู่นะแต่ส่วนมากจะพวกเขามักจะหลอมกลั่นโอสถที่มีคุณภาพได้ดี แต่ฝีมือก็ยังไม่ขั้นโอสถที่ท่านทานเข้าไป เรียกว่าโอสถหวนคืนเป็นของเฟิ่งหยูที่หลอมกลั่นออกมาด้วยตัวของเขาเองและเป็นคนเดียวที่สามารถหลอมโอสถชนิดนี้ได้”

            “หรือว่าท่านคิดจะแย่งนักหลอมโอสถของอาณาจักรเมฆาหวนของเรา....”    

            กษัตริย์ผิงลู่รู้สึกทึ่งกับคำตอบที่ได้เขาไม่สามารถจินตนาการได้เลยว่าเฟิ่งหยูจะมีความสามารถมากมายเช่นนี้อาณาจักรหงส์เพลิงมีนักหลอมโอสถไม่กี่ร้อยคนก็ถือว่ามากเป็นอย่างยิ่งแล้ว

            ตอนที่ได้ข่าวว่าอาณาจักรเมฆาหวนมีผู้สอบผ่านเป็นนักหลอมโอสถนับหมื่นเขาเองก็ส่งคนมาตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นเรื่องจริงแต่อัจฉริยะอย่างเฟิ่งหยูเขาเองก็พึ่งจะเคยพบเคยเจอเป็นครั้งแรก

            หลังจากทานอาหารและพูดคุยกันเสร็จ.....

             เฟิ่งหยูและหนิงเอ๋อจึงพากันออกไปเดินเล่นและต่างพูดคุยกันอย่างสนิทสนมจนกระทั่งดึกจึงได้แยกย้ายกลับไปพักผ่อน

            “เฮ้อ ข้ามีเวลาให้หนิงเอ๋อน้อยไปไหมนะข้าต้องหาเวลาดูแลนางบ้างแล้วเอาไว้เสร็จเรื่องที่อาณาจักรหงส์เพลิงแล้วค่อยชวนนางไปอาณาจักรอื่นบ้างดีกว่า”เฟิ่งหยูพึมพำ

            วันรุ่งขึ้นกษัตริย์ผิงลู่จึงขอให้กษัตริย์เหวินฉิงพาเขาไปเที่ยวชมเมืองจินเฟิงของเฟิ่งหยูเขาต้องการเห็นเมืองที่เฟิ่งหยูสร้างขึ้นมาด้วยมือของเขาเองจะเป็นดังที่ลูกชายของเขาเล่าให้ฟังหรือไม่ โดยเฟิ่งหยูและองค์ชายเหวินเทียนและองค์ชายผิงอานต่างขอตัวไม่ขอติดตามไปด้วย

            “ปล่อยพวกเด็ก ๆ เขาไปเที่ยวเล่นตามประสาของพวกเขา”

            “พวกเราไปกับองค์รักษ์ไม่กี่คน ไม่ต้องห่วงเรื่องความปลอดภัยที่เมืองจินเฟิงมีมากกว่าเมืองอัสตาน่าของข้าอีก”

            กษัตริย์ทั้งสองใช้ค่ายกลมิติข้ามไปยังเมืองจินเฟิงโดยทันทีส่วนเฟิ่งหยูและองค์ชายทั้งสองต่างปรึกษาหารือกันถึงเรื่ององค์ชายสี่ของอาณาจักรหงส์เพลิง พวกเขาต่างเป็นเพื่อนสนิทกันตอนนี้ทุกคนต่างไว้เนื้อเชื่อใจกันมากขึ้น

            “พวกข้าเองก็รู้กันอยู่แล้วว่าน้องสี่ของข้าเป็นคนที่มักใหญ่ใฝ่สูงแต่ก็ไม่ได้คิดว่าเขาจะกล้ากระทำการเช่นนี้แสดงว่าต้องมีขุมอำนาจที่อยู่เบื้องหลังเป็นแน่....”

            “แน่นอนละ น้องชายขอข้ามีกลุ่มอำนาจใหญ่ที่หนุนหลังพวกเขาอยู่จริง ๆนั่นแหละ พวกเรามีพี่น้องทั้งหมดเจ็ดคน ข้าเป็นคนที่สอง ข้ากับพี่ใหญ่ พี่สามและน้องหกมีมารดาคนเดียวกัน”

            “น้องสี่กับน้องห้า และน้องเจ็ดมีมารดาคนเดียวกันและเป็นคนของตระกูลตง ตระกูลตงเป็นตระกูลเก่าแก่ที่สนับสนุนน้องสี่มาตลอด คนตระกูลตงส่วนมาจะดูแลเมืองในแทบตอนเหนือเสียเป็นส่วนมาก  ส่วนตระกูลของพวกข้าจะดูแลเมืองทางทิศตะวันออก”

            เฟิ่งหยูและองค์ชายเหวินเทียนเงียบไป

            หากเป็นไปตามที่องค์ชายผิงอานพูดมานั่นไม่เท่ากับว่าองค์ชายสี่นั้นวางแผนมาหลายปีแล้วโดยมีตระกูลตงเป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้อย่างแน่นอน

            “กลุ่มอำนาจภายในอาณาจักรหงส์เพลิงนั้นมีกลุ่มอำนาจใหญ่ใดบ้าง?” เฟิ่งหยูถามขึ้นมา

            “กลุ่มอำนาจใหญ่ในอาณาจักรหงส์เพลิงนั้นมีอยู่สี่กลุ่มด้วยกันคือตระกูลตง ตระกูลผิง ตระกูลหงส์ตะกูลตงและตระกูลผงพวกเจ้ารู้จักกันแล้วส่วนตระกูลหงส์นั้นพวกเขาเป็นตระกูลดั้งเดิมที่อยู่มาตั้งแต่โบราณและไม่สนใจเข้าร่วมกับตระกูลที่มีอำนาจใดๆ ทั้งสิ้น”

            “พวกเขาจะวางตัวเป็นกลางมาโดยตลอดไม่คิดยุ่งเกี่ยวกับเรื่องของการปกครองบ้านเมือง และที่ทุกกลุ่มกำลังจับตาอยู่ตอนนี้คือกลุ่มอำนาจที่พึ่งจะเกิดขึ้นมาใหม่ไม่กี่ปีมานี้เป็นกลุ่มสมาคมการค้ามังกรดำที่ขยายอำนาจได้อย่างรวดเร็วในอาณาจักรหงส์เพลิงของพวกเรา”

            “ตระกูลตงใช้ความพยายามเป็นอย่างมาเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์กันสมาคมการค้ามังกรดำแต่ทางสมาคมการค้ามังกรดำกลับไม่สนใจพวกเขา”

             “ตระกูลผิงของพวกเราเองก็เคยลองเจรจามาหลายครั้งแล้วแต่ก็ได้รับคำตอบปฏิเสธมาทุกครั้งไป”

            “สมาคมการค้ามังกรดำอย่างนั้นหรือ?......”เฟิ่งหยูพึมพำ

            พวกเขาเติบโตได้อย่างรวดเร็วเพราะสินค้าส่วนใหญ่รับมาจากเมืองจินเฟิงของเฟิ่งหยูและรายได้ส่วนใหญ่ก็กลับมาบริหารเมืองจินเฟิงในปัจจุบัน

            “ว่าง ๆ พวกเราลองไปเยี่ยมสมาคมการค้ามังกรดำดู”เฟิ่งหยูกล่าวขึ้นมา

            “แต่ว่าแม้แต่ตระกูลใหญ่ ๆ พวกเขายังไม่สนใจพวกเขาจะสนใจพวกเราอย่างนั้นหรือ?”

            องค์ชายทั้งสองต่างแย้งออกมาพร้อม ๆ กัน

            “ยังไม่ได้ลองไปคุยจะรู้ผลได้อย่างไรเอาเถอะไว้ถึงเวลาค่อยว่ากันอีกที”

            พวกเขาทั้งสามคุยกันจนกระทั่งองค์กษัตริย์ทั้งสองกลับมาจากเมืองจินเฟิง

            “ท่านพ่อเป็นยังไงบ้าง เหมือนที่ข้าเล่าให้ท่านฟังใช่ไหม”ผิงอานรีบถามบิดาของเขาทันที

            “ถ้าเจ้าสามารถบริหารอาณาจักรของเราได้สักครึ่งหนึ่งของเมืองจินเฟิงข้าก็คงไม่ต้องห่วงเรื่องอนาคตของพวกเจ้าแล้ว”

            ทำเอาองค์ชายผิงอานพูดไม่ออก.........

            หลังจากที่กษัตริย์ผิงลู่และองค์ชายผิงอานรวมถึงเฟิ่งหยูและสามปู่หลานพักอยู่ที่เมืองอัสตาน่าของอาณาจักรเมฆาหวนได้สามวันพวกเขาจึงกลับไปยังอาณาจักรหงส์เพลิง

            “เอาไว้พวกเราเจอกันใหม่ ครั้งหน้าข้าจะลากเจ้าไปอาณาจักรข้าบ้าง”

            “ได้ อีกหน่อยเราก็เดินทางไปมาหาสู่กันได้ง่ายขึ้นแล้วหากข้าว่างจะไปเยี่ยมเยือนเจ้าเอง”

            ค่ายกลมิติทำงานพวกเขาออกเดินทางกลับไปยังอาณาจักรหงส์เพลิงกันเรียบร้อยแล้วทุกอย่างในเมืองหงส์เพลิงยังคงดูปกติ

            “ไหน ๆงานของข้าก็เสร็จแล้วข้าขอไปเที่ยวอาณาจักรหงส์เพลิงของท่านสักหน่อยก็แล้วกัน”เฟิ่งหยูเอ่ยกับองค์ชายผิงอาน

            “ข้าขอเดินทางคนเดียวสักสองสามวันก่อนช่วงนี้ข้ารบกวนฝากคนของข้าไว้กับท่านก่อน”

            “แล้วเจ้าจะเดินทางไปที่ไหนอย่างนั้นหรือ?”

            “ข้าคิดจะเดินทางไปทางเหนือของอาณาจักรหงส์เพลิงเจ้าพอจะแนะนำข้าบ้างได้ไหมว่าข้าควรจะไปที่ใดบ้าง”

            “ทางทิศเหนืออย่างนั้นหรือทิศทางนั้นเมืองส่วนมากเป็นของตระกูลตงมันจะไม่อันตรายต่อเจ้าอย่างนั้นหรือ ให้ข้าไปเป็นเพื่อนเจ้าไหม”

            “ไม่ต้องหรอก ข้าเดินทางไปเองจะสะดวกกว่า หากเจ้าไปด้วยยิ่งจะทำให้พวกเขารู้ตัวไวขึ้น อีกอย่างข้าจะได้ลอบไปสืบข่าวทางนั้นดูอาจจะได้อะไรที่เป็นประโยชน์ต่อพวกเราบ้าง”

            “งั้นก็ตามใจเจ้า ระวังตัวหน่อยก็แล้วกันส่วนคนของเจ้าไม่ต้องเป็นห่วงข้าจะดูและพวกเขาอย่างดีเอง”

            “หากเจ้าไปทางทิศเหนือก็จะมีสถานที่น่าสนใจอยู่ที่หนึ่งที่ข้าพอจะแนะนำท่านได้ มันเป็นสถานที่ในตำนานที่คนในอาณาจักรของเราเล่าต่อ ๆ กันมาว่าเป็นแหล่งที่ หงส์เพลิงเคยอาศัยอยู่ หงส์เพลิงนับเป็นสัตว์อสูรที่คอยปกป้องอาณาจักรของพวกเราแต่มันก็นานมากแล้วที่อาณาจักรของเราไม่เคยพบเจอหงส์เพลิงกัน”

            “อื่ม ก็น่าสนใจดีนะ ว่าแต่สถานที่แห่งนั้นมันเป็นยังไงกันหรือ”

            “พวกเราเรียกกันว่า เขาหงส์เพลิง ก็ตามชื่อนั่นแหละ เจ้าจะลองแวะไปดูสักหน่อยก็ไม่เห็นเป็นไรส่วนสถานที่อื่น ๆ ก็มีอยู่หลายที่ เจ้าดูตามแผนที่นี่ก็แล้วกัน”

            องค์ชายผิงอานหยิบแผนที่ชิ้นหนึ่งให้กับเฟิ่งหยูเฟิ่งหยูรับมาพร้อมกับเปิดออกมาศึกษาดูอย่างละเอียด

            “พวกเจ้าอยู่ที่เมืองหลวงนี่ไปก่อน เสร็จธุระแล้วข้าจะกลับมา”

            “ขอรับนายน้อย พวกเราจะรอท่านอยู่ที่นี่”

            เฟิ่งหยูขอตัวและออกเดินทางไปทางทิศเหนือเขาอยากจะรู้ว่าอะไรที่ดึงดูดให้เขาไปในทิศทางนั้นกัน