ทหารนายนั้นจากป้อมผาเหล็ก ร่างกายสะบักสะบอมไปด้วยบาดแผลเสื้อผ้าขาดวิ่นและเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือดและดินโคลนเขาบังคับม้าที่เหนื่อยล้าไม่แพ้กันให้ควบตะบึงผ่านประตูเมืองเฉิงหยางอย่างรวดเร็ว เสียงกีบม้าดังสนั่นไปตามถนนก่อนจะมุ่งตรงไปยังประตูเมืองอีกด้านเพื่อไปยังค่ายกองทัพใหญ่ของจิ้นอ๋องที่ตั้งอยู่นอกเมือง
เมื่อมาถึงค่ายทหารใหญ่ ร่างกายที่บอบช้ำของทหารนายนั้นแทบจะทรุดลงกับพื้นเขาโซซัดโซเซจนทหารที่รักษาการณ์อยู่หน้าค่ายต้องรีบเข้ามาพยุงร่างอันเต็มไปด้วยเลือดนั้นไว้พวกเขามองหน้ากันด้วยความตกใจกับสภาพที่เห็นก่อนจะรีบนำตัวทหารนายนั้นเข้าไปยังกระโจมบัญชาการอย่างเร่งด่วน
ภายในกระโจมสั่งการแสงจากตะเกียงส่องสว่างบนแผนที่ยุทธศาสตร์ที่วางอยู่บนโต๊ะจิ้นอ๋องประทับอยู่บนเก้าอี้บัญชาการ พระพักตร์เคร่งเครียดแม่ทัพใหญ่ฮวายืนอยู่ข้างๆ ใบหน้าเต็มไปด้วยความกังวลเช่นเดียวกับรองแม่ทัพอีกสองคนที่ยืนรอฟังรายงานอยู่ด้วยใจจดจ่อ
เมื่อทหารที่พยุงร่างนายทหารจากป้อมผาเหล็กเข้ามาถึงทุกสายตาในกระโจมก็จับจ้องไปที่ร่างนั้นด้วยความตกตะลึง
"เกิดอะไรขึ้น!?" จิ้นอ๋องตรัสถามด้วยน้ำเสียงตกใจพระองค์ทรงจำได้ว่าทหารผู้นี้เป็นหนึ่งในทหารที่ประจำการอยู่ที่ป้อมผาเหล็ก
ทหารนายนั้นพยายามทรงตัว แต่ก็ทำได้เพียงเล็กน้อย เขาหายใจหอบถี่ดวงตาปรือลงด้วยความอ่อนเพลีย แต่ก็พยายามเค้นเสียงรายงานด้วยความเคารพ
"ทูล... ฝ่าบาท... ป้อม... ผาเหล็ก... ถูก... โจมตี..."เสียงของเขาแหบแห้งและขาดเป็นช่วงๆ
"ถูกโจมตี!?" ฮวาหยางอุทานด้วยความตกใจ"พวกเป่ยหม่านหรือ!?"
ทหารนายนั้นพยักหน้าอย่างช้าๆ ใบหน้าเต็มไปด้วยความเจ็บปวด"พะยะค่ะ... พวกมัน... มา... จำนวนมาก... ท่าน... แม่ทัพ... ฮวาหยาง...สั่ง... ให้... ข้า... รีบ... มา... ขอ... กำลัง... เสริม..."
น้ำเสียงของทหารนายนั้นเริ่มแผ่วลงเรื่อย ๆ จนแทบไม่ได้ยินแต่ใจความสำคัญก็ชัดเจน ป้อมปราการสำคัญที่ตั้งอยู่แนวหน้าถูกโจมตีอย่างหนักและพวกเขากำลังต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน
ความเงียบปกคลุมไปทั่วกระโจมสั่งการ จิ้นอ๋อง ฮวาหยางและรองแม่ทัพทั้งสองมองหน้ากันด้วยความกังวลสถานการณ์เลวร้ายกว่าที่พวกเขาคาดคิดไว้มากนักการโจมตีป้อมผาเหล็กหมายความว่าแนวป้องกันแรกของพวกเขาถูกบุกรุกแล้ว
"แล้ว... ท่านแม่ทัพฮวาหยาง... เป็นอย่างไรบ้าง!?" จิ้นอ๋องตรัสถามด้วยน้ำเสียงร้อนรน
ทหารนายนั้นหลับตาลงด้วยความอ่อนแรงก่อนจะพยายามตอบด้วยเสียงที่แผ่วเบาที่สุด "ท่าน... แม่ทัพ... บาดเจ็บ...แต่... ยัง... บัญชาการ... อยู่..."
สิ้นคำนั้น ร่างของทหารนายนั้นก็ทรุดลงหมดสติทหารที่พยุงอยู่รีบประคองร่างของเขาไว้ด้วยความเป็นห่วง
ความตึงเครียดปกคลุมกระโจมสั่งการอย่างหนักหน่วงข่าวร้ายจากป้อมผาเหล็กสร้างความกังวลและความร้อนใจให้กับทุกคนจิ้นอ๋องทรงขบกรามแน่น พระหัตถ์กำเข้าหากันแน่นสถานการณ์ที่พวกเขากำลังเผชิญหน้านั้นดูเหมือนจะเลวร้ายลงทุกขณะ
ความตึงเครียดปกคลุมกระโจมสั่งการราวกับพายุที่กำลังจะโหมกระหน่ำข่าวร้ายจากการถูกโจมตีของป้อมผาเหล็กราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางใจของทุกคนจิ้นอ๋องทรงขบกรามแน่น พระหัตถ์กำเข้าหากันจนเห็นข้อพระหัตถ์ขาวซีดความกังวลฉายชัดบนพระพักตร์คมคาย
ฮวาเจิ้น แม่ทัพใหญ่ ใบหน้าเต็มไปด้วยความกระวนกระวายใจอย่างเห็นได้ชัดบุตรชายของเขา ฮวาหยาง กำลังบัญชาการอยู่ที่ป้อมผาเหล็กข่าวการโจมตีทำให้ความเป็นห่วงในฐานะบิดาประดังเข้ามา
"ทูลฝ่าบาท" ฮวาเจิ้นเอ่ยด้วยน้ำเสียงร้อนรน"กระหม่อมขออาสานำทัพไปเสริมกำลังที่ป้อมผาเหล็กด้วยตนเองพะยะค่ะลูกชายกระหม่อมอยู่ที่นั่น กระหม่อมไม่อาจนั่งอยู่เฉยๆ ได้"
จิ้นอ๋องทรงพิจารณาข้อเสนอของฮวาเจิ้นอย่างรวดเร็วพระองค์ทรงทราบถึงความกังวลของรองแม่ทัพผู้นี้แต่ก็ต้องทรงคำนึงถึงสถานการณ์โดยรวมตอนนี้สถานการณ์ในเมืองเฉิงหยางเริ่มสงบลงแล้วไม่มีรายงานการเคลื่อนไหวของข้าศึกในพื้นที่ใกล้เคียง อีกทั้งกองทัพสนับสนุนจากเมืองหลวงก็คาดว่าจะเดินทางมาถึงในอีกไม่กี่วันข้างหน้า
"ข้าเข้าใจความรู้สึกของท่าน ท่านแม่ทัพใหญ่ฮวา"จิ้นอ๋องตรัสด้วยน้ำเสียงหนักแน่น"แต่การแบ่งกำลังพลมากเกินไปอาจทำให้เมืองเฉิงหยางอ่อนแอลงได้"
พระองค์ทรงหันไปบัญชากับรองแม่ทัพอีกสองคนที่ยืนรอฟังอยู่ "รองแม่ทัพหลี่รองแม่ทัพจาง พวกเจ้าทั้งสองจงอยู่รักษาความสงบเรียบร้อยในเมืองเฉิงหยางดูแลความปลอดภัยของประชาชนและเตรียมพร้อมต้อนรับกองทัพสนับสนุนจากเมืองหลวงที่จะมาถึง"
จากนั้น จิ้นอ๋องทรงหันพระพักตร์ไปยังแม่ทัพใหญ่ฮวาและตรัสด้วยความเด็ดเดี่ยว"ส่วนข้าและแม่ทัพใหญ่ฮวา...เราจะนำทัพส่วนหนึ่งเดินทางไปยังป้อมผาเหล็กทันทีเราจะเร่งรุดไปให้เร็วที่สุดเพื่อช่วยเหลือฮวาหยางและทหารที่นั่น และหลังจากนั้นเราจะตรวจสอบแนวกำแพงป้องกันเขตแดนอื่นๆ ต่อไปด้วยเพื่อประเมินสถานการณ์และป้องกันการรุกรานเพิ่มเติม"
หลังทรงมีบัญชาเสร็จสิ้นจิ้นอ๋องและแม่ทัพใหญ่ฮวาก็ทรงรีบสั่งการให้ทหารเตรียมพร้อมสำหรับการเดินทางในทันทีความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ที่ป้อมผาเหล็กและฮวาหยางผลักดันให้ทั้งสองต้องเร่งรีบออกเดินทางโดยเร็วที่สุดทิ้งให้รองแม่ทัพทั้งสองรับหน้าที่ดูแลความสงบในเมืองเฉิงหยางต่อไป
หลังจากทรงบัญชาการเสร็จสิ้นจิ้นอ๋องเสด็จออกจากกระโจมบัญชาการพร้อมกับแม่ทัพใหญ่ฮวาทั้งสองพระองค์และขุนพลคู่ใจแยกย้ายกันไปเตรียมการนำกองกำลังพลที่แข็งแกร่งที่สุด เพื่อเดินทางไปยังป้อมผาเหล็กโดยเร็วที่สุดความร้อนรนในพระทัยของจิ้นอ๋องนั้นมิได้น้อยไปกว่าใครพระองค์ทรงตระหนักถึงความสำคัญของป้อมปราการแนวหน้าและความเป็นห่วงในสวัสดิภาพของทหารที่นั่นก็มิอาจละเลยได้
ครั้นเมื่อทรงสั่งการให้เตรียมม้าและอาวุธเสร็จสิ้น และทรงมอบหมายภารกิจให้แม่ทัพใหญ่ฮวาคุมทัพนำหน้าไปก่อนแล้วจิ้นอ๋องกลับเสด็จพระดำเนินไปยังกระโจมที่พักของพระองค์อีกครั้งก้าวพระบาทเข้าไปภายในด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย
ส่วนหนึ่งในพระทัยนั้นร้อนรุ่มด้วยความกังวลถึงสถานการณ์ที่ป้อมผาเหล็กอยากจะเร่งรุดไปให้ถึงโดยเร็วที่สุด อีกส่วน
หนึ่ง... เป็นความรู้สึกที่ยังคงค้างคาพระองค์ทรงต้องการทอดพระเนตร 'เจ้าหมู่ซาน' อีกครั้งแม้จะทรงทราบแล้วว่าแท้จริงคือเสี่ยวซีแต่ความรู้สึกประหลาดที่เกิดขึ้นเมื่อคืนยังคงวนเวียนอยู่ในพระทัย
เมื่อเสด็จเข้าไปในกระโจม จิ้นอ๋องก็ทอดพระเนตรไปยังเตียงกว้างที่ยังคงมีร่องรอยของการนอนอยู่ฮวาเสี่ยวซีในคราบของหมู่ซานยังคงหลับใหลอย่างสนิทใบหน้าคมสันยามหลับดูอ่อนเยาว์และไร้เดียงสา แสงอ่อนๆ ยามสายส่องกระทบใบหน้าของนางทำให้เห็นรายละเอียดที่พระองค์ทรงสังเกตเห็นเมื่อคืนได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
จิ้นอ๋องทรงยืนทอดพระเนตรอยู่ครู่หนึ่ง โดยมิได้ตรัสสิ่งใดพระองค์ทรงจ้องมองใบหน้าของฮวาเสี่ยวซีด้วยแววตาที่ซับซ้อน
ในที่สุด จิ้นอ๋องก็ทรงถอนพระเนตรจากร่างที่หลับใหลนั้นพระองค์ทรงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ราวกับต้องการสะกดกลั้นความรู้สึกบางอย่างไว้
องค์รักษ์เว่ยก้าวเข้ามาในกระโจมอย่างเงียบเชียบ เปิดม่านประตูเบาๆแล้วกล่าวด้วยความเคารพ "ทูลท่านอ๋องเตรียมสิ่งของและม้าเสร็จเรียบร้อยแล้วพะยะค่ะ จะเสด็จเลยหรือไม่"
จิ้นอ๋องทรงพยักพระพักตร์เล็กน้อย "อืม... รีบไปเร็วหน่อยก็จะดีข้าห่วงความปลอดภัยของฮวาหยาง ไม่รู้ว่าสถานการณ์ตอนนี้ที่นั่นเป็นอย่างไรบ้าง..."พระองค์ตรัสด้วยน้ำเสียงที่แสดงถึงความกังวลอย่างชัดเจนขณะที่ทรงหันพระวรกายเพื่อเสด็จออกจากกระโจมโดยมีองค์รักษ์เว่ยเดินตามอย่างใกล้ชิด
ในขณะนั้นเอง ที่ร่างเล็กบนเตียงขยับตัวอย่างรวดเร็วฮวาเสี่ยวซีที่ถึงแม้จะยังคงอยู่ในห้วงแห่งนิทรา แต่จิตใจของนางกลับผูกพันอยู่กับความปลอดภัยของบิดาและพี่ชายเพียงแว่วได้ยินชื่อ "ฮวาหยาง" เท่านั้นสติสัมปชัญญะที่ยังไม่เต็มร้อยก็ราวกับถูกกระตุ้นนางถลึงตาลุกขึ้นพรวดจากเตียงอย่างรวดเร็ว
"ท่านอ๋องข้าไปด้วย!" นางร้องออกมาด้วยน้ำเสียงที่ยังคงงัวเงียดวงตายังคงปรือปรอยจากการนอนหลับไม่เต็มที่และยังไม่ได้รับรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นได้อย่างกระจ่างชัดนัก ร่างกายของนางซวนเซเล็กน้อยด้วยความรีบร้อนในการลุกขึ้น