ตอนที่ 3
โบยจนสิ้นใจ
ตอนที่ 3
โบยจนสิ้นใจ
ล่วงเข้ายามจื่อรัตติกาลอันมืดมิดก็โรยตัวปกคลุมทั่วทั้งหมู่บ้านท้องฟ้าไร้แสงดาวมีเพียงเมฆดำทะมึนที่ลอยบดบังแสงจันทร์จนสิ้นลมหนาวพัดกระโชกแรงราวกับเสียงหวีดร้องของภูตผีบรรยากาศวังเวงจนไม่มีชาวบ้านคนใดกล้าก้าวเท้าออกจากบ้าน
ทว่าในตรอกแคบๆ ด้านหลังโรงหมอสกุลจางเงาร่างเล็กจ้อยของเด็กหญิงวัยสิบขวบกำลังสั่นสะท้านอยู่ท่ามกลางความหนาวเหน็บหมี่หรานหรานใช้เศษผ้าขี้ริ้วโพกปิดบังใบหน้าครึ่งล่างดวงตากลมโตที่เคยสุกใสบัดนี้เต็มไปด้วยความหวาดกลัวแต่ก็เด็ดเดี่ยวในคราวเดียวกันขาสองข้างที่ไร้รองเท้าปกปิดชาหนึบจนแทบไม่รู้สึกถึงก้อนกรวดที่บาดฝ่าเท้า แม้จะหนาวจนสั่นแต่นางก็ไม่อาจถอยกลับได้อีกแล้ว
ภาพของท่านยายที่นอนกระอักเืและลมหายใจที่รวยรินดั่งเปลวเทียนต้องลมยังคงฉายชัดอยู่ในหัวใจของเด็กหญิง
‘ข้าต้องเอาโสมกลับไปให้ได้...ต้องเอาไปรักษายาย’
หรานหรานกลืนน้ำลายที่เหนียวหนืดลงคอเด็กน้อยสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะสอดส่ายสายตาฝ่าความมืดไปยังบานหน้าต่างไม้ด้านหลังโรงหมอที่ปิดสนิทหรานหรานเคยมาด้อมๆ มองๆ แถวนี้หลายครั้งเวลามาส่งฟืนจึงรู้ดีว่ากลอนหน้าต่างบานนี้หลวมและเก่าจนผุพัง
เด็กหญิงเขย่งปลายเท้ามือเล็กๆ ที่หยาบกร้านและเต็มไปด้วยรอยแผลจากการทำงานหนักค่อยๆ แงะแผ่นไม้ที่ผุพังนั้นอย่างระมัดระวังที่สุด
กึก...เอี๊ยด
เสียงไม้ลั่นเบาๆ ทำเอาหัวใจดวงน้อยแทบจะหยุดเต้นหรานหรานชะงักนิ่งค้าง เบิกตากว้างฟังเสียงความเคลื่อนไหวภายในเมื่อแน่ใจว่ามีเพียงเสียงลมหายใจของบ่าวรับใช้ที่นอนอยู่เรือนหลัง นางจึงค่อยๆ ดันบานหน้าต่างให้กว้างพอที่ร่างเล็กของตนจะมุดรอดเข้าไปได้
กลิ่นฉุนของสมุนไพรแห้งนานาชนิดโชยมาปะทะจมูกทันทีที่เท้าแตะพื้นกระดานภายในโรงหมอความมืดมิดภายในร้านไม่ได้เป็อุปสรรคต่อเด็กหญิงที่คุ้นชินกับการอยู่ในที่มืดมิดมาทั้งชีวิตนางค่อยๆ ย่องไปตามพื้นกระดานอย่างแ่เบาที่สุดราวกับแมวป่าหลบเลี่ยงโต๊ะตรวจโรคและเก้าอี้ไม้อย่างระมัดระวัง
สายตาของหรานหรานจดจ่ออยู่เพียงสิ่งเดียว...ตู้ยาไม้หลังใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่หลังโต๊ะบัญชีของเถ้าแก่จาง
หรานหรานสาวเท้าเข้าไปใกล้หัวใจเต้นโครมครามจนแทบจะทะลุออกมานอกอก ลิ้นชักที่สองจากแถวบนสุด...เด็กน้อยจำมันได้แม่นยำมือที่สั่นเทาค่อยๆ เอื้อมไปจับที่จับทองเหลือง แล้วดึงมันออกมาช้าๆ
ครืดดด
เสียงลิ้นชักที่ถูกดึงออกเสียดสีกับรางไม้ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบสงัดภายในลิ้นชักนั้นมีกล่องไม้บุกำมะหยี่สีแดงใบหนึ่งวางอยู่หรานหรานมือสั่นระริกขณะเปิดฝากล่องออกกลิ่นหอมเฉพาะตัวของโสมป่าอายุหลายสิบปีลอยแตะจมูกรากโสมอวบอ้วนที่ถูกเก็บรักษาไว้อย่างดีนอนนิ่งอยู่ภายใน
‘โสม...โสมของท่านยายข้าได้มันมาแล้ว!’
น้ำตาแห่งความดีใจเอ่อคลอเบ้าเด็กหญิงรีบคว้าโสมรากนั้นมากำไว้แนบอกแน่นราวกับกลัวว่ามันจะอันตรธานหายไป เด็กน้อยรีบปิดกล่องและดันลิ้นชักกลับเข้าที่เตรียมตัวจะหันหลังกลับออกไปทางเดิม
ทว่า...์กลับไร้ความปรานีต่อคนสิ้นหวัง
“นั่นใครน่ะ!”
เสียงตวาดกร้าวดังก้องขึ้นจากความมืดทางบันไดหลังร้านตามมาด้วยแสงสว่างวาบจากตะเกียงน้ำมันที่สาดเข้ามาจับจ้องที่ร่างเล็กๆ ของหรานหราน
เถ้าแก่จางที่เพิ่งตื่นขึ้นมากลางดึกเพื่อจะไปเข้าห้องน้ำยืนถือตะเกียงเบิกตากว้างมองเงาตะคุ่มๆ หน้าตู้ยาเมื่อแสงไฟกระทบเข้ากับใบหน้ามอมแมมที่โผล่พ้นเศษผ้าขี้ริ้วและรากโสมชั้นดีที่อยู่ในมือของเด็กหญิงความโกรธเกรี้ยวก็พุ่งพล่านขึ้นจนหน้าดำหน้าแดง
“นังเด็กขอทาน!นังขี้ขโมย! บังอาจนักนะที่มาลักขโมยถึงในร้านของข้า! ใครก็ได้ จับตัวมันไว้!”
เถ้าแก่จางตะโกนสุดเสียงพลางพุ่งตัวเข้าหาหรานหรานอย่างรวดเร็วผิดกับรูปร่างที่อ้วนท้วม‘หนี!ต้องหนี!’
หรานหรานเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนกสุดขีดสัญชาตญาณเอาตัวรอดสั่งให้เด็กน้อยหันหลังและออกวิ่งสุดฝีเท้ามุ่งหน้าไปยังหน้าต่างบานเดิมแต่นางเป็เพียงเด็กหญิงตัวเล็กๆ ที่อดมื้อกินมื้อจะเอาเรี่ยวแรงที่ไหนไปสู้กับผู้ใหญ่ได้
ก่อนที่มือเล็กๆ จะทันได้เอื้อมแตะขอบหน้าต่างมือหนาและหยาบกระด้างของเถ้าแก่จางก็คว้าหมับเข้าที่คอเสื้อด้านหลังของหรานหรานอย่างแรงแล้วกระชากร่างเล็กๆ นั้นกลับมาเหวี่ยงลงกระแทกพื้นกระดานอย่างโเี้
พลั่ก!
“โอ๊ย!”หรานหรานร้องลั่นด้วยความจุกเสียด ร่างของเด็กน้อยกระเด็นไปกระแทกกับขาโต๊ะอย่างแรงแต่ถึงกระนั้น สองมือเล็กๆ ก็ยังคงกำรากโสมเอาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย
เสียงะโของเถ้าแก่จางทำให้บ่าวรับใช้ชายฉกรรจ์สองคนตื่นขึ้นและวิ่งหน้าตื่นเข้ามาในร้านเมื่อเห็นสถานการณ์ พวกเขาก็รีบเข้ามาล้อมกรอบเด็กหญิงเอาไว้ทันที
“ไอ้พวกไม่ได้เื่!ปล่อยให้ขโมยงัดเข้ามาถึงตู้ยาชั้นดีของข้าได้อย่างไร!”เถ้าแก่จางชี้หน้าด่าบ่าวรับใช้ ก่อนจะหันมามองหรานหรานด้วยสายตาที่เหี้ยมเกรียม “เอามันมานี่!ข้าจะตีมันให้ตาย นังเด็กชั้นต่ำ! เอาโสมของข้าคืนมาเดี๋ยวนี้!”
เถ้าแก่จางก้มลงพยายามจะแกะมือของหรานหรานออกแต่เด็กหญิงกลับกัดฟันสู้ นางขดตัวม้วนเข้าหากัน ซุกมือที่กำโสมไว้ใต้ท้องของตนเองปฏิเสธที่จะคืนความหวังเดียวของท่านยายกลับไป
“ไม่!ข้าไม่ให้! นี่เป็ยารักษาท่านยายของข้า ปล่อยข้าไปเถอะเ้าค่ะ เถ้าแก่จางข้าไหว้ล่ะ ข้าจะทำงานใช้หนี้ให้ท่านทั้งชีวิตเลย!” หรานหรานร้องไห้โฮน้ำตาไหลพรากอาบแก้มมอมแมม นางพยายามอ้อนวอนด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“ใช้หนี้งั้นรึ?ชีวิตสวะอย่างเ้าทั้งชีวิตยังสู้โสมรากนี้ของข้าไม่ได้เลยด้วยซ้ำ!ไม่ปล่อยใช่ไหม ได้!” เถ้าแก่จางเดือดดาลจนขาดสติ เขาหันไปตะคอกสั่งบ่าวรับใช้ “ไปเอาไม้เรียวมา!ข้าจะตีมันจนกว่ามันจะยอมคืนของมา ตีให้แขนหักขาหักไปเลยดูสิว่ามันจะยังกำโสมของข้าไว้อีกไหม!”
บ่าวรับใช้คนหนึ่งรีบวิ่งไปหยิบไม้เรียวขนาดเท่าท่อนแขนที่เถ้าแก่จางเอาไว้ใช้สำหรับขู่ลูกค้าเื่มากส่งให้ผู้เป็นายเถ้าแก่จางรับไม้มาด้วยแววตาวาวโรจน์ เขาเงื้อไม้ขึ้นสุดแขนก่อนจะฟาดลงบนแผ่นหลังเล็กๆ ของหรานหรานอย่างสุดแรงเกิด
ผัวะ!
“กรี๊ดดด!”
เสียงร้องโหยหวนของเด็กหญิงวัยสิบขวบดังก้องทะลุความเงียบสงัดของยามวิกาลความเ็ปแล่นจากแผ่นหลังกระจายไปทั่วทุกอณู ร่างของหรานหรานกระตุกเกร็งกระดูกสันหลังแทบจะร้าวระบม แต่มือเล็กๆ นั้นก็ยังไม่ยอมปล่อยจากรากโสม
“ยังไม่ปล่อยอีกรึ!นังเด็กดื้อด้าน!”
ผัวะ! ผัวะ! ผัวะ!
ไม้เรียวถูกฟาดลงมาครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างไร้ความปรานีเสียงเนื้อกระทบไม้ดังสะท้อนปะปนกับเสียงด่าทอของเถ้าแก่จางหรานหรานดิ้นทุรนทุรายอยู่บนพื้น เืสีแดงฉานเริ่มซึมผ่านเสื้อผ้าที่ขาดวิ่นหยดลงบนพื้นกระดานไม้เป็หย่อม ๆ
ความเ็ปทางกายเริ่มเกินกว่าที่ร่างกายของเด็กหญิงจะรับไหวดวงตากลมของหรานหรานเริ่มพร่ามัว เสียงรอบข้างเริ่มอื้ออึงราวกับอยู่ใต้น้ำ เด็กน้อยไม่ได้ยินเสียงร้องของตัวเองอีกต่อไปมีเพียงความเ็ปที่กระหน่ำตีลงมาซ้ำๆ ไม่หยุดหย่อน
‘ท่านยาย...ข้าเจ็บเหลือเกิน...ข้าหนาว’
ในห้วงความคิดสุดท้ายภาพใบหน้าที่เหี่ยวย่นและรอยยิ้มอันอบอุ่นของท่านยายผุดขึ้นมาในหัวหรานหรานพยายามฝืนลืมตาที่หนักอึ้ง จมูกััได้ถึงกลิ่นคาวเืที่คละคลุ้งในลำคอก่อนที่เืสีข้นจะสำลักออกจากปากเปรอะเปื้อนพื้น
‘ข้าขอโทษ...ข้าเอาโสมไปให้ท่านไม่ได้...ท่านยายอย่าทิ้งข้าไปนะ’
ผัวะ!
ไม้เรียวฟาดลงมาอย่างแรงเสียงฟาดดังลั่นพร้อมกับร่างเล็กๆ ที่กระตุกเฮือกเป็ครั้งสุดท้ายก่อนจะแน่นิ่งไปสองมือที่เคยกำรากโสมไว้แน่นค่อยๆ คลายออกปล่อยให้รากโสมเปื้อนเืกลิ้งหลุดออกจากมือ
“เถ้าแก่...เถ้าแก่หยุดก่อนเถิดขอรับ!นังเด็กนี่...มันนิ่งไปแล้ว”บ่าวรับใช้คนหนึ่งร้องห้ามด้วยเสียงสั่นเครือเมื่อเห็นกองเืที่นองเต็มพื้น
เถ้าแก่จางหอบหายใจหอบ เขาลดไม้ในมือลงก่อนจะใช้เท้าเขี่ยร่างที่ไร้ิญญาของหรานหรานเบาๆ เมื่อเห็นว่าเด็กหญิงไม่ไหวติงและไม่มีเสียงลมหายใจเืไหลทะลักออกจากหลังและปาก ความหวาดกลัวก็เริ่มเข้ามาแทนที่ความโกรธเกรี้ยว
“ชะ...ช่างประไร!มันรนหาที่ตายเอง บุกรุกเข้ามาขโมยของกลางดึก ถูกตีตายก็สมควรแล้ว!”เถ้าแก่จางพยายามทำใจดีสู้เสือ แม้ในใจจะเริ่มสั่นกลัวเขารีบก้มลงหยิบรากโสมที่เปื้อนเืขึ้นมาเช็ดกับเสื้อของตนอย่างลวก ๆ
“พวกเ้าสองคนรีบเอาศพมันไปโยนทิ้งที่ป่าช้าท้ายหมู่บ้านเงียบๆ อย่าให้ใครรู้เห็นเด็ดขาด!ถ้าเื่นี้แพร่งพรายออกไป ข้าจะตัดลิ้นพวกเ้า!”
ในขณะที่บ่าวรับใช้กำลังลุกลี้ลุกลนช่วยกันยกศพที่อ่อนปวกเปียกของหรานหรานขึ้นมาไม่มีใครล่วงรู้เลยว่า เหนือร่างที่ไร้ลมหายใจนั้นมีมวลสารบางอย่างที่โปร่งแสงกำลังค่อยๆ ก่อตัวขึ้น
ิญญาดวงน้อยของหมี่หรานหรานหลุดลอยออกจากร่างที่บอบช้ำนางยืนมองลงมายังร่างของตัวเองด้วยความรู้สึกที่ว่างเปล่าความเ็ปทางกายมลายหายไปสิ้นเหลือเพียงความเบาหวิวและความเหน็บหนาวที่เกาะกินถึงขั้วิญญา
หรานหรานมองดูร่างของตนที่ถูกหามออกไปทางประตูหลังเืสีแดงสดหยดเป็ทางยาว เด็กน้อยก้มลงมองมือที่โปร่งแสงของตัวเองสลับกับมองไปทางทิศที่ตั้งของกระท่อมซอมซ่ออันเป็บ้านเพียงหลังเดียวของนาง
น้ำตาใสๆ ที่ไม่มีใครมองเห็นไหลรินอาบแก้มิญญาดวงน้อย
“ท่านยาย...หรานหรานตายแล้ว...แล้วต่อไปใครจะดูแลท่านยาย”
เสียงสะอื้นของดวงิญญาดังก้องไปในสายลมหนาวความห่วงหาอาทรที่มีต่อสายเืเพียงคนเดียวมีมากเกินกว่าจะยอมไปสู่ปรโลกหรานหรานพยายามจะวิ่งตามร่างของตนไปแต่เท้าที่โปร่งแสงกลับหนักอึ้งราวกับถูกล่ามด้วยโซ่ตรวนแห่งความตาย
ดวงิญญาของเด็กหญิงกำลังจะแตกสลายท่ามกลางความสิ้นหวังทว่าในเสี้ยววินาทีนั้นเองสายลมหอบใหญ่ที่แฝงไปด้วยกลิ่นหอมของดอกไม้และธูปหอมประหลาดก็พัดวูบเข้ามาโอบล้อมดวงิญญาของนางเอาไว้
แสงสว่างจ้าสีทองอร่ามสาดลงมาจากเบื้องบนดึงดูดดวงิญญาที่แตกสลายของหมี่หรานหรานให้ลอยละลิ่วหายวับไปในอากาศทิ้งไว้เพียงคราบเืบนพื้นกระดานที่รอการชำระล้าง