ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ

    ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 107 จดหมายเชิญ

    ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 107 จดหมายเชิญ





            สองเดือนผ่านพ้นไปในชั่วพริบตา สำหรับผู้อื่นอาจจะเป็นเพียงเวลาสั้นๆ ใช้ชีวิตไปอย่างปกติ ไม่ได้มีความเปลี่ยนแปลงยิ่งใหญ่อะไรให้เล็งเห็น



            แต่กับตระกูลแห่งหนึ่งในเมืองปากัสกลับต่างออกไป ในช่วงสองเดือนที่ผ่านมาแม้จะสั้น แต่กลับเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นมากมายจนน่าตกใจ รวมถึงน่ายินดีต่อผู้คนในตระกูลและมิตรสหาย



            เรื่องน่ายินดีแรกคือในช่วงเดือนหลัง มาคัสผู้เป็นหัวหน้าตระกูล เป็นหัวเรือใหญ่ที่คอยนำทางทุกคน ในที่สุดเขาก็สามารถก้าวข้ามเส้นแบ่งระหว่างระดับ กลายเป็นอเวกระดับเจ็ดเต็มตัวเสียที



            นี่เป็นระดับที่มาคัสเองก็ไม่เคยคิดฝัน แต่บัดนี้เขาได้มายืนอยู่ในจุดนี้เป็นที่เรียบร้อย



            ต้องขอบคุณโอสถเสริมพลังงานที่ซายาโกะปรุงกลั่นออกมาให้ทุกคนในตระกูลเพื่อเพิ่มผลลัพธ์การฝึกฝน และสินค้าที่จินซื้อมาในช่วงเดือนแรกจากพิธีเคารพบรรพชน นั่นคือยันต์เร่งการฝึกฝนทั้งตระกูลห้าสิบเท่า



            ทั้งหมดนั้นทำให้ระดับพลังของมาคัสและคนในตระกูลเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ต่อให้ไม่ตั้งใจฝึกฝน ของวิเศษทั้งหลายแหล่ก็ไม่อนุญาตให้สมาชิกตระกูลพีไรซ์อ่อนแอ ทุกคนล้วนแล้วแต่ก้าวขึ้นมาเป็นอเวกระดับที่ห้าเป็นอย่างน้อย ไม่เว้นแม้แต่ซายาโกะที่วุ่นอยู่กับการปรุงโอสถและดูแลธุรกิจ



            เหล่าผู้อาวุโสลูกหลานตระกูลรุ่นที่เจ็ด ต่างก็ฝึกฝนพลังจนขึ้นไปถึงจุดสูงสุดของระดับที่หกกันทั้งหมด ทว่ายังไม่สามารถก้าวข้ามต่อไปได้ แต่แน่นอน หากทุกคนยังตั้งใจฝึกฝนต่อไป คงไม่ยากเย็นเกินไปที่จะกลายเป็นอเวกระดับที่เจ็ดในระยะเวลาอันสั้น



            ส่วนในรุ่นที่แปด นอกเหนือจากคาลอสที่กลายเป็นอเวกระดับเจ็ดขั้นสูงสุด อีกก้าวเดียวผ่านไปถึงระดับถัดไปอยู่รอมร่อ ยังคงมีคาคัสและเคฟลินที่มีพรสวรรค์โดดเด่นสามารถไปถึงระดับหกได้อย่างพอดิบพอดี ส่วนคนอื่นๆ ที่เหลือในรุ่นเดียวกันล้วนค้างอยู่ที่ระดับห้า



            แต่ถึงแม้คนส่วนใหญ่จะหยุดอยู่ที่อเวกระดับที่ห้า แต่นั่นไม่ได้ทำให้ความน่ากลัวของตระกูลพีไรซ์น้อยลงแม้แต่ประการใด ความแข็งแกร่งของตระกูลพีไรซ์ยามนี้ ถ้าเทียบเคียงกับกองกำลังในเมืองขนาดกลางก็แทบไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันมากนัก มีเพียงแค่จำนวนสมาชิกเท่านั้นที่ออกจะน้อยไปสักหน่อย



            สำหรับพิธีเคารพบรรพชนสองครั้งที่ผ่านมา จินไม่ได้ซื้อของมาเยอะนัก เพราะสิ่งที่มีประโยชน์และคุ้มค่าจริงๆ มีไม่มาก



            ในช่วงเดือนแรกเขาได้ [ยันต์เร่งการฝึกฝนทั้งตระกูล 50 เท่า] มาในราคาหนึ่งหมื่นสี่พันแต้มระบบ



            ส่วนพิธีเคารพบรรพชนในช่วงเดือนที่สองได้ของแปลกใหม่มาสองอย่าง



            อย่างแรกคือ [โกเลมหินแฝด] ราคาของมันค่อนข้างแพง แม้ลดราคาลงแล้วแต่ก็ยังต้องจ่ายออกไปถึงสองหมื่นแต้ม ทว่าคุณสมบัติของมันดีเกินกว่าจินจะปล่อยไป



            อีกอย่างคือ [ร่างวิญญาณจอมเสเพล] เป็นร่างสวมใส่แปลกๆ ที่มีราคาสี่พันแต้มระบบ



            [โกเลมหินแฝด] เป็นรูปปั้นแกะสลักหินคล้ายมนุษย์ร่างใหญ่ มีทั้งสิ้นสองร่างที่เหมือนกันราวกับแกะ สร้างจากวัตถุไร้ชีวิตจิตใจ แต่ถูกปลุกเสกให้มีชีวิตขึ้นมา พวกมันเป็นเหมือนอสุรกายหินร่างยักษ์ยืนคู่กันดูน่าเกรงขาม ข้อมูลยังบอกอีกด้วยว่าความสามารถโดยรวมของพวกมันแต่ละตัวไม่ต่างไปจากอเวกระดับเก้า ทรงพลังแข็งแกร่งเป็นอย่างยิ่ง อาจจะมีแค่ด้านความเร็วที่อ่อนด้อยกว่าศักยภาพด้านอื่นไปบ้าง แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะดูถูกมันได้ง่ายๆ เพราะเห็นแค่ว่ามีโครงร่างที่เทอะทะ



            ในตอนที่เห็นคุณสมบัติและความสามารถของโกเลมหินแฝด ดวงตาของจินพลันสว่างวาววับ หมายมั่นจะนำพวกมันทั้งสองมาเป็นผู้พิทักษ์คอยปกป้องตระกูล ด้วยพลังที่เทียบเคียงได้กับอเวกระดับเก้า ทั้งยังมีถึงสองตัว ต่อให้ขุมอำนาจจากเมืองขนาดใหญ่ยกพลทั้งหมดมา โกเลมหินทั้งสองตัวก็สามารถต้านรับอริศัตรูได้นานเป็นวันๆ และหากเป็นขุมกำลังที่ต่ำชั้นลงมาหน่อย ไม่มีทางที่จะทำลายโกเลมหินทั้งสองตัวได้เลย



            สำหรับของที่จินซื้อมาเป็นอย่างสุดท้าย [ร่างวิญญาณจอมเสเพล] เป็นร่างกายที่ค่อนข้างแปลก เพราะปกติร่างกายที่มอบโดยระบบมักจะเป็นกายเนื้อเสมือนร่างกายมนุษย์ แต่กับการใช้งานร่างวิญญาณจอมเสเพลนั้นคล้ายกับการที่วิญญาณต้องมาสวมร่างกายที่เป็นวิญญาณอีกทอดหนึ่ง เพียงแต่ร่างวิญญาณนี้มีความพิเศษตรงที่มันเป็นกึ่งวิญญาณกึ่งกายเนื้อ มีความสามารถที่จะทำลายข้อจำกัดหลายๆ อย่างของดวงวิญญาณ แต่ก็แลกมากับการถูกลดอำนาจด้านพลังวิญญาณไปมากเช่นเดียวกัน



            ในข้อดีย่อมมีข้อเสีย แต่อย่างน้อยที่สุดมันสามารถทำให้จินหลุดออกจากข้อจำกัดด้านพื้นที่ ร่างกึ่งวิญญาณนี้สามารถเร่ร่อนออกไปนอกเคหสถานที่ตนเองสิงสถิตอยู่ได้ตามอำเภอใจ จะหยิบจับสิ่งของ ปรากฏกาย รวมถึงชักนำพลังงานเลียนแบบมนุษย์ที่มีกายเนื้อได้ แม้จะเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากก็ตาม



            การหลุดออกจากข้อจำกัดหลายๆ อย่าง และลดความสามารถด้านพลังจิตวิญญาณ ทำให้ร่างกายประเภทนี้ไม่ต่างไปจากร่างวิญญาณจอมเสเพล ร่อนเร่ไปทั่วทุกที่ กับวิญญาณที่แกร่งอย่างจินนั้นไม่เท่าไหร่ แต่กับวิญญาณที่อ่อนแอกว่านี้จะเห็นได้ค่อนข้างชัดเจน พลังของมันลดลงมากจนแทบจะไม่ต่างไปจากคนธรรมดา หากคิดไปสู่รบตบตีกับใครเขาก็มีแต่จะแพ้



            แม้ร่างวิญญาณจอมเสเพลจะมีข้อเสียที่ใหญ่โต แต่จินก็ยังเลือกซื้อมันมาเพราะระยะการใช้งานที่ค่อนข้างยาวอย่างยิ่ง ใช้ครั้งหนึ่งสวมใส่ไปได้นานถึงสามสิบวัน



            ถูกต้อง สามสิบวัน! นั่นหมายความว่าเขาจะมีอิสระ อยากจะเดินเหินไปไหนก็ได้ตามที่ต้องการเป็นเวลากว่าหนึ่งเดือนเต็ม ต่อให้แลกมาด้วยพลังที่ลดน้อยลง แต่อย่างไรเสียก็คุ้มค่า



            ตอนนั้นจินซื้อมาทันทีโดยไม่ต้องคิด ต้องมีสักสถานการณ์ที่มันจะนำไปใช้ประโยชน์ได้ อาจจะเป็นการลอบเร้นแฝงตัวในที่ใดที่หนึ่งเป็นระยะเวลานาน หรืออาจจะใช้เพื่อท่องเที่ยวเร่ร่อนตามชื่อของมัน



            ฉะนั้นในสองเดือนที่ผ่านมา จินซื้อของที่จำเป็นจริงๆ มาแค่สามชิ้นเท่านั้น ถือว่าดวงในช่วงนี้ไม่ค่อยดีเท่าไรนัก แต่ก็ยังน่าดีใจมากอยู่ดีที่เห็นพัฒนาการของตระกูลเป็นไปได้สวย



            ความแข็งแกร่งของตระกูลในตอนนี้ดีขึ้นกว่าแต่ก่อนมากไม่รู้กี่เท่าต่อกี่เท่า พอจะปกป้องตนเองได้ในระดับหนึ่ง



            เมื่อเห็นเช่นนี้วิญญาณบรรพบุรุษอย่างจินก็รู้สึกโล่งใจ ภาระที่แบกไว้บนบ่าเริ่มเบาลงเล็กน้อย เขาจะได้ดำเนินการขั้นต่อไปได้สักที เป็นสิ่งที่เขาคิดจะทำมาโดยตลอด เพื่อสร้างเสถียรภาพให้เกิดขึ้นกับตระกูลต่อไป



            นั่นคือจัดการอริที่มาดหมายจะทำลายล้างตระกูลพีไรซ์ เรื่องอื่นอาจสามารถพอให้อภัยกันได้ แต่หากคิดล้างผลาญลูกหลานของเขาให้หมดสิ้นไปล่ะก็ จินไม่ยอมเด็ดขาด!



            ร่างวิญญาณเตรียมความพร้อมทุกสิ่ง ตรวจสอบสิ่งของที่จำเป็นภายในคลังระบบ… ยันต์เข้าฝันพร้อม ยันต์วิญญาณสถิตพร้อม กายเทียมพร้อม ขาดเพียงแค่แจ้งทุกฝ่ายก่อนลงมือเท่านั้น



            ขณะที่ร่างวิญญาณโปร่งแสงกำลังทบทวนแผนการในหัวอยู่นั้น เสียงตะโกนจากข้ารับใช้ภายในตระกูลก็ดังขึ้นมาจากตรงตีนบันไดก่อนขึ้นเรือน



            “จดหมายสำคัญพิเศษขอรับ!” ข้ารับใช้ที่ได้รับแจ้งเรื่องจดหมายสำคัญพิเศษรีบวิ่งมาตะโกนอยู่หน้าเรือนทันทีด้วยใจเร่งร้อน



            เสียงตะโกนของข้ารับใช้ดังเพียงไม่กี่วินาที ร่างของชายชราที่ดูหนุ่มแน่นไม่ต่างไปจากชายวัยกลางคนก็พุ่งทะยานมาด้วยความรวดเร็ว ปลดปล่อยพลังงานของอเวกระดับเจ็ดออกมาจางๆ



            ผมสีขาวทั่วทั้งหัวนั้นเริ่มมีผมสีดำแซมขึ้นมาเล็กน้อยหลังจากก้าวขึ้นมาเป็นอเวกระดับสูง



            “ผู้ส่งสารอยู่ที่ใด?” เสียงที่ฟังดูสุขุมนั้นแฝงแววร้อนรนอยู่เล็กน้อย



            “อยู่หน้าประตูใหญ่ขอรับ เขาแจ้งว่าต้องให้หัวหน้าตระกูลหรือไม่ก็ผู้มีอำนาจภายในตระกูลเป็นผู้รับจดหมายด้วยตนเอง” ข้ารับใช้ค้อมศีรษะลงก่อนจะเล่าความให้ชายผมสีดอกเลาฟัง



            “อืม” ชายผมสีขาวแซมดำพยักหน้าเข้าใจ ก่อนจะพุ่งทะยานร่างต่อไปที่ด้านหน้าสุดของเขตตระกูล



            แอ๊ด



            ประตูไม้สีแดงบานใหญ่ค่อยๆ แง้มเปิดออก เห็นชายในชุดเครื่องแบบสีม่วงพร้อมหมวกทรงสูงยืนอยู่



            “มาคัส หัวหน้าตระกูลพีไรซ์?” ชายในชุดเครื่องแบบสีม่วงเลิกคิ้วขึ้นก่อนจะเอ่ยปากถามทันทีที่ชายชราผมขาวแซมดำโผล่หน้าออกไป



            ดูเหมือนอีกฝ่ายจะมั่นใจพอสมควรว่าคนที่ออกมานั้นคือมาคัส พีไรซ์ เพียงถามไปอย่างนั้นเพื่อให้มาคัสตอบรับ นี่แสดงให้เห็นว่าชายชุดม่วงมีข้อมูลส่วนบุคคลของตระกูลพีไรซ์อยู่ในกำมือ เพียงเห็นหน้าก็จำได้ทันที



            “ใช่ เป็นข้าเอง” มาคัสตอบรับกลับไป



            “นี่เป็นจดหมายปิดผนึกส่งตรงถึงตระกูลพีไรซ์ ช่วยลงลายมือชื่อตรงนี้เพื่อยืนยันการรับด้วยขอรับ” ชายในชุดเครื่องแบบสีม่วงโค้งศีรษะให้หนึ่งครั้งก่อนจะส่งเอกสารบางอย่างมาให้มาคัสเซ็น



            มาคัสอ่านรายละเอียดเล็กน้อย ลงลายมือชื่อ ก่อนจะยืนกลับไป "เรียบร้อย"



            ทั้งสองแลกเอกสารกัน ในที่สุดซองจดหมายสีแดงขลิบทองก็มาอยู่ในมือของมาคัส เมื่อหน้าที่ลุล่วงชายชุดม่วงก็เดินทางจากไปโดยไม่รีรอ



            มืออีกข้างของชายผมสีดอกเลาค่อยๆ ปลดผนึก แล้วดึงแผ่นกระดาษสีแดงอ่อนๆ ออกมาจากด้านใน



            ------------------------------------------------------



            12/6/301



            ถึง สมาชิกตระกูลพีไรซ์



            ช่างเป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่งที่ได้พบพานเลือดเนื้อเชื้อไขตระกูลพิไรอีกครั้ง จริงๆ ตัวข้าพยายามตามหาลูกหลานตระกูลพิไรมาก่อน แต่หาไม่เคยพบ ข้าตัดใจไปแล้วด้วยซ้ำ ไม่คาดคิดเลยว่าจะมีวันนี้ วันที่ข้าจะได้เจอสายเลือดของท่านพี่ฟางหรูและท่านพี่จิณณ์อีกครั้ง มันทำให้ความรู้สึกผิดในใจข้าลดทอนไปได้มากทีเดียว ต้องขอบคุณการเดินทางไกลที่เต็มไปด้วยความบากบั่นของหลานคาลอส



            พล่ามเรื่องเก่าๆ ไปเสียยืดยาว ความจริงแล้วจุดมุ่งหมายของหนังสือเล่มนี้คือข้าต้องการเชิญตัวแทนตระกูลพีไรซ์ให้มาเยี่ยมเยือนสำนักจันทรานิรันดร์ พวกเราสมควรที่จะมานั่งจิบชาพูดคุยกันในเรื่องราวต่างๆ ทั้งเรื่องปัจจุบัน เรื่องในอดีตที่ผ่านมา และเรื่องสัพเพเหระ บรรยากาศเก่าๆ ที่น่าหวนคิดถึงคงกลับมาสู่ข้าอีกครั้ง



            ข้ายังมีเรื่องมากมายที่อยากจะพูดคุย แต่ไม่อาจเดินทางไปด้วยตนเองได้ และจดหมายฉบับเดียวคงบันทึกความต้องการอันมากมายของข้าได้ไม่หมดเช่นกัน เช่นนั้นโปรดเดินทางมาเจอกัน ข้าส่งพิกัดสถานที่ไว้ในกระดาษแผ่นที่สองแล้ว คงไม่ยากจนเกินไปที่จะเดินทางมา ขอให้พวกเจ้าทุกคนโชคดี ในครั้งนี้ข้อจะคอยปกป้องตระกูลของเจ้าอยู่ห่างๆ เอง เหตุการณ์เหมือนครั้งที่แล้วจะไม่เกิดขึ้นอีก



            ด้วยรัก



            หวางเยว่ซิน

            เจ้าสำนักจันทรานิรันดร์

            

            ---------------------------------------------------------



            มาคัสอ่านเนื้อความในกระดาษซ้ำหลายรอบ แต่มีหลายจุดที่เขายังไม่เข้าใจ และผู้เขียนจดหมายก็ไม่ได้ตั้งใจจะอธิบายด้วย สิ่งที่น่าตกใจคือเมื่ออ่านจบทั้งฉบับ มาคัสก็พลันเข้าใจได้ว่านี่คือจดหมายเชิญ...... เชิญให้ไปพบเจ้าสำนักจันทรานิรันดร์ผู้ทรงเกียรติเป็นการส่วนตัว!



            ต้องเข้าใจก่อนว่าการเจอตัวตนระดับนี้ ต่อให้เป็นผู้คนในมหานครก็ต้องให้ความเคารพ ไม่กล้าแสดงท่าทีไม่สุภาพ



            มือของมาคัสสั่นเบาๆ เมื่อนึกถึงความยิ่งใหญ่ของสตรีผู้อยู่เบื้องหลังจดหมายฉบับนี้



            อีกฝ่ายทรงพลังอำนาจก็จริงแต่กลับให้เกียรติและให้ความสำคัญกับตระกูลพีไรซ์มาก ดูได้จากข้อความทั้งหมดในจดหมายที่เขียนส่งมา ช่างน่าตกใจจริงๆ



            อาการของมาคัสที่ว่ามากแล้ว ดวงวิญญาณด้านหลังที่ยืนอ่านจดหมายในมือมาคัสนั้นยิ่งแสดงอาการมากขึ้นไปอีก