
“เดี๋ยวก่อน ฉันเริ่มตามที่พวกนายพูดไม่ทันแล้ว ฉัน...ไปทำงานกับพวกนาย?” ผมเริ่มจับความไม่ค่อยถูกกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น“วิคเตอร์นายหมายความว่ายังไง พาไอ้หมอนี่ไปทำภารกิจกับพวกเราด้วย” เรย์โวยขึ้นมาอีกคน“แล้วทำไมพวกนายไม่มีใครรู้สึกว่าเรื่องนี้มันผิดเพี้ยนไปหมดแล้วเลยเหรอไง ไม่มีใครจะพูดอะไรเลยเหรอ” เรย์มองไปยังทุกคน เพื่อหาแนวร่วม“นี่พวกนาย... พวกนายรู้เรื่องนี้กันมาก่อนแล้ว?”วลาดิเมียร์กอดอกพยักหน้าให้เรย์จากที่ที่เขานั่งอยู่ โจจิก็ไม่พูดอะไรนอกจากมองไปยังวิคเตอร์ ส่วนชาโดว์ก็ยังคงนิ่งเงียบไม่ไหวติงเหมือนว่าตัวเขาเองไม่ได้ร่วมอยู่ในวงสนทนานี้เลย“เรย์ มันเป็นคำสั่งของ ‘อาเบล’ พวกเราทุกคนรู้เรื่องนี้กันหมดแล้ว แต่ที่ไม่อยากบอกเธอก็เพราะว่ากลัวว่าเธอจะไม่พอใจน่ะ” วิคเตอร์กล่าวด้วยเสียงราบเรียบ“ใช่ซิ มันแน่อยู่แล้วว่า ‘ฉันไม่พอใจ’ ฉันไม่มีทางยอมร่วมงานกับไอ้หมดนี่แน่นอน” เรย์เสียงแข็ง“เรย์ สงบจิตใจลงหน่อย แล้วฟังฉันอธิบายก่อน” วิคเตอร์ตอบใจของเรย์เริ่มรู้สึกว่าวิคเตอร์น่าจะมีเหตุผลอะไรบางอย่าง เธอเกือบจะยอมรับคำพูดของเขาแล้ว แต่เธอก็พลันนึกขึ้นมาได้“วิคเตอร์ หยุดใช้พลังของนายกับฉัน!” เรย์ตะโกนพร้อมขู่ฟ่อ“ฮ่ะฮ่ะ แม่แมวน้อยของเราเริ่มเข้าสู่วัยต่อต้านแล้วซินะ” วลาดิเมียร์หัวเราะอย่างชอบอกชอบใจ วิคเตอร์ทำได้แต่ยิ้มแห้ง ๆ พร้อมกับส่ายหัว“...เรย์ ลองให้ฉันได้อธิบายก่อน” วิคเตอร์พูดด้วยเสียงเหนื่อยหน่ายจากความหัวแข็งของเรย์ วิคเตอร์รู้อยู่แล้วว่าเรย์จะต้องไม่ยอม นิสัยของเรย์เป็นแบบนี้มาตั้งแต่เมื่อก่อน“หยุดพูดเลยวิคเตอร์ ไม่ว่านายจะพูดอะไรฉันก็จะไม่ฟังเด็ดขาด”“ถ้าอย่างนั้นให้ฉันเป็นคนอธิบาย เธอก็จะยอมฟังใช่มั้ย” เสียงของผู้ชายคนหนึ่งดังขึ้นมาจากทางด้านหลังของทุกคนสายตาของทุกคนจับจ้องไปที่ผู้มาใหม่ทั้งสามคนหนึ่งเป็นผู้ชายที่มีรูปร่างและหน้าตาคล้ายกับเซเปียนส์ชาวเอเชีย ผมของเขาเป็นสีดำยาวและถูกมัดเป็นหางม้าไว้ด้านหลัง ส่วนสูงของเขาคะเนดูน่าจะพอ ๆ กับวิคเตอร์ อีกคนหนึ่งเป็นผู้หญิงผมสั้นสีบลอนด์ ตาสีเขียว รูปร่างอวบอัด สวมใส่เสื้อเอวลอย และกระโปรงสั้นที่ขับเน้นรูปร่าง ส่วนสูงของเธอน้อยกว่าเรย์เล็กน้อย ส่วนคนสุดท้ายเป็นผู้ชายที่นั่งอยู่ในรถเข็นโดยมีชายคนแรกเป็นคนที่เข็นเขาเข้ามา ผู้ชายคนนี้มีผมสีเงินและดวงตาสีเงินที่มองดูแล้วราวกับว่ามันจะดูดวิญญาณของเราเข้าไปโดยไม่รู้ตัว ผู้ชายผมสีเงินคนนี้นี่เองคือเจ้าของเสียงเมื่อครู่นี้ “อาเบล...” เรย์พูดขึ้นด้วยเสียงที่อ่อนลง“วิคเตอร์ ฉันขอเป็นคนอธิบายเรื่องราวทั้งหมดนี้ละกันนะ” อาเบลหันไปยิ้มให้กับวิคเตอร์ แล้วก็หันมามองหน้าผมด้วยรอยยิ้ม“สวัสดีคาล ผมชื่ออาเบล เป็นหัวหน้าหน่วยของพวกวิคเตอร์และเรย์ ขอโทษที่สมาชิกในหน่วยของผมที่อาจจะสร้างความลำบากใจให้กับคุณไปบ้าง เพื่อให้ทุก ๆ คนรวมถึงคุณเข้าใจแผนการครั้งนี้ของผม ผมขอเป็นคนอธิบายเองละกัน ประเด็นแรก จริง ๆ แล้วโดยปกติการที่โดมินาริซึ่งถูกรับตัวกลับมาจากการสตรัคหรือล้างสมองจะต้องถูกส่งตัวให้กับกระทรวงสอบสวนกลาง เพื่อเข้าสู่กระบวนการของพวกเขาในการจัดการเรื่องราวต่าง ๆ อย่างสืบสวนหาความเกี่ยวข้องกับทรินิตี้ และพยายามคืนความทรงจำเท่าที่ทำได้ให้กับโดมินาริคนนั้น ซึ่งมักจะใช้เวลานานมาก และแน่นอนว่าหลาย ๆ ครั้งผลของการแก้ไขการล้างสมองก็นำไปสู่ความจริงที่เราไม่ต้องการมากนัก ประเด็นนี้นำไปสู่ประเด็นต่อมาที่เกี่ยวข้องกับภารกิจที่พวกเราทำอยู่เกี่ยวกับกูลตนหนึ่งชื่อว่าแม็กซ์” อาเบลเหลือบมองไปทางเรย์แวบหนึ่ง“กูล?” ผมพึมพำกับตัวเองเบา ๆ“แม๊กซ์วางแผนการบางอย่างเอาไว้เพื่อจะสร้างความปั่นป่วนให้กับพวกเซเปียนส์ที่กรุงเทพ ประเทศไทย คาลคุณคงจำได้ใช่มั้ยว่าตามคำสั่งจากกลุ่มทรินิตี้ที่ควบคุมคุณอยู่ หลังจากภารกิจที่คุณต้องจัดการเรย์ คุณต้องเดินทางไปที่ไหน” อาเบลมองมาทางผมพร้อมเอ่ยถาม“กรุงเทพฯ” ผมตอบพร้อมพยักหน้าเบา ๆ “หลังจากเกิดเหตุการณ์ที่โตเกียว โจจิกับวิคเตอร์ก็พยายามจัดการกับเรื่องราวทั้งหมดด้วยพลังของพวกเขา และสิ่งหนึ่งที่เราค้นพบคือความเชื่อมโยงบางอย่างระหว่างกลุ่มทรินิตี้ที่ควบคุมคุณอยู่และแม๊กซ์”“เดี๋ยวพวกนายจะบอกว่านายใช้เวลาไม่นาน ตามสืบหาที่กบดานของพวกฉันได้ และก็ตามไปถึงที่ซ่อนของพวกฉันอย่างนั้นเหรอ จริง ๆ พวกนายคือคนที่ฆ่าคนเหล่านั้นซินะ” ผมพูดด้วยเสียงสั่น ตอนนี้ผมเกิดคำถามขึ้นมาเต็มไปหมดในหัว เรื่องราวมันชักจะซับซ้อนและเหลือเชื่อเกินไปแล้ว“ผมต้องขอตอบว่าไม่ใช่ และต้องขอบอกความจริงกับคุณว่า จริง ๆ เรารู้เรื่องแผนการของกลุ่มทรินิตี้ของคุณมาสักพักแล้ว เรย์เองก็เช่นกัน เรย์สงสัยตั้งแต่วันที่คุณเจอเธอบนรถไฟตั้งแต่สามเดือนก่อนแล้วว่าน่าจะมีเบื้องหลังบางอย่าง เราจึงทำการตรวจสอบคุณอย่างเงียบ ๆ ตั้งแต่วันนั้น แต่เรามองว่าพวกคุณไม่ใช่ภัยคุกคามดังนั้นเราเราจึงไม่ได้ใส่ใจแผนการจากกลุ่มทรินิตี้ของคุณเลย”อะไรนะ... ผมคิดในใจ“แต่พวกเราก็ทำผิดไปสองเรื่อง เรื่องแรกคือหลังจากที่ประเมินว่าไม่มีอันตรายใด ๆ จากพวกคุณแล้ว เราก็ไม่น่าหละหลวมจนปล่อยให้คุณลงมือ”เรย์ฟังคำพูดนี้อย่างเจ็บปวด“เรื่องที่สอง เราไม่ได้คาดคิดว่าคุณจะเป็นพวกเดียวกันกับเรา ...เราไม่ได้คิดว่าคุณจะเป็นโฮโมโดมินาริ”ผมเรียบเรียงเรื่องราวทั้งหมดจนปวดหัวไปหมด นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันวะนี่! “แล้วทำไมฉันต้องไปทำงานอะไรกับพวกแกอีกด้วย” ตาของผมจ้องเขม็งไล่ไปที่พวกมันทีละคน“เพราะถ้าคุณไม่ทำ คุณก็จะกลายเป็นหนูทดลองของกระทรวงสอบสวนกลาง คุณจะถูกรีดข้อมูลเกี่ยวกับทรินิตี้ให้ได้มากที่สุดไม่ว่าพวกเขาจะต้องใช้วิธีการอะไรกับคุณก็ตาม จากนั้นคุณก็จะได้รับการจับไปพยายามหาวิธีคืนความทรงจำให้กับคุณ และอย่างที่ผมเชื่อว่าเพื่อน ๆ ร่วมทีมของผมบอกคุณไปแล้ว มันมักจะไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าใดนัก และที่สำคัญคุณคือคนเดียวที่ผมรู้ว่าพอจะมีรายละเอียดเกี่ยวกับภารกิจที่กรุงเทพของกลุ่มทรินิตี้ที่ควบคุมคุณอยู่ว่าเป็นอย่างไร จริงมั้ย”อาเบลพูดเข้าประเด็นอย่างรวดเร็วมากผมคิด เขาต้องการใช้ประโยชน์จากผมโดยยกเรื่องกระบวนการบ้าบออะไรนั้นมาข่มขู่ แล้วถ้าผมต้องตามน้ำไปล่ะ ผมจะได้ประโยชน์อะไรบ้างผมเริ่มคิด“อิสระ”“อิสระ? หมายความว่าอย่างไร?” คำพูดคำนั้นเรียกความสนใจจากผมได้เป็นอย่างมาก“อิสระ ผมขอรับรองด้วยเกียรติของต้นตระกูลผมเลยว่า คุณจะมีอิสระที่จะไปไหนก็ได้ที่คุณต้องการ และทำอะไรก็ได้ตามที่คุณต้องการ ตราบใดที่คุณไม่ได้ก่อความวุ่นวายให้กับการคงอยู่ของพวกเราโดมินาริ”ทันใดนั้นเรย์ที่นั่งนิ่งอยู่นานก็ลุกขึ้นพรวดพราด แล้ววิ่งออกไปจากตรงนั้นวิคเตอร์รีบลุกขึ้นทำท่าจะตามเธอออกไป “อาเบล ขอฉันไปดูเรย์ก่อนนะ” อาเบลพยักหน้าให้วิคเตอร์ แล้วหันหน้ากลับมามองที่ผม“เห็นด้วยกับข้อเสนอที่ผมมอบให้มั้ย” “ฉันจะไว้ใจพวกแกได้ยังไง” “คุณมีทางเลือกอะไรหรือเปล่าล่ะ” อาเบลยิ้มให้กับผมถ้าอย่างนั้น... ผมคิดว่าก็ต้องยอมตามน้ำไปก่อน แล้วค่อยดูว่าจะทำยังไงต่อละกัน“งั้นฉันก็คงไม่มีทางเลือกอะไร” ผมตอบ“งั้นผมถือว่านั่นเป็นคำตอบตกลง ตามผมมา”.............................................................ผมแทบไม่เชื่อสายตาเลยว่าในอาคารใต้น้ำที่ผมถูกพาตัวมานั้น จะมีห้องที่กว้างและสูงใหญ่แบบนี้ มอง ๆ ไปแล้วห้องนี้น่าจะใหญ่ราว ๆ สนามฟุตบอลสี่สนามประกอบกันเป็นทรงสี่เหลี่ยม ส่วนความสูงที่ผมเห็นนั้นก็ไม่น่าจะต่ำกว่าสิบเมตร ที่แห่งนี้คือสถานที่ที่อาเบลพาผมมาพร้อม ๆ กับคนที่เหลือผมกับอาเบลและผู้ชายที่ดูเหมือนชาวเอเชียอยู่กันกลางสนาม ส่วนคนที่เหลืออยู่ห่างออกไปอีกฝากของสนาม“ก่อนที่เราจะร่วมงานกัน ผมอยากขอคืนความทรงจำที่คุณถูกทำให้ลืมไปแล้วให้กับคุณเสียก่อน มันคือเรื่องของการใช้มานา”“มานา?”“ใช่มานา มานาคือพลังแห่งธรรมชาติที่ล่องลอยอยู่ทั่วไปในอวกาศอันกว้างใหญ่นี้ สาเหตุสำคัญที่ทำให้พวกเราแตกต่างจากเซเปียนส์ก็คือเราสามารถหลอมรวมและเรียกใช้มานาเหล่านี้ได้อย่างไม่จำกัด และมานานี่เองที่ส่งผลต่อสายเลือดของพวกเราให้มีพลังพิเศษและรูปลักษณ์ยามเรียกใช้พลังที่แตกต่างกัน” อาเบลมองมาที่ผม “อย่างเช่นพลังการรักษาตัว อย่างที่คุณมี แม้ว่าเราจะไม่แน่ใจนักว่าจริง ๆ แล้วคุณเป็นประเภทไหนกันแน่ ...หรือตัวอย่างตามตำนานพื้นเมืองต่าง ๆ อย่างเช่นไลแคน หรือมนุษย์หมาป่า ไลแคนคือโดมินาริที่มีเซลล์ซึ่งสามารถเปลี่ยนพลังงานมานามาใช้กับร่างกายตัวเอง เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่ง ความว่องไว และพลังในการรักษาตัว โดยการแปรสภาพทุกส่วนของร่างกายให้คล้ายกับหมาป่า หรือแวมไพร์ที่มีพลังที่มีในการหลอนประสาทและควบคุมความคิดจิตใจของผู้อื่น เผ่าพันธุ์ทั้งสองนี้เป็นเผ่าพันธุ์ที่สูงศักดิ์แต่น่าเสียดายที่มีบางกลุ่มในเผ่าพันธุ์ของพวกเขาเชื่อตามความเชื่อโบราณว่าการกินเลือดเนื้อของเซเปียนส์จะทำให้พวกเขาแข็งแกร่งขึ้น...”ควบคุมความคิดจิตใจให้ผู้อื่นทำตาม หรือนี่คือสาเหตุที่ผมขัดอะไรวิคเตอร์ไม่ได้เลย เขาเป็นแวมไพร์?“โดยปกติแล้วเมื่อพวกเราคงร่างอยู่ในสภาพปกติจะไม่สามารถใช้มานาได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ พวกเราจึงต้องกลายร่างเพื่อให้เซลล์ได้ปลดปล่อยพลังที่แท้จริงออกมา นี่คือสาเหตุที่เซเปียนส์มองว่าพวกเราคือปีศาจ คือสัตว์ประหลาด เพราะเราแตกต่างจากพวกเขา”อาเบลหยุดพูดไปพักหนึ่งเหมือนเกิดความสะเทือนใจอะไรบางอย่าง“นอกจากการมอบพลังงานที่เหลือเชื่อให้เราแล้ว มานายังมอบชีวิตที่ยืนยาวให้กับพวกเราอีกด้วย เซลล์พื้นฐานของโดมินาริที่เรียกว่าดีเซลล์จะดูดซึมมานาจากธรรมชาติโดยอัติโนมัติและทำให้เซลล์มีอายุยืนยาวแทบไม่เสื่อมสลาย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับโดมินาริที่ถูกทรินิตี้จับไปสตรัคพร้อม ๆ กับการล้างสมองก็คือการจำกัดความสามารถของดีเซลล์ให้ลดลงจนแทบจะทำให้ดูดซึมมานาใหม่ ๆ ไม่ได้ และปิดกั้นช่องทางการไหลเวียนของมานาในร่างกาย ทำให้โดมินาริคนนั้นแทบจะใช้พลังความสามารถของตนเองไม่ได้เลย ที่จะเหลืออยู่จึงมักจะเป็นเพียงพลังในการรักษาตัวเท่านั้น จึงเหมือนกับว่าทรินิตี้มีพลทหารที่แทบจะไม่รู้จักตายเอาไว้ใช้งาน”นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับผมงั้นหรือ? “แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เราเห็นสตรัคเกอร์ที่มีพลังการรักษาตัวสูงขนาดนี้ คาลคุณน่าจะมีพลังบางอย่างที่ยิ่งใหญ่มาก ๆ อยู่กับตัว พลังที่ฝังลึกอยู่ในเซลล์ของคุณ”อาเบลยิ้มอย่างมีความหวังแปลก ๆ ให้กับผม“ดังนั้นวันนี้ผมจะช่วยคุณเรียกพลังบางอย่างในขอบเขตที่ผมทำได้ให้กับคุณ แน่นอนว่าความทรงจำของคุณผมคงช่วยไม่ได้ แต่อย่างน้อยคุณก็จะได้มีพลังไว้ปกป้องตัวเองตอนที่ออกเดินทางไปกับเรา และผมต้องบอกไว้ก่อนวิธีการที่เราทำนั้น มันก็ไม่ใช่วิธีการที่สะดวกสบายเลย คุณคิดว่าพร้อมที่จะได้รับพลังกลับมาหรือยัง”มาถึงจุดนี้แล้ว เอาจริง ๆ ผมก็ไม่รู้ว่ามันจะมีทางเลือกอะไรให้กับผมอีก นากจากที่ผมต้องร่วมหัวจมท้ายกับคนพวกนี้ไปให้ได้นานที่สุดเสียก่อน “ลงมือเถอะ” ผมพูด อาเบลพยักหน้าแล้วหันไปพูดกับชายที่อยู่ด้านหลังรถเข็นของเขา“เยว่เฟิง รบกวนนายด้วย” ชายที่มีลักษณะคล้ายชาวเอเชียผงกหัวแล้ว เดินออกมาหยุดอยู่ต่อหน้าผมแล้วกล่าวว่า “สวัสดีคาล ฉันชื่อเยว่เฟิง”ผมพยักหน้าให้กับเยว่เฟิง“สิ่งที่ผมกำลังจะทำกับคุณต่อไปนี้ อาจจะสร้างความเจ็บปวดให้กับคุณอยู่บ้าง แต่มันก็เป็นวิธีการที่รวดเร็วที่สุดที่จะทำให้ดีเซลล์ของคุณถูกปลุกเพื่อทำให้คุณมีความสามารถพื้นฐานของโดมินาริที่จะคุ้มครองตัวเองได้ ก่อนอื่นผมอยากให้คุณหลับตาลงเสียก่อน”ผมหลับตาลงจามคำพูดของเยว่เฟิง จากนั้นผมรู้สึกถึงนิ้วข้างหนึ่งสัมผัสเข้าที่หน้าผากของผม กระแสพลังงานอุ่น ๆ บางอย่างค่อย ๆ แทรกซึมเข้ามาจากจุดที่นิ้วนั้นสัมผัสกระแสพลังงานอุ่น ๆ นั้นมีลักษณะเหนียวข้นและค่อย ๆ เคลื่อนตัวไปทั่วร่างกายของผม ทันใดนั้นภายใต้ดวงตาที่ปิดอยู่ของผม ผมก็ค่อย ๆ เห็นเส้นแสงมากมายปรากฏขึ้นบนร่างกายของผมราวกับเป็นเส้นเลือด แต่ไม่ใช่ราวกับเป็นเส้นประสาท แต่ไม่ใช่มันเป็นกลุ่มเส้นสายอีกประเภทหนึ่งที่เชื่อมโยงเข้าด้วยกันทั่วร่างกาย และเปล่งประกายเป็นสีทอง ปลายเส้นสายเส้นหนึ่งเชื่อมโยงจากหน้าผากของผมเข้ากับปลายนิ้วของเยว่เฟิง แล้วก็ค่อย ๆ จางหายไปในความมืด“สิ่งที่นายเห็นนั่นคือมานารูท โดมินาริแต่ละเผ่าพันธุ์ แต่ละคนล้วนมีการไหลเวียนของมานาที่แตกต่างกัน ทรินิตี้ใช้ยาบางอย่างทำให้ดีเซลล์ทำงานผิดปกติ ซึ่งมันจะส่งผลให้มานารูทของโดมินาริติดขัด เมื่อมานาติดขัด คือสาเหตุหลักที่ทำให้โดมินาริไม่สามารถแสดงพลังที่แท้จริงได้อย่างเต็มที่ การอ่อนแรงลงของโดมินาริยังช่วยทำให้พวกทรินิตี้ควบคุมโดมินาริได้ง่ายขึ้นอีกด้วย..”ผมฟังที่เยว่เฟิงพูด และค่อย ๆ สำรวจตัวเองอย่างที่เขาบอกผมมองไปยังร่างกายของผมและเห็นว่ามีหลาย ๆ ส่วนที่เส้นแสงสีทองเหมือนจะติดขัดไหลเวียนไม่สะดวกอย่างที่เขาบอกจริง ๆ บางจุดในร่างกายถึงกับเหมือนว่าเส้นสีทองจะถูกปิดกันจนตัดขาดจากร่างกายส่วนที่เหลือโดยเฉพาะตรงบริเวณหัวใจของผม เส้นสีทองเหล่านั้นเหมือนถูกปิดกั้นจนแทบจะไม่สามารถไหลผ่านไปยังหัวใจของผมได้เลย ...นี่จะเกี่ยวข้องกับการที่ผมมักจะรู้สึกหัวใจเต้นแรงแบบผิดปกติหรือเปล่านะอีกจุดที่ผมรู้สึกแปลก ๆ ก็คือบริเวณใกล้ ๆ กับหลังหูด้านขวาของผม จุดนั้นเหมือนกับมีอะไรบางอย่างปกคลุมอยู่จนกลายเป็นเงามัว ๆ มองไม่ชัดไปหมด “นั่นคืออะไรบางอย่างที่ทรินิตี้ฟังเอาไว้ตอนสตรัคนาย น่าเสียดายที่พลังของฉันก็ทำอะไรมันไม่ได้” เสียงของเยว่เฟิงดังขึ้นในสมองของผมโดยตรง“ปกตินายต้องกินยาอะไรสักอย่างทุกวันตามคำสั่งของพวกมันใช่มั้ย นั่นแหละคือสิ่งที่พวกทรินิตี้ใช้ปิดกั้นพลังของนาย แต่ตอนนี้นายไม่ได้กินยานั่นมาน่าจะสักห้าวันแล้ว ฉันเชื่อว่ามานาของฉันจะช่วยกรุยทางมานารูทของนายให้กลับมาใกล้เคียงกับตอนนายเป็นปกติได้ นายพร้อมแล้วนะ” ผมไม่ได้ตอบอะไร แต่พยักหน้าเบา ๆ เป็นเชิงให้สัญญาณกับเยว่เฟิงทันใดนั้นมานาหนืด ๆ ที่ไหลออกมาจากปลายนิ้วของเยว่เฟิงก็เหมือนจะทวีความเร็วขึ้น นอกจากความเร็วที่เพิ่มขึ้นความหนาแน่นของมานาของเขาก็ดูเหมือนจะหนาแน่นขึ้นด้วย มานาสีขาวนวล ๆ ของเขาค่อย ๆ หลั่งไหลเข้ามาในเส้นสายสีทองตามร่างกายของผมความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับผมคือความอึดอัดหนักหน่วงที่ค่อย ๆ ไหลแทรกชอนไชผ่านร่างกายของผม และความเจ็บปวดที่เกินจะบรรยายออกมาเป็นคำพูด มานาของเยว่เฟิงให้ความรู้สึกเหมือนกับสายธารของโคลนที่หนืดเหนียวซึ่งไหลทะลักราวกับดินถล่มในวันที่ฝนตกหนัก และพร้อมจะกวาดล้างอะไรก็ตามที่ขวางหน้าของมัน อีกทั้งยังดูดกลืนสิ่งกีดขวางโดยรอบไปเพิ่มเป็นพลังงานให้ตัวของมันเองอีกด้วยเมื่อมานาของเขากรุยทางไปจนถึงจุดที่ตีบตัน จุดแสงที่ผมเคยรู้สึกถึงว่าติดขัดก็ถูกมานาของเยว่เฟิงกระทบ ครอบคลุม และหลอมรวมจนค่อย ๆ เกิดความปลอดโปร่งมากขึ้น ๆมานาของเยว่เฟิงทวีความรวดเร็วมากขึ้น ๆ เมื่อไหลทะลวงผ่านร่างกายของผมไปรอบแล้วรอบเล่าความเจ็บปวดที่เคยเกิดขึ้นค่อย ๆ ลดลงทุกรอบที่มานาของเขาทะลวงผ่านมานารูทของผมหนึ่งรอบ ผมก็รู้สึกถึงความปลอดโปร่งไปทั่วร่าง มันเป็นความรู้สึกคล้าย ๆ กับการถูกไฟช็อตเบา ๆ และเกิดความรู้สึกยุบยับไปทั่วตัว จนกระทั่งมานาของเขาไหลผ่านร่างกายของผมไปได้ช่วงเวลาหนึ่ง ผมรู้สึกเหมือนกับว่ามีภูเขาไฟลูกเล็ก ๆ ระเบิดขึ้นที่กลางหน้าอก บริเวณรอบ ๆ หัวใจที่ถูกปิดกั้นของผมก็ถูกคลี่คลายออกและเมื่อพลังงานของเขาไหลผ่านทั่วร่างของผมเป็นรอบที่เท่าไรก็ไม่รู้ ผมก็รู้สึกถึงพลังบางอย่างที่ค่อย ๆ ไหลเขาสู่ร่างของผมอย่างไม่หยุดยั้งเยว่เฟิงถอนมานาของเขาออกไปทางปลายนิ้ว...ผมลืมตาขึ้นพร้อมกับความรู้สึกเหมือนกับเกิดใหม่จบตอนที่ 4