ชะตาฟ้า ข้าลิขิต

    ตอนที่ 97 : เข้าสู่มณฑลหนาน

    “หยุนเฟยหยาง?” ทหารเฝ้าประตูเมืองพึมพำเบาๆ จากนั้นเขาก็นำเอาหยกพลเรือนไปที่ชายผู้หนึ่ง และชายผู้นั้นก็นำหยกพลเรือนไปประทับเข้ากับสิ่งประดิษฐ์บางอย่าง


    ไม่นานทหารเฝ้าประตูเมืองก็เดินกลับมา และส่งมอบหยกพลเรือนคืนให้แก่เขา “ข้อมูลตรงกันกับศาลาพลเรือน... เนื่องจากระดับพลเรือนของเจ้าเป็นสถานะที่ต่ำที่สุด จำต้องมีค่าใช้จ่ายสำหรับการอยู่ในเขตเมืองชั้นนอกทุกๆหนึ่งเดือน”


    จางหลินจึงเอ่ยถาม “ขอทราบได้หรือไม่ว่าข้าต้องจ่ายเท่าใด?”


    “ห้าร้อยเหรียญเงินต่อเดือน” ทหารเฝ้าประตูเมืองตอบกลับอย่างเรียบง่าย 


    จางหลินไม่รีรอ เขาหยิบเหรียญเงินออกมามอบให้แก่ทหารเฝ้าประตู 


    ทหารเฝ้าประตูรับเหรียญมาเก็บไว้ ก่อนจะถอนอาวุธและผายมือให้แก่จางหลิน “เชิญ”


    จางหลินพยักหน้า ก่อนจะแบกย่ามก้าวข้ามธรณีประตูเมืองไปอย่างเรียบง่าย


    นี่คือจุดเริ่มต้นของการเดินทางอันแสนยาวนาน…


    ซู่!


    ทันที่ที่จางหลินข้ามผ่านธรณีประตู หัวใจของเขากลับเต้นแรง และยังรู้สึกได้ถึงแรงกดดันที่มองไม่เห็นกำลังกดทับบ่าของเขาเอาไว้!


    มันคือแรงกดดันจากสภาพแวดล้อมของปราณจิตวิญญาณ ที่บริสุทธิ์กว่าเมืองหยางโจว


    จางหลินใช้เวลาไม่นานในการปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมที่บริสุทธิ์ ก่อนที่เขาจะถอนหายใจยาว “ไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดแผ่นดินใหญ่ถึงได้ให้กำเนิดผู้แข็งแกร่งมากมาย แค่การเหยียบย่ำพื้นของแผ่นดินใหญ่ ก็นับว่าได้รับประโยชน์จากสภาพแวดล้อมพวกนี้แล้ว”


    เขาตระหนักได้ว่าด้วยสภาพแวดล้อมปราณจิตวิญญาณที่บริสุทธิ์ เขาสามารถพัฒนาระดับพลังยุทธ์ให้รวดเร็วยิ่งกว่าอาศัยอยู่ในเมืองหยางโจวได้ถึงสองเท่า!


    ดูเหมือนว่าทำเลที่ตั้งของแผ่นดินใหญ่จะมีเส้นชีพจรมังกรไหลเวียนอยู่ทุกอณู มันเต็มไปด้วยโอกาสและวาสนาสำหรับผู้ฝึกยุทธ์อย่างแท้จริง


    เขาไม่อยากจะคิดเลยว่าหากได้เข้าไปสู่มณฑลหลวงต้าฉู่ที่เป็นระดับที่สูงยิ่งกว่า สภาพแวดล้อมของปราณจิตวิญญาณจะบริสุทธิ์ได้มากถึงเพียงใด


    เมื่อเขาก้าวเข้ามาสิ่งแรกที่เห็นคือถนนสายใหญ่ที่ทอดยาวไปไกล รอบข้างมีเสียงอันครื้นเครงของผู้ที่ทำอาชีพมากหน้าหลายตามารวมตัวกัน


    และอาชีพที่เป็นที่นิยมก็คงหนีไม่พ้นโรงเตี๊ยม โรงน้ำชาและโรงสุรา ที่แม้ว่าจะเป็นช่วงเริ่มต้นของพลบค่ำ แต่ก็มีผู้คนมากมายมาสังสรรค์กันอย่างสนุกสนาน และรอบข้างก็เปี่ยมไปด้วยรถม้ามากมาย 


    ดูเหมือนว่านี่คือช่วงเวลาที่ใครหลายๆคนมักจะมาเพลิดเพลินและผ่อนคลายหลังจากที่สิ้นสุดจากงานประจำวัน


    จางหลินไม่ได้สนใจสิ่งใด เขาแบกย่ามเดินตามเส้นทางสายหลักและปราดตามองรอบๆเพื่อต้องการหาที่พำนักสักคืน เพื่อที่พรุ่งนี้เขาจะได้เดินทางเข้าสู่เขตตัวเมืองชั้นในหมายจะหาที่พักอาศัยที่ดีกว่านี้


    ด้วยเหรียญเงินและเหรียญทองที่เขาได้รับมาจากหยางเซี่ยและเหล่านักฆ่า เขาควรจะสามารถใช้ชีวิตแบบสมถะในเขตเมืองชั้นในได้เป็นเดือนๆ


    แต่จู่ๆ กลับมีเสียงโหวกเหวกดังมาจากด้านหลัง เสียงนั้นให้ความรู้สึกที่เย่อหยิ่งและจองหองอย่างยิ่ง!


    “ไอ้พวกขยะ! หลีกทางให้ข้า!”


    เสียงฝีเท้าม้าวิ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว และมีเสียงหัวเราะที่ชั่วร้ายของชายหนุ่มที่นั่งบนหลังม้าดังขึ้นอย่างบ้าคลั่ง


    ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าชายหนุ่มบนหลังม้าต้องมีสถานะที่ไม่ธรรมดา มิเช่นนั้นเขาคงไม่มีความกล้าที่จะทำตัวจองหองขนาดนี้ 


    คนอื่นๆที่กำลังเดินอยู่ต่างก็รีบจูงมือคนข้างๆ และออกห่างจากเส้นทางสัญจรหลักให้ได้มากที่สุด ด้วยสีหน้าที่หวาดกลัวผสมกับความเอือมระอา


    การตอบสนองของพวกเขาเป็นคำตอบที่แน่ชัดแล้วว่า ชายที่อยู่บนหลังม้าคือผู้ที่มีสถานะสูงส่ง และมันคงจะแสดงนิสัยเสียเช่นนี้มาโดยตลอดโดยที่ไม่มีผู้ใดกล้าห้ามปราม 


    หรือบางทีสถานะของชายผู้เย่อหยิ่งอาจจะสูงเกินกว่าที่คนปกติจะสามารถออกความเห็นใดๆได้


    จางหลินเหล่ตามองกลับไปเล็กน้อย เนื่องจากเขาไม่อยากมีปัญหาตั้งแต่วันแรกที่ก้าวเข้ามาในแผ่นดินใหญ่ เขาจึงเดินเบี่ยงออกจากเส้นทางสัญจรหลักและไปเดินบนขอบทางแทน


    เมื่อเห็นว่าทุกคนต่างก็หวาดกลัวต่อการมาถึงของมัน ชายหนุ่มบนหลังม้าก็หัวเราะร่าขณะที่ฟาดแส้ไปด้วย


    แต่จู่ๆดวงตาของมันกลับมองไปที่แผ่นหลังของจางหลิน ก่อนที่ความชั่วร้ายจะฉายผ่านรูม่านตาของมันในชั่ววูบ “ผู้เฒ่าสี่ ข้าอยากได้ชายคนนั้นเป็นทาส! จับมันมาให้ข้า!”


    ทุกคนที่เพิ่งจะหลีกทางก็ลอบถอนหายใจอย่างโล่งอกที่ตนเองไม่ตกเป็นเป้าหมาย 


    แต่กลับกันผู้คนที่กำลังนั่งอยู่ในโรงเตี๊ยมและโรงสุรา กลับมองไปที่จางหลินด้วยความเห็นอกเห็นใจ


    มีก็เพียงแต่หญิงสาวในชุดคลุมสีม่วงที่นั่งอยู่บนรถม้าคันหนึ่งเท่านั้นที่เหลือบมองอย่างไร้อารมณ์


    จากนั้นก็มีชายชราในชุดคลุมสีเทาก้าวออกมาจากรถม้า ร่างนั้นส่ายหน้าอย่างช่วยไม่ได้


    [ข้าต้องมาทำอะไรบ้าๆแบบนี้อีกแล้ว]


    [ไอ้เด็กเวรนี่ช่างเอาแต่ใจเสียจริง]


    ถึงกระนั้นชายชราก็ไม่กล้าที่จะขัดคำสั่ง สายตาของเขาเหลือบมองไปยังแผ่นหลังของจางหลินที่อยู่ห่างจากรถม้าเพียงแค่ไม่ถึงสิบช่วงตัว


    แต่ทันทีที่ดวงตาของชายชราสบเข้ากับร่างของจางหลิน เขาก็รู้สึกถึงความสยดสยองและกลิ่นอายแห่งความตายที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างนั้น!


    นั่นทำให้ชายชราตระหนักได้ในทันทีว่าชายผู้นี้อันตราย!


    ชายชราที่เห็นดังนั้นก็รีบเข้าไปป้องหูและกล่าวกับชายหนุ่มที่เย่อหยิ่งว่า “คุณชายน้อย พวกเราเปลี่ยนเป้าหมายกันเถอะ อย่าไปยุ่งกับชายผู้นั้นเลย”


    คิ้วของคุณชายน้อยเลิกขึ้นอย่างเย็นชา “ท่านหมายความว่าอย่างไร? ท่านไม่มีความสามารถที่จะจับมันมาให้ข้างั้นรึ!?”


    โดยไม่รอให้ชายชราเอ่ยตอบ คุณชายน้อยฉีกยิ้มอย่างชั่วร้าย ขณะฟาดแส้ให้ม้าเร่งความเร็วอย่างกะทันหัน “ในเมื่อท่านไม่กล้า... ให้ข้าแสดงการจับทาสให้ท่านดูเป็นตัวอย่าง!”


    แต่ก่อนที่ชายชราจะห้ามปราม แส้ก็ถูกฟาดออกไปและเล็งไปที่แผ่นหลังของจางหลินแล้ว “เจ้าขยะ! มาเป็นทาสของข้าซะ!”


    ชายชราหน้าถอดสีในทันทีที่เห็นคุณชายน้อยลงมือ “คุณชายน้อย! ระวัง!”


    เมื่อแส้กำลังจะฟาดที่หลังของจางหลินและมุมปากของคุณชายน้อยฉีกกว้างเป็นรอยยิ้ม ทันใดนั้นมือขวาของจางหลินก็คว้าแส้ที่กำลังฟาดมาอย่างเรียบง่ายและไม่สะทกสะท้าน


    นั่นทำให้ใบหน้าของคุณชายน้อยเปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน “จะ-เจ้า…”


    ไม่ทันที่มันจะตอบสนอง มันกลับรู้สึกได้ถึงบางสิ่งที่ฉุดกระชาก ก่อนจะมองเห็นว่าตนเองลอยอยู่กลางอากาศ ซึ่งถูกดึงลงมาจากหลังม้าอย่างกะทันหัน!


    ตึง!


    คุณชายน้อยถูกเหวี่ยงลงมาอย่างแรงจนหลังกระแทกพื้นอย่างจัง! มันกระอักเลือดออกมาเต็มปากด้วยความไม่เชื่อ!