ฝืนชะตาท้าสามภพ [นิยายแปล]

    ตอนที่ 34 ตราประทับเขาเกิ่นซาน

    ระหว่างที่คุณชายรูปงามกำลังอธิบายปักษาเหล็กก็บินปรี่มาด้วยท่าทางดุร้ายรอบกายเปี่ยมล้นด้วยพลังแห่งลมและไฟผันแปรประหนึ่งคลื่นยักษ์ในท้องทะเล

            คลื่นอากาศอันร้อนระอุสอดผสานเข้ากับดาบลมอันแหลมคมแสนอันตราย

            เมื่อได้เห็นฉากอันตรายตรงหน้าคุณชายรูปงามมีแววตาดีใจ อาจกล่าวได้ว่าเขาวางแผนมาอย่างดีเหลือเพียงรอให้ปักษาเหล็กเข้ามาติดกับดักเท่านั้น

            แต่กลับเกิดสิ่งที่ไม่คาดคิดขึ้นมา

            เปรี้ยง!

            ทันใดนั้นก็มีแสงไฟเจิดจ้าพุ่งทะยานออกมาจากด้านข้างมุ่งตรงโจมตีไปยังหลังของปักษาเหล็กโดยตรงแสงนั้นดั่งดาวตกเปี่ยมล้นไปด้วยพลังระเบิด และรวดเร็วจนไม่อาจต้านทาน

            ความว่องไวนั้นทำให้แม้แต่หุ่นเชิดกลไกที่ดุร้ายและแข็งแรงร่วงหล่นลงจากฟากฟ้า

            “เซินอู๋ซาง!”

            สายตาของเซียวจิ่งหยวนพร่ามัวมึนงงไปสักพักก่อนจะเห็นอย่างชัดเจนว่าเซินอู๋ซางขี่กระดองเต่าออกจากผนังถ้ำ เขาร้องขู่คำรามก่อนพุ่งเข้าโจมตีปักษาเหล็กอย่างแรงไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าเซินอู๋ซางผู้บาดเจ็บหนักจนใกล้ตายที่ดิ้นรนอยู่บนผนังถ้ำเมื่อครู่จะเข้ามาแทรกแซงและลงมือโจมตีในช่วงเวลาอันสำคัญเช่นนี้

            แน่นอนว่าเขายังไม่ถือว่าเป็นผู้ชนะเพราะแผนการคุณชายรูปงามยังไม่สำเร็จ

            ทว่าสายตาของเซินอู๋ซางเฉียบแหลมเขามองออกแล้วว่าค่ายกลของคุณชายรูปงามนั้นมีความเป็นไปได้สูงที่จะปราบปักษาเหล็กได้สำเร็จดังนั้นหากเขาไม่ลงมือก็คงไม่มีทางได้ครอบครองหุ่นเชิดกลไกตัวนี้

            เพราะหากค่ายกลเปิดออกจนปักษาเหล็กติดกับและถูกกำราบไปตอนนั้นเขาคงไม่มีโอกาสแย่งชิงผลประโยชน์ จึงจู่โจมจากกลางอากาศด้วยความจำใจ

            และการที่เซินอู๋ซางกล้าโจมตีก็เพราะเขามั่นใจตอนที่เข้าโจมตีปักษาเหล็กเขานำป้ายคำสั่งในมือสอดแทรกผ่านขนเหล็กเข้าไปภายในร่างกายของหุ่นเชิดทันใดภาพลวงตาของปีศาจหัวหมาป่าก็บินออกมาจากด้านในป้ายคำสั่งเกาะติดปักษาเหล็กไว้ราวกับต้องการแย่งชิงการควบคุม

            “มีกลยุทธ์เช่นนี้ด้วยหรือ” เซียวจิ่งหยวนตระหนกตกใจพูดไม่ออก

            สัตว์ร้ายหัวหมาป่าบินประหนึ่งคลื่นแสงกระหน่ำเข้าโจมตีปักษาเหล็กอย่างต่อเนื่อง คลื่นยักษ์ซัดโหม กระแสลมกับไฟที่ไหลเวียนอยู่รอบกายปักษาเหล็กเริ่มสลายหายไปทีละน้อยการเคลื่อนไหวของปักษาเหล็กที่เคยว่องไวก็กลับค่อยๆ ช้าลงเช่นกัน

            “วิธีนี้น่าจะใช้การได้”เซียวจิ่งหยวนรีบหันหน้าไปเอ่ยถามอย่างร้อนรน “ทำอย่างไรดี”

            คุณชายรูปงามขมวดคิ้ว พูดพลางพยายามคิดหาวิธี“ดูจากสภาพการณ์แล้ว สิ่งนั้นน่าจะเป็นวิชากาฝาก”

            “วิชากาฝาก?” เซียวจิ่งหยวนงุนงงเพราะเพิ่งเคยได้ยินคำนี้เป็นครั้งแรก

            “ภายในป้ายคำสั่งแผ่นนั้นน่าจะมีอาคมกักขังซึ่งเป็นอาวุธของสำนักปีศาจอยู่” ชายหนุ่มรูปงามพูดเสียงเบา “จิตวิญญาณของอาวุธวิเศษที่อยู่ภายในเป็นปีศาจหมาป่าดุร้ายที่ถูกเซียนดึงเอาวิญญาณออกมาจองจำไว้ภายในป้ายคำสั่งผ่านวิธีขัดเกลาอย่างลึกลับจนกลายเป็นจิตวิญญาณของอาวุธวิเศษ”

            “ยามนี้เจ้าเซินอู๋ซางคนนั้นยัดป้ายคำสั่งเข้าไปในตัวของหุ่นเชิดกลไกเพราะต้องการอาศัยอาคมผนึกของป้ายคำสั่งมาสร้างความมืดบอดให้แก่จิตสำนึกของหุ่นเชิดหลังจากนั้นจึงให้จิตวิญญาณของปีศาจหัวหมาป่าเข้าครอบงำแทน”

            คุณชายรูปงามพึมพำ “วิชากาฝากตัวตายตัวแทนนี้คิดมาได้ดีเสียจริง”

            “มิน่า...”

            ทันใดนั้นเซียวจิ่งหยวนเข้าใจกระจ่างอดชื่นชมไม่ได้ว่าผู้บำเพ็ญทุกคนที่เข้ามาในสระกระบี่ล้วนไม่กระจอกโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ได้รับการสั่งสอนอย่างเซินอู๋ซาง กลยุทธ์คงมีมากมายมหาศาล

            แต่การที่เซินอู๋ซางเข้ามาแทรกแซงค่ายกลที่คุณชายรูปงามทำไว้เช่นนี้เป็นอะไรที่น่าโมโหเสียจริง

            เซียวจิ่งหยวนแค้นเคือง ตั้งปณิธานไว้ว่าตนจะทำทุกอย่างโดยไม่คำนึงถึงเหตุผลไม่สนใจว่าเซินอู๋ซางจะเข้ามาในถ้ำและสู้กับปักษาเหล็กก่อนพวกเขาหรือมีเหตุผลอื่นใดแต่การเข้ามาทำลายประโยชน์ของพวกเขาล้วนเป็นสิ่งที่ผิดทั้งสิ้นในบางครั้งการเห็นแก่ตัวก็คือความจริงของโลกใบนี้

            ดังนั้นเมื่อเห็นว่าเซินอู๋ซางอาจพิชิตหุ่นเชิดกลไกได้สำเร็จเซียวจิ่งหยวนจึงปล่อยสายฟ้าที่ปลายนิ้วให้พุ่งทะยานขึ้นฟ้าไปโดยเร็วอย่างไม่พูดให้มากความ

            “บังอาจนัก...”

            เซินอู๋ซางผู้ซึ่งระแวดระวังมากอยู่แล้วสังเกตเห็นการเคลื่อนไหวอันเล็กน้อยนี้ของเซียวจิ่งหยวนความโกรธที่โหมขึ้นอย่างกะทันหันทำให้กระดองเต่าที่อยู่ใต้เท้าพุ่งออกไปปะทะกับมุกสายฟ้าด้วยความรุนแรง

            “หากพวกเจ้าพอมีปัญญาอยู่บ้างก็รีบไสหัวออกไป”ยามนี้เหมือนเซินอู๋ซางจะไม่กล้าออกห่างจากปักษาเหล็ก ทำได้เพียงมองลงมาด้านล่างอย่างโอหัง“ไม่เช่นนั้นเมื่อใดที่ข้ากำราบหุ่นเชิดกลไกนี้ได้สำเร็จ เมื่อนั้นเวลาตายของพวกเจ้าจะมาถึง”

            “เขากำลังควบคุมป้ายคำสั่งนั้นอยู่ไม่สามารถแบ่งความสนใจมาทางนี้ได้...” ดวงตาของคุณชายรูปงามเป็นประกายพลันพูดขึ้นว่า “ดังนั้นตอนนี้เขาจึงไม่สามารถเข้ามาโจมตีพวกเราได้หรอก”

            “เช่นนั้นหรือ”

            เซียวจิ่งหยวนคลี่ยิ้มไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดเซินอู๋ซางผู้มีนิสัยหยิ่งผยองถึงได้วางมาดใหญ่โตเพื่อตบตาผู้คนเช่นนี้เป็นเพราะตอนนี้เขากลืนไม่เข้าคายไม่ออก ขี่หลังเสือแล้วลงไม่ได้

            ปักษาเหล็กมีพละกำลังอันน่าหวาดกลัวจะมาถูกปราบลงได้อย่างง่ายดายเช่นนี้ได้อย่างไรเพราะแม้เซินอู๋ซางมีความช่วยเหลือจากอาวุธ แต่ทำได้เพียงฝืนทนกักขังปักษาเหล็กไว้เท่านั้นยังไม่สามารถกำราบมันได้

            “ไปต่อสู้กับเขากัน”

            คุณชายรูปงามโบกมือส่งสัญญาณให้ให้เซียวจิ่งหยวนเข้าไปซ้ำเติมด้วยความกระตือรือร้น

            ฟึ่บ!

            เมื่อเห็นเช่นนั้นเซียวจิ่งหยวนก็แวบหายมาอยู่เหนือถ้ำด้วยความเร็วปานดาวตก พลางครุ่นคิดว่าควรโจมตีไปที่ใบหน้าของเซินอู๋ซางโดยตรงหรือควรทำลายแผนการของเซินอู๋ซางโดยการทำลายป้ายคำสั่งที่อยู่บนกายปักษาเหล็กดี

            และในระหว่างที่อารมณ์กำลังแปรปรวน เขาพลันสังเกตเห็นรายละเอียดหนึ่ง

            เซินอู๋ซางไม่มีท่าทางโกรธแค้นที่เขาเข้าไปตั้งท่าจะโจมตีในทางกลับกัน ในแววตาอันเย็นชานั้นกลับแอบแฝงไปด้วยความเย้ยหยัน...

            “แปลกมาก!”

            เซียวจิ่งหยวนรีบหายตัวไปอย่างรวดเร็วด้วยความตื่นตระหนก

            เป็นไปตามคาด เมื่อเขาหายตัวหนีมีแสงสีเงินดวงหนึ่งสว่างวาบวิ่งแล่น แม้ดวงแสงจะพลาดพลั้งไปทว่าพลังอันมหาศาลที่เทียบเท่าความเร็วของสายฟ้ากลับกระแทกผนังหินแกร่งจนเกิดเป็นรูขนาดใหญ่

            แสงสีเงินสว่างวาบขึ้นพร้อมพุ่งทะยานขึ้นไปบนท้องฟ้าสูงอีกครั้งท่ามกลางฝุ่นผงที่ลอยคละคลุ้ง

            เซียวจิ่งหยวนหันกลับมามอง มีกระดองเต่าที่เปล่งประกายสีเงินลอยขึ้นมากลางอากาศรูปทรงของกระดองเต่าอันนี้หนาทึบแข็งแรง มีไฟพ่นออกมาจากบริเวณหางคล้ายกระดองเต่าที่อยู่ใต้เท้าของเซินอู๋ซางอย่างมาก

            หากลองเทียบกับกระดองเต่าของเซินอู๋ซางแล้วกระดองเต่าที่โผล่มาอย่างกะทันกันอันนี้เปล่งประกายแสงสีเงินที่สวยสดงดงาม ด้านบนกระดองเต่ามีชายหนุ่มในชุดผ้าไหมคนหนึ่งยืนอยู่เขาเหยียบกระดองเต่ายืนเด่นอยู่กลางอากาศจากใบหน้าที่ยังคงมีความอ่อนเยาว์อยู่บ้างคาดว่าคงมีอายุห่างจากเซินอู๋ซางไม่กี่ปี

            เซินอู๋ซางดีใจยิ้มกว้างพร้อมตะโกนเรียกออกมาทันทีหลังเห็นชายคนนี้ปรากฏตัวขึ้น “ศิษย์พี่ท่านมาแล้ว...”

            “อืม”

            ชายหนุ่มคนนั้นพยักหน้าก่อนเอ่ยชมด้วยใบหน้าหยิ่งยโสที่กำลังคลี่ยิ้มออกมาเล็กน้อย “อู๋ซางเจ้าทำได้ไม่เลวเลยนะ ใกล้สำเร็จแล้ว...”

            “เพราะข้าโชคดีที่มีอาวุธซึ่งได้มาจากอาจารย์ต่างหาก”เซินอู๋ซางพูดถ่อมตน สีหน้าพลันเปี่ยมด้วยความนอบน้อม “หากไม่ใช่เพราะการชี้แนะของท่านอาจารย์ข้าคงไม่สามารถทำอะไรกับสัตว์ร้ายตัวนี้ได้...”

            “ใช่แล้ว” ชายหนุ่มผู้มาใหม่เห็นด้วย“มันคืออาวุธประจำกายของเซียนโบราณย่อมต้องรับมือได้ยากข้ากับศิษย์พี่ใหญ่จึงต้องร่วมมือกันต่อสู้กับพยัคฆ์ขาวหกปีก แต่กลับโดนมันทำร้ายจนต้องบินหนีออกมาตั้งแต่เพิ่งได้เผชิญหน้า”

            ชายหนุ่มถอนหายใจความหยิ่งยโสเหมือนจะลดน้อยลงเล็กน้อย “ดูจากสถานการณ์แล้วพี่ใหญ่คงรู้สึกว่าพลังของพวกเราทั้งสามคนไม่อาจสู้ของสัตว์ร้ายตัวนั้นได้ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจไปเสี่ยงดวงที่ถ้ำกระบี่ แล้วบอกให้ข้ามาช่วยเจ้าแทน...”

            “พยัคฆ์ขาวหกปีกเก่งกาจขนาดนั้นเลยหรือ”

            เซินอู๋ซางตกใจก่อนแววตาจะเปล่งประกายลุกโชน “สมกับที่เป็นกายจำแลงของวิญญาณดั้งเดิมดวงที่สองของท่านเซียนเนินพยัคฆ์...”

            “อืม เก่งมาก” ชายหนุ่มพยักหน้าพลางชำเลืองมอง“สองคนนั่นคือใคร”

            “เพียงเบี้ยไร้ราคาเท่านั้น” เซินอู๋ซางชำเลืองมองด้วยความอาฆาต“ศิษย์พี่ ตอนนี้ข้าต้องควบคุมหุ่นเชิดกลไกตัวนี้ ไม่อาจปลีกตัวออกไปได้วอนท่านช่วยลงมือจัดการพวกเขาได้หรือไม่”

            “ได้!”

            ชายหนุ่มตกปากรับคำก่อนมีตราประทับอันเล็กปรากฏขึ้นบนฝ่ามือของเขาตราประทับนี้วาวใสเปล่งประกายดุจสายน้ำในยามวสันต์ แม้จะเล็กแต่กลับประณีตงดงาม

            เมื่อชายหนุ่มชูมือโยนตราประทับขึ้นไปกลางอากาศแสงสว่างก็เจิดจ้าขึ้นพร้อมตราประทับที่ขยายใหญ่ขึ้นหลายหมื่นเท่ากลายเป็นภูเขาอันหนักอึ้งร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้า

            ทันทีที่ตราประทับภูเขาปรากฏขึ้นอากาศภายในรัศมีหลายสิบหมี่ก็หยุดนิ่ง คละคลุ้งไปด้วยแรงกดดันอันน่ากลัว

            “ตราประทับเขาเกิ่นซาน!” ในขณะเดียวกันดวงตาของคุณชายรูปงามเป็นประกาย นึกออกแล้วว่าชายหนุ่มตรงหน้าคือผู้ใด “ผู้เด่นบนกระดองเต่าสีเงินเซินอู๋ปิ้ง!”

            “ฉลาดดีนี่ข้าจะเหลือศพเจ้าไว้ให้ก็แล้วกัน...”

            เซินอู๋ปิ้งคลี่ยิ้มเย็นชาแสดงความดุร้ายระคนเย็นชาบนใบหน้าอันหล่อเหลา ชายหนุ่มพลันยกมือขึ้น ตราประทับภูเขาอันหนักอึ้งก็ร่วงหล่นลงมาในทันทีเป็นการโจมตีผู้คนด้วยกำลังที่เรียบง่าย

            ตึงๆๆ !

            ตราประทับภูเขาบดขยี้ลงมาด้วยแรงอันทรงพลังทำให้คลื่นอากาศโดยรอบทลายก้อนหินให้แตกได้

            “รีบไปกันเถอะ...”

            เซียวจิ่งหยวนร้อนรนอยากพาตัวคุณชายรูปงามให้รีบเหาะหนี

            แต่ไม่นึกเลยว่าเซินอู๋ปิ้งจะกลับมาอยู่ข้างกายเขาก่อนพูดขึ้นอย่างไม่แยแส “เจ้าเด็กน้อย เจ้ายังปกป้องตัวเองไม่ได้เลย ยังริอ่านคิดไปปกป้องผู้อื่นอีกหรือ”

            เซินอู๋ปิ้งพูดพลางสะบัดแขนให้ยืดยาวดุจแส้ออกไปหลายจั้งพันอยู่รอบคอของเซียวจิ่งหยวนประหนึ่งงู

            เขาเป็นศิษย์ของอาวุโสเต่าศักดิ์สิทธิ์อย่างแน่นอนเพราะมีเพียงศิษย์ผู้สืบทอดเท่านั้นถึงจะสามารถฝึกฝนเคล็ดวิชาเต่าสีนิลนี้ได้ซึ่งภายหลังฝึกฝนเคล็ดวิชานี้แล้ว นอกจากร่างกายจะแข็งแกร่งดุจกระดองเต่าหนายังสามารถยืดหยุ่นได้เหมือนอสรพิษ

            ความยืดหยุ่นและความแข็งแกร่งสอดผสานเสริมกันและกันเกิดเป็นวิชาอันร้ายกาจ

            เซินอู๋ปิ้งมีสายตาเฉียบขาดมองออกว่าคุณชายรูปงามที่อยู่ด้านล่างมีพลังมากล้นเกินคาดเดา เทียบกับพลังที่แผ่ซ่านออกมาจากกายของเซียวจิ่งหยวนซึ่งเป็นเพียงลูกไก่ในกำมือแล้วรับมือได้ยากกว่ามาก

            แผนการของเขาคือจัดการผู้ที่อ่อนแอก่อนค่อยมุ่งหน้าไปจัดการกับผู้แข็งแกร่งและเขาคิดถูกซึ่งส่งผลให้เซียวจิ่งหยวนตกอยู่ในอันตราย...


     

    นิยายแนะนำ