The Possible Man

    ตอนที่ 104 : จางเหว่ย 2

    “เดวิด หาคนช่วยอุปถัมภ์ เด็กสองคนนี้ด้วย” หินเอ่ยขึ้นเมื่อได้ตัดสินใจแล้ว
    ไม่ใช่ว่าหินไม่อยากรับอุปถัมภ์เด็กทั้งสองคนนี้ด้วยตัวเองเหมือนอย่างที่เขาเคยรับแทน แต่ว่ามันมีข้อจำกัดบางอย่างที่ทำให้หินต้องตัดสินใจหาคนอื่นมาอุปถัมภ์เด็กสองคนนี้แทนเขา
    ในเคสของแทนนั้น แทนโตพอที่จะสามารถอยู่คนเดียวได้ แต่ในส่วนของเด็กทั้งสองคนนี้ ทั้งจางเหว่ยและจางหวู่ต่างก็ยังเป็นเด็ก โดยเฉพาะจางหวู่ที่อายุเพียง 8 ขวบ พวกเขาทั้งสองคนยังต้องการได้รับการดูแล การอบรมสั่งสอน การเลี้ยงดูที่ดี
    สำหรับหินที่มีภารกิจมากมาย เขาย่อมไม่มีเวลามาอบรมสั่งสอนดูแลเด็กทั้งสองคนนี้แน่ ดังนั้นการมอบเด็กทั้งสองคนนี้ให้แก่ครอบครัวที่ดี ครอบครัวที่พร้อมจะรับภาระหน้าที่ตรงส่วนนี้มันย่อมเหมาะสมกว่า
    มันจึงเป็นสาเหตุให้หินตัดสินใจที่จะหาคนอื่นมาอุปถัมภ์เด็กทั้งสองคนนี้
    ระหว่างที่รอให้ถึงเวลานัด หินไม่อยากให้เวลาเสียเปล่า จึงออกเดินสำรวจบริเวณโดยรอบรอ….
    ในขณะเดียวกัน จางเหว่ยที่ได้รับเงินมาจากหินก็ไม่ได้รีบกลับที่พักในทันที แต่เขากลับถือเงินและถุงห่ออาหารที่ห่อกลับนั้นวิ่งไปยังร้านขายยาเพื่อซื้อยาให้น้องของเขา
    กริ๊ง!
    เสียงกระดิ่งประตูร้านดังขึ้นเรียกให้เภสัชกรที่นั่งอยู่หลังร้านรีบมาประจำที่เคาน์เตอร์ในทันที
    เมื่อเขามาถึงก็พบว่ามีเด็กเนื้อตัวมอมแมมคนหนึ่งกำลังยืนมองยารอบๆ ตัวของเขาด้วยความสนอกสนใจ มือข้างหนึ่งของเด็กคนนี้ถือถุงพลาสติกที่บรรจุกล่องอาหารเอาไว้ ส่วนอีกข้างกลับกำแน่นเหมือนกำลังกำของสำคัญบางอย่างเอาไว้
    เขารู้ในทันทีว่าเด็กคนนี้คือเด็กเร่ร่อน แต่เขาก็ไม่มีความคิดรังเกียจเลยแม้แต่น้อย
    “ว่าไงหนู หาอะไรอยู่เหรอ? ” เภสัชกรหนุ่มเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้ม
    “ผมมาซื้อยา” จางเหว่ยเอ่ยตอบ
    “เป็นอะไรมาล่ะ เล่าอาการให้หมอฟังหน่อยสิ”
    “ผมไม่ได้เป็นอะไร แต่น้องชายของผมบาดเจ็บ”
    “บาดเจ็บ!? ไปโดนอะไรมาล่ะ? ” เภสัชกรทวนคำขึ้นด้วยความสงสัย
    “น้องผมตกต้นไม้ขาหัก” จางเหว่ยโกหกออกมา
    จางเหว่ยยังจำคำพูดของตำรวจในวันนั้นได้
    “อย่าไปสนใจเลย ก็แค่เด็กเร่ร่อนคนหนึ่งถูกซ้อม”
    คำพูดที่ออกมาจากปากผู้พิทักษ์สันติราษฎร์คำนี้มันทำให้จางเหว่ยเข้าใจในบัดดล เมื่อเราเป็นคนจน เป็นเพียงคนเร่ร่อนไร้ที่อยู่ เราจะไม่มีสิทธิ์มีเสียงใดๆ ทั้งสิ้น แม้กระทั่งสิทธิ์ที่จะได้รับการคุ้มครองปกป้องจากกฎหมาย
    ไม่ว่าจะทำอะไรก็ผิดไปหมด ต่อให้ทำถูกแล้วก็จะผิด ต่อให้ไม่ได้ทำอะไรผิดก็จะถูกโทษว่าผิดอยู่ดี
    ความจนมันน่ากลัว มันไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของปากท้อง แต่มันยังรวมไปถึงการถูกสังคมตัดสิน เหยียดหยาม ดูถูก เหมือนพวกเขาไม่ใช่คนและมันก็น่ากลัวไม่น้อยไปกว่ากันเลย
    นี่จึงทำให้จางเหว่ยตัดสินใจที่จะโกหกออกไปว่าน้องของเขาตกต้นไม้ขาหัก เพราะถึงบอกไปว่าโดนคนอื่นทำร้ายจนขาหักมันก็ไม่ได้ช่วยอะไรเขาอยู่ดี มีเพียงแต่จะทำให้ดูน่าสมเพชมากขึ้นเท่านั้น
    เมื่อเภสัชกรได้ยินแบบนี้ก็มีท่าทีตกใจอยู่บ้าง ถ้าหากมีใครสักคนได้รับบาดเจ็บถึงขั้นกระดูกหัก สิ่งที่ควรทำก็คือการพาไปโรงพยาบาล อาการบาดเจ็บแบบนี้ต้องได้รับการรักษาที่ถูกต้อง ไม่มีทางที่จะกินยาแล้วหายได้
    “เธอควรพาน้องไป...” ขณะที่เภสัชกรหนุ่มกำลังเอ่ยแนะนำให้เด็กคนนี้พาน้องของตัวเองไปหาหมอ เขาก็นึกขึ้นมาได้ว่าเด็กคนนี้เป็นเด็กเร่ร่อน ไม่มีทางพาน้องของตัวเองไปรับการรักษาได้แน่ๆ ท้ายที่สุดเภสัชกรจึงได้แต่กลืนคำพูดของตัวเองลงคอไป
    จางเหว่ยรู้ว่าเภสัชกรคนนี้ต้องการบอกอะไรตนเอง แต่ว่า….มันไม่มีทางเกิดขึ้นได้ เขาจึงได้ยิ้มขึ้นมาด้วยความขมขื่น
    “หมอแค่ช่วยขายยาที่ทำให้น้องผมปวดขาน้อยลงได้ไหม” จางเหว่ยอ้อนวอนขึ้น
    “.....” เภสัชกรนิ่งเงียบ ในความเป็นจริงเขาไม่สามารถจ่ายยาให้คนไข้ได้ถ้าไม่มีใบสั่งจากแพทย์ แต่เขาก็ไม่อาจทำใจปฏิเสธเด็กเร่ร่อนผู้น่าสงสารคนนี้ได้
    “ได้โปรด” จางเหว่ยอ้อนวอนขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับยื่นมือที่กำแน่นมาตรงหน้าเภสัชกรคนนี้ก่อนจะวางบางสิ่งลงบนโต๊ะ มันคือธนบัตรที่ยับยู่ยี่เพราะถูกจางเหว่ยกำเอาไว้แน่น
    เภสัชกรหนุ่มมองจางเหว่ยและเงินกำนั้นอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะถอนหายใจออกมา
    “รอตรงนี้นะ” เขาพูดขึ้นก่อนที่จะเดินหายเข้าไปที่หลังร้าน
    เพียงคู่เดียวเภสัชกรหนุ่มคนนี้ก็เดินกลับมาพร้อมกับถุงยาในมือสองสามถุง
    “นี่คือยาแก้ปวด ส่วนนี่คือยาแก้อักเสบและยาคลายกล้ามเนื้อ ให้ทานหลังอาหาร…….” เภสัชกรหยิบถุงยาขึ้นพร้อมกับพูดอธิบายการใช้ยาแต่ละตัวให้จางเหว่ยฟัง
    “ถ้าหากจำไม่ได้ก็ให้อ่านวิธีใช้ด้านหลังถุงยาเอานะ หมอเขียนเอาไว้ให้แล้ว เธออ่านหนังสือออกใช่ไหม?” เภสัชกรถามขึ้นด้วยความไม่มั่นใจ เพราะส่วนใหญ่เด็กเร่ร่อนมักเขียนไม่ได้อ่านไม่ออกเพราะไม่ได้เรียนหนังสือ
    “ได้ครับ” จางเหว่ยตอบขึ้น ก่อนที่แม่เขาจะเสียไป เขาก็เคยเรียนหนังสือมาก่อน
    “มีอะไรอีกรึเปล่า? ” เภสัชกรถามขึ้นอีกครั้ง
    จางเหว่ยส่ายหัวออกมาก่อนที่ยื่นมือออกไปเลื่อนเงินตรงหน้าไปให้เภสัชกรหนุ่ม
    “นี่คือค่ายา....” จางเหว่ยพูดขึ้น
    “ไม่ต้องหรอก เก็บเอาไว้เถอะ เธอน่าจะต้องการมันมากกว่าฉัน” เภสัชกรหนุ่มปฏิเสธออกไป
    จริงๆ ที่ร้านขายยาแทบทุกร้านก็มียาสำรองหรือยาที่สั่งเกินมาที่อยู่นอกรายการบันทึกอยู่แล้วและเขาก็นำยาส่วนนั้นมาให้กับจางเหว่ย ดังนั้นเขาจึงไม่จำเป็นจะต้องเก็บเงินจากเด็กคนนี้
    จางเหว่ยมองหน้าเภสัชกรหนุ่มคนนี้อยู่ครู่หนึ่งประหนึ่งต้องการตราทับเอาไว้ในความทรงจำก่อนที่จางเหว่ยจะก้มหัวลงเอ่ยขอบคุณ
    “ขอบคุณมาก”
    ไม่รอช้า จางเหว่ยรีบเก็บเงินกลับเข้ากระเป๋าและรับถุงยาจากเภสัชกรหนุ่มก่อนที่จะรีบเดินออกจากร้านยาไป
    ทิ้งไว้แค่เพียงเภสัชกรหนุ่มที่ยืนมองจางเหว่ยจนกระทั่งเดินลับสายตาจากไป
    เมื่อจางเหว่ยออกมาจากร้านยาแล้วก็รีบเดินกลับไปยังที่พักของตัวเองด้วยความรู้สึกสุขใจ โดยที่ไม่ได้รู้ตัวเลยว่าเขากำลังถูกคนสะกดรอยตาม
    “อีกเดี๋ยวก็ถึงแล้ว ถ้าจางหวู่ได้กินขาหมูตุ๋นน้ำแดงอีกครั้ง ต้องดีใจมากแน่ๆ ” จางเหว่ยเอ่ยขึ้นอย่างอารมณ์ดี
    ขณะที่กำลังเดินอยู่ในตรอกซอยที่เปลี่ยวไม่มีใคร
    ที่จริงมันก็มีทางกลับที่ปลอดภัยและไม่เปลี่ยวแบบนี้ แต่ทางเส้นนี้มันคือทางลัดและช่วยประหยัดเวลามาก
    เพราะอีกไม่กี่สิบนาทีจางเหว่ยต้องกลับไปหาหินตามที่ได้นัดกันไว้ ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจใช้ทางลัดเส้นนี้นั่นเอง
    แต่ในขณะนั้นนั่นเองจางเหว่ยก็รู้สึกได้ว่ามีคนกำลังสะกดรอยตามตนเอง จางเหว่ยจึงรีบเร่งฝีเท้าเดินให้เร็วขึ้น ส่วนอีกฝ่ายเมื่อเห็นว่าจางเหว่ยรู้ตัวแล้วจึงรีบเร่งฝีเท้าตาม
    จางเหว่ยที่เห็นแบบนั้นก็รีบเปลี่ยนจากการเร่งฝีเท้าไปเป็นวิ่งอย่างไม่คิดชีวิตในทันที
    “หยุดเดี๋ยวนี้นะ ไอ้เด็กนรก” เสียงของอีกฝ่ายตะโกนไล่หลังตามจางเหว่ยขึ้นมา
    จางเหว่ยไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น เขารีบวิ่งเปลี่ยนเส้นทาง ไม่กลับไปที่พักในทันที แต่วิ่งสลับไปมา พยายามสลัดคนที่ตามเขามาให้หลุด
    แต่เนื่องจากของที่เขาถือมีมากมายและการตัดสินใจเลือกเส้นทางที่เขาไม่คุ้นเคย ท้ายที่สุดจางเหว่ยจึงได้วิ่งมาพบกับทางตัน
    เพียงครู่เดียวชายสองคนนั้นก็วิ่งตามจางเหว่ยมาทัน
    “วิ่งเร็วเป็นหมาเลยนะ” ชายหน้าตาดุร้ายที่มีรอยบากบนหน้าเอ่ยขึ้น
    “ดูซิ มึงจะหนีไปไหนได้อีก” ชายหัวโล้นอีกคนยิ้มเหี้ยมขึ้น
    “พี่ชาย พี่ชายต้องการอะไร ผมเป็นเด็กเร่ร่อน ไม่มีของอะไรให้พี่ชายหรอก” จางเหว่ยที่เห็นว่าตนเองไม่มีทางไปต่อแล้วจึงได้หันกลับมาทำใจดีสู้เสือกับชายสองคนนี้
    “โกหก เมื่อกี๊ กูเห็นมึงเข้าไปในภัตตาคารกับไอ้คนต่างถิ่นนั่น มันต้องให้อะไรมึงแน่ๆ ” ชายหน้าตาดุร้ายเอ่ยขึ้นขณะที่ก้าวเข้ามาหาจางเหว่ย
    จางเหว่ยรู้ตัวว่าไม่มีทางสู้กับสองคนนี้ได้แน่ จึงได้พยายามพูดอ้อนวอนเพื่อให้สองคนนี้เห็นใจตัวเอง
    “พี่ชาย เขาแค่ไปเลี้ยงอาหารผม เท่านั้นจริงๆ ”
    “ตอแหล!!” ชายหน้าบากพูดขึ้นก่อนจะใช้มือตบไปที่หน้าของจางเหว่ยเต็มแรง
    เพี๊ยะ!!!
    จางเหว่ยล้มลงไปนอนที่พื้นทันที เขาอายุเพียง 12 ปี เท่านั้น ไม่มีทางสู้แรงชายฉกรรจ์คนนี้ได้
    “งั้นมึงจะวิ่งหนีพวกกูทำไมล่ะ หืม? ”
    “.....” จางเหว่ยไม่ได้ตอบอะไรออกมา ได้แต่ใช้มือกุมหน้าตัวเองด้วยความรู้สึกเจ็บปวด
    ชายหน้าบากหยิบถุงที่จางเหว่ยทำหล่นขึ้นมาก่อนจะโยนส่งมันไปให้ชายหัวโล้น
    “ค้นดูซิ มันมีอะไรบ้าง” ชายหน้าบากพูดขึ้นก่อนจะหันกลับมามองจางเหว่ยเพื่อไม่ให้ทำอะไรตุกติก
    ชายหัวโล้นไม่รอช้า รีบเปิดกล่องอาหารออกมาและเทมันลงบนพื้น
    “อย่า!!” จางเหว่ยเอ่ยห้ามขึ้นเมื่อเห็นชายหัวโล้นคนนั้นกำลังเทอาหารของตนเองทิ้ง
    เพี๊ยะ!!! ชายหน้าบากตบหน้าของจางเหว่ยอีกครั้ง
    “มึงอยู่นิ่งๆ ไปถ้าไม่อยากเจ็บตัว” ชายหน้าบากชี้หน้าจางเหว่ยพร้อมพูดขู่ขึ้น
    ชายหัวโล้นเทอาหารทุกอย่างลงบนพื้นจนหมด รวมไปถึงขาหมูตุ๋นน้ำแดง ที่มันกระทืบถุงจนแตกไปทั่วพื้นอย่างไม่ไยดี ชายหัวโล้นใช้เท้าเขี่ยไปมาครู่หนึ่งก่อนหันมาพูดกับชายหน้าบาก
    “ไอ้บาก มันไม่มีอะไรเลยว่ะ นอกจากอาหารกับยา”
    สิ้นเสียงของชายหัวโล้น ชายหน้าบากมีสีหน้าทะมึนในทันที
    “มึงซ่อนไว้ ที่ไหน!”
    ชายหน้าบากกำคอเสื้อของจางเหว่ยก่อนที่จะดึงลอยขึ้นมาจากพื้น
    ‘ไม่ได้ เราจะบาดเจ็บไม่ได้ ไม่งั้นจางหวู่ลำบากแน่!’ จางเหว่ยคิดขึ้นด้วยความวิตกกังวล เขาไม่ได้กลัวตัวเองเจ็บแม้แต่น้อย แต่เขากลัวว่าเขาจะไม่สามารถไปทำงานแลกอาหารมาให้จางหวู่ได้ต่างหาก
    ขณะที่จางเหว่ยตัดสินใจที่จะบอกออกไปนั้น ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นด้านหลังของพวกเขา
    “ปล่อยมือจากเด็กคนนั้นซะ!”
    -------------------------------------------
    ตัวเองกำลังแย่นะจางเหว่ย ยังจะห่วงน้องอีกเหรอ