ข่าวการปราบโจรชายแดนส่งถึงเมืองหลวงพร้อมผลงานขององค์ชายรอง
เสียงถกเถียงในท้องพระโรงล้วนกล่าวถึงคุณความชอบในการเสนอแผนป้องกันจากภายใน ความโดดเด่นในด้านบัญชาการอย่างเฉียบขาด นำกองกำลังบุกโจมตีและทำลายฐานกำลังย่อยของฝ่ายตรงข้าม ผลักดันกองโจรแห่งทุ่งหญ้าให้ถอยร่นขึ้นเหนือไปอีกครั้ง ทำให้ชายแดนสงบลงชั่วคราว
ฮ่องเต้ประทับนิ่งอยู่บนบัลลังก์ั ทอดพระเนตรแผนที่ชายแดนที่คลี่อยู่บนโต๊ะทรงอักษรครู่หนึ่งก่อนจะรับสั่งเสียงเรียบ
“ครั้งนี้เอ้อร์หวงจื่อทำได้ดียิ่งนัก”
รับสั่งไม่ได้ดังนัก แต่กลับเคาะลงบนหัวใจของขุนนางในท้องพระโรงอย่างแรง
“รู้จักใช้ปัญญามากกว่ากำลัง มองเห็นไส้ศึกที่ซ่อนอยู่ภายใน หากปล่อยไว้ย่อมเป็ภัยใหญ่หลวงในอนาคต”
ขุนนางหลายคนประสานมือคำนับ สีหน้าต่างกันไป บ้างยินดี บ้างกังวล ฮ่องเต้ทรงหยิบพู่กันสีชาดขึ้นมาเขียนอักษรไม่กี่ตัวลงบนกระดาษ ก่อนจะวางลงแล้วรับสั่งต่อ
“รอกลับจากชายแดนเราจะปูนบำเหน็จพร้อมประทานตำแหน่งที่เหมาะสมให้เอ้อร์หวงจื่อ”
รับสั่งนั้นเสมือนค้อนหนักที่ตกลงกลางท้องพระโรง พระเนตรกวาดผ่านเหล่าขุนนางช้า ๆ ความเงียบแผ่ซ่านไปไกล ทว่าไม่มีผู้ใดกล้าหยั่งเชิง ในใจของแต่ละคนย่อมมีตาชั่งเป็ของตนเอง
ฮ่องเต้ตรัสอีกครั้งราวกับจะให้เป็บทสรุปที่ไม่อาจให้มีความเห็นแย้ง “ราชสำนัก้าคนทำงานมิใช่ผู้เอ่ยวาจาปากเปล่า”
แต่ความเงียบในท้องพระโรง มิได้หมายความว่าคลื่นใต้น้ำจะสงบ
หลังการประชุมสิ้นสุด ขุนนางบุ๋นจำนวนน้อยรวมตัวกันอยู่มุมหนึ่งของระเบียงวัง เสียงสนทนาต่ำแต่แฝงความกลัดกลุ้ม
“พระดำรัสของฝ่าาหมายความว่าอย่างไร พระองค์คงมิได้หมายจะพระราชทานตำแหน่งไท่จื่อให้เอ้อร์หวงจื่อหรอกกระมัง”
“เป็ไปไม่ได้... ฝ่าาทรงให้ต้าหวงจื่อเรียนรู้การว่าราชการอยู่ข้างกายมาตลอด แสดงว่ากำลังฝึกต้าหวงจื่ออยู่เช่นกัน ในเมื่อโอรสองค์โตยังอยู่ จะยกโอรสองค์รองขึ้นมาได้อย่างไร ผิดธรรมเนียมอย่างร้ายแรง”
บุรุษในชุดหมางฝูสีแดงเข้มก้าวเข้ามา ทำให้บทสนทนาของขุนนางบุ๋นเหล่านี้สะดุดลง พวกเขาต่างก็หันมาประสานมือโค้งกายเคารพผู้มาใหม่ “ต้าหวงจื่อ”
“ท่านทั้งหลายอย่าได้กังวลไป” องค์ชายใหญ่เอ่ยช้า ๆ
“น้องรองแม้มีคุณความชอบทางด้านทหาร ทว่าเสด็จพ่อย่อมยึดถือกฎมณเทียรบาลเป็หลัก บ้านเมืองย่อมขาดทหารไปไม่ได้ เป็เื่ดีที่น้องรองสามารถนำทัพปราบโจรทางเหนือได้สำเร็จ ประชาชนที่อยู่แนวหลังควรจะยินดีจึงจะถูก”
ขุนนางผู้หนึ่งรีบรับคำ “พ่ะย่ะค่ะ ทว่าหากเอ้อร์หวงจื่ออาศัยความสำเร็จครั้งนี้ สร้างบารมีในกองทัพมากเกินไป เกรงว่าจะ…”
องค์ชายใหญ่ยกมือขึ้นหยุดคำพูดนั้น “บารมีมิใช่สิ่งน่ากลัว...”
เขายิ้มบางกล่าวช้า ๆ “สิ่งที่น่ากลัวคือบ้านเมืองไร้กฎเกณฑ์ เมื่อไร้ซึ่งกฎระเบียบ ผลร้ายก็จะลามจากบนลงล่าง...”
สายตาของเขาทอดไปยังทิศเหนือ ราวกับมองเห็นกองทัพที่อยู่ไกลโพ้น ก่อนจะมองกลับมายังพระราชวังชั่วคราวอันเป็ที่ประทับของฮ่องเต้
เหล่าบัณฑิตที่อยู่ตรงนั้นไม่ได้กล่าวสิ่งใด ทว่าในใจกลับกระจ่างแจ้ง ประสานมือโค้งกาย
“ต้าหวงจื่อทรงพระปรีชา”
ตราบเท่าที่องค์ชายรองยังคงเป็เพียงองค์ชายรอง ต่อให้เขามีคุณทางด้านการรบมากเพียงใด...ก็ไม่อาจกลายเป็องค์รัชทายาทได้อยู่ดี
ซูอันหนิงนั่งอยู่ริมระเบียงศาลา มองปลาจิ่นหลี[1]หลากสีแหวกว่ายอยู่ในบ่ออย่างเหม่อลอย ปีนั้นนางกลับบ้านบรรพบุรุษ ทำการลอกสระขุดเอาพืชน้ำที่รกเรื้อในบ่อออกจนหมดแล้วเปลี่ยนไปปลูกบัว ปล่อยปลาหลากชนิดลงไปในสระ ส่วนใหญ่เป็ปลาตะเพียน ปลาหมอ ที่สามารถนำมาทำอาหารได้
นางมองปลาสองสามตัวแหวกว่ายอยู่ในน้ำ ยามสะบัดหางหยดน้ำก็กระเซ็นไปโดนกลีบบัวที่กำลังเบ่งบาน เหนือเกสรบัวมีผึ้งและผีเสื้อกระพือปีกบิน แตะแต้มปลายดอกแ่เบา
ธรรมชาติงดงามเพียงนี้ ทว่าในหัวซูอันหนิงกลับกำลังคิดว่าจะนำดอกบัวที่ใกล้โรยรามาทำสิ่งใดดี จะนำสายบัวมาทำอาหารชนิดใด หากปลาในสระไม่ใช่ปลาจิ่นหลีแต่เป็ปลาตะเพียน จับสักตัวสองตัวมาตุ๋นสายบัวหรือสับให้ละเอียดผัดใส่ขิง ก็คงจะอร่อยไม่น้อย
นางแอบกลืนน้ำลายเบา ๆ ก่อนจะยกพัดขึ้นมาปกปิดปลายลิ้นที่แลบเลียริมฝีปากอย่างลับ ๆ ตาหรี่ลงราวกับมีม่านหมอกปกคลุม
ทันใดนั้นเสียงของชางอิงก็ดังขึ้น ร่างเล็ก ๆ ของสาวใช้ตัวน้อยวิ่งหลุน ๆ เข้ามาบนศาลาด้วยสีหน้าแตกตื่น
“หวงจื่อเฟย แย่แล้วเ้าค่ะ !”
หม่าหมัวมัวหันมาตำหนิเบา ๆ “ค่อย ๆ เดิน ค่อย ๆ พูด วิ่งเป็ม้ามาเชียว คนจะคิดว่าสาวใช้ของหวงจื่อเฟยไม่ได้รับการอบรมสั่งสอน”
ชางอิงหยุดพักหายใจก่อนจะยืนตรง ประสานมือยอบกายตามระเบียบ แล้วจึงรายงานเร็วปรื๋อ
“กวนอี้โหรวเปิดตัวชุดใหม่ ความนิยมตอนนี้สูงมากเพคะ หลังจากคุณหนูจางสวมชุดใหม่ไปเดินในงานชมจันทร์ เหล่าคุณหนูทั้งหลายก็ให้ความสนใจเป็อันมาก วันต่อมาชุดแบบที่นางสวมก็เปิดขายที่กวนอี้โหรว ทำเอาร้านรุ่ยจิ่งฟางเงียบเหงาไปเลยเ้าค่ะ”
ชางอิงกำมือแน่น แววตาดื้อดึงราวกับเด็กถูกแย่งความโปรดปราน เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงไม่ยินยอม “จะทำเช่นไรดีเ้าคะคุณหนู”
ซูอันหนิงโบกพัดจนปอยผมด้านข้างปลิวไสว การแข่งขันทางการตลาดในยุคใดล้วนเป็เช่นนี้ทั้งนั้น ทว่าคู่แข่งของนางกลายเป็คุณหนูจางไปได้อย่างไร ถ้าเป็ผู้อื่น ซูอันหนิงคงไม่รู้สึกหงุดหงิดใจเช่นนี้ แต่เมื่อคู่แข่งทางการค้า เป็คนเดียวกันกับสตรีที่มีอดีตกับสามี นางก็ยิ่งรู้สึกเหมือนกำลังถูกท้าทาย
ปลายพัดเคาะลงบนฝ่ามือเบา ๆ ดวงตาที่ทอดมองสระบัวเปลี่ยนเป็คมกริบ
“คุณหนูนอกจากเื่นี้แล้ว บ่าวยังไปที่โหลวเจียถังมาด้วย นักเล่านิทานที่นั่นเริ่มแต่งเื่ใหม่ออกมาอีกแล้วเ้าค่ะ”
ซูอันหนิงยกมือขึ้นหยุดชางอิงไม่ให้เล่าต่อ หันไปถามเฉินหลิง สาวใช้พ่วงสถานะองครักษ์ที่บิดาส่งมาให้
“หวงจื่อตอบจดหมายมาหรือยัง”
เฉินหลิงประสานมือตอบ “เรียนหวงจื่อเฟย ยังไม่มีจดหมายตอบกลับเลยเพคะ”
ซูอันหนิงนิ่งเงียบ ในใจได้ลดคะแนนของจูเกาเซวียนลงอีกครั้งหนึ่งแล้ว จากเดิมที่เขาได้คะแนนเพิ่มขึ้นมาหลายส่วนเพราะส่งเหอไห่มาช่วยชีวิตนาง ยามนี้คะแนนกลับมาติดลบดังเดิม ช่างเป็คนที่หาความก้าวหน้าไม่ได้จริง ๆ
“คิมหันต์กำลังจะล่วงผ่าน สารทใกล้เข้ามา เหมันต์อยู่ไม่ไกล อีกไม่กี่วันข้าจะเปิดตัวชุดฤดูใบไม้ร่วง พร้อมลมหนาวแรกของสารทฤดู”
นางประกาศอย่างเยือกเย็น ชางอิงจึงสงบนิ่งลง แววตาค่อยกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง
ด่านซวนฝู
ขณะที่กองทัพจากเมืองหลวงกำลังเตรียมกำลังเดินทางกลับเป่ยจิง อี้สื่อที่ทำหน้าที่นำส่งรายงานข่าวและจดหมายไปกลับชายแดนและเมืองหลวงก็มาขอเข้าพบองค์ชายรอง
จางเจี้ยนจึงเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง “เหตุใดอี้สื่อจึงได้ประสงค์จะพบหวงจื่อ หรือเ้ารับคำสั่งใดมา”
อี้สื่อตะกุกตะกัก อธิบายเสียงเบาว่า “มีจริง ๆ ขอรับ เป็คำสั่งจากเอ้อร์หวงจื่อเฟยบอกว่า หลังจากส่งจดหมายแล้วต้องรอจดหมายตอบกลับด้วย ข้าน้อยไม่กล้ากลับไปมือเปล่า จึงรอกระทั่งตอนนี้ หากไปมือเปล่าข้าน้อยเกรงว่า...”
จางเจี้ยนยกมือขึ้น ในใจตื่นตระหนกอยู่ไม่น้อย องค์ชายรองไม่ยอมเปิดจดหมายของพระชายาอ่าน แล้วจะตอบจดหมายได้อย่างไร แต่พระชายากำชับมาว่าต้องตอบ หากไม่มีจดหมายส่งกลับไป ความผิดนี้จะตกอยู่ที่ผู้ใด ?
นึกถึงวันนั้น...ยามที่องค์ชายรองพบว่าตนเองพลาดขนมไหว้พระจันทร์ที่พระชายาส่งมา ใบหน้าก็ดำคล้ำราวกับก้นหม้อ แม้องค์ชายจะไม่พูดออกมาแต่เขาดูออกว่าอีกฝ่ายเสียใจแทบตายแล้ว
ดังนั้นจดหมายฉบับนี้จะต้องตอบกลับไปให้ได้
“รอข้าสักครู่ ข้าจะไปเตือนหวงจื่อเดี๋ยวนี้” จางเจี้ยนกำชับอี้สื่อแล้ววิ่งกลับไปที่กระโจมองค์ชายรองทันที
ภายในกระโจมกลาง จูเกาเซวียนยังคงปรึกษาสถานการณ์โดยรวมกับแม่ทัพทุกหมู่เหล่า ทุกคนมีสีหน้าเคร่งเครียดจริงจัง แม้จางเจี้ยนจะเป็คนสนิทองค์ชาย ทว่าที่แห่งนี้ทุกคนต้องทำตามกฎของกองทัพ เขาจึงจำต้องรอคอยอย่างกระวนกระวาย
หนึ่งชั่วยามต่อมาจูเกาเซวียนจึงเดินออกมาจากกระโจมกลางพร้อมกับรองแม่ทัพหวังและขุนพลอีกหลายนาย จางเจี้ยนไม่รอช้ารีบเข้าไปกระซิบบอกข่าวให้ทราบในทันที
“หวงจื่อคงมีธุระด่วน พวกกระหม่อมขอตัวลา” เหล่าขุนพลด้านข้างประสานมือก่อนจะทยอยจากไป
องค์ชายรองพยักหน้าขรึม ๆ แต่เมื่อลับสายตาของขุนพลทั้งหลาย ร่างสูงก็เคลื่อนไหวราวกับเหาะไปยังกระโจมพักของตนทันที หลังจากวันนั้นเขาก็ไม่ได้แตะจดหมายฉบับนั้นอีกเลย
“จดหมายอยู่ที่ใด !”
[1] ปลาคาร์ป มีลวดลายสีสันสวยงาม เลี้ยงไว้ในบ่อเพื่อความเป็มงคล และความสวยงาม