บทนำ
คนที่ถูกลืม
ท่ามกลางความมืดในคืนเดือนดับ ปรากฏกองเพลิงลุกไหม้อย่างโชติ่ ภายใต้กลิ่นเหม็นไหม้และเสียงแตกกระส่านของเปลวไฟ ซุกซ่อนกลิ่นคาวเืและซากศพที่นอนเกลื่อนกลาดไปทั่ว เสียงเปลวไฟถูกบดบังด้วยเสียงต่อสู้ เสียงกรีดร้องและเสียงอีกนานานัปการ ในตอนนั้นกลุ่มองค์รักษ์เงากำลังต้านทานการโจมตีจากเหล่าทหารฏที่บุกรุกเข้ามาอย่างเต็มกำลัง และคอยโอบล้อมบุรุษที่สวมชุดสีขาวสะอาดเอาไว้ตรงกลาง ใบหน้าหวานล้ำเกินชายของบุรุษผู้นั้นดูซีดเผือดและเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ เหล่าทหารฏก็ยิ่งหลั่งไหลกันมาเยอะขึ้น จนสุดท้ายฝ่ายองค์รักษ์เงาก็เริ่มาเ็ล้มตายกันบ้างแล้ว
“ท่านพี่?!” เสียงร้องอย่างตื่นตระหนกดังขึ้น เมื่อบุรุษร่างสูงใหญ่กำยำผู้หนึ่งพลาดท่าให้กับเหล่าทหารฏ เหล่าองค์รักษ์เงาที่อยู่ไม่ไกลพยายามเข้ามาขวางทหารฏไม่ให้ทำร้ายนายเหนือหัวของพวกเขา บุรุษหน้าหวานโผเข้ามาประคองร่างสูงใหญ่ด้วยความตื่นกลัว
“ไม่เป็ไร ข้าจะตีฝ่าพวกฏพวกนี้ เ้ากอดข้าไว้ให้แน่นๆนะ” บุรุษผู้นั้นไม่สนใจาแบนร่างกาย และกระชับร่างบางไว้แน่น เพื่อเตรียมพร้อมที่จะอุ้ม หากไม่ฝ่าออกไป พวกเขาต้องตายกันหมด แต่ถ้าฝ่าออกไป ก็ไม่แน่ว่าจะรอด! ไม่ว่าทางไหนก็มีแต่ตายกับตาย ดังนั้นบุรุษผู้นี้จึงตัดสินใจเลือกทางที่มีความหวังอันริบหรี่ ดีกว่าเลือกทางที่ไม่มีแม้แต่ความหวัง ขณะที่พวกเขากำลังแย่ กลับมีกลุ่มชายฉกรรจ์อีกกลุ่มหนึ่งปรากฏขึ้น ชายร่างสูงใหญ่ที่มีใบหน้าคมคายนำกองกำลังอีกกลุ่มบุกเข้ามาโจมตีพวกทหารฏ เพื่อที่จะช่วยเหลือบุรุษสองคนนั้น
“ฮุ่ยเกอ!” ชายหนุ่มหน้าหวานะโเรียกชายคนนั้นด้วยน้ำเสียงดีใจ ส่วนบุรุษที่โอบกอดร่างบางเอาไว้ก็ตาลุกวาวอย่างยินดี และเจือไปด้วยความไม่สบอารมณ์ ทว่าเขาก็ยังสั่งการให้คนของตนตีฝ่าเหล่าฏออกไปสมทบกับอีกฝ่าย เพียงไม่นานพวกเขาก็ฝ่าไปยังกองกำลังเสริมนั่นได้
“พวกเรารีบไปกันเถอะ ตอนนี้ไฟไหม้ลามไปทั่วแล้ว หากช้ากว่านี้เกรงว่าอาจจะออกไปจากที่นี่ได้ยาก” เนื่องจากที่แห่งนี้ตั้งอยู่บนูเา ด้านหลังติดูเาและล้อมรอบไปด้วยป่า ฉะนั้นทางเดียวที่สามารถออกไปได้นั่นก็คือทิศเหนือ
“ส่งอาหลิงมาเร็วเข้า สภาพเ้าในตอนนี้คงอุ้มอาหลิงไม่ไหว” บุรุษหนุ่มที่อุ้มชายหน้าหวานชะงักเล็กน้อย ก่อนจะส่งดวงใจของตัวเองไปให้อีกคนอุ้ม ในสถานการณ์แบบนี้จะมัวมาถือทิฐิก็คงไม่ใช่เื่ หาไม่แล้วทั้งตัวเองและยอดดวงใจคงพากันตกตายเป็แน่
“เร็วเข้า! ไปๆๆ” ทั้งหมดต่างก็พุ่งร่างทะยานกายฝ่าศัตรูและเปลวเพลิงเพื่อออกไปข้างนอกอย่างบ้าคลั่ง ทิ้งจวนพักตากอากาศที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งความตายและความเกรี้ยวกราดของเปลวเพลิงไว้ที่ด้านหลัง โดยหารู้ไม่ว่า ที่เรือนหลังของจวนนี้ ยังมีใครอีกคนหนึ่งเฝ้ารอความช่วยเหลืออยู่
**************************
ร่างบอบบางที่สวมเพียงเสื้อชั้นนอกบางๆคลุมทับด้วยเสื้อคลุมสีดำกำลังนั่งเหม่อลอยอยู่กลางห้องนอน ด้านนอกถูกปิดทางด้วยเปลวไฟที่ลุกไหม้คืบคลานเข้ามา แสงจากเปลวเพลิงสะท้อนใบหน้าสวยของคนที่อยู่ภายในห้อง แม้ว่าใบหน้าของเขาจะงดงามชวนตะลึง ทว่าสีหน้ากลับดูว่างเปล่าราวกับตุ๊กตา รอบกายของชายผู้นี้ไร้ซึ่งผู้คนข้างกาย มีเพียงแค่ความมืด เปลวเพลิง เสียงลุกไหม้ของไฟที่อยู่เคียงกัน ทันใดนั้นร่างบางก็ค่อยๆเปล่งเสียงหัวเราะที่ไร้ความสุขออกมา เขาเงยหน้าขึ้นแล้วหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง ไม่นานเสียงหัวเราะก็ค่อยๆเงียบหายไป ดวงตาคู่สวยเหม่อมองเพดานติดไฟอย่างเฉยชา เขารู้ว่ามันเป็เื่ที่โง่มาก ทั้งๆที่มีเวลาหนีเอาตัวรอดก่อนที่ไฟจะมาแท้ๆ แต่กลับนั่งโง่อยู่ที่นี่ พร้อมกับกอดเศษเสี้ยวความหวังเล็กๆว่า คนเป็สามีอาจจะนึกถึงเขาขึ้นมา และกลับมาช่วย
....น่าขำ ทั้งๆที่ควรจะรู้ตัวอยู่แล้วว่า หากเกิดเื่คอขาดบาดตายเช่นนี้ สามีของเขาคงจะเลือกช่วยน้องชายต่างมารดาผู้แสนอ่อนหวานคนนั้น ทุกครั้งก็เป็เช่นนี้ เพราะเขาเข้มแข็ง ร้ายกาจและก้าวร้าว ดังนั้นจึงไม่ต้องรอให้ใครมาช่วยก็สามารถเอาตัวรอดได้ เพราะอย่างนี้สามีจึงทุ่มเทความห่วงใยที่ควรจะมอบให้เขา ไปให้กับฮูหยินของชายอื่น! ทั้งๆที่มันกลายเป็ฮูหยินของคนอื่นแล้วแท้ๆ แต่สามีของเขาก็ยังตามเป็ห่วงเป็ใยไม่เสื่อมคลาย แม้กระทั่งหลงลืมฮูหยินของตน
“ครั้งหนึ่งข้าเคยดูแคลนท่านแม่ ที่เอาแต่ไล่ตามความรักจากท่านพ่อ แต่บัดนี้ ข้าเข้าใจความรู้สึกของท่านแม่แล้ว... ถ้ามีโอกาส ข้าก็อยากจะขอโทษท่านจริงๆ” ในอดีตเขามองแม่ตัวเองเป็เหมือนคนโง่ ที่เอาแต่ตามหึงหวงท่านพ่อ เวลาที่ท่านพ่อดีด้วยหน่อยก็ยิ้มแย้มตลอดทั้งวัน เวลาที่ท่านพ่อหมางเมินหรือโมโหใส่ ท่านแม่ก็จะหงอและลนลานคอยตามเอาใจไม่ขาด คนนอกมองเข้ามาก็รู้สึกสมเพช และทำให้เขารู้สึกอับอายทุกครั้งที่เห็นท่านแม่เป็เช่นนี้
แต่ ณ.วันนี้ เมื่อมาเจอกับตัว เขาก็รู้แล้วว่า ไม่ใช่ว่าไม่อยากจะหลุดพ้นจากบ่วงความรักนี้ แต่มันรักปักใจจนไปไหนไม่ได้ แม้จะรู้ว่ายามที่สามีทำดีด้วย ก็เพื่อที่จะหลอกใช้ตัวเอง แต่เขาก็ยิ้มรับและยินดีที่จะทำให้ ยามที่อีกฝ่ายเ็าหมางเมิน หัวใจของเขาก็เหมือนจะขาดรอนและทรมานจนทานทนไม่ไหว ต้องพยายามทำทุกทางเพื่อที่จะทำให้อีกฝ่ายหันมาสนใจหรือปรายตามองมาที่ตัวเองบ้าง แม้จะแค่เสี้ยววินาทีก็ตาม การกระทำของเขาก็เหมือนกับการดื่มเหล้าพิษดับกระหาย แม้รู้ว่ามีพิษ แต่ก็ยินดีที่จะดื่มมันลงไปเพื่อดับความกระหายไปวันๆ
เขาขี้ขลาดเกินกว่าจะก้าวออกจากบ่วงรักนี้ ดังนั้นเขาจึงเลือกทางที่โง่ที่สุดนั่นก็คือความตาย เขาใจไม่แข็งพอจริงๆที่จะก้าวออกจากชีวิตของชายคนนั้น ฉะนั้นเขาจึงรวบรวมความกล้าเล็กๆ ด้วยการสั่งให้บ่าวรับใช้ไปตามสามีมาช่วยตัวเอง ทั้งๆที่รู้ว่า ‘จางเสี่ยงหลิง’ น้องชายต่างมารดาคนนั้นกำลังตกอยู่ในอันตราย แม้จะรู้ว่าสามีคงเลือกที่จะไปช่วยจางเสี่ยงหลิง แต่เขาก็แอบหวังเล็กๆว่า หลังจากที่สามีไปช่วยมันแล้ว สามีก็อาจจะกลับมาช่วยตัวเอง หากเป็เช่นนั้น เขาก็คงยอมโง่ดื่มเหล้าพิษรสหวานนี้ต่อไป
เสียงการต่อสู้ได้จบลงไปนานแล้ว แต่ทว่าก็ยังไร้วี่แววของสามี จางอวี้ตี๋ยกมือเรียวสวยขึ้นมากอดตัวเองไว้ แม้จะอยู่ท่ามกลางเปลวไฟอันร้อนระอุ แต่จางอวี้ตี๋กลับรู้สึกหนาวเหน็บไปทั้งหัวใจ ใบหน้าสวยบิดเบี้ยวคล้ายกับจะร้องไห้ออกมา แต่น่าเสียดายที่ไม่มีน้ำตาไหลออกมาเลย อาจจะเป็เพราะว่ามันกำลังไหลอยู่ในใจก็เป็ได้
“ชีวิตที่ไม่มีข้า ท่านพี่คงจะมีความสุขกว่าตอนนี้ใช่ไหม?” จางอวี้ตี๋หลุดเสียงสะอื้นออกมา ก่อนจะลืมตาขึ้นอย่างช้าๆ ดวงตาแสนเศร้าฉายแววว่างเปล่า แม้กระทั่งตอนที่ไฟได้ลามมาถึงตัวเองก็ตาม...