1 เดือนผ่านไป
ฐานลับใต้ดิน โรงหลอมอาวุธเมืองประกายเงิน
คล้ายกับว่าเรื่องแวมไพร์ที่แว่วมาในหมู่ชนชั้นสูงก็ได้เริ่มเบาบางลงบรรยากาศตึงเครียด พลันกลับกลายมาเป็นปรกติ ในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมาเทียนคงได้แวะเวียนไปที่สำนักบ้างเป็นครั้งคราว ตามคำแนะนำของเซียนอิน เพื่อไม่ให้เป็นการระแคะระคายของศิษย์คนอื่นๆ
เทียนคงไม่ได้เก็บพลังที่แผ่ออกมาทำให้ทุกคนสัมผัสได้ว่าตัวเขานั้นมีพลังอยู่ในระดับกลางขั้นสูง
วันแรกที่เขาได้ไปสำนักหานจื่อหง เมื่อเห็นเทียนคง ก็แสดงออกอย่างชัดเจนว่าเหนื่อยหน่ายที่จะเสียเวลาไปกับเขาและคิดในใจว่า “นึกว่าจะไม่มาไปตลอดเสียอีก น่าเสียดายเป็นบ้า” แต่เขาก็ต้องประหลาดใจเมื่อสังเกตเห็นว่า ระดับพลังของเทียนคงตอนนี้อยู่ที่ระดับกลางขั้นสูงสุดแล้วพร้อมที่จะก้าวเข้าสู่ระดับสูงได้ทุกเมื่อ จึงทำให้เขาเกิดความสนใจขึ้นมา แล้วลองสอนวิชาและชี้แนะเทียนคงอย่างเต็มที่เพราะเข้าอยากรู้ว่าเทียนคงนั้นพัฒนาตัวเองได้เร็วแบบนี้ได้ยังไง
ซึ่งเมื่อตั้งใจสอนก็ทำให้เขาเข้าใจ เพราะระดับการวิเคราะห์และซึมซับคำชี้แนะของเทียนคงนั้น ถือได้ว่ายอดเยี่ยมจริง ๆก็รู้สึกว่า ยอดเยี่ยม นั้นดูจะต่ำไปสำหรับเทียนคง เขาจึงให้เวลาชี้แนะเทียนคงเพิ่มจากสองชั่วโมงต่อสัปดาห์ เป็น หนึ่งวันต่อสัปดาห์เต็ม ๆ
ในครั้งที่สามที่เทียนคงไปที่สำนักเขาก็ได้ก้าวข้ามไปสู่ระดับสูงขั้นหนึ่งแล้ว และทำให้ศิษย์ในสำนักต่างตกใจกันถ้วนหน้าความรู้สึกที่เกิดขึ้นมีทั้งประทับใจ ประหลาดใจ และอิจฉาถึงขั้นคิดไปว่าเขาอาจจะเป็นลูกนอกสมรสของเจ้าเมืองต้าเจิงก็เป็นได้ไม่อย่างนั้นเทียนคงจะสามารถก้าวข้ามระดับพลังได้อย่างรวดเร็วแบบนี้ได้เหรอถ้าไม่ได้รับการสนับสนุนจากเจ้าเมือง
ศิษย์กลุ่มที่เทียนคงเจอวันแรกที่ได้เข้าสำนักเหอหลงหง หลิวอาน หลินเสี่ยวถิง และจูเจียเทา ทั้งสี่คน ตอนที่เห็นว่าเทียนคงมีพลังระดับกลางขั้นสูงก็ตกอกตกใจกันอย่างมากเพราะพวกเขาเป็นกลุ่มคนที่รู้ว่า นี่เพิ่งผ่านมากี่วันกี่เดือนเอง จากระดับเริ่มต้นขั้นต้นก้าวข้ามไปสู่ระดับกลางขั้นสูง นี่พี่ชายไปเจอของวิเศษอะไรมาหรือเปล่าทำไมถึงได้ยกระดับพลังได้รวดเร็วอย่างนี้
แต่ถึงจะตกใจจูเจียเทาและหลินเสี่ยวถิง ก็ยังมีความรู้สึกเหยียดหยามอยู่ดี เพราะตอนนี้พวกเขานั้นมีพลังอยู่ที่ระดับสูงขั้นต้นกันหมดแล้วโดยเฉพาะศิษย์พี่หลงหงนั้นมีพลังอยู่ที่ระดับสูงขั้น 6 แล้ว เป็นอันดับหนึ่งของศิษย์ที่มีระดับพลังสูงที่สุดในสำนักวิหคครามสาขาเมืองประกายเงินและแม้จะเทียบกับสำนักสาขาอื่น ๆก็ยังสามารถติด 1 ใน 10 ได้อย่างแน่นอน เขาจึงมีความหยิ่งผยองอย่างมากและพูดเหน็บแนมต่าง ๆนา ๆต่อเทียนคง ระหว่างที่เขาเข้ารับคำชี้แนะจากหานจื่อหง แต่เทียนคงหาได้ใส่ใจไม่ นี่ยิ่งทำให้ จูเจียเทาและหวังเสี่ยวถิงหัวร้อนมากขึ้น
และเมื่อทั้งสองคนเห็นว่าเทียนคงยกระดับพลังตัวเองไปถึงระดับสูงขั้นหนึ่งได้แล้วก็แทบจะบ้าคลั่ง เพราะตอนนี้เทียนคงและเขาทั้งสองคนมีระดับพลังเท่ากันแล้ว “มันเป็นไปได้ยังไงกันมัน มัน ต้องเป็นลูกนอกสมรสของเจ้าเมืองแน่ ๆ” จูเจียเทา พลันนึกขึ้นได้ว่าเทียนคงเป็นคนที่เจ้าเมืองฝากฝั่งเข้ามาและบอกกับเจ้าสำนักว่าเทียนคงจะเป็นหนึ่งในตัวแทนของเมืองเพื่อไปประลองคัดเลือกตัวแทนหัวเมืองเขาจึงมีความมั่นใจมากว่าเทียนคงต้องมีความสัมพันธุ์กับเจ้าเมืองมากกว่าคนรับใช้แน่นอนและหากจะให้เดาก็ไม่พ้นต้องเป็นลูกนอกสมรสแน่ ๆ
จูเจียเทาบอกถึงข้อสันนิฐานนี้ให้พวกศิษย์พี่ของเขาฟังโดยมีหลินเสี่ยวถิงสนับสนุนเรื่องนี้ เพราะนางเองก็คิดแบบเดียวกัน แต่หานหลงหง และหลิวอานแม้จะสงสัยแต่ก็ไม่ได้ปักใจเชื่ออย่างสนิทใจเหมือนสองคนนั้น
หานหลงหงแม้จะสงสัย แต่เขาก็ไม่คิดอะไรให้มากมาย รู้แค่ว่าตอนนี้เขายินดีมากกว่าที่จะสงสัยอะไรไร้สาระเพราะในที่สุดเมืองประกายเงินก็จะมีคนที่จะช่วยเขานำชื่อเสียงมาให้กับเมืองและลบคำสบประมาท คำดูถูกเหยียดหยามจากเมืองอื่น ๆ
เมืองประกายเงินนั้นทุกครั้งจะส่งตัวแทนไปเพียง2-3 คนในแต่ละครั้ง เมื่อเทียบกับเมืองอื่น ๆแล้ว เรียกได้ว่าไม่ส่งสะยังจะดีกว่าเพราะเมืองอื่น ๆต่างส่งคนเข้าร่วมประลองไม่ต่ำกว่า 20 คน โดยเฉพาะเมืองประกายเงินและเมืองเพชฆาตอสูร ที่ส่งคนเข้าร่วมในแต่ละปีอย่างน้อยก็ 50 คน
และนั่นทำให้ในแต่ละปีคนของเมืองเพชฆาตอสูร และเมืองประกายทองนี้จะได้เป็นตัวแทนของหัวเมืองเพื่อไปคัดเลือกตัวแทนเขตมากที่สุดอันดับหนึ่งและอันดับสอง คู่กันมาโดยตลอด
ที่เมืองประกายทองไม่อาจเอาชนะเมืองเพชฆาตอสูรได้นั้นเพราะเมืองเพชฆาตอสูรนั้นมีชายแดนติดกับหุบเขาของสัตว์อสูรมากที่สุด จึงได้ปะทะกับสัตว์อสูรอยู่แทบที่วี่วันดังนั้นแล้วทักษะวิชาต่าง ๆย่อมมีความชำนาญมากกว่าและแม้แต่ทรัพยากรในการบ่มพลังก็มากกว่า เพราะพวกเขาจะได้รับผลึกอสูรที่ได้จากการรบกับสัตว์อสูรเป็นจำนวนมากแม้จะต้องส่งส่วนใหญ่ให้กับนครวิหคครามก็ยังเหลือมากพอที่จะใช้ยกระดับพลังให้กับคนของเมือง
เทียนคงที่เห็นแล้วว่าผู้คนนั้นตกใจกับระดับพลังของตัวเองแค่ไหนจึงรู้สึกว่าไม่ได้การแล้ว เขาประมาทเกินไป หากเขายกระดับพลังมากกว่านี้ ก็จะยิ่งเป็นจุดสนใจและพวกคนมีอำนาจก็จะเพ่งเล็งมาที่เขา แม้ชุดเกราะที่เขาสร้างจะสามารถป้องกันการปล่อยกลิ่นอายพลังที่เล็ดรอดออกมาได้แต่ก็เพียงแค่ในระดับพลังที่ไม่สูงมากหากตัวเขามีพลังอยู่ในระดับที่เกินกว่าระดับปรมจารย์ชุดเกราะนี้ของของก็ไม่สามารถป้องกันการแผ่ออกของพลังที่อัดแน่นอยู่ในกายเขาได้อีกต่อไป
เมื่อคิดได้ดั่งนั้นเทียนคงจึงเริ่มค้นหาทักษะวิชาที่สามารถปกปิดกลิ่นอายของพลังได้แม้แต่ผู้ที่ระดับพลังสูงกว่าก็จะสัมผัสไม่ได้เพราะเขาจะพึ่งพาชุดเกราะต่อไปเพียงอย่างเดียวไม่ได้
เขานั่งหลับตาแล้วนึกถึงสิ่งที่เขาต้องการทันในนั้นเองในชั่วเสี้ยวของเสี้ยววินาที ภายในสมองของเขาก็เกิดกระบวนการอันซับซ้อนบางอย่างและเพียงแค่เสี้ยววินาที เขาก็ค้นพบ มันเป็นอีกหนึ่งในเจ็ดสุดยอดวิชานี่เอง เรียกว่าดวงจิตเยือกแข็ง แต่เขาก็ต้องขมวดคิ้ว เพราะเขาใช้ทักษะนี้ออกไปไม่ได้เพราะอะไรกัน ปรกติแล้วทันทีที่เขาคิดจะใช้ทักษะอะไร เขาก็จะใช้ออกได้ทันทีแต่ครั้งนี้กลับทำไม่ได้เสียอย่างนั้น
เทียนคงจึงหลับตาอีกรอบ แล้วค้นหาความรู้เรื่องวิชาดวงจิตเยือกแข็ง แล้วเขาก็เข้าใจ ว่าทำไมเขาถึงใช้ทักษะนี้ไม่ได้เพราะในบันทึกระบุว่าทักษะนี้เป็นวิชาของสตรีเพศ ซึ่งบุรุษเพศไม่สามารถฝึกฝนและใช้ออกได้
“ห๊าจริงเหรอเนี่ย ทักษะวิชามีแยกเพศด้วย เดี๋ยวก่อนนะ...ในเมื่อบางอย่างสิ่งที่ข้าทำได้ มันมากกว่าที่ในบันทึกระบุ ต้องลอง ... ”เทียนคงขมวดคิ้วหนักกว่าเดิม อุตส่าห์มีทักษะวิชาที่ติดตัวมา แต่กลับไม่สามารถใช้ออกได้
แต่แล้วเขาก็พลันคิดได้ว่า เวลาเขาใช้วิชาใดๆออกไป ผลลัพธ์มักจะไม่เหมือนกับที่บันทึกบอก และออกจะเหนือชั้นกว่ามากด้วยดังนั้นเขาจึงมีความคิดว่า ในเมื่อตัวเขานั้นพิเศษ ไม่แน่ว่าเขาอาจจะดัดแปลง แล้วสามารถฝึกฝนมันใหม่ได้ก็เป็นได้เขาจึงตัดสินใจทดลองด้วยวิธีต่าง ๆ
และก็เป็นตามที่เขาคาดเขาสามารถดัดแปลงแล้วฝึกมันได้จริง ๆ วิชาดวงจิตเยือกแข็ง เป็นวิชารูปแบบควบคุมและรักษา ดังนั้นมันจึงเป็นวิชาสายสนับสนุน และหนึ่งในความสามารถที่ทำได้ก็คือการปิดกั้นพลังในตัว ไม่ให้รั่วไหลออกไปนอกกายได้อย่างสมบูรณ์ แต่จะทำได้มากแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับความเข้าใจในทักษะของผู้ใช้ในบันทึกระบุว่า มนุษย์ที่เป็นผู้คิดค้นทักษะนี้ ก็สามารถดึงเอาประสิทธิภาพของวิชาออกมาได้เพียง99 ใน 100 ส่วน
ดังนั้นตัวนักรบระดับตำนานคนนั้น ก็ยังสามารถถูกสัมผัสและตรวจจับร่องรอยได้จากผู้ที่มีระดับพลังสูงกว่ามากๆ
ในตอนนี้ที่เทียนคงสามารถใช้ออกได้อยู่ 5 ใน 100 ส่วน แต่เท่านี้ก็เพียงพอแล้วเพราะเขาสามารถกดพลังให้คนอื่นมองเห็นได้ต่ำกว่าระดับจริงอยู่ 5 ขั้น ดังนั้นในตอนนี้แม้คนที่มีพลังสูงกว่าเขามองเข้ามาจะเห็นว่าเขามีระดับพลังอยู่เพียงระดับกลางขั้น 6
และหากเขาสามารถใช้ออกได้ถึง99 ใน 100 ส่วน เขาก็จะสามารถลบกลิ่นอายออกไปได้เกือบหมด หากไม่ใช่ผู้ใช้พลังระดับที่สูงกว่าเขามากกว่า5 ระดับ ก็ไม่สามารถตรวจจับเขาได้
นอกจากนี้ความสามารถนี้แล้ววิชาดวงจิตเยือก แข็งยังมีความสามารถอื่น ๆอีก ซึ่งเทียนคงยังไม่สนใจในตอนนี้เพราะอย่างไรหากเขาต้องการจะใช้ออก ก็ต้องฝึกฝนใหม่อยู่ดี จึงไม่มีประโยชน์อะไรที่จะเร่งรีบ
ทางด้านเซียนอินเองก็สามารถก้าวเข้าสู่ระดับสูงขั้นหนึ่งแล้วเช่นกันช้ากว่าเทียนคงไปเพียงไม่กี่วัน
วิคทอเรียเองก้ไม่น้อยหน้านางสามารถก้าวเข้าสู่ระดับเชี่ยวชาญขั้นสองแล้ว
ส่วนเอ็ดมัวร์นั้นยังคงไม่ได้สติแม้ระดับบาดแผลจะดูเบากว่าครั้งวิคทอเรีย แต่สิ่งที่เอ็ดมัวร์เป็นหนักกว่าวิคทอเรียคือ สภาพจิตใจ
เพราะสภาพจิตใจของเขาก่อนสิ้นสตินั้นย่ำแย่เป็นอย่างมากและมันส่งผลโดยตรงต่อการฟื้นฟูสภาพร่างกายของตัวเอง แม้จะมีความสามารถของสายเลือดอสูรก็ตาม...