King of world ราชันแห่งพิภพ

เรื่องราวของไป๋ฟาง

ว่ากันว่าโชคชะตานั้นเป็นสิ่งที่คาดเดาไม่ได้ สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตมักจะมาในรูปแบบที่ไม่ได้คาดคิดไว้เสมอ ส่งผลให้ไม่มีใครตั้งตัวรับมือได้ทัน ต่อให้เตรียมตัวเตรียมใจไว้แล้วก็ตาม

เปลือกตาหนาสั่นไหวเบาๆ สติสัมปชัญญะเริ่มหวนคืนกลับมาช้าๆ สิ่งแรกที่ผุดมาในความคิดคือ...
นานแค่ไหนแล้วที่ไม่ได้นอนหลับสนิทเช่นนี้? และที่นี่คือที่ไหน?
เมื่อคิดได้ดังนั้นดวงตาก็เปิดกว้างในฉับพลัน ร่างของวาสดีดผึงขึ้นมาจากเตียงทันควัน ประสาทสัมผัสถูกเร่งเร้าให้เตรียมรับมืออันตรายภายในเสี้ยววินาที‘ที่นี่คือที่ไหนกัน!’คิ้วของวาสขมวดกันเป็นปม สายตาเย็นชากวาดมองไปรอบทิศทาง
เตียงสีขาวที่มีรอยยับ ความเย็นจางๆที่สัมผัสผิวกาย กลิ่นไอของน้ำทะเลที่ลอยเข้าปะทะจมูก เงาขนาดมหึมาที่เคลื่อนไหวผ่านไปที่หางตา ปะการังสีสดหลากสีที่พริ้วไหวไปตามกระแสน้ำรวมถึงทรายขาวละเอียดที่อยู่ใต้ฝ่าเท้า
หางคิ้วของวาสกระตุกเบาๆเมื่อทราบว่าตนเองอยู่ที่ไหน
มันคือก้นทะเล!
เพราะอะไรถึงรู้ว่าที่นี่คือก้นทะเลนะหรอ?สิ่งที่ทำให้เขารู้ว่าที่นี่เป็นก้นทะเลก็เพราะว่าสิ่งเดียวที่เขาเห็นก็คือน้ำทะเลที่อยู่รอบตัวรวมไปถึงเหนือศีรษะซึ่งคล้ายกับว่าเขาอยู่ในอควาเรียมและเขาก็ไม่สามารถมองฝ่าความมืดที่ระยะ 200 เมตรออกไปได้เลย เนื่องจากที่แห่งนี้แสงสว่างส่องลงมาไม่ถึง
ส่วนสาเหตุที่ยังทำให้เขานั้นพอที่จะมองเห็นสภาพแวดล้อมก็เนื่องมาจากต้นไม้ประหลาดเบื้องหลังของเขา
มหาพฤกษาแสงจันทร์!
แต่ว่ามันไม่คล้ายมหาพฤกษาแสงจันทร์ที่วาสรู้จัก เพราะมหาพฤกษาแสงจันทร์ที่วาสรู้จักนั้นมีขนาดเส้นรอบวงลำต้นที่กว้างนับหลายร้อยกิโลเมตร แต่มหาพฤกษาแสงจันทร์ตรงหน้าเขานั้นมีขนาดแค่ราวๆ 100 คนโอบเท่านั้น
เวลานี้ในหัวของวาสเต็มไปด้วยคำถามเต็มไปหมด
ฉันมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?
เตียงนี่มาจากไหน?
ทำไมฉันถึงสามารถหายใจใต้น้ำได้? แล้วแรงดันใต้ทะเลละหายไปไหน?
สำหรับคำถามสุดท้ายนั่นวาสแค่คิดเล่นๆเท่านั้น เพราะถึงอย่างไรในโลกที่สุดแสนจะแฟนตาซีนี้อะไรก็เกิดขึ้นได้อยู่แล้ว

‘ถ้ามีมหาพฤกษาแสงจันทร์ ถ้าอย่างนั้นก็แสดงว่า...’จิตสังหารของวาสพวยพุ่งออกมาเมื่อคิดไปถึงเผ่าพันธุ์ผู้เป็นเจ้าของมหาพฤกษาแสงจันทร์
ท่ามกลางความมืดมิดอันเงียบสงบของก้นทะเล จิตสังหารของวาสคล้ายกับลูกไฟที่ผุดขึ้นมาจากความว่างเปล่า ส่งผลให้สิ่งมีชีวิตโดยรอบพลันตื่นตัว!
เกิดประกายแสงสีเขียวเปล่งวาบที่ด้านบน ก่อนจะมีร่างในชุดคลุมสีเขียวสดใสมาปรากฏลอยตัวอยู่ในสายตาของวาสราวกับเป็นเทพธิดาที่ถูกส่งลงมาจากฟากฟ้า
ผมยาวสีเขียวมรกตที่แผ่สยาย ดวงตาเย็นชาที่แฝงไว้ด้วยความห่วงหาอาวรณ์ ระยะห่างระหว่างทั้งคู่นั้นไม่ถือว่าไกลแต่เสมือนมีบางอย่างคั่นกลางระหว่างพวกเขาไว้
“ธะ..เธอ..เป็นไปไม่ได้”จิตสังหารที่หนาแน่นจางหายไป สีหน้าที่ดุร้ายกลายเป็นซีดขาว หัวใจของวาสแทบหยุดเต้นเมื่อมองไปที่บุคคลตรงหน้า
ต่อให้สีของผมและดวงตาของเธอจะเปลี่ยนไป แต่วาสไม่มีทางลืมเลือนใบหน้าของเธอได้อย่างแน่นอน
เพราะเธอเคยเป็นโลกทั้งใบของเขา…
ไป๋ฟาง!
“นายตื่นแล้วงั้นหรอวาส”ไป๋ฟางจ้องหน้าวาสด้วยแววตาซับซ้อน
เธอกับเขาจากกันมานานมาก นับตั้งแต่วาสยังเป็นแค่คนธรรมดา ไม่ใช่นักรบกลายพันธุ์ที่ดูทรงพลังเช่นนี้
อำนาจคือพลังลึกลับที่สามารถเปลี่ยนนิสัยคนได้จากหน้ามือเป็นหลังมือ
ไป๋ฟางเคยเห็นผู้คนจำนวนมากที่เปลี่ยนไปหลังจากกลายเป็นนักรบกลายพันธุ์ จากที่เคยเป็นคนดีมากน้ำใจก็เปลี่ยนเป็นคนชั่วร้ายที่ทำเรื่องต่ำทรามได้ง่ายๆ
เมื่อก่อนตอนที่วาสนั้นเป็นคนธรรมดาเขาอาจจะรักเธอแค่คนเดียว แต่ตอนนี้เขานั้นเป็นถึงนักรบกลายพันธุ์ แค่กวักมือเรียกก็มีหญิงงามจำนวนนับไม่ถ้วนที่คลานเข่าเข้าหาพร้อมที่จะพลีกายให้เขา
แล้วเขาจะยังต้องการเธออยู่อย่างงั้นหรอ?
นี่คือคำถามที่ไป๋ฟางนอนไม่หลับตลอดมานับตั้งแต่พบหน้าวาส จิตใจของเธอว้าวุ่นผสมปนเปไประหว่างความหวาดกลัวและความคาดหวัง
หลายปีที่ผ่านมา ไป๋ฟางได้เผชิญกับความยากลำบากมากมาย เธอไต่เต้าผ่านเส้นทางที่เต็มไปด้วยขวากหนาม ความเป็นความตาย และสมรภูมิสงครามนับไม่ถ้วน
จากชีวิตหญิงสาวธรรมดาๆคนหนึ่งได้ถูกหล่อหลอมด้วยไฟแห่งความโหดร้ายของโลกใบนี้ จนได้กลายมาเป็นนักรบที่ทรงพลังและกลายมาเป็นผู้นำแห่งเผ่าพันธุ์มูนควีน เผ่าพันธุ์ที่ทรงอำนาจมากพอที่จะเป็นเสี้ยนหนามตำตาเผ่าพันธุ์ดัลทาเลียนที่ยิ่งใหญ่!
ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ไป๋ฟางไม่ใช่หญิงสาวอ่อนแอที่ต้องมาคอยให้วาสปกป้องอีกต่อไป อันที่จริงต้องพูดว่าความแข็งแกร่งของไป๋ฟางนำวาสไปไกลโขแล้วด้วยซ้ำ!
ความคิดของเธอถูกขัดเกลาจนเจดจัดต่อโลก ไม่ได้มองโลกสวยงามเหมือนอย่างสมัยก่อนอีกต่อไป
ขณะที่ไป๋ฟางยังลังเลทำตัวไม่ถูกนั้น วาสก็ได้ถีบตัวสุดแรงพุ่งถลาเข้าหาไป๋ฟางที่อยู่เบื้องบน
หญิงสาวสะดุ้งเฮือก ด้วยพลังของเธอนั้นสามารถฉีกตัวหลบไปได้ง่ายๆ แต่เธอกลับไม่ต้องการทำ ปล่อยให้วาสเข้ามาโผกอดเธอง่ายๆ
อ้อมกอดที่คุ้นเคยบีบกระชับแน่นเข้ามา ทุกสิ่งตกอยู่ในความเงียบงัน โลกทั้งใบคล้ายหยุดหมุนชั่วคราว
จากนั้นเพียงไม่นานก็มีเสียงสะอื้นไห้ลอยเข้ามาในหูของไป๋ฟาง...
หัวใจที่เคยแข็งกร้าวอ่อนยวบลงในฉับพลัน ความหวาดระแวงและความกังวลที่ซ่อนอยู่ลึกๆสลายหายไปอย่างไร้ร่องรอย
ทั้งชีวิตนี้เธอเคยเห็นวาสร้องไห้อยู่แค่สองครั้ง
ครั้งแรกคือตอนที่เธอยังเป็นแค่มนุษย์เลเวล 1 ที่อ่อนแอจนเกือบตายเพราะช่วยเขา
ครั้งที่สองคือตอนนี้ที่เธอเป็นถึงนักรบกลายพันธุ์ที่ทรงพลังจนยากที่ใครจะทำอันตรายได้ แต่เขาก็ยังร้องไห้เพราะเธออยู่ดี
แต่นี่กลับเป็นหลักฐานว่าชายตรงหน้ายังเป็นชายที่เธอรักเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยนแปลง
หางตาของหญิงสาวเริ่มเอ่อคลอไปด้วยหยดน้ำตา ก่อนที่เธอจะสวมกอดเขาแล้วร้องไห้ไปเงียบๆด้วยกัน
ความเหนื่อยล้าที่สะสมอยู่ในใจของทั้งคู่คล้ายถูกน้ำตาที่ไหลออกมาชะล้างไปจนหมดสิ้น
ท่ามกลางความมืดของก้นทะเลหัวใจสองดวงได้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง...



ทั้งคู่ใช้เวลาอยู่ด้วยกันตลอดทั้งสัปดาห์เงียบๆที่ก้นทะเล โดยต่างฝ่ายต่างผลัดกันเล่าถึงชีวิตที่ผ่านมาในหลายปีนี้
วาสที่ได้ฟังเรื่องราวของไป๋ฟางก็ได้รู้ว่าหลายปีมานี้เธอประสบกับความยากลำบากมาไม่น้อย
เริ่มแรกไป๋ฟางนั้นได้ถูกช่วยเหลือจากสองทหารรับจ้างจันทราสีเงินที่มาจากเผ่าพันธุ์มูนควีน
ทหารรับจ้างทั้งสองได้ถูกไล่ล่าจากเป้าหมายภารกิจซึ่งเป็นศัตรูที่แข็งแกร่งกว่าที่คาดไว้ ระหว่างหลบหนีทั้งคู่ได้มาพบไป๋ฟางที่กำลังเสียท่าให้กับก็อบลินจึงลงมือช่วยเหลือ แต่เพราะอยู่ในระหว่างการหลบหนีจึงไม่สามารถนำไป๋ฟางไปส่งไว้ที่ปลอดภัยได้จึงจำเป็นจะต้องนำไป๋ฟางกลับไปที่เผ่าพันธุ์มูนควีนด้วยกัน
ไป๋ฟางเล่าว่าเผ่าพันธุ์มูนควีนนั้นเป็นเผ่าพันธุ์ที่แข็งแกร่งอันดับต้นๆของโลกใบนี้ แต่เป็นเพราะถูกย้ายมาที่โลกใบนี้ช้าเกินไปทำให้พัฒนาตามเผ่าพันธุ์อื่นไม่ทัน
เผ่าพันธุ์มูนควีนมีวิทยาการที่เรียกว่าค่ายกล พวกเขาสามารถวาดอักขระรูปลักษณ์ต่างๆลงไปบนวัตถุแล้วถ่ายเทพลังที่มีเฉพาะเผ่าพันธุ์มูนควีนลงไปทำให้วัตถุเหล่านั้นมีพลังพิเศษเฉพาะตัวได้ ซึ่งวัตถุเหล่านั้นสามารถเชื่อมโยงถึงกันก่อเกินเป็นข่ายพลังสำหรับสร้างค่ายกลต่างๆ
ยิ่งข่ายพลังซับซ้อน ค่ายกลก็จะยิ่งมีระดับสูงและทรงพลังมากขึ้นและด้วยพลังนี้ทำให้เผ่าพันธุ์มูนควีนนั้นสามารถพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว
และเพื่อที่จะตามหลังเผ่าพันธุ์อื่นได้ทัน เหล่าสมาชิกระดับสูงในเผ่าพันธุ์มูนควีนต่างพากันตกลงกันว่าจะเก็บการคงอยู่ของเผ่าพันธุ์มูนควีนเป็นความลับเพื่อป้องกันไม่ให้เผ่าพันธุ์อื่นรู้และส่งกองทัพอันแข็งแกร่งมาบดขยี้พวกเขาเพื่อเป็นการตัดไฟแต่ต้นลม
แต่การมาถึงของไป๋ฟางนั้นขัดกับแผนการของพวกเขา
เดิมทีทหารรับจ้างทั้งสองคนที่พาไป๋ฟางมานั้นจะต้องถูกลงโทษอย่างรุนแรง แต่ปัญหาคือทั้งคู่ดันเป็นถึงนักรบกลายพันธุ์ขั้นที่ 2 และมีเส้นสายที่แข็งแกร่งในเผ่าพันธุ์เกินกว่าจะทำเช่นนั้น
เพื่อที่จะป้องกันการขัดแย้ง เหล่าระดับสูงในเผ่าพันธุ์มูนควีนจึงพยายามเสนอให้นำไป๋ฟางไปไว้ที่อื่นและลบความทรงจำของเธอซะ
แต่ทหารรับจ้างผู้ที่นำไป๋ฟางมานั้นกลับไม่ยอม จึงเป็นสาเหตุที่นำไปสู่การโต้เถียงอย่างรุนแรง
ท้ายที่สุดทหารรับจ้างที่นำไป๋ฟางมาที่เผ่าพันธุ์มูนควีนก็ได้รับชัยชนะ แต่ก็ต้องยอมรับข้อเสนอที่ว่าจะต้องไม่ให้ไป๋ฟางออกนอกอาณาเขตของเผ่าพันธุ์มูนควีนเด็ดขาดเพื่อรักษาความลับของเผ่าพันธุ์
และเพราะความโชคดีนี้จึงทำให้ไป๋ฟางได้อาศัยอยู่ในเผ่าพันธุ์มูนควีนได้ ถึงแม้ว่าจะมีสายตาแปลกๆมองมาทุกวันก็ตาม แต่ด้วยท่าทีที่เป็นมิตรและอัธยาศัยดีจึงทำให้ไป๋ฟางไม่มีปัญหาในความเป็นอยู่มากนักและทำให้ได้รับความยอมรับและไว้วางใจจากคนรอบข้างในเวลาไม่นาน
แต่โชคดีของไป๋ฟางยังไม่จบแค่นั้นไม่ทราบเพราะเหตุใดทหารรับจ้างที่นำไป๋ฟางมานั้นจึงได้เกิดความรู้สึกถูกชะตากับเธออย่างไม่ทราบสาเหตุ เมื่อวันเวลาผ่านไปได้ใช้ชีวิตร่วมกันไปเรื่อยๆทหารรับจ้างผู้นั้นก็ยิ่งรู้สึกผูกพันกันมากขึ้น สุดท้ายจึงได้รับไป๋ฟางมาเป็นลูกบุญธรรม
หลังจากนั้นหายนะสำหรับไป๋ฟางก็ได้เริ่มขึ้น....ด้วยความที่แม่บุญธรรมเป็นถึงนักรบกลายพันธุ์ขั้นที่ 2 แล้วลูกสาวของเธอจะเป็นแค่หญิงสาวอ่อนแอได้อย่างไร!
แม่บุญธรรมของไป๋ฟางนั้นมีความเชื่อคล้ายๆกับวาสนั้นคือมีเพียงพลังของตนเท่านั้นที่จะทำให้อยู่รอดบนโลกใบนี้ได้
และแล้วช่วงเวลานรกแตกของไป๋ฟางก็ได้เริ่มขึ้น!
ไป๋ฟางถูกฝึกอย่างเข้มงวดจากแม่บุญธรรม ทุกคืนวันจะต้องเผชิญหน้ากับการฝึกสุดหฤโหด จนนอนร้องไห้น้ำตาท่วมกะละมังทุกคืน
และด้วยความที่แม่บุญธรรมของไป๋ฟางนั้นเป็นตัวตนระดับสูงในเผ่าพันธุ์มูนควีน ทำให้ไป๋ฟางนั้นมีทรัพยากรจำนวนมากใช้ไม่หวาดไหวและเมื่อรวมกับการฝึกสุดโหดจึงทำให้ความแข็งแกร่งของไป๋ฟางทะยานขึ้นดุจติดจรวด
แม่บุญธรรมของไป๋ฟางนั้นทำทุกวิถีทางเพื่อให้ไป๋ฟางแข็งแกร่งขึ้น ซึ่งถึงขนาดยอมฝ่าฝืนคำสั่งพาไป๋ฟางไปนอกอาณาเขตเผ่าพันธุ์มูนควีน ตระเวนไปทั่วโลกและเข้าร่วมสงครามต่างๆเพื่อให้ไป๋ฟางแข็งแกร่งขึ้นและเข้าใจโลกนี้อย่างถ่องแท้
จนวันหนึ่งไป๋ฟางก็ได้มาบรรลุถึงเลเวล 40 และกลายเป็นนักรบกลายพันธุ์!
เพื่อที่จะให้ได้รับการยอมรับจากเผ่าพันธุ์มูนควีน แม่บุญธรรมของไป๋ฟางจึงได้ใช้วิธีพิเศษเพื่อให้รูปแบบการกลายพันธุ์ของไป๋ฟางนั้นคือรูปแบบมูนควีน ซึ่งไป๋ฟางก็รับทราบและยอมรับมัน
หลังจากที่ไป๋ฟางกลายเป็นนักรบกลายพันธุ์รูปแบบมูนควีนและอาศัยอยู่ร่วมกับเผ่าพันธุ์มูนควีนมาเป็นระยะเวลาหนึ่ง เธอก็ได้รับการยอมรับจากเผ่าพันธุ์มูนควีนอย่างสมบูรณ์แบบและถูกนับว่าเป็นสมาชิกของเผ่าพันธุ์มูนควีนอย่างเป็นทางการ
และสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นก็คือสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดขึ้น
ไป๋ฟางพึ่งค้นพบว่าตัวเองเป็นอัจฉริยะ!
เผ่าพันธุ์มูนควีนพึ่งค้นพบว่าพวกเขานั้นเก็บสมบัติที่มีค่ามากที่สุดได้จากข้างทาง!
ไป๋ฟางคือสุดยอดอัจฉริยะด้านค่ายกลที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อนตลอดประวัติศาสตร์ของเผ่าพันธุ์มูนควีน!


คล้ายกับเรื่องKing of world ราชันแห่งพิภพ ที่คุณอ่าน