ลมกลางคืนยังคงเย็นชื้น
แม้ฟ้าจะเริ่มผ่อนสีดำลงสู่เทาอ่อน
หมอกบางลอยตัดกับเงาไม้สูงตรงขอบป่า
ต้องตายืนเกร็งตัวอยู่ตรงนั้น
สองมือกำสายเป้แน่นจนข้อนิ้วขาวซีด
เสียงฝีเท้าแ่ๆ จากด้านหลังทำให้หัวใจเธอกระตุก
เธอค่อย ๆหันกลับ…
แต่ในเงามืดไม่มีใคร
มีเพียงเสียงใบไม้ไหวเหมือนมีใครเดินวนอยู่รอบตัว
เงาร่างขาวซีดปรากฏขึ้นตรงชายป่า
ผมดำยาวปรกหน้าปลิวสะบัดช้า ๆ ตามแรงลม
กลิ่นหอมเย็นปนคาวโลหิตแทรกเข้าจมูกจนต้องตาถอยหลังไปหนึ่งก้าว
“เ้าหญิง…”เสียงของเธอสั่น
ทั้งที่ไม่เคยเห็นหน้าในความจริงแต่ลึก ๆ ในจิต เธอรู้ว่าผู้หญิงตรงหน้าคือใคร
เงาร่างนั้นค่อยๆ เงยหน้า
ดวงตาสีแดงหม่นมองทะลุเข้ามาในใจ
ริมฝีปากบางแย้มรอยยิ้มที่ไม่อาจบอกได้ว่าเป็ความเมตตาหรือเย้ยหยัน
ต้องตาได้ยินเสียงกระซิบในหัว
“เ้าจะเป็ข้า…หรือข้าจะเป็เ้า”
เธอหายใจติดขัดพยายามขยับปากตอบ แต่ร่างกลับแข็งทื่อ
ภาพรอบตัวเริ่มสั่นไหวเหมือนโลกกำลังถูกบิดเป็เกลียว
แล้วทุกอย่างก็ดับวูบ
เสียงสุดท้ายที่ได้ยินคือหัวเราะแ่เหมือนลมพัดผ่านซากปรักหักพัง
วันรุ่งขึ้น
แสงแดดยามบ่ายสาดผ่านเรือนยอดไม้สูงใหญ่
ลำแสงสีทองตัดกับเงาใบไม้ที่ไหวระริกตามแรงลม
เสียงจักจั่นร้องระงมราวกับประกาศการเปลี่ยนฤดู
ในแคมป์ขุดค้นบรรยากาศวันนี้กลับเงียบกว่าทุกวัน
ไม่มีเสียงหัวเราะหรือการพูดคุยคึกคักเหมือนก่อน
คนงานหลายคนก้มหน้าทำงานอย่างเร่งรีบ
อีกหลายคนเอาแต่หลบสายตา
บางกลุ่มแอบกระซิบกระซาบกันอยู่หลังเต็นท์
เหมือนกำลังรอคอยเหตุการณ์สำคัญบางอย่าง
เสียงเครื่องยนต์กระบะดังมาจากทางเข้าค่าย
ฝุ่นแดงลอยฟุ้งขึ้นเป็ทางยาว
ก่อนจะตามด้วยเสียงไซเรนที่แหวกอากาศเข้ามา
ทำให้ทุกคนหยุดสิ่งที่ทำแล้วหันไปมองพร้อมกัน
รถตำรวจสองคันจอดเรียงหน้าทางเข้า
นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ในชุดเครื่องแบบเต็มยศก้าวลงมา
สีหน้าเขาเคร่งขรึมขณะที่ผู้ใต้บังคับบัญชาสองนายถือแฟ้มเอกสารตามหลังมา
“ดร.ชำนาญอยู่ที่ไหนครับ” เสียงเข้มชัดเจนดังขึ้น
มธุรสที่กำลังจัดหมวดหมู่เศษเครื่องปั้นดินเผาเงยหน้าขึ้น
หัวใจเต้นแรงทันทีเมื่อเห็นเครื่องแบบตำรวจ
“มีเื่อะไรหรือคะ?” เธอพยายามถามด้วยเสียงเรียบ
“เรามีหมายค้นและหมายจับในข้อหายักยอกสมบัติของชาติ
ขอให้ดร.ชำนาญให้ความร่วมมือด้วย”
เสียงฮือฮาแ่ดังขึ้นรอบๆ
คนงานมองหน้ากันด้วยสีหน้างุนงงและใ
ดร.ชำนาญโผล่ออกมาจากเต็นท์เอกสาร
เขาขมวดคิ้วแน่น“นี่มันเื่อะไรกัน ผมไม่เคยทำอะไรแบบนั้น”
นายตำรวจเปิดแฟ้มยื่นให้ดู
ภายในมีภาพถ่ายการซื้อขายโบราณวัตถุที่มีลายเซ็นของเขา
พร้อมภาพจากกล้องวงจรปิดเห็นชายรูปร่างคล้ายเขากำลังขนหีบไม้ขึ้นรถตู้ของต่างชาติ
“นี่มันปลอมชัดๆ!” ดร.ชำนาญเสียงดัง
มือสั่นเพราะทั้งโกรธและใ
แต่ตำรวจกลับส่ายหน้าเหมือนมั่นใจในหลักฐาน
คัมภีร์ที่ยืนอยู่ด้านหลังรู้สึกเืสูบฉีด
เขาเหลือบไปเห็นร่างฮุนเจียยืนกอดอกอยู่ไม่ไกล
ริมฝีปากมีรอยยิ้มบางๆ แฝงความเย้ยหยัน
มธุรสพุ่งเข้ามากั้นระหว่างพ่อกับตำรวจ
“นี่มันเื่บ้าอะไรพ่อฉันไม่ใช่คนแบบนั้น” เธอเสียงสั่น
แต่ตำรวจนายหนึ่งขยับมากันเธอออก
“อย่าขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ครับ”
ขณะเดียวกันในเต็นท์ใหญ่
ตำรวจพบกล่องไม้สลักลายเก่าแก่ด้านในมีพระพุทธรูปสำริดและลูกปัดโบราณหลายร้อยเม็ด
พ.ต.ท.มนัสเงยหน้าขึ้นมองดร.ชำนาญ“ของพวกนี้อยู่ในคุณได้ยังไง”
ดร.ชำนาญอึ้ง“ผม… ไม่เคยเห็นของพวกนี้มาก่อน”
มธุรสก้าวเข้ามา“นี่มันใส่ร้ายกันชัด ๆ”
น้ำเสียงเธอสั่นด้วยทั้งโกรธและกลัว
สารวัตรมนัสไม่ตอบเขาเพียงสั่งให้ลูกน้องเก็บของทั้งหมดเป็ของกลาง
แล้วขอให้ดร.ชำนาญติดตามไปที่สถานี
คัมภีร์กำหมัดแน่นความรู้สึกเหมือนถูกบีบให้จนมุม
สายตาเขาสบกับมธุรสเหมือนทั้งคู่รู้ทันทีว่านี่คือฝีมือของใคร
ในที่สุดดร.ชำนาญก็ถูกใส่กุญแจมือและพาขึ้นรถไป
ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันและบรรยากาศกดดันในค่าย
หญิงสาวมองรถตำรวจแล่นออกไปจนสุดสายตาน้ำใส ๆ ไหลพรากอาบสองแก้ม ทั้งเสียใจ ทั้งเจ็บแค้น กับความอยุติธรรมของสังคม
เสี่ยโตเดินเข้ามายืนเคียงข้างกล่าวกับมธุรสด้วยเสียงแ่เบา
“ผมเสียใจด้วยกับดร.นะคุณอย่ากังวลไปเลย ผมมีหนทางช่วยคุณได้ แต่คุณต้องให้ความร่วมมือกับผมสักหน่อย”นักค้าของเก่ายิ้มกริ่มด้วยแววตาเ้าเล่ห์พร้อมเอื้อมมือไปจับมืออันอ่อนนุ่มของมธุรส แต่หล่อนสะบัดมือ แล้วถอยห่างออก
“อย่ามาจับฉันรู้ว่าทุกอย่างเป็แผนของพวกคุณพ่อลูก ช่างเลวกันจริง ๆ”หล่อนกล่าวแล้วเดินหนีไป
ทางด้านข้างของแคมป์
ฮุนเจียยืนกอดอกมุมปากยกขึ้นเพียงเล็กน้อย
เสี่ยโตเดินมาประชิด“พ่อ ว่ามันจะติดคุกนานไหม”
“ถ้าหลักฐานที่เราฝังไว้ได้ผล…ก็นานพอที่จะทำให้มันไม่มีวันกลับมาที่นี่อีก” ฮุนเจียพูดเบาแต่แฝงน้ำเสียงเย็นเยียบ
“แล้วหลังจากนั้น?” เสี่ยโตถาม
ฮุนเจียเหลือบตามองไปทางแนวป่าทางทิศตะวันออก
“เราจะเดินหน้าตามแผนใหญ่ต่อหลังจากยึดปราสาทตามแนวชายแดนไทยได้หมดแล้ว
ค่อยเปิดเส้นทางไปอ่าวไทยที่เกาะกูด
เมื่อสหรัฐฯได้ตั้งฐานทัพ แหล่งน้ำมันในอ่าวก็จะอยู่ในกำมือเรา”
เสี่ยโตหัวเราะเบาๆ “แล้วส่วนแบ่งของเรา…”
“มากพอที่จะซื้อทั้งเมือง”ฮุนเจียตอบสั้น ๆ
ตกเย็น
ฮุนเจียกับเสี่ยโตนั่งคุยกันที่เพิงพักชั่วคราวใกล้ขอบป่า
ลมพัดเอากลิ่นดินปนกลิ่นควันไฟจากกองฟืนเข้ามา
เสี่ยโตเงียบไปครู่ก่อนพูดช้า ๆ “เมื่อคืน… ผมฝันประหลาด”
ฮุนเจียเลิกคิ้ว“ฝันอะไร”
“ฝันว่าผมใส่ชุดเกราะอยู่ท่ามกลางสนามรบ
มีคนเรียกผมว่า พระอนุชาธิราช
แต่…จากนั้นก็มีทหารของตระซ็อกเวงหันมาฟันผมจนตาย”
ฮุนเจียหัวเราะเบาแต่แฝงความเย้ย “ก็แค่ฝัน อย่าไปคิดมาก”
แต่ในแววตาของเขากลับมีเงาหนักอึ้งที่แม้แต่เสี่ยโตก็มองไม่เห็น
ฮุนเจียยกโทรศัพท์มือถือเปิดโหมดวิดีโอคอล
คุยโทรศัพท์ภาษาต่างชาติ
น้ำเสียงเขามั่นใจและเยือกเย็น
“อย่าห่วงของทั้งหมดจะถึงชายแดนภายในอาทิตย์นี้”
เสียงตอบรับแ่เบาจากปลายสายทำให้รอยยิ้มของเขากว้างขึ้น
เขามองไปทางแคมป์อย่างผู้ที่กำคุมเกมทั้งหมด
เสี่ยโตเดินเข้ามาหา
“พ่อแน่ใจนะว่าหลักฐานพวกนั้นตำรวจจะเชื่อ”
“เชื่อสิ”ฮุนเจียตอบสั้น ๆ
“และนี่จะเป็เพียงก้าวแรกเท่านั้น”
คืนนั้น
มธุรสนั่งนิ่งหน้าเต็นท์
ไฟจากกองฟืนส่องให้เห็นดวงตาของเธอที่แดงช้ำ
คัมภีร์เดินเข้ามาพร้อมแก้วน้ำแต่เธอส่ายหน้า
“มันต้องเป็ฝีมือของฮุนเจีย”คัมภีร์เอ่ยเสียงต่ำ
“พี่เคยเห็นเขาลอบคุยกับฝรั่งหลายครั้ง”
“แต่เราจะพิสูจน์ได้ยังไงคะ”มธุรสเอ่ย
เธอกำมือแน่น
“เราต้องหาหลักฐานให้ได้ก่อนที่พ่อจะถูกลากไปไกลกว่านี้”
คัมภีร์พยักหน้า
“พี่จะลองสืบเองคืนนี้พี่จะตามฮุนเจียไป”
กลางดึก ป่าเงียบผิดปกติ
เสียงแมลงกลางคืนแทบหายไป
เงาร่างขาวเคลื่อนผ่านระหว่างต้นไม้สูง
แววตาแดงหม่นจับจ้องไปทางเพิงพักของฮุนเจีย
หัวเราะแ่…ดังมาจากความมืด
“ถึงเวลาชำระบัญชีแล้ว”
สายลับในคราบพ่อค้าของเก่ากับลูกชายพากันเดินไปยังหลุมขุดค้นท่ามกลางเงามืดยามราตรี
ห่างออกไปไม่กี่สิบเมตรหลังดงไม้
คัมภีร์สะกดรอยตามฮุนเจียจากระยะห่าง
แต่ทันใดนั้นเขากลับรู้สึกว่ามีคนกำลังสะกดรอยเขาอีกชั้นหนึ่ง
เสียงกิ่งไม้หักดังมาจากด้านหลัง
เขาเลี้ยวมาทางหลุมขุดค้นที่ร้างผู้คน
แต่เงาร่างสูงใหญ่พุ่งเข้ามามีดในมือสะท้อนแสงจันทร์
คัมภีร์ปัดป้องอย่างยากลำบาก
ก่อนที่คมมีดจะััผิวเสียงกรีดร้องโหยหวนดังขึ้น
ร่างลึกลับถูกแรงมองไม่เห็นกระแทกจนกระเด็น
เสียงใบไม้ต้องลมพายุดังซู่
เสียงลมหวีดหวิวราวปีศาจโหยไห้
ระคนกับเสียงมโหรีปี่พาทย์ชวนขนลุก
กลิ่นดอกไม้โบราณลอยอบอวล
และเสียงกระซิบจากเงามืดดังขึ้น
“อย่าเพิ่งตาย…เ้านี่แหละคือกุญแจสำคัญ”
อัญญาวดีปรากฏตัวเพียงเสี้ยววินาที
ก่อนจะเลือนหายไปกับหมอกแห่งรัตติกาล
ค่ำคืนนั้นในเต็นท์นอนส่วนตัว
ต้องตานอนหลับฝันไป
ภาพนั้นเลือนรางราวอยู่ในม่านหมอก
หล่อนเห็นตนเองในชุดอาภรณ์สตรีขอมสูงศักดิ์
กำลังยืนเคียงคู่ชายศักดิ์สูงในพระราชวังโบราณ
แต่น่าแปลกใจที่บุรุษนั้นไยมีหน้าตาละม้ายคล้ายกับ
เสี่ยโตพี่ชายของตน ?
ในฝันนั้น ตนเองยังกล่าวกับชายนั้น
“ท่านจะออกไปรบอีกแล้วหรือ พระอนุชาธิราช”
“ใช่ การศึกครานี้ข้าต้องได้ชัยชนะมาฝากเ้าแน่นอน เนียงเลียกขะนา ยอดรักของข้า”อุปราชกรุงอินทปัตถ์กล่าว
“ข้าเป็ห่วงท่านเหลือเกินแต่นี้ไปข้าคงกินไม่ได้ นอนไม่หลับ จนกว่าจะเห็นท่านคืนทัพกลับมา”นางพูดไปพลางบีบน้ำตาไป
อุปราชขอมกอดนางแล้วจุมพิตที่หน้าผากเบา ๆก่อนจะบอกลา
“ข้าไปก่อน แล้วจะรีบกลับมา”กล่าวจบเขาก็เดินจากไป
คล้อยหลังไปได้ไม่นาน
พลันมีอีกบุรุษหนึ่งร่างกายกำยำเดินเข้ามาในตำหนัก
“อ้าว ท่านมิได้ไปรบกับองค์อุปราชดอกหรือตระซ็อกเวง” เนียงเลียกขะนาถาม
ชายนั้นตอบ “ จักไปอยู่ดอก พระชายาแต่ข้าใคร่มายลโฉมของท่านก่อน พอเป็กำลังใจก่อนออกรบ”
เนียงเลียกขะนา “ บอกแล้วถ้าอยู่ด้วยกันเพียงลำพัง มิต้องเรียกข้าว่าพระชายาก็ได้ ให้เรียกว่าเนียงเฉย ๆก็พอ”
ตระซ็อกเวง “ ขอโทษ ข้าเคยชินน่ะ”
เนียงเดินเข้าไปกอดเอวชายหนุ่มแล้วถาม
“ท่านคิดถึงข้าบ้างหรือไม่ส่วนข้าคิดถึงท่านทุกวันคืน”
หัวหน้าคนงานทาสกอดนางตอบแล้วกล่าว
“ข้าก็คิดถึงเนียงทุกลมหายใจ แต่อีกไม่นานเราคงจะได้สมหวังด้วยกัน”
หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมอง ก่อนถาม
“ ท่านมีแผนดีอันใดหรือ”
ชายหนุ่มตอบ “ตอนนี้ยังบอกมิได้เป็ความลับกลศึก รอให้ถึงเวลาท่านก็จะรู้เอง”
ตระซ็อกเวงหอมแก้มนางแล้วเดินออกไป
แต่ทันใดนั้นนางก็เห็นพระอนุชาธิราชเดินสวนเข้ามา
หัวใจของหล่อนแทบหล่นไปอยู่ตาตุ่มมือเท้าเย็นเฉียบ
ยืนแอบข้างประตูตำหนักเงี่ยหูฟังว่า ชายสองคนจักเจรจากันเยี่ยงไร
จบตอนที่ 8
(แต่งจบตอน 11ส.ค.68)
โปรดติดตามตอนที่9 เงาแห่งอดีต กุญแจไขคำสาป