เฮือก!
ร่างบนเตียงกอบโกยเอาอากาศเข้าปอดอย่างตะกละตะกลาม มือเล็กกอบกุมอยู่ที่อกสั่นเทาด้วยความตระหนก หนิงเฟิ่งยังจดจำลมหายใจสุดท้ายของตนเองได้ ดวงตาลึกโปนเหม่อมองหลังคาหญ้าสาน เนิ่นนานกว่าร่างที่สั่นเทาจะค่อยสงบลง
เสียงพูดคุยเอะอะโวยวายดังมาจากภายนอก หัวคิ้วเรียวย่นเข้าหากันด้วยความงุนงง ยังไม่ทันหยัดกายลุก ประตูห้องก็ถูกผลักเข้ามาอย่างแรง มันกระแทกเข้ากับผนังจนฝุ่นผงร่วงกราวลงมา เกิดเป็ความขุ่นมัวดังม่านหมอก ไม่ทันตั้งตัวจะเผลอสูดเข้าไปจนสำลักดังขลุกขลัก
"ฟื้นแล้วสินะ"
"............." ดวงตาที่บัดนี้คลอหน่วยไปด้วยน้ำตามองผู้บุกรุกด้วยความสงสัย
สตรีวัยกลางคนตรงหน้าคือผู้ใด เหตุใดจึงบุกเข้ามาถึงในห้องของนาง.... มิใช่สิ ที่นี่ไม่ใช่ห้องของนาง กวาดสายตามองอีกครา หนิงเฟิ่งพบว่าที่นี่เป็เพียงห้องเล็กๆ ที่ถูกสร้างขึ้นจากดิน ทั่วทั้งห้องมีเครื่องเรือนเพียงเตียงกับโต๊ะอีกตัวเท่านั้น นางมองตามสตรีที่ยังไม่หยุดโวยวาย มือของนางโยนแผ่นแป้งแข็งกับผักกาดดองไว้บนโต๊ะ นางลังเลครู่หนึ่งก่อนตัดสินใจถามออกมา
"ที่นี่คือที่ใด"
"ถูกฝังดินจนความจำเสื่อมไปแล้วกระมัง ห้องเท่าแมวดิ้นตายเช่นนี้ยังจะเป็ห้องผู้ใดได้อีก" หลี่จางมองดูลูกเลี้ยงของนางด้วยความหวาดระแวง ในใจหวาดระแวงว่าเหตุใดเด็กสาวจึงสงสัยในห้องหับที่นอนอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
หรือว่านางจะความจำเสื่อม?
มองดูใบหน้าเล็กที่ฉายชัดถึงความงุนงงทั้งยังตกตะลึงอยู่ในที เช่นนี้หากความทราบถึงจิ่นเหิงสามีของนาง เกรงว่าถุงเงินของนางคงมีอันเป็ไป ไม่ได้การ! นางต้องหาวิธีซ่อนนังเด็กหลิงซือจากสามีสัก่เวลาหนึ่ง หลี่จางพ่นลมออกจมูกโดยแรงก่อนจะเดินออกจากห้องไปด้วยท่าทางหัวเสีย แรงงานในบ้านหายไปอีกหนึ่ง เฮ้อ!
หนิงเฟิ่งตัวแข็งค้าง ไม่ใช่ว่าใกับคำตอบที่ได้รับจากสตรีหยาบกร้านผู้นั้น เเต่เป็เพราะน้ำเสียงที่ตัวเองเปล่งออกมา มัน...ไม่ใช่เสียงนาง!
ดวงตาของนางสั่นไหวก่อนจะก้มมองมือเรียวเล็ก นิ้วของนางกระตุกสองสามทีตามการสั่งงานของเ้าของ ที่สังเกตได้มันมีเเต่กระดูกกับิัสีขาวซีด เด็กคนนี้ผอมจนดูน่ากลัว ด้วย้าเห็นใบหน้าตนเองหนิงเฟิ่งจึงขยับลงจากเตียงมองหากระจกหรืออ่างน้ำ แต่น่าเสียดาย สถานที่แห่งนี้ไร้ซึ่งสิ่งที่นาง้า
ระหว่างที่เดินวนเวียนอยู่ในห้อง จู่ๆ ความทรงจำมากมายก็ถาโถมเข้ามา มันผสมปนเประหว่างของหนิงเฟิ่งแล้วก็ของเด็กที่มีชื่อว่าหลิงซือนางกัดฟันแน่นด้วยความเ็ป หยาดน้ำใสร่วงหล่น กลิ้งผ่านแก้มตอบด้วยความทรมาน
ความเ็ปที่ผุดขึ้นมาอัดแน่นเข้าสู่จุดกึ่งกลางศีรษะไม่ขาดสาย ขาเรียวยาวยากจะทานน้ำหนักตัวไหว ส่งร่างนางทรุดลงกับพื้นดังตึง ด้วยซวนเซเจียนจะล้มลงกับพื้นอีก มือของนางจึงปัดป่ายไปทั่วจนสามารถคว้าเอาขอบหน้าต่างไว้ได้ทัน
"หลิงซือเ้าดีขึ้นหรือยัง........เกิดอะไรขึ้น!" เสี่ยวซีเดินเข้าประตูมา เห็นสหายรักกองอยู่กับพื้นจึงรีบเข้ามาพยุงพานางกลับไปยังเตียงนอน "เ้าไหวหรือไม่ ข้าจะไปตามหมอ!"
"ข้าไม่เป็ไร" หนิงเฟิ่งคว้าจับชายเสื้อนางไว้แน่น แม้ว่าสติของนางจะยังเลือนราง แต่นางย่อมรับรู้สถานการณ์ของเ้าของร่างนี้ดี ทั้งจากที่นางประสบเองเมื่อสักครู่ แล้วก็จากความทรงจำที่ไหลบ่าเข้ามาดังสายน้ำอันบ้าคลั่ง ยามนี้หากตามหมอเกรงว่านางคงไม่มีปัญญาจ่ายเขาสักอีแปะ
"แต่ใบหน้าเ้าซีดเซียวมาก" เสี่ยวซีมองใบหน้าซูบตอบด้วยความกังวลใจ ร่างของนางผอมนัก ทั้งยังมีผิวที่ขาวซีดอีก มันทำให้ดวงตากลมโตของนางดูลึกโหลจนน่ากลัว
"ข้าสบายดี เพียงแค่หิวข้าว" เสียงแหบแห้งของเด็กสาวดังขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มที่อ่อนล้าของนาง แม้หนิงเฟิ่งจะพยายามยิ้มเพื่อให้เด็กสาวตัวน้อยสบายใจ แต่ผลที่ได้กลับได้ผลตรงกันข้าม เสี่ยวซีเม้มริมฝีปากแน่นมองดูความดื้อรั้นของสหาย ในใจลอบบ่นที่หลิงซือมักขี้เกรงใจ จน สุดท้ายพวกที่ชอบเอาเปรียบก็ฉวยโอกาสรังแกนาง แม้ไม่มั่นใจว่านางเพียงเกรงใจหรืออาการดีขึ้นมาแล้วจริงๆ แต่เสี่ยวซีก็ยอมถอยให้ก้าวหนึ่งตามสิ่งที่เ้าตัว้า
"จริงสิข้านำสมุนไพรมาให้" นางส่งห่อสมุนไพรให้กับสหายอย่างเป็ห่วง
"ขอบคุณ"
"ข้าจะบอกท่านพ่อให้นะ" เสี่ยวซียิ้มรับก่อนจะประคองชามข้าวมาให้กับนาง มองดูแผ่นแป้งกับผักกาดดองในมือของคนป่วยแล้วนางได้แต่ถอนหายใจ ช่างเป็ยาโถวตัวน้อยที่ไร้ผู้คนเหลียวแลจริงๆ ไม่น่าถึงได้ผอมแห้งมีแต่กระดูกเช่นนี้
ฮุ่ยหนิงเฟิ่งพบว่าหลังจากที่นางตาย นางได้ฟื้นขึ้นมาในร่างของเด็กน้อยหลิงซือ ่เวลาทิ้งห่างกันเพียงไม่กี่เดือน ทั้งนางยังฟื้นขึ้นมาบนดินแดนแคว้นตะวันรุ่ง แคว้นบ้านเกิดเมืองนอนของนาง เพียงแต่ดูเหมือนว่าบ้านของเด็กคนนี้จะอยู่ไกลจากเมืองหลวงพอสมควร
"นี่! เ้าได้ยินหรือไม่ ข้าบอกว่ายังไม่สามารถจับคนร้ายที่ เอ่อ...ฝัง เ้าได้น่ะ"
"อืม" แม้จะไม่มีความทรงจำระหว่างที่ร่างนี้ถูกฝัง แต่เหตุการณ์ก่อนหน้านั้นย่อมมี นางถูกบังคับให้เข้าไปชายป่า หากนางไม่ไปชีวิตของนางในบ้านหลังนี้จะลำบากยิ่งขึ้น และนั่นเป็วาระสุดท้ายของหลิงซือคนเก่า
"ข้า...นึกว่าจะเสียเ้าไปซะแล้ว ฮึก" เสี่ยวซีโผกอดร่างบางที่หากลมพัดมาเพียงนิดคงปลิดปลิว แม้ไม่ได้ตั้งใจจะร้องไห้ แต่กระบอกตาของนางก็ร้อนผ่าวเสียแล้ว วันเกิดเหตุนางกับบิดาออกตามหาหลิงซือจนทั่วแต่ก็ไม่พบ โชคดีที่ท่านลุงหวังออกไปเก็บของป่าบังเอิญไปนั่งพักเหนื่อยใกล้ๆ กับที่นางถูกฝัง และพบว่านางพยายามตะกุยดินออกมา เขาจึงรีบช่วยคนอย่างรวดเร็ว
ข่าวบุตรลำดับที่สองของผู้นำหมู่บ้านโด่งดังขึ้นชั่วข้ามคืน แต่ไม่มีผู้ใดเป็เดือดเป็ร้อน เพียงกล่าวว่า เด็กนั่นไม่มีอะไรดีสักอย่าง ตายๆ ไปยิ่งดี หมู่บ้านของเราจะได้มีพื้นที่ให้เด็กฉลาดวิ่งเล่นเพิ่มขึ้นบ้าง นางเ็ปใจแทนหลิงซือยิ่งนัก ทั้งยังรู้สึกหวาดกลัวผู้คนที่นี่ พวกเขาไม่สนใจอีกหนึ่งชีวิตที่อยู่ร่วมหมู่บ้าน ทั้งยังมองชีวิตคนเป็เพียงผักปลา ผายลมออกมาทางปากอย่างน่ารังเกียจ
"ข้าไม่ตายง่ายๆ หรอก" ร่างบอบบางที่ชะงักค้างกับอ้อมกอด เอ่ยปลอบเด็กสาวที่สั่นเทาเพราะแรงสะอื้น นางยกมือที่ไร้เรี่ยวแรงขึ้นลูบแผ่นหลัง ปลอบโยนเด็กสาวตัวน้อยเบาๆ
แม้ว่าหลิงซือคนเดิมจะตายไปแล้ว แต่นางคนนี้จะต้องไม่ตาย ทั้งยังจะเป็ผู้เก็บเกี่ยวลากเอาิญญาที่น่ารังเกียจออกมาจากร่างโสมมของพวกมัน นางจะระบายความแค้นที่สุมอยู่ในอกคืนกลับไปเป็ร้อยเท่าทวี นางยังต้องทวงคืนตระกูลของนาง ยึดทั้งหมดคืนมาจากเดรัจฉานนั่น พวกมันทั้งหมดจะต้องย่อยยับ มอดไหม้ ไม่เหลือแม้แต่เถ้ากระดูก!
"ข้ารู้หรอก ก็เ้ายังอยู่ตรงนี้" เสียงหัวเราะสดใสของเด็กสาวเรียกิญญาที่จมดิ่งลงไปในความมืดมิดคืนกลับมา มองดูเด็กสาวปาดหยดน้ำที่หางตาทิ้งอย่างลวกๆ พวกนางคุยเล่นอีกสักพักเสี่ยวซีก็ลากลับด้วยเหตุผลที่ว่า "เด็กสาวสิบสี่ขวบปีเช่นหลิงซือสมควรกินแล้วก็นอนให้มาก"
บ้านที่นางอาศัยอยู่เป็หมู่บ้านตระกูลสาขาของตระกูลฮุ่ย ตระกูลที่มีชื่อเสียงและยิ่งใหญ่เป็อันดับหนึ่งของแคว้นตะวันรุ่ง แต่ถึงแม้ว่าเื้ัจะเป็ตระกูลอันดับหนึ่งของดินแดนที่กว้างใหญ่ กระนั้นหมู่บ้านแห่งนี้ก็เป็เพียงหมู่บ้านของตระกูลสาขาอีกทอดหนึ่ง มันตั้งอยู่ใกล้ชายป่าทั้งบริเวณโดยรอบยังเป็ที่ราบสูง รายได้หลักของทุกครัวเรือนจึงมาจากการปลูกสมุนไพรส่งขายให้กับตระกูลสาขา ครอบครัวของนางมีรายได้ต่อปีอยู่ที่ราวห้าร้อยเฉียน บวกลบประมาณหนึ่งร้อยเฉียนเท่านั้น
แม้ว่าจะมีแหล่งเงินที่มั่นคงแต่รายได้ก็ขึ้นอยู่กับผลผลิตในแต่ละปี ดังนั้นแต่ละครัวเรือนนอกจากปลูกสมุนไพรส่งขาย พวกเขายังปลูกข้าว ข้าวฟ่างและมันเพื่อใช้บริโภคในครัวเรือนด้วย โดยปกติแล้วข้าวขาวกับข้าวฟ่างจะมีไว้สำหรับสมาชิกหลักในครอบครัว ในขณะที่มันต่างๆ จะมีไว้สำหรับคนรับใช้และสำรองในฤดูหนาว พวกเขาจะโชคดีได้กินข้าวขาวเป็ครั้งคราวเท่านั้น สำหรับหนิงเฟิ่งนางค้นดูในความทรงจำแล้ว แม้แต่เ้าของร่างเดิมก็จำไม่ได้แล้วว่าครั้งสุดท้ายที่นางกินข้าวขาวมันกี่ปีมาแล้ว
หลี่จางเป็ผู้ควบคุมดูแลบัญชีรายรับรายจ่ายของครอบครัว นางจะจัดสรรปันส่วนเงินที่ได้รับมาและกระจายออกตามค่าใช้จ่าย ที่ผ่านมารายจ่ายหลักของครอบครัวก็คือโอสถเสริมสร้างพลังปราณของหยางหลิว บุตรลำดับที่สองของหลี่จาง เขาเป็ความหวังของครอบครัว เพื่อให้ได้เข้าศึกษาต่อในสำนักศึกษาของตระกูล ดังนั้นทุกคนจำต้องอดทนใช้จ่ายอย่างประหยัดมัธยัสถ์ ฮุ่ยจิ่นเหิงก็เห็นเื่นี้เป็สำคัญ นั่นเพราะเมื่อบุตรได้ดี บิดามารดาก็มีหน้ามีตา...
แม้ว่าครอบครัวจะปลูกสมุนไพรเอง แต่สมุนไพรที่ต้องใช้สำหรับโอสถเพิ่มพลังปราณกลับไม่มีอยู่ในรายการสมุนไพรที่พวกเขาปลูก พวกมันเป็สมุนไพรที่หายาก เพาะเลี้ยงยาก และดูแลยาก จึงเป็สาเหตุให้ราคาโอสถเ่าั้พุ่งสูงมาก แม้จะเป็เพียงโอสถระดับต่ำ
แต่เดิมหลิงซือเป็บุตรของฮุ่ยจิ่นเหิงผู้นำหมู่บ้านตระกูลฮุ่ยเพียงผู้เดียว แต่โชคร้ายที่มารดาของนางจากไปแล้ว บิดาของนางจึงแต่งภรรยาใหม่ หลี่จางจึงได้เข้ามาเป็แม่เลี้ยง นางมีลูกติดมาหนึ่งคนซึ่งตอนนี้แต่งออกไปแล้ว ส่วนบุตรคนที่สองของนางเกิดกับฮุ่ยจิ่นเหิงอายุน้อยกว่าหลิงซือสองปี เขามีชื่อว่าหยางหลิว
หยางหลิวได้ชื่อว่าเป็เด็กที่มีพร์ที่สุดในหมู่บ้าน หลังจากหลี่จางคลอดหยางหลิวได้ไม่นาน ฮุ่ยจิ่นเหิงก็แต่งเซียงจื่อเข้ามา เซียงจื่อคนนี้คลอดบุตรชายและบุตรหญิงออกมาพร้อมกัน หรือนั่นก็คือนางกำเนิดลูกแฝดชายหญิงให้กับจิ่นเหิง พวกเขาเป็ฝาแฝดกัน เป็เด็กชายกับเด็กหญิงที่หน้าตาละม้ายคล้ายกันมากถึงเก้าส่วน หากไม่สังเกตให้ดีเป็ไปได้ยากที่จะแยกออกว่าผู้ใดคือเซียงจิ่นหรือผู้ใดคือจื่อเหิง พร์ของพวกเขาเองก็นับได้ว่าสูงกว่าชาวบ้านในหมู่บ้านอยู่หนึ่งขั้นเช่นกัน
ในขณะที่บุตรชายหญิงคนอื่นๆ ของจิ่นเหิงเชิดหน้าชูตาให้กับเขา หากไม่นับลูกติดของนางหลี่ หลิงซือก็เป็จุดด่างพร้อยเพียงหนึ่งเดียวของเขา เพราะนางเกิดมาพร้อมกับพร์เพียงหนึ่งขั้น กับพลังปราณแรกกำเนิดขั้นที่หนึ่งเพียงเท่านั้น
นับั้แ่ที่นางอายุห้าขวบหลังจากที่นางได้วัดพร์ด้วยลูกแก้วกลมๆ นั่น หลิงซือก็ถูกหมางเมินจากคนในบ้าน นางถูกมองเป็เพียงอากาศธาตุ ถูกย้ายออกจากห้องกว้างขวางที่มารดาเคยพักอยู่ไปยังห้องเล็กติดกับห้องครัวหลังเรือน อยู่อย่างอัตคัดไม่เคยได้เงินค่าใช้จ่ายรายเดือนดังแม่ลูกภรรยารอง อาจด้วยเพราะนางไม่มีมารดาคอยหนุนหลังทั้งบิดาก็ไม่ใส่ใจ
แต่แม้ว่าจะน้อยใจในโชคชะตา แม้ว่าจะต้องลำบากยากเข็ญ เด็กสาวที่มีนามว่าหลิงซือก็ยังใช้ชีวิตอย่างมีความหวัง