การเกิดใหม่อีกครั้งของนักอัญเชิญอสูร

    ตอนที่ 66 ฉิงเหม่ยสั่งสอนตระกูลไป๋

    “อืม ใช่แล้ว ข้ามีระดับเลเวล45 เจ้าฟังไม่ผิดหรอก” ฉิงเหม่ยกล่าวกับเหวินหนิงถัง “ตระกูลไป๋มียอดฝีมืออยู่นับร้อยคน นายท่านกำลังคิดอะไรอยู่กันแน่ถึงได้ส่งเจ้าไปที่นั่นเพียงคนเดียว” เหวินหนิงถังกล่าวอย่างร้อนรน ฉิงเหม่ยที่เห็นเหวินหนิงถังแสดงความวิตกกังวลออกมานางจึงได้กล่าวว่า “เจ้าสบายใจได้หนิงถัง นายท่านคงอยากทดสอบความสามารถของข้า ข้าเชื่อว่านายท่านคงแอบสังเกตการณ์พวกเราอยู่ไม่ห่างไกลนัก” “ฮ่าๆ เจ้าช่างรู้ใจข้าเสียจริงฉิงเหม่ย ข้าได้เปิดช่องทางการสื่อสารทางจิตของพวกเราสามคนเอาไว้แล้ว หลังจากนี้ให้พวกเจ้าทั้งสองสื่อสารทางจิตกับข้าผ่านช่องทางนี้ เหวินหนิงถังเจ้าไม่ต้องวิตกกังวลไป หากฉิงเหม่ยรับมือไม่ไหวข้าจะพาพวกเจ้าทั้งสองกลับเข้าไปในมิติแดนอสูรทันที” หวังเหว่ยกล่าวกับทั้งสองคนผ่านช่องทางการสื่อสารทางจิต “นายท่าน ท่านอยู่ที่ไหนเจ้าค่ะ” เหวินหนิงถังถามกับหวังเหว่ยผ่านช่องทางการสื่อสารทางจิต “ข้าใช้ทักษะล่องหนอยู่ไม่ไกลจากพวกเจ้านี่ล่ะ เหวินหนิงถังคฤหาสน์ตระกูลไป๋อยู่อีกไกลหรือไม่ ?” “พวกเราใกล้จะถึงคฤหาสน์ตระกูลไป๋แล้วเจ้าค่ะนายท่าน คฤหาสน์หลังใหญ่ข้างหน้านั้นคือคฤหาสน์ของตระกูลไป๋เจ้าค่ะ” เหวินหนิงถังได้มองไปข้างหน้าขณะกล่าวตอบหวังเหว่ย “โอ้! คฤหาสน์ตระกูลไป๋ช่างดูหรูหราเสียจริง” หวังเหว่ยกล่าวผ่านช่องทางการสื่อสารทางจิต เวลาผ่านไปห้านาที ฉิงเหม่ยและเหวินหนิงถังได้มาถึงยังบริเวณหน้าคฤหาสน์ของตระกูลไป๋เป็นที่เรียบร้อย “หนิงถังเจ้าซ่อนตัวอยู่แถวนี้ ข้าจะบุกเข้าไปในคฤหาสน์” “เจ้าระวังตัวด้วยฉิงเหม่ย” เหวินหนิงถังได้กระโดดขึ้นไปหลบซ่อนตัวอยู่บนต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งที่อยู่ใกล้กับคฤหาสน์ตระกูลไป๋เพื่อสังเกตการณ์ ส่วนหวังเหว่ยได้กระโดดขึ้นไปยืนอยู่บนกำแพงของคฤหาสน์ตระกูลไป๋เพื่อสังเกตการณ์เช่นกัน หลังจากเหวินหนิงถังขึ้นไปหลบซ่อนตัวบนต้นไม้ใหญ่เรียบร้อยแล้ว ฉิงเหม่ยได้เดินไปที่หน้าประตูของคฤหาสน์ตระกูลไป๋ “เจ้าเป็นใครทำไมถึงได้แต่งตัวเช่นนี้ !” เหล่าทหารรับจ้างที่ทำหน้าที่เฝ้าเวรยามหน้าคฤหาสน์ตระกูลไป๋กล่าวพร้อมกับนำศาสตราวุธของตนเองออกมา “ข้ามาสั่งสอนคนในตระกูลของพวกเจ้าตามคำสั่งของนายท่าน” ฉิงเหม่ยกล่าวพร้อมกับปลดปล่อยพลังปราณอสูรที่รุนแรงและหนาแน่นของนางออกมาอย่างฉับพลัน ตูม! อ๊ากกก โครม คลื่นพลังปราณอสูรที่บริสุทธิ์แต่บ้าคลั่งราวกับปีศาจร้ายของฉิงเหม่ยได้กระแทกเหล่าทหารรับจ้างกระเด็นออกไปชนเข้ากับกำแพงหน้าประตูคฤหาสน์คนละทิศละทาง “คลื่นพลังปราณอสูรที่รุนแรงอย่างบ้าคลั่งนี้เป็นของใครกัน !” เหล่ายอดฝีมือภายในตระกูลไป๋นับร้อยคนได้มาที่หน้าประตูของคฤหาสน์อย่างรวดเร็ว หลังจากปลดปล่อยพลังออกมา ฉิงเหม่ยได้ใช้ทักษะวิชาตัวเบาเข้าไปในคฤหาสน์ตระกูลไป๋ และตรงไปยังคฤหาสน์หลังใหญ่ที่หวังเหว่ยได้บอกให้นางทำลายประตูของคฤหาสน์อย่างรวดเร็ว ในระหว่างทางไปยังคฤหาสน์หลังใหญ่ ได้มีชายวัยกลางคนผู้หนึ่งปรากฎตัวออกมาขวางทางฉิงเหม่ย “เจ้าเป็นใคร เหตุใดจึงบุกรุกเข้ามาในคฤหาสน์ตระกูลไป๋กลางวันแสกๆเช่นนี้” ไป๋เทียนพ่อบ้านตระกูลไป๋ระดับเลเวล49 คลาสอาชีพนักรบผู้เชี่ยวชาญ กล่าวถามฉิงเหม่ย “ข้ามาสั่งสอนคนในตระกูลของพวกเจ้าตามคำสั่งของนายท่าน” ฉิงเหม่ยได้รวบรวมพลังปราณอสูรอันทรงพลังของนางมาไว้ที่มือของนาง จากนั้นนางได้เริ่มเปิดฉากใช้หมัดโจมตีไป๋เทียนอย่างรวดเร็ว “เช่นนั้นข้าก็จำเป็นต้องใช้กำลังสั่งสอนเจ้า” ไป๋เทียนได้รวบรวมพลังออร่านักสู้ของตนมาไว้ที่มือและได้พุ่งเข้าปะทะหมัดกับฉิงเหม่ยอย่างเต็มกำลัง ปัง! โครมมม เสียงการปะทะกันของพลังปราณอสูรได้ดังขึ้น ไป๋เทียนได้กระเด็นกระแทกเข้ากับอาคารที่พักหลังหนึ่งอย่างรุนแรง ส่วนฉิงเหม่ยที่ถอยหลังไปเพียงไม่กี่ก้าว นางได้รวบรวมพลังปราณอสูรมาไว้ที่มืออีกครั้ง และได้พุ่งเข้าโจมตีไป๋เทียนโดยใช้หมัดของนาง โจมตีไปที่ไหล่ของไป๋เทียนอย่างรุนแรง ตูม! อ๊ากกก โครมมมม ร่างของไป๋เทียนได้กระแทกเข้ากับอาคารหลังหนึ่ง อีกหลังหนึ่ง และอีกหลังหนึ่งอย่างรุนแรง ทำให้เขาได้รับบาดเจ็บสาหัสหมดสติไปในทันที เหล่ายอดฝีมือระดับเลเวล41ถึง46 นับร้อยคนที่ทยอยกันมาถึงสถานที่ต่อสู้ของฉิงเหม่ยและไป๋เทียน พวกเขาได้พากันเข้าโอบล้อมฉิงเหม่ยอย่างรวดเร็ว ฉิงเหม่ยได้ปลดปล่อยพลังปราณอสูรที่อัดแน่นอยู่ในร่างกายของนางออกมาอีกครั้ง พลังปราณอสูรที่บริสุทธิ์และแข็งแกร่งดุจปีศาจร้ายของนางได้ปะทุขึ้นอย่างรุนแรง จนทำให้เหล่ายอดฝีมือนับร้อยคนของตระกูลไป๋ลอยกระเด็นออกไปไกลหลายสิบเมตรในทันที ตูม! เมื่อคลื่นพลังปราณอสูรของฉิงเหม่ยจางหายไป เหล่ายอดฝีมือตระกูลไป๋นับร้อยคนได้ลุกขึ้นมาและตั้งท่าเตรียมเข้าโจมตีฉิงเหม่ยอีกครั้ง ในขณะนั้นเองได้มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมา “ท่านพอจะบอกข้าได้หรือไม่? เหตุใดท่านจึงได้ทำเช่นนี้” ไป๋ฉีฟูหัวหน้าตระกูลไป๋ระดับเลเวล52 คลาสอาชีพนักรบผู้เชี่ยวชาญ ที่พึ่งมาถึงได้กล่าวถามฉิงเหม่ยด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เนื่องจากพลังปราณอสูรที่ทรงพลังของนางได้สร้างความกดดันให้กับเขาอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน ฉิงเหม่ยที่รู้สึกได้ถึงแรงกดดัน จากระดับเลเวลที่สูงกว่านางหลายระดับมากเกินไป นางจึงได้ใช้ร่างนักสู้ในทันทีที่ไป๋ฉีฟูปรากฎตัว แต่เนื่องจากชุดคลุมสีดำที่ปกปิดมิดชิดและหน้ากากสีขาวที่ครอบคลุมทั้งใบหน้าของนาง ทำให้ไป๋ฉีฟูไม่ได้สังเกตรูปลักษณ์ภายนอกของนางที่เปลี่ยนแปลงไป หลังจากเปลี่ยนเป็นร่างนักสู้เสร็จเรียบร้อย ฉิงเหม่ยได้กล่าวขึ้นว่า “ข้ามาสั่งสอนคนในตระกูลไป๋ตามคำสั่งของนายท่าน” หลังจากกล่าวจบฉิงเหม่ยได้พุ่งเข้าโจมตีไป๋ฉีฟูด้วยทักษะกรงเล็บราตรีพิภพขั้นที่หนึ่งลวงตาราตรีในทันที ไป๋ฉีฟูรู้สึกเดือดดาลขึ้นมา เมื่อเขาได้ยินคำกล่าวของฉิงเหม่ย “ฮืม ลำพังตัวเจ้าที่มีระดับเลเวล45 เพียงคนเดียวน่ะหรือ? จะสั่งสอนตระกูลไป๋” ไป๋ฉีฟูกล่าวพร้อมกับเบี่ยงตัวหลบการโจมตีของฉิงเหม่ยได้อย่างง่ายดาย แต่ในขณะที่เขากำลังจะนำศาสตราวุธคู่กายออกมาจากแหวนมิติเพื่อโจมตีตอบโต้ฉิงเหม่ย เขาพลันรู้สึกเย็นวาบที่ข้างลำตัวของเขาขึ้นมา แควก อ๊ากก ไป๋ฉีฟูได้ใช้มือข้างขวากุมบาดแผลเอาไว้พร้อมกับใช้ทักษะวิชาตัวเบาถอยฉากออกห่างจากฉิงเหม่ยอย่างรวดเร็ว ฉิงเหม่ยที่เห็นดังนั้น นางจึงได้ใช้กรงเล็บราตรีทลายพิภพขั้นที่สองมายาราตรี แยกร่างของนางออกมาเป็นแปดร่างพุ่งเข้าจู่โจมไป๋ฉีฟูจากหลายทิศทางพร้อมกัน “นี่มันทักษะอะไรกัน !” ไป๋ฉีฟูได้ใช้มือซ้ายเรียกศาสตราวุธประเภทกระบี่ระดับล้ำค่าออกมาจากแหวนมิติ จากนั้นเขาได้ใช้พลังออร่าของเขาควงกระบี่ในมือ สร้างกำแพงออร่ากระบี่ขึ้นเพื่อปัดป้องการจู่โจมจากหลายทิศทางของฉิงเหม่ย ซวบ ซวบ ซวบ กำแพงกระบี่ของไป๋ฉีฟูได้ปะทะเข้ากับร่างเงาของฉิงเหม่ย ทำให้ร่างเงาทั้งเจ็ดของนางสลายหายไป ยกเว้นร่างแท้จริงที่แข็งแกร่งดุจกายมังกรของนางที่สามารถทะลวงผ่านกำแพงกระบี่ของไป๋ฉีฟูเข้าไปได้อย่างง่ายดายราวกับฝ่าปุยเมฆ ฉึบ ไป๋ฉีฟูได้ถูกออร่ากรงเล็บสีขาวที่น่าครั่นคร้ามของฉิงเหม่ยแทงทะลุจนลึกเข้าไปในไหล่ของเขา จากนั้นนางได้ดึงออร่ากรงเล็บสีขาวออกจากไหล่ของไป๋ฉีฟูอย่างรุนแรง ฉวะ อ๊อกก ไป๋ฉีฟูได้กระอักโลหิตออกมา และถอยหลังไปหลายก้าว เขาได้คุกเข่าข้างซ้ายลงกับพื้นและใช้กระบี่ที่อยู่ในมือซ้ายปักลงบนพื้นเพื่อพยุงตัวเองเอาไว้ “แม่นาง ข้าพ่ายแพ้แล้ว เจ้าอยากจะสังหารข้าก็เชิญ” ไป๋ฉีฟูฝืนกล่าวพร้อมกับทรุดตัวลงบนพื้นหมดสติไปในทันที “ท่านผู้นำตระกูล !” เหล่ายอดฝีมือระดับตระกูลไป๋นับร้อยคน ได้พากันพยายามหลบหนีไปคนละทิศละทางด้วยความหวาดหวั่นพรั่นพรึง เมื่อพวกเขาเห็นผู้นำตระกูลพ่ายแพ้ ฉิงเหม่ยเมื่อได้เห็นดังนั้น นางจึงได้ปลดปล่อยพลังปราณอสูรที่ทรงพลังของนางออกมาสะกดข่มเหล่ายอดฝีมือตระกูลไป๋ “ข้าบอกพวกเจ้าไปแล้ว ว่าข้าเพียงแค่มาสั่งสอนพวกเจ้าตามคำสั่งของนายท่าน หากผู้ใดขยับอีกแม้เพียงก้าวเดียว ข้าจะสังหารคนผู้นั้นทันที !” เหล่ายอดฝีมือตระกูลไป๋ที่กำลังหลบหนีได้พากันตัวแข็งทื่อ หลังจากได้ยินคำกล่าวของฉิงเหม่ย “มะ แม่นาง โปรดเมตตาด้วย” เหล่ายอดฝีมือตระกูลไป๋กล่าวอ้อนวอนฉิงเหม่ย “ข้าจะไม่ทำร้ายพวกเจ้ามากนัก หากพวกเจ้าไม่คิดหลบหนี โปรดจำไว้หากผู้ใดคิดหลบหนี ข้าจะสังหารคนผู้นั้นทันที” หลังจากกล่าวจบ ฉิงเหม่ยได้เข้าไปโจมตีเหล่ายอดฝีมือตระกูลไป๋ทีละคนด้วยการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วและแม่นยำ ตุบ ตุบ ตุบ อั้ค อ๊ากก เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง เหล่ายอดฝีมือนับร้อยคนได้ถูกฉิงเหม่ยทำให้ได้รับบาดเจ็บกันทั่วหน้า โดยที่ไม่มีใครคิดที่จะขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวแม้เพียงครึ่งก้าว ฉิงเหม่ยที่เห็นดังนั้นนางจึงได้กล่าวออกมาว่า “ขอบคุณพวกเจ้าทุกคนที่ให้ความร่วมมือ” หลังจากกล่าวจบ ฉิงเหม่ยได้ใช้ทักษะวิชาตัวเบาออกไปจากคฤหาสน์ตระกูลไป๋อย่างรวดเร็วท่ามกลางความตกตะลึงของเหล่ายอดฝีมือตระกูลไป๋

    คล้ายกับเรื่องการเกิดใหม่อีกครั้งของนักอัญเชิญอสูร ที่คุณอ่าน