หมื่นอสุราสยบฟ้า หนึ่งมรรคานิจนิรันดร์

    เล่มที่ 5 บทที่ 141 แพศยาเกินไปแล้ว

            บทที่ 141 แพศยาเกินไปแล้ว

            ถังหว่านเอ๋อร์ส่ายหน้าด้วยความอ่อนใจ นางคิดว่าเรื่องในครั้งนี้ไม่ควรมีความเกี่ยวข้องกับมู่เซวียนเป็นอย่างมาก มู่เซวียนอยู่ในตำหนักจันทราเงินโดยไม่แก่งแย่งชิงดีกับผู้อื่น เรื่องสกปรกอย่างการห้ำหั่นกันด้วยกลอุบายควรอยู่ให้ห่างจากนาง

            “ฉินชู เรื่องในครั้งนี้อาจทำให้เจ้าลำบากชั่วคราว แต่อาจารย์ของข้าไม่มีทางปล่อยให้พวกเขากระทำการเหลวไหลแน่” ถังหว่านเอ๋อร์มองฉินชูพร้อมกล่าว

            ฉินชูพยักหน้า ในเมื่อเกิดปัญหาแล้ว เขาจะทำเช่นไรได้เล่า ได้แต่ปล่อยไปตามยถากรรม นอกจากนั้น เขาจำเป็นต้องพบผู้เฒ่าเสว่แห่งตำหนักจันทราเงินสักหน เพื่อไต่ถามเรื่องของเผ่าศักดิ์สิทธิ์ เผ่าศักดิ์สิทธิ์หงส์เพลิงปรากฏตัวเมื่อสิบกว่าปีก่อน บางทีนั่นอาจมีความเกี่ยวข้องกับการต่อสู้ที่ทำให้อกของผู้เฒ่าถูกแทงจนทะลุก็เป็นได้

            “ฉินชูเจ้าคิดอะไรอยู่? อย่าเป็นกังวลเลย เจ้าช่วยข้าไว้ เพียงมีข้าอยู่ ขอรับรองว่าเจ้าไม่เป็นอะไรแน่” เมื่อเห็นฉินชูครุ่นคิดไตร่ตรอง มู่เซวียนก็คิดว่าฉินชูมีแรงกดดันในใจ จึงเอ่ยปากให้คำมั่นสัญญา

            “เจ้าคิดมากไปแล้ว ข้าไม่ได้กังวลอะไร เกิดปัญหาขึ้นก็แก้ไขปัญหา ข้าไม่เคยเกรงกลัวต่อสิ่งใดมาก่อนอยู่แล้ว” ฉินชูหัวเราะเบา

            เกวียนสัตว์อสูรเคลื่อนไปข้างหน้า ถังหว่านเอ๋อร์บอกเล่าสถานการณ์ปัจจุบันของตำหนักจันทราเงินให้ฉินชูฟัง เจ้าตำหนักจันทราเงินเป็นผู้มีอำนาจเด็ดขาด แต่ในตำหนักจันทราเงิน ผู้อาวุโสใหญ่ก็มีบารมีเช่นเดียวกัน ในครั้งนี้จึงเกิดความขัดแย้งขึ้น และจุดศูนย์กลางของความขัดแย้งครั้งนี้ก็คือมู่เซวียน

            ฉินชูไม่ได้ออกความเห็นอะไร เรื่องนี้ไม่มีความเกี่ยวข้องกับเขา แต่ที่พาเขากลับไปด้วย คิดจะสังหารเขาหรืออย่างไร? ฉินชูคิดว่ายังไม่ถึงขั้นนั้น ตัวเองไม่ได้ทำเรื่องที่ผิดต่อตำหนักจันทราเงิน ไม่ว่าจะเป็นเจ้าตำหนักจันทราเงิน หรือผู้อาวุโสใหญ่ พวกเขาต่างมีตำแหน่งและฐานะ ไม่มีทางกระทำการเหลวไหลเป็นแน่ ถึงอย่างไรการทำเช่นนั้นก็จะทำให้ขายหน้าและเสื่อมเสียชื่อเสียง ส่วนการทำร้ายด้านอื่น ขอเพียงไม่ตาย หากเป็นเช่นนั้น เขาก็ต้องกู้หน้ากลับมาให้ได้

            เมื่อยามราตรีปกคลุม คนทั้งกลุ่มจึงหยุดพัก สัตว์อสูรเทียมรถก็ต้องการพักผ่อนเช่นกัน

            ฉินชูก่อกองไฟ หลังจากชงน้ำชาหนึ่งกา จึงนั่งสมาธิฝึกฝน ส่วนพวกโจวเหมย ฉินชูเพียงเมินเฉยใส่ เพราะคนถ่อยที่ไร้เหตุผล ไม่มีความจำเป็นต้องสนใจ ค่อยโต้กลับตอนมาหาเรื่องก็พอ “ฉินชู ภายในตัวเกวียนยังมีที่ เจ้าขึ้นมาได้” มู่เซวียนตะโกนบอกฉินชู

            ฉินชูหันกลับไปมองมู่เซวียน แล้วส่ายหน้า ช่วงกลางวันอยู่ในเกวียนอสูรคันเดียวกันนั้นไม่เป็นไร แต่หากยามราตรียังอยู่ในเกวียนอสูรคันเดียวกันอีก อาจไม่เหมาะสม

            เมื่อเห็นว่ามู่เซวียนยังเรียกฉินชูอีก ถังหว่านเอ๋อร์จึงส่ายหน้า ก่อนพามู่เซวียนกลับเข้าไปด้านใน “เสี่ยวชี[1] เจ้าไม่ต้องเรียกแล้ว เขาเป็นคนที่มีหลักการ ไม่ยอมเข้ามาแน่”

            มู่เซวียนถอนหายใจทีหนึ่ง “เป็นเพราะข้าแท้ๆ เขารู้แต่แรกแล้ว ว่าหลังจากช่วยข้าแล้วจะเกิดปัญหา เขาจึงอยากให้ข้ากลับมาเอง แต่ข้านี่สิ กลับรั้งให้เขามาด้วย ผลคือทำให้เขาตกอยู่ในความวุ่นวาย”

            “เจ้าอย่าได้เป็นกังวล ปัญหานี้ย่อมได้รับการแก้ไข อาจารย์บอกว่าอยากพบเขา เพราะเขาช่วยเจ้าไว้ ตำหนักจันทราเงินของเราต้องแสดงความขอบคุณ ถือเป็นการรู้จักตอบแทนบุญคุณ ส่วนผู้เฒ่าเสว่ น่าจะหลงเชื่อคำพูดเหลวไหลของคนบางกลุ่ม แต่ไม่อาจยืนยันความจริงได้ พวกเขาอยากจะสร้างเรื่องอย่างไรก็ไร้ประโยชน์” ถังหว่านเอ๋อร์กล่าว

            “ราชวงศ์ดาราเหมันต์ที่สมควรตายนั่น พวกเขาไปก่อเรื่องที่แคว้นหนานเหยียน ถูกตีจนต้องกลับมาขนาดนั้น ยังจะมีหน้ามาขอโอกาสฟื้นฟูกำลังจากตำหนักจันทราเงินของเราอีก” มู่เซวียนก่นด่าทีหนึ่ง นางไม่พอใจเป็นอย่างมาก

            พวกโจวเหมยมองฉินชูด้วยแววตาไม่เป็นมิตร ฉินชูโจมตีจนศิษย์ในสังกัดของนางบาดเจ็บหนัก มันทำให้นางเสียหน้าเป็นอย่างมาก

            ส่วนหยางเทียนเฟิงไม่ได้กล่าวอะไร เขาอยู่ในสภาวะนั่งสมาธิฝึกฝนอยู่ตลอด

            หลังจากฟ้าสาง คนทั้งกลุ่มเก็บข้าวของเรียบร้อย จึงออกเดินทางต่อ

            ฉินชูไม่ได้กล่าวอะไรตลอดทาง เพียงแต่นั่งสมาธิฝึกฝน

            เมื่อเห็นความเงียบสงบของฉินชู แต่ละคนก็มองต่างกันออกไป หยางเทียนเฟิงและถังหว่านเอ๋อร์คิดว่านี่คือความเชื่อมั่นในตัวเอง เป็นความกล้าหาญ และความองอาจ แต่ในสายตาพวกโจวเหมย มองว่าเขาฝืนทำทีเป็นสงบนิ่ง แต่พวกโจวเหมยก็ไม่ได้จ้องเล่นงาน สาเหตุหลักเพราะไม่มีโอกาส ถังหว่านเอ๋อร์และมู่เซวียนคอยเฝ้าสังเกตฉินชูอยู่ตลอด ยิ่งไปกว่านั้น หยางเทียนเฟิงเป็นอาจารย์อาของถังหว่านเอ๋อร์และมู่เซวียน หากเกิดการปะทะขึ้น หยางเทียนเฟิงย่อมยืนอยู่ข้างถังหว่านเอ๋อร์และมู่เซวียนแน่นอน

            เวลาผ่านไปสามวัน คนทั้งกลุ่มจึงถึงเมืองจันทราเงิน ด้านหลังเมืองจันทราเงินคือเขาจันทราเงิน อีกทั้งตำหนักยังตั้งอยู่บนเขาจันทราเงิน

            พวกเขาไม่ได้พักในเมือง แต่ตรงมายังทางขึ้นเขาตำหนักจันทราเงิน มายังโถงใหญ่ของตำหนักจันทราเงิน

            ภายในโถงใหญ่ของตำหนักจันทราเงินมีศิษย์ที่กำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ไม่น้อย แต่ไม่มีผู้นำระดับสูงอยู่

            “วันนี้ดึกมากแล้ว พรุ่งนี้แจ้งเจ้าตำหนักและผู้เฒ่าเสว่มาจัดการปัญหาที่โถงใหญ่” หยางเทียนเฟิงกล่าว

            “ก็ได้ เด็กๆ คุมตัวเขาไปขังในเรือนจำใต้ดิน!” หลังจากได้ฟังวาจาของหยางเทียนเฟิง โจวเหมยจึงชี้นิ้วไปทางฉินชู และสั่งการ

            “เจ้ากล้าหรือ!” มู่เซวียนชักกระบี่ออกมา

            ฉินชูมองโจวเหมยพร้อมหัวเราะอย่างเย็นเยียบ “เคยพบเห็นคนแพศยามามาก แต่ไม่เคยเห็นใครแพศยาเท่าเจ้ามาก่อน เจ้าคิดว่าเจ้าเป็นใคร เจ้ามีสิทธิ์อะไรมาคุมขังข้า?”

            “เจ้าช่างกล้าบังอาจนัก!” สีหน้าของโจวเหมยเปลี่ยนไป คำด่าของฉินชูช่างไม่น่าฟังยิ่งนัก

            “ข้ากล้าอยู่แล้ว ต่อให้ยืนอยู่ในโถงใหญ่ตำหนักจันทราเงินข้าก็กล้า แล้วเจ้าทำได้หรือไม่? หากให้เจ้าไปยังโถงใหญ่ของราชวงศ์ดาราเหมันต์ เจ้ากล้าส่งเสียงดังหรือไม่?” ฉินชูหัวเราะอย่างเย็นเยียบ เขารู้สึกดูแคลนคนเยี่ยงโจวเหมยเป็นอย่างยิ่ง คนที่คอยอาศัยอิทธิพลของตำหนักจันทราเงินวางอำนาจบาตรใหญ่

            “เจ้าสมควรตาย!” โจวเหมยชักกระบี่ออกมา

            “คิดว่าข้ากลัวเจ้าหรือ?” ฉินชูยื่นมือขวาไปด้านหลัง ก่อนชักกระบี่เทพบูรพาออกมา

            “พอแล้ว พวกเจ้าทำอะไรกัน ผู้อาวุโสโจว ข้าขอถามเจ้า เหตุใดถึงต้องขังฉินชูไว้ในเรือนจำใต้ดิน? ขังด้วยสาเหตุใด ด้วยข้อหาใด?” หยางเทียนเฟิงเอ่ยถาม เขาเองก็รู้สึกว่าโจวเหมยทำเกินไป

            “หากเขาหนีไปก่อนผู้เฒ่าเสว่จะพบเขาจะทำเช่นไร?” สีหน้าของโจวเหมยดูไม่ดีนัก หลังจากนางรับภารกิจนี้ก็เจอแต่อุปสรรค ถังหว่านเอ๋อร์และมู่เซวียนต่างก็ไม่ให้เกียรตินาง บัดนี้วาจาของหยางเทียนเฟิงก็ฟังไม่เข้าหูอีก

            “ผู้เฒ่าเสว่บอกให้คุมขังหรือ? คุมขังผู้อื่นโดยไร้ต้นสายปลายเหตุ แบบนี้ไร้เหตุผลสิ้นดี” หยางเทียนเฟิงกล่าว

            มู่เซวียนยื่นมือไปดึงแขนเสื้อฉินชูทีหนึ่ง “พวกเราไปกัน”

            ฉินชูมองโจวเหมยครู่หนึ่ง ก่อนเก็บกระบี่เทพบูรพาเข้าไปในฝัก แล้วเดินตามมู่เซวียนออกไป ส่วนพวกโจวเหมย เขาไม่อยากมองแม้แต่น้อย

            แววตาโจวเหมยเต็มไปด้วยความอาฆาต แต่หยางเทียนเฟิงและถังหว่านเอ๋อร์ล้วนอยู่ด้วย นางไม่อาจทำอะไรได้

            ในตำหนักจันทราเงิน ตำแหน่งผู้เฒ่าอาวุโสมีฐานะสูงส่ง ไม่ด้อยกว่าตำแหน่งเจ้าตำหนัก ส่วนใครจะมีอำนาจมากกว่า ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของแต่ละคน หากเจ้าตำหนักมีพลังความสามารถแข็งกร้าว เช่นนั้นอำนาจของผู้เฒ่าอาวุโสก็จะถูกลดทอนลง แต่หากอยู่ในสถานการณ์ตรงกันข้าม อำนาจของเจ้าตำหนักก็จะถูกลดทอนเช่นกัน 

            รองจากผู้เฒ่าอาวุโสและเจ้าตำหนัก ผู้อาวุโสจะมีตำแหน่งสูงสุด แต่ก็มีกรณียกเว้น อย่างถังหว่านเอ๋อร์และมู่เซวียน ถึงพวกนางเป็นศิษย์ตำหนักจันทราเงิน แต่หาใช่ศิษย์ทั่วไป พวกนางเป็นศิษย์ของเจ้าตำหนัก แล้วถังหว่านเอ๋อร์ยังเป็นถึงเจ้าตำหนักน้อย นางจึงกล้าไม่ให้เกียรติผู้อาวุโสอย่างแท้จริง แน่นอนว่าผู้อาวุโสก็มีทั้งผู้แข็งแกร่งและอ่อนแอ อย่างผู้อาวุโสใหญ่ก็จะมีอำนาจสูง แต่โจวเหมยก็เป็นเพียงผู้ติดตามผู้อาวุโสใหญ่เท่านั้น

            มู่เซวียนและถังหว่านเอ๋อร์พาฉินชูออกจากโถงใหญ่ของตำหนักจันทราเงิน มายังยอดเขาด้านข้าง ถึงเรือนแยกที่มู่เซวียนพักอาศัย

            “เจ้าพักผ่อนที่นี่ ข้าจะดูซิว่าใครจะมาก่อความวุ่นวายได้” แววตามู่เซวียนเต็มไปด้วยเพลิงโทสะ

            “ยามนี้ไม่มีผู้ใดแตะต้องข้าแน่ คาดว่าละครสนุกน่าจะเปิดฉากในวันพรุ่งนี้” ฉินชูกล่าว

            [1] เสี่ยวชี หรือน้องเจ็ด หรือเจ้าเจ็ด เป็นการเรียกน้อง บุตร ลูกศิษย์ หรือชนรุ่นหลังที่อยู่ในลำดับที่เจ็ด


    คล้ายกับเรื่องหมื่นอสุราสยบฟ้า หนึ่งมรรคานิจนิรันดร์ ที่คุณอ่าน